Group Blog
All Blog
### หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้า ###













“หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้า”

วันนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญลำดับที่ ๓

 วันแรกก็คือวันประสูติ วันตรัสรู้

วันเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ซึ่งปรากฏขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖

แล้ววันที่ ๒ อีก ๒ เดือนต่อมาหลังจากวันตรัสรู้

ก็ได้ทรงประกาศพระธรรมคำสอนให้แก่พระปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก

 ในวันเพ็ญเดือน ๘ ที่เราเรียกกันว่า วันอาสาฬหบูชา

 วันที่เกิดของพระธรรมและวันที่เกิดของพระสงฆ์

 เพราะวันนั้นทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 หลังจากที่ได้ยินได้ฟัง ๑ พระปัญจวัคคีย์ก็คือ

พระอัญญาโกณฑัญญะก็มีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา

 เห็นว่าสิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

จึงปรากฏเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา

เป็นวันที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบองค์

และต่อมาอีก ๗ เดือนก็ปรากฏมีเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง

คือมีพระภิกษุ จำนวน ๑,๒๕๐ รูปที่อยู่ตามสารทิศต่างๆ

ได้เดินทางเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยไม่ได้มีการนัดหมายมาก่อน

พระภิกษุทั้ง ๑,๒๕๐ รูป ล้วนพระเป็นพระอรหันตสาวก

คือได้บรรลุถึงพระนิพพานแล้ว ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

และพระอรหันตสาวกเหล่านี้

ท่านมีพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทำการอุปสมบทให้

ด้วยการกล่าวพระวาจา “เอหิภิกขุ จงมาเป็นภิกษุเถิด”

 นั่นคือการบวชพระ ในสมัยพุทธกาล

 ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทำการบวชให้

ทรงตรัสเพียงสั้นๆว่า “เอหิภิกขุ จงมาเป็นภิกษุเถิด” เท่านั้นก็ได้

ถือว่าได้บวชเป็นพระภิกษุในบวรของพระพุทธศาสนาแล้ว

พระอรหันต์ทั้ง ๑,๒๕๐ รูปนี้ ก่อนที่ท่านจะบวช

เป็นพระในศาสนาพุทธ ท่านก็เป็นนักบวชกันมาก่อน

 แต่เป็นนักบวชของลัทธิอื่น ที่สอนวิธีการหลุดพ้นชนิดต่างๆ

 แต่ไม่สามารถทำให้ผู้ปฏิบัตินั้น หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้

 จนได้มาพบกับพระพุทธเจ้าและได้ฟังเทศน์ฟังธรรม

ก็ปรากฏ มีปัญญา มีดวงตาเห็นธรรม

สามารถกำจัดกิเลสตัณหาความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ความอยากต่างๆ ให้หมดไปจากใจได้

ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกขึ้นมา

หลังจากที่ได้บรรลุแล้วก็มีความปรารถนา ที่จะบวช

ในบวรของพระพุทธศาสนา

คืออยากจะอยู่ภายใต้พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ด้วยการกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ”

 พระอรหันต์นี้ก็มีอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวก

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ

ผู้ที่ปฏิบัติจนสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์

เป็นผู้มีจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ได้ด้วยตนเอง

ผู้นั้นจึงมีพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก็คือพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ด้วยตัวเอง

ส่วนพระอรหันตสาวกนี้ คือผู้ที่ปฏิบัติผู้ที่บรรลุถึงพระนิพพาน

ได้ด้วยการอาศัยการยินได้ได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 อีกต่อหนึ่ง คำว่าสาวกก็แปลว่าผู้ฟัง

อรหันตสาวกก็คือ ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ด้วยการได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกนี้มีความเหมือนกัน

ทางด้านความบริสุทธิ์ของจิตใจ

จิตใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง

ปราศจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเหมือนกันหมด

ต่างกันตรงที่ว่าพระพุทธเจ้าต้องเป็นผู้หาวิธีชำระด้วยพระองค์เอง

 แต่พระสาวกนี้โชคดีไม่ต้องค้นคว้าหาวิธี

มีคนบอกวิธีชำระจิตใจให้ จึงสามารถบรรลุกันได้อย่างง่ายดาย

พระพุทธเจ้ากว่าจะได้บรรลุก็ต้องบำเพ็ญอยู่ถึง ๖ ปีด้วยกัน

 พระสาวกพอได้ยินได้ฟังคำสอน จากพระพุทธเจ้าก็บรรลุได้เลย

นี่คือความวิเศษของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ทำให้ผู้ที่ไม่มีโอกาส ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

ได้บรรลุกันได้อย่างง่ายดาย

 ก่อนที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

และมาประกาศพระธรรมคำสอนในโลกนี้

ไม่มีพระอรหันต์แม้แต่รูปเดียว

แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

 แล้วนำเอาพระธรรมคำสอนคือวิธีการปฏิบัติ

เพื่อบรรลุให้เป็นพระอรหันต์นี้มาเผยแผ่สั่งสอน

 ให้แก่ผู้ที่มีความสนใจที่จะศึกษาที่จะปฏิบัติตาม

ก็ปรากฏมีพระอรหันต์เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

 ภายในระยะเวลา ๗ เดือน คือตั้งแต่วันเพ็ญเดือน ๘

 วันแรกที่ทรงประกาศพระธรรมคำสอน จนถึงวันมาฆบูชาคือวันนี้

 วันเพ็ญเดือน ๓ ระยะเวลาก็ ๗ เดือนด้วยกัน

ก็ปรากฏมีพระอรหันต์ก็อย่างน้อย ๑,๒๕๐ รูป

 แล้วก็มีเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ

เพราะหลังจากที่พระอรหันต์เหล่านี้ ท่านได้บรรลุแล้ว

พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสให้ไปเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้แก่ผู้ที่ไม่รู้

โดยให้แยกกันไปไม่ให้ไป ๒ องค์ด้วยกันให้ต่างองค์ต่างแยกกันไป

 เพื่อที่จะได้กระจายคำสอนของพระพุทธเจ้าให้กว้างไกลออกไป

 จึงปรากฏมีพระอรหันต์ปรากฏขึ้นมาเป็นจำนวนมากมาย

นสมัยพระพุทธกาล ยุคนั้นจึงถือว่าเป็นยุคทอง

ของพระพุทธศาสนา เป็นยุคที่เจริญที่สุดทางด้านจิตใจ

เพราะว่ามีผู้ที่มีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์มากที่สุด

หลังจากนั้นแล้วพอพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไป

อีก ๔๕ ปีต่อมา จำนวนของพระอรหันต์

ก็ค่อยๆลดน้อยลงไปตามลำดับ

 ตามสภาพของความเป็นของที่ไม่เที่ยง

พระพุทธศาสนาก็จะค่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ

จนในที่สุดก็จะหมดไป คือจะไม่มีผู้ที่จะมาศึกษามาปฏิบัติ

มาบรรลุธรรมแล้วก็มาเผยแผ่ธรรมที่ตนเองได้บรรลุ

เมื่อไม่มีศึกษาไม่มีผู้ปฏิบัติ ไม่มีผู้บรรลุธรรม ไม่มีผู้เผยแผ่ธรรม

 พระธรรมคำสอนก็จะสูญหายไป

ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์ไว้ว่า

จะเป็นเวลาประมาณ ๕,๐๐๐ ปีด้วยกัน

คืออายุของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้านี้

จะอยู่ได้ประมาณ ๕,๐๐๐ ปี จะมีผู้ที่สามารถศึกษาปฏิบัติบรรลุ

และนำเอามาเผยแผ่ให้แก่ผู้อื่นได้

เพราะหลังจากนั้นแล้วก็จะเป็นยุค ที่ไม่มีใครรู้จักคำสอน

เหมือนกับยุคที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ

สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ

ไม่มีใครรู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้า

คือ การสอนให้ทำบุญ สอนให้ละบาป

สอนให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ต้องมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้ว

ถึงจะได้นำเอาคำสอนนี้ มีเผยแผ่สั่งสอน

ในวันนั้นพระพุทธเจ้าก็เลยแสดงหัวใจของพระศาสนา

หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์

ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้และมาเผยแผ่ธรรมะ

ให้แก่ผู้อื่นนั้นจะมีกี่พระองค์ก็ตาม

ทุกๆ พระองค์ ก็จะทรงสอนเหมือนกันหมด

คือสอนให้ละบาป สอนให้เจริญหรือทำบุญทำกุศล

 และก็สอนให้ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ด้วยการกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

ความอยากทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 ที่เป็นเชื้อของภพชาติที่จะเป็นตัวที่จะฉุดลาก

ให้จิตใจ ต้องไปเกิดไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

 ถ้าสามารถชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ได้

 กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

กำจัดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาได้หมดไปจากใจ

 ก็จะไม่มีสิ่งที่จะผลักดันให้ใจต้องไปเกิดอีกต่อไป

ใจของพระพุทธเจ้าและใจของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

เป็นอย่างนี้ เป็นใจที่ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ปราศจากกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา

 การที่จะทำให้ใจนี้สะอาดบริสุทธิ์ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ

ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติและได้ทรงนำเอามาสั่งสอน

ให้พวกเราปฏิบัติกัน ๓ ข้อด้วยกัน

ข้อที่ ๑.ก็คือให้ละบาปทั้งปวง ไม่ให้ทำบาปทางกาย

ทางวาจา และทางใจ ให้ทำความดีให้ถึงพร้อม

ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยการบำเพ็ญสมถภาวนา

และวิปัสสนาภาวนา นี่คือเหตุที่จะนำมาคือผล

ก็คือ หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

จิตนี้ไม่มีวันตาย มีอยู่ที่ว่าจะหยุดแบกภพชาติ

หรือจะแบกภพชาติไปเรื่อยๆ ถ้ามีความโลภ มีความอยาก

ก็จะไปแบกภพชาติอยู่เรื่อยๆ ไปเกิดตามภพต่างๆ

 ตามบุญตามบาปที่ได้ทำไว้

 ถ้าทำบาปก็ต้องไปแบกภพชาติในอบาย ไปเกิดเป็นเปรต

เป็นอสูรกาย เป็นเดรัจฉานไปตกนรก

ถ้าทำบุญไม่ได้ทำบาปก็จะไปเกิดในสุคติ

ไปเกิดในภพภูมิของเทวดาและภพทั้งหลาย

ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาเกิดปัญญามีดวงตาเห็นธรรม

เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่าทุกข์เกิดจากสมุทัย

 คือตัณหาความอยาก

เห็นว่าวิธีดับความทุกข์ก็ดับได้ด้วยการเจริญสติปัญญา

ปัญญาก็คือเห็นไตรลักษณ์นี่เอง

เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์

ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมบังคับ

สั่งให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้

ถ้าเห็นด้วยปัญญาก็จะไม่มีความอยากได้อะไร

ไม่มีความอยากเป็นอะไร เพราะรู้ว่าถ้าได้มาแล้ว

ก็จะต้องทุกข์กับสิ่งที่ได้มา

 เช่นได้สามีก็ต้องมาทุกข์กับสามี ได้ภรรยาก็ต้องทุกข์กับภรรยา

 ได้บุตรธิดา ก็ต้องทุกข์กับบุตรธิดา

เพราะเขาไม่เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน เขาอยู่กับเราไม่ได้ตลอด

เขาไม่ได้อยู่แบบดีไปตลอด บางวันเขาก็ดีบางวันเขาก็ไม่ดี

 เวลาเขาไม่ดีเราก็ได้รับความทุกข์

 เวลาเขาจากเราไปเราก็ได้รับความทุกข์

 แต่ใจที่ไม่มีปัญญาจะมองไม่เห็นความทุกข์ส่วนนี้

 เวลาอยากได้อะไร ก็มักจะเห็นแต่ส่วนที่ดี

เช่นอยากได้สามี อยากได้ภรรยาก็คิดว่าจะได้มีเพื่อน

 ได้มีคนแก้เหงา จะได้มีคนคอยปกป้องดูแลรักษาเรา

 ก็คิดไปในทางบวกอย่างเดียวไม่ได้คิดไปในทางลบ

ว่าเขาอาจจะไม่ได้ดี อย่างที่เราคิดก็ได้

หรือเขาอาจจะดีตอนต้นแล้วเขาจะเปลี่ยนไปตอนปลายก็ได้

เวลาพบกันใหม่ๆก็ดี แต่พอได้มาอยู่ร่วมกันแล้ว

เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปไม่ได้ดีเป็นอย่างที่เขาเป็น

เหมือนตอนที่พบกันใหม่ๆ เวลาที่เขาเปลี่ยนไป

ก็จะเป็นเวลาที่ทำให้เราต้องทุกข์ใจ

เวลาที่เขาจากเราไปก็จะทำให้เราทุกข์ใจ

นี่คือส่วนที่เราไม่มองกันหรือมองไม่เห็นกัน

 เราจึงไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆ ในโลกนี้

 เราไขว่คว้าหาอะไรกันอยู่ตอนนี้ เราก็ไขว่คว้าหาลาภยศ สรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่เอง

เวลาเราเห็นลาภ คือยึดเงินทอง

เราก็จะคิดว่าพอมีเงินทองแล้วเราจะได้ซื้อความสุขได้ทุกรูปแบบ

 อยากจะได้อะไรก็ซื้อได้ อยากจะมีอะไรก็มีได้

แต่เราไม่มองไปวันที่เงินหมดแล้วเราอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

แต่เราไม่มีเงินที่จะซื้อแล้ว ตอนนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร

มันเหมือนกับยาเสพติด คนที่เสพยาเสพติด

จะไม่เห็นทุกข์ในยาเสพติด จะคิดว่าเวลาได้เสพยาแล้วมีความสุข

แต่ไม่ได้คิดว่าวันที่ไม่ได้เสพนี้จะเป็นอย่างไร

คนที่ติดยาเสพติดแล้วไม่สามารถหายาเสพติดมาเสพได้

 จะเป็นคนที่ทุกข์ทรมานอย่างมาก ฉันใด

สิ่งต่างๆในโลกนี้ที่พวกเราแสวงหากันก็เป็นเหมือนกับยาเสพติด

 คือทำให้เราติด เมื่อเราได้อะไรแล้วเราก็อยากจะได้ไปเรื่อยๆ

แต่เราไม่เห็นว่าความจริงของสิ่งต่างๆ ว่าเขาไม่แน่นอน

 เขาไม่ได้จะให้เราได้อยู่ตลอดเวลา

บางเวลาเราก็มีเสียได้มีหมดได้ ไม่สามารถหามาได้

เวลาที่ไม่สามารถหามาได้ เวลานั้นก็จะเป็นเวลาที่เราต้องทุกข์กัน

 อันนี้เราไม่มองกัน เราเลยเดินเข้าหากองทุกข์โดยไม่รู้สึกตัว

 เข้าหากองทุกข์ด้วยความอยาก

เกิดความอยากแล้วก็หาสิ่งที่อยากได้

อยากได้เงินทองก็ต้องไปหาเงินทองมา

อยากได้ยศก็พยายามหายศมา

อยากได้สรรเสริญก็พยายามหามา

 แต่ไม่คิดเลยว่าลาภยศ สรรเสริญนี้ ก็มีวันที่จะต้องเสื่อมไปได้

 มีเจริญก็มีเสื่อมได้ เงินทองไม่ใช่ว่าจะมีแต่เข้ามาอย่างเดียว

 มีโอกาสที่จะหดหายไปได้เหมือนกัน

 คนที่เงินทองหดหายไป รู้สึกเป็นอย่างไร

บางคนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย

เพราะว่าไม่สามารถอยู่อย่างปราศจากเงินทองได้นั่นเอง

นี่คือสิ่งที่สัตว์โลกอย่างพวกเราทั้งหลายมองไม่เห็นกัน

 ไม่มองกัน ต้องรอให้เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงเห็นว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ไม่ถาวรเป็นของชั่วคราว

 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปเป็นธรรมดา

 ถ้าเห็นว่าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่อยากได้อะไร

เพราะว่าไม่อยากจะสูญเสียสิ่งที่เราได้มานั่นเอง

ผู้ที่ฉลาด ผู้ที่เห็นความเสื่อมของสิ่งต่างๆ

 ก็จะหยุดความอยากได้ กลัว แทนที่อยากจะได้กลับกลัว

 ไม่อยากจะได้ เพราะว่ากลัวว่าเวลาได้มาแล้ว

มันจะอยากได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วถ้าไม่ได้เพิ่มอย่างใจก็เสียใจ

แล้วสิ่งที่ได้มาเวลาหมดไปก็เสียใจอีก

แต่ถ้าอยู่แบบไม่มีได้นี้กลับสบายใจกว่า

ใจนี้โดยธรรมชาติเขาไม่ต้องมีอะไรเขาอยู่ของเขาเองได้

แต่เราไม่รู้ เราหลงไปคิดว่าใจเป็นร่างกาย

เราเลยตั้งความหวังไว้ที่ร่างกาย

คิดว่าเราต้องเลี้ยงดูร่างกายของเราให้อิ่มหมีพีมัน

เราถึงจะมีความสุข แต่ยิ่งเลี้ยงให้อิ่มหมีพีมันเท่าไร

กลับมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้น เพราะจะต้องหามาเลี้ยงมากขึ้น

 เเล้วเวลาเลี้ยงมากเกินไปก็ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ขึ้นมา

ร่างกายที่มีน้ำหนักเกินมีน้ำหนักมากเกินไป

ก็จะมีของแถมมาให้ ก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

มีเบาหวาน มีโรคความดัน

 มีโรคไขมันอุดตันมีอะไรต่อมิอะไรต่างๆ

 ที่เกิดจากการเลี้ยงดูร่างกายมากจนเกินไป

แทนที่จะได้ความสุขจากร่างกายก็ต้องเป็นความทุกข์กับร่างกาย

และนอกจากนั้นถึงแม้ว่าเราจะไม่เลี้ยงดูมันอย่างอิ่มหมีพีมัน

เราเลี้ยงมันแบบตามปกติธรรมดา

 เลี้ยงมันอย่างไร ให้มันดีขนาดไหน

 มันก็ไม่หนีไม่พ้นความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความตายอยู่ดี

 เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย เราอยู่ที่ใจ

เราไม่รู้จักใจว่าเป็นอย่างไร

เราไม่รู้ว่าใจของเรานี่แลเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เป็นสิ่งที่ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเจ็บ ไม่มีวันตาย

แล้วเราไม่รู้ว่าใจของเรานี้จะมีความสุขอย่างมาก

ถ้าไม่มีอะไร ถ้าไม่อยากได้อะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ (วันมาฆบูชา)

“หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้า”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2559 11:25:01 น.
Counter : 436 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....