Group Blog
All Blog
### ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง ###














“ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง”

ในโลกนี้มีความสุขอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน คือสุขแท้และสุขปลอม

 สุขที่ถาวรและสุขชั่วคราว สุขที่เป็นสุขแท้ สุขที่ถาวร

คือความสุขทางใจ สุขที่เป็นความสุขปลอมเป็นความสุขชั่วคราว

ก็คือความสุขทางร่างกาย ความสุขทางลาภยศ สรรเสริญ

 ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 คนฉลาดเลือกความสุขที่แท้จริงที่ถาวร

คนโง่จะเลือกความสุขชั่วคราว

ความสุขที่ไม่แท้จริงความสุขปลอม

 เพราะไม่มีปัญญา มองไม่เห็นความเสื่อม ของความสุขปลอม

ส่วนคนฉลาดนักปราชญ์ เช่นพระพุทธเจ้า

 พระอรหันตสาวกทั้งหลายท่านมีปัญญา

 ท่านเห็นความเสื่อมของความสุขทางร่างกาย

เห็นความเสื่อมของลาภยศ สรรเสริญ

เห็นความเสื่อมของตา หู จมูก ลิ้น กาย

 ท่านจึงไม่หลงไปแสวงหาความสุขปลอม

ท่านไปหาความสุขจริงความสุขแท้ ท่านจึงไม่ผิดหวัง

ท่านจึงได้พบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

คือความสุขของพระนิพพานที่เรียกว่า บรมสุข

 นิพพานัง ปรมัง สุขัง ส่วนคนโง่ก็จะหาความสุขจากลาภยศ

สรรเสริญ จากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 แล้วก็ต้องประสบกับความผิดหวัง

 เมื่อลาภยศ สรรเสริญและรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมีอันเป็นไป

มีการเสื่อมมีการพลัดพรากจากกันไป

เวลานั้นความสุขก็กลายเป็นความทุกข์

นี่ความสุขที่มีอยู่ในโลกนี้ มีความสุขอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน

 ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า

 มาแสดงให้เรารู้มาแจ้งให้เรารู้ เราก็จะหลง

ติดอยู่กับการหาความสุขปลอมกัน

อย่างที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ กำลังแสวงหากัน

เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกนี้

ไม่ได้เข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ถึงแม้จะถือตนเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน

ก็เป็นพุทธศาสนิกชนแบบทัพพีในหม้อแกง

 นับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่รู้จักพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าที่สอนให้หาความสุขทางใจกัน

กลับไปหาความสุขทางร่างกายกัน

ไปหาความสุขทางลาภยศ สรรเสริญกัน

 จึงต้องพบกับความทุกข์ความผิดหวัง

 เพราะว่าเป็นเหมือนทัพพีในหม้อแกงนั่นเอง

ทัพพีจะอยู่ในหม้อแกงนานสักเท่าไรก็ตาม

จะไม่รู้ว่าแกงที่ทัพพีได้สัมผัสนั้นเป็นแกงอะไร

เป็นแกงจืด แกงเผ็ดหรือแกงหวาน

จะไม่มีวันรู้ได้ ไม่เหมือนลิ้นกับแกง

 ถ้าลิ้นนี้พอสัมผัสรสของแกงเพียงหยดเดียวเท่านั้นก็จะรู้ทันที

คนฉลาดพอได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็จะหูตาสว่างขึ้นมาทันที พอทรงตรัสคำว่า “อนิจจัง” เท่านั้น

สพเพสังขารา อนิจจา ก็เกิดหูตาสว่างขึ้นมาเลย

 เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ในโลกนี้

 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้วยการรวมตัวของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุรู้

ถ้ามีธาตุรู้ก็เป็นมนุษย์ เป็นเดรัจฉาน

ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็เป็นต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้น โดยการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔

 คือ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุไฟ

เป็นใบไม้ เป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้ เป็นอะไรต่างๆ เรียกว่าเป็นธาตุ

 ส่วนร่างกายของมนุษย์และของสัตว์เดรัจฉาน

ก็ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ เช่นเดียวกัน

คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

 แล้วก็มีธาตุรู้คือใจมาเป็นผู้ครอบครอง

สิ่งใดก็ตามเมื่อมีการรวมตัวกัน ย่อมมีการแยกตัวกัน

อันนี้เป็นกฏของอนิจจัง ความไม่ถาวร

 สิ่งที่ถาวรที่ไม่มีวันแยกตัวกันก็คือธาตุทั้ง ๕ นี่เอง

 รวมถึงธาตุที่ ๖ คืออากาศธาตุ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสัพเพธัมมา อนัตตา

สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสังขาร สังขาราอนิจจัง

สังขารนี้ท่านแปลว่า สิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยการปรุงเเต่งของธาตุทั้ง ๖

 หรือธาตุทั้ง ๕ คือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ

 และธาตุรู้ เรียกว่าสังขาร แต่ตัวที่เป็นธาตุแท้ๆนี้ไม่มีวันเสื่อม

ไม่มีวันหาย เป็นธาตุอยู่ตลอดเวลา ธาตุน้ำก็เป็นน้ำตลอดเวลา

 ธาตุดินก็เป็นธาตุดินอยู่ตลอดเวลา ธาตุลมก็เป็นธาตุลม

 ธาตุไฟก็เป็นธาตุไฟอยู่ตลอดเวลา

อากาศธาตุก็เป็นอากาศธาตุอยู่ตลอดเวลา

ธาตุรู้ก็เป็นธาตุรู้อยู่ตลอดเวลา

แต่พอมารวมตัวกันเป็นสังขารขึ้นมา เรียกว่าสังขาร

 ถ้าเป็นสังขารท่านก็เรียกว่า สัพเพสังขารา อนิจจา

 สังขารทั้งหลายเป็นของชั่วคราว

ท่านไม่ได้เรียกว่า สัพเพธัมมา อนิจจา

ท่านไม่ได้เรียกว่า ธาตุทั้ง ๖ นี้เป็นอนิจจา

 เพราะธาตุทั้ง ๖ นี้ไม่เป็นอนิจจา เป็นธาตุคงเดิมอยู่ตลอดเวลา

 ถ้าผู้ใดสัมผัสแล้วมาครอบครองคือธาตุรู้

มาสัมผัสมาครอบครองกับสังขารแล้ว

ไปมีความหลงยึดติดคิดว่า เป็นของถาวรคิดว่าเป็นของของตน

ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เวลาที่ธาตุทั้ง ๔ แยกตัวออกจากกัน

นี่คืออนิจจา สัพเพสังขารา อนิจจา

 ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

 ที่ทรงตรัสรู้ ทรงค้นพบว่าสังขารทั้งหลาย เป็นของชั่วคราว

ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง ๖ ที่เป็นของถาวรไม่มีตัวไม่มีตน

ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลเป็นธาตุเท่านั้น แต่ธาตุรู้นี้มีปัญหา

 ธาตุรู้ถูกอวิชชา ความไม่รู้ความจริงอันนี้มาหลอก

ให้ธาตุรู้คิดว่าธาตุรู้นี้เป็นตัวเป็นตน

ให้คิดว่าสิ่งที่ธาตุรู้ได้มาครอบครองคือร่างกายเป็นของตน

 แล้วก็ให้หลงกับธาตุสังขารต่างๆ นอกจากร่างกาย

เช่นทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ ที่มนุษย์เราผลิตกันขึ้นมา

สิ่งของต่างๆ ที่มนุษย์เราผลิตกันขึ้นมา ก็ผลิตมาจากธาตุ ๔ นี่เอง

 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ กลายเป็นสินค้าต่างๆ

 ให้เสพให้สัมผัส ให้เกิดความสุขชั่วคราวขึ้นมา

ทำให้ธาตุรู้ที่ไม่มีปัญญานี้หลงไหลคลั่งไคล้

ติดอยู่กับความสุขแบบนี้ แบบถอนตัวไม่ขึ้น

ต้องกลับมาเสพความสุขเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ

 ด้วยการกลับมาเกิดแล้วก็มาแก่ มาเจ็บ มาตาย

ตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตาย

เพราะความยึดติดอยู่กับการเสพความสุข

ทางตา หู จมูก ลิ้น กายนี่เอง ที่เป็นความสุขชั่วคราว

เป็นความสุขปลอมที่มีวันเสื่อมหมดไป

 แล้วก็มีความทุกข์มาทดแทนให้เสพให้สัมผัส

มนุษย์จึงตกอยู่ในกองทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด

 เกิดอยู่ในกองทุกข์ของการสูญเสีย ของการพลัดพรากจากกัน

 เพราะสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานมาครอบครองนั้น

 ล้วนเป็นสมบัติชั่วคราวทั้งนั้นได้มาแล้วก็ต้องมีวันหมดไป

ได้ลาภก็มีการเสื่อมลาภ ได้ยศก็มีการเสื่อมยศ

 ได้สรรเสริญก็มีนินทา ได้สุขก็ต้องมีทุกข์

เวลาสุขหมดไปทุกข์ก็กลับกลายเข้ามา

นี่คืออนิจจัง ของสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้

 ผู้ที่มีปัญญาเห็นอนิจจัง จะไม่หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้

จะถอนตัวออกแล้วก็ไปพบกับความสุขที่แท้จริง

 คือความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

 ความสุขที่เกิดจากความสงบของใจนี้

เกิดจากการถอนตัวออกจากการเสพความสุขปลอม

ความสุขทางร่างกาย ผู้ที่ปรารถนาที่ต้องการพบความสุขที่ถาวร

จึงจำเป็นจะต้องสละความสุขปลอมไป

จะเอาความสุขทั้ง ๒รูปแบบไม่ได้

 เหมือนกับจะเอาร้อนกับเย็น

 ความร้อนกับความเย็นนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ต้องแยกกันอยู่

 เหมือนความมืดกับความสว่างเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้

 ถ้ามืดมันก็ไม่สว่าง ถ้าสว่างมันก็ไม่มืด

ความสุขแท้กับความสุขปลอมก็เช่นเดียวกัน

ถ้าจะเอาความสุขแท้ก็ต้องละความสุขปลอม

ถ้าต้องการความสุขปลอมก็จะไม่ได้ความสุขแท้

จะเอาความสุขทั้ง ๒ รูปแบบนี้เป็นไปไม่ได้

ก็จะได้แบบอย่างละนิดอย่างละหน่อย

 อย่างที่ผู้ปฏิบัติช่วงระยะเริ่มต้น

จะสัมผัสได้ความสุขแท้นิดหน่อย

 แล้วก็ได้ความสุขปลอมอีกนิดหน่อย

เพราะยังเสียดาย นั่งสมาธิเสร็จออกมา

ก็หาขนม กาแฟดื่มรับประทาน หารูป เสียง กลิ่น รสเสพ

 ดูภาพยนต์ ฟังเพลง หรือทำอะไรที่ทำให้เกิดความสุข

ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างนี้เรียกว่า

ยังจะเอาความสุขทั้ง ๒ รูปแบบอยู่

ความสุขปลอมก็เอา ความสุขแท้ก็จะเอาก็เลยได้ไม่สมบูรณ์

 ได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย

แล้วเวลาที่ความสุขปลอมหายไป

ก็เกิดความทุกข์ทรมานใจขึ้นมา

ถ้าต้องการความสุขแท้ความสุขที่ไม่มีความทุกข์ทรมานใจตามมา

ก็ต้องสละความสุขปลอมไป เพราะความสุขปลอมนี้แหละ

เป็นที่เกิดของความทุกข์ทรมานใจ

เวลาที่ความสุขปลอมนี้จางหายไป

ความทุกข์ทรมานก็จะปรากฏขึ้นมา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

“ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ

 




Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2559 12:59:38 น.
Counter : 120 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....