Group Blog
<<< พาชมโบสถ์ ไม้สักทอง >>>




โบสถ์ไม้สักทองทั้งหลังนี้ ตั้งอยู่ที่วัดหนองหลวง ตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
เป็นวัดที่ชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างวัดนี้ขึ้นมา เดิมเรียกว่า "วัดนุผาโด้" แปลว่า หนองใหญ่
วัดนี้เป็นวัดเล็กๆมีเนื้อที่ 7 ไร่ 30 ตารางวา เท่านั้น พื้นที่ตั้งวัดมีลักษณะเป็นเนินเขาเชิงราดสูง
วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2477 วัดนี้ตั้งมาพร้อมกับหมู่บ้านหนองหลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ปัจจุบันนี้มีคนไทยพื้นราบจากที่ต่างๆเข้าไปอาศัยอยู่มาก ทำให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงซึ่งเป็นเผ่าที่ไม่ชอบสุงสิงกันใคร
หนีกระเจิงออกไปแทบจะหมด การเดินทางไปเที่ยวชมวัดในวันนั้นท่ามกลางฝนตกหนัก เราจึงได้รูปมาให้ดูไม่สวยนัก
หากท่านต้องการภาพสวยๆ ต้องขึ้นไปเที่ยวอุ้มผางยามปลายฝนต้นหนาว ท่านจะได้ภาพที่สวยงามกว่านี้มากนัก




































โบสถ์นี้สวยงามมาก เพราะไม้สักทองนั้นเป็นไม้ที่สวยมาก แต่เป็นไม้สงวนปัจจุบันหาไม่ได้แล้ว









ก็ได้แค่นี้แหละอุ้มผางยามหน้าฝน สู้ทนฟันฝ่าสายฝนออกไปชมวัดที่สวยงามบ้าง จะได้ไม่เสียเที่ยวที่ไปอุ้มผางไงจ๊ะ



Create Date : 23 กันยายน 2555
Last Update : 23 กันยายน 2555 13:08:41 น.

1 comment
<<< เอากล้วยช้างมาฝาก >>>






เดินไปเดินมาในบริเวณที่พัก "ทีลอซูริเวอร์ไซด์" เหลือบไปเห็นต้นกล้วยประหลาดเราไม่เคยเห็น
แต่อาจจะเป็นธรรมดาของที่นี่ก็ได้นะ กล้วยอะไรนะมีปลีสีเขียว แล้วดูเครือซิลูกที่ออกเขามีใบเล็กๆบังมิดชิดเชียว
ถามเด็กๆดูบอกว่าเขาเรียกว่า "กล้วยช้าง" กินไม่ได้หรอกเม็ดมากมายเหมือนกล้วยป่า เราก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละเลยเก็บมาฝาก
ดูเอานะถ่ายมาให้ดูหลายรูปเลยละ



























Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 30 สิงหาคม 2555 21:04:19 น.

1 comment
<<< บรรยากาศที่พัก ทีลอซูริเวอร์ไซด์ >>>









ไปเที่ยวอุ้มผางยามหน้าฝนนั้น จะเรียกว่าไปเที่ยวก็ไม่ถูกนักน่าจะเรียกว่าไปพักผ่อนมากกว่า
เพราะหน้าฝนจะไปที่ไหนก็ลำบาก แต่เราก็อยากมาสัมผัสเพราะไม่เคยไปอุ้มผางยามหน้าฝนสักครั้่ง
อยากรู้ว่าฝนนี้อุ้มผางมีอะไรบ้าง วันนี้เราได้ย้ายเรือนนอนจากชายห้วยขึ้นมาอยู่เรือนด้านนอกแล้ว
สาเหตุที่ย้ายก็เพราะว่า เรือนริมน้ำนั้นหน้านี้มีแต่เรานอนพัก กลางค่ำกลางคืนกว่าเราจะมานอนก็ค่ำมืด
เดินเข้าเดินออกคนไม่พลุกพล่านงูเงี้ยวมันจะฉกเอา ก็เลยย้ายเรือนนอนซะเลยก็ตาม VIP เจ้าเพื่อนรักมานี่นา
และตอนเช้าเราจะต้องเข้าครัวทำอาหารให้เพือนรับประทานด้วยเพราะไม่มีแม่ครัวฝนก็พรำทั้งวันทั้งคืน
ย้ายไปนอนใกล้ๆครัวจะดีกว่า สะดวกเราด้วย เพื่อนน่ะไม่อยากย้ายเพราะติดใจบรรยากาศ แต่ก็ยอม










บริเวณตัวรีสอร์ทก็ยังพอมีดอกไม้สวยๆให้ชมบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าปลายฝนต้นหนาวหรอกช่วงนั้นถ้าไปเที่ยวดอกไม้จะสวยมาก


















































































ที่พักสะดวกสะบายเมื่อถึงปลายฝนต้นหนาวบรรยากาศจะสวยงามมาก และท่านจะได้รับประทานอาหารทะเลสดๆ
เพราะเจ้าของนำอาหารทะเลจากศรีราชาตรงไปทำให้ท่านรับประทานถึงอุ้มผางทีเดียว รับรองไม่สดไม่เสริฟ
ไม่ยอมให้เสียชื่อนายกสมาคมประมงแห่งศรีราชาโดยเด็ดขาดแน่นอน หากท่านสนใจก็เข้าชมในเวปทีลอซูริเวอร์ไซด์ได้







Create Date : 22 สิงหาคม 2555
Last Update : 29 สิงหาคม 2555 9:27:51 น.

0 comment
<<<< เที่ยวอุ้มผางต้องรู้จักอุ้มผางก่อนดีไม๊ >>>>





อุ้มผางเป็นหนึ่งอำเภอของจังหวัดตาก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดตากและของประเทศไทย
เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย และมีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวถึง 180 กิโลเมตร
พื่นทีส่วนใหญ่เป็นป่าเขาลำเนาไพร มีเพียงแค่ 3 % เท่านั้นที่เป็นที่ราบ อาณาเขตของอุ้มผาง
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอพบพระ
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดกำแพงเพชร, นครสวรรค์ ,และอุทัยธานี
ทิศใต้ ตัดกับจังหวัดกาญจนบุรี
ทิศตะวันตก ติด กับประเทศพม่า

อำเภออุ้มผางนั้น สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ประกอบไปด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก
ผืนดินเต็มไปด้วยป่าดงดิบ มีเทือกเขาถนนธงชัยกั้นอยู่จากอำเภออื่นๆของจังหวัดตาก ผืนที่ป่าเขาในอำเภออุ้มผางนั้น
เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย และลำธารเหล่านั้นได้รวมตัวกันเป็นลำห้วยแม่กลอง ไหลลงสู่ทิศใต้เป็นแม่น้ำแม่กลอง
ในอำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และไหลลงสู่อ่าวไทยในที่สุด









ชื่อนี้สำคัญไฉน "อุ้มผาง" นั้นเจ้ามาได้อย่างไร เดิมอำเภออุ้มผางนี้ขึ้นอยู่กับจังหวัดอุทัยธานี
โดยใช้ชื่ออำเภอแม่กลอง จังหวัดอุทัยธานี โดยเป็นเมืองหน้าด่านทางชายแดนทางด้านทิศตะวันตก
เป็นจุดตรวจตราชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาค้าขายในประเทศไทย โดยผู้เดินทางนั้น่จะนำเอกสารผ่านทางใส่มาในกระบอกไม้ไผ่
กระบอกไม้ไผ่นี้ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า "อุทผะ" เมื่อชาวพม่าเดินทางมาถึงฝั่งประเทศไทย
ก็จะนำเอกสารผ่านทางออกจากกระบอกไม้ไผ่แสดงให้เจ้าหน้าที่ดู ต่อมาคำว่า "อุมผะ" ก็ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็น "อุ้มผาง" นั่้นเอง
อำเภออุ้มผางนั้นเดิมเป็นพื้นที่อาศัยของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง(ปกากะญอ)ส่วนใหญ่ และจะมีชาวเขาเผ่าม้งและเผ่าอื่นๆบ้างประปราย
สมัยที่เราเข้าไปอยู่แม่สอดเมื่อปี 2514 นั้น พ่อเส็งเรียกพวกกะะเหรี่่ยงนี้ว่า "ยาง " เราก็เรียกยางตามไปด้วย
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่รักความสงบและดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ
ป่าเขาลำเนาไพรไม่ชอบสุงสิงกับชนเผ่าอื่น
ต่อมามีคนไทยภาคเหนือได้อบยพเข้าไปทำกินกันบ้าง ทำให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงต้องหนีร่นไปอยู่ในป่าลึก
ดังนั้นภาษาที่ใช้ในอุ้มผางจึงเป็นภาษาชาวเขาเผ่าต่างๆ และภาษาเหนือขอ่งไทยเรานั่นเอง



ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2469 อำเภอแม่กลองถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอแม่กลองและโอนการปกครองจากจังหวัดอุทัยธานี
ไปขึ้นอยู่กับจังหวัดกำแพงเพชร จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2499 ทางการได้ย้ายที่ว่าการไปอยู่ที่บ้านอุ้มผาง
และได้เปลี่ยนชื่อจากกิ่งอำเภอแม่กลอง เป็นกิ่งอำเภออุ้มผาง ประมาณปี 2502 ได้โอนย้ายไปขึ้นกับจังหวัดตาก
และได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอ ให้เป็นอำเภออุ้มผาง จนมาถึงปัจจุบัน










หลังจากถนนลอยฟ้าที่ตัดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเสร็จสิ้นไปพร้อมกับชีวิตนับร้อยแล้ว
อุ้มผางก็กลับมาสู่ความเจริญ เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวกันมากขึ้น มีน้ำตกที่สวยงามและใหญ่ที่ีสุดในประเทศไทย
"น้ำตกทืลอซู" เราเคยสัมผัสมาแล้ว สวยงามมาก การเดินทางเข้าไปยังแค่พอได้อยู่แต่ถ้าหน้าฝนไม่ควรเข้าเด็ดขาด
นอกจากน้ำตกทีลอซูแล้วก็ยังมี่น้ำตกอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเปรโต๊ะลอซุ และน้ำตกทีลอเล เป็นต้นล้วนแต่สวยงามทั้งนั้น
ขอบรรยายน้ำตกให้อยากไปเที่ยวกันหน่อยดีกว่า เรียกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยละ




เริ่มจาก " น้ำตกทีลอซู" ซึ่งภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตกที่ยิ่งใหญ่" เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
และสวยที่สุดจนติดอันดับหกของโลกเชียวละ ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
เป็นลักษณะน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ เกิดจากลำน้ำห้วยกล้อทอทั้งสายที่ไหลแผ่ปกคลุมหน้าผากว้าง 500 เมตร
ก่อนที่จะทะยานลงสู่หน้าผาอันสูงชันลดหลั่นเป็นชั้นๆ 300 เมตรเสียงดังกึกก้อง บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่
รอบๆน้ำตกรายล้อมไปด้วยป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ ฤดูฝนเป็นช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด การเดินเที่ยวน้ำตกต้องเดินผ่านสายน้ำขึ้นไป
จึงควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ แต่แนะนำให้ไปเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวนะ เพราะถ้าช่วงฝนจริงๆทางอันตรายมาก
ฤดูท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาวรถสามารถเข้่าไปถึงที่ทำการเขตได้ และเดินเท้าเข้าไปแค่กิโลครึ่งก็ถึงน้ำตกแล้ว
และขอเตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบทำลายธรรมชาติ คุณไม่มีสิทธิ์จะนำอาหารหรือแม้แต่น้ำขวดเข้าไปในน้ำตกได้หรอกนะ















"น้ำตกเปรโต๊ะลอซู" หรือ ปิ๊ตุโกร เป็นน้ำตกที่พบใหม่และได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศก็ได้
เพราะมีความสูงถึง 500 เมตรจากยอดเขา เป็นน้ำตกที่สวยงามมากปกคลุมไปด้วยหมอกตลอดปี
การเดินทางนั้นสุดแสนลำบากมากกว่าทีลอซู คนแก่อย่างเราได้แต่ฝันเท่านั้น คุณต้องพร้อมทั้งกายและใจถึงจะเดินทางได้
แต่เมื่อคุณเข้าไปพบแล้วก็จะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอน ลุยได้เลยนะแต่อย่าลืมชื่นชมและดื่มด่ำกับความงามเท่านั้น
อย่าทำลายบรรยากาศและทำลายธรรมชาติโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะการทิ้งขยะนั้นไม่ควรทำ เก็บมรดกนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ดูบ้าง
การเดินทางจะต้องลงห้วย เดินป่า ปีนเขา ใช้เวลาการเดินทางประมาณ สาม - สี่ชั่วโมง และต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น
ถ้าอยากเที่ยวจริงๆ ให้หาทริปนำเที่ยวจากรีสอร์ทที่อุ้มผางดีกว่า เพราะเขาจะมีผู้ชำนาญทางซึ่งเป็นคนพื้นที่นำไป
ส่วนมาผู้นำพาเข้าไปก็จะเป็นพวกชาวเขา ต้องมีลูกหาบ และต้องรู้ทิศทาง ราคาการไปเที่ยวน้ำตกนี้น่าจะมีราคาสูงนะ
ถ้าอยากลองสักครั้งเงินก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา จริงไม๊จ๊ะ












ขอขอบคุณภาพถ่ายน้ำตกของ doctor - K ผู้พิชิตน้ำตกนี้มาแล้วด้วยความกล้าหาญ ขอขอบคุณนะคะ



"น้ำตกทีลอเล" เป็นน้ำตกที่อยู่บนโตรกผาริมลำน้ำแม่กลอง โดยมีลำน้ำสายใหญ่ไหลผ่านหน้าผาสูงชัน
สูกประมาณ 80 เมตร ไหลตกลงสู่ลำน้ำแม่กลอง ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
น้ำตกนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัย ศึกษาธรรมชาติ การเดินทางเริ่มต้นจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงปะหละทะ
โดยการล่องเรือยางไปตามลำน้ำแม่กลองใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน เพราะตัองพักค้างแรมกลางทาง 2 คืน
และต้องเตรียมอาหารไปเอง ต้องมีไก๊ด์นำทางและเครื่องใช้ในการเดินป่าต้องพร้อม ต้องมีลูกหาบช่วยแบกของ
การเดินทางระยะทางประมาน 27 กิโลเมตร ใช้เวลา 6 - 7 ชั่วโมงจึงจะถึงน้ำตกทีลอแล
ขอแนะนำว่าคุณไม่ควรไปกันเอง ควรจะติดต่อทางรีสอร์ทที่พักให้เขาจัดการให้จะสะดวกและดีกว่า
เพราะไก๊ด์นำทางซึ่งส่วนมากเป็นชาวกะเหรี่ยงนั้น เขาก็อยู่ตามรีสอร์ทที่พักนั่นแหละ พวกนี้จะมีความชำนาญมาก
และจะรู้ว่าควรไปหรือไม่ควรไป ถ้าคิดจะเที่ยวประเภทนี้อย่าคะนองหรือประมาทเพราะอาจตายได้ต้องเชื่อไก๊ด์













ขอบคุณเจ้าของภาพถ่ายเพราะไม่สามารถถ่ายเองได้ แค่นี้ก็หมดแรงอีกแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ โชคดีมีสุขทุกท่านค่ะ



Create Date : 16 สิงหาคม 2555
Last Update : 16 สิงหาคม 2555 14:20:59 น.

3 comment
<<< ถึงอุ้มผางท่ามกลางสายฝน พร่างพรมตลอดทาง >>>





คณะเเราเดินทางถึงอุ้มผางเวลาบ่ายโมงตรง ระยะทางเพียง 164 กิโลเมตรจากอำเภอแม่สอด
รถวิ่งหลายชั่วโมงกว่าจะถึง คณะเรา เข้าพักยัง ทีลอซูริเวอร์ไซด์ ซึ่งเป็นของน้องชายเพื่อน ฝนยังคงตกพรำและแรงขึ้นเรื่อยๆ
เรือนรับรองช่วงนี้ว่างมาก มีผู้มาพักประปราย เนื่องจากการเดินทางเข้าอำเภออุ้มผางช่วงนี้่เป็นอุปสรรคมาก
นักท่องเที่ยวจึงลดน้อยลงมาก ยกเว้นพวกที่อยากสัมผัสธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเช่นเราเท่านั้นที่กล้าบ้าบิ่นเดินทางเข้ามา
บรรยากาศได้ใจจริงๆ เราเดินถ่ายภาพดอกไม้ซึ่งมีอยู่ไม่มากท่ามกลางสายฝน แม้มีน้อยกว่าฤดูท่องเที่ยวแต่ก็ยังสวย


























ลงให้ดูแค่นี้ก่อนนะยังมีอีกมาก ก่อนอื่นต้องพาไปสัมผัสเรือนรับรองที่เราจะเข้าพักก่อน บรรยากาศดีมาก
หากไม่มีฝนกวนใจรับรอง สวย และ สงบ เหมาะกับการมาพักผ่อนจริงๆ เรื่อนนี้อยู่ติดลำห้วย
ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดช่วงฤดูนี้น้ำจะแรงมากและเป็นสีดิน แต่ถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวน้ำจะใสเห็นปลาว่ายไปมา
ตลอดริมห้วยจะมีต้นไม้ขึ้นรกทึบ เหมือนเราเข้าไปพักในป่า เสียงนกร้องคละเคล้าไปกับเสียงน้ำไหลช่างดีแท้
ภายในเรือนพักนั้นหรูเหมือนโรงแรมห้าดาวเลยละ เราได้ทราบจากเพื่อนว่าเรือนนี้เพิ่งสร้างเสร็จ
น้องชายต้องการให้พี่สาวสุดที่รักมาประเดิมพักก่อน เฮ้อ...น่าอิจฉาพี่น้องคู่นี้จริงๆ บนหลังคาเรือนพักปลูกหญ้าไว้ด้วยกันความร้อน
ช่างเข้าใจเอาธรรมชาติมาผสมผสานกันเสียจริงเลย ที่พักสะดวกสบายท่ามกลางธรรมชาติและเสียงนกไพร

































ข้างๆเรือนรับรองนี้มีทางลงไปริมห้วย สามารถเล่นน้่ำในห้วยได้แต่ฤดููนี้ไม่มีใครกล้าลงเล่นหรอกเพราะน้ำแรงมาก





















น้ำไหลเชี่ยวและแรง ส่งเสียงดังก้องไปทั่วป่า แต่แปลกกลางคืนนอนในเรือนพักกลับไม่มีเสียงอะไรรบกวนเลย
ตรงนี้....ที่นี่้......ยามนี้ ช่างสงบดีแท้ ยามไม่มีนักท่องเที่ยวเราคิดว่ามันสงบจนน่าทึ่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆให้เห็นนอกจากเสียง
นกที่ร้องก็คงจะหลบฝนเหมือนเช่นเรา มีแต่เสียงน้ำเท่านั้นที่ดังและไม่หยุดคงไหลไปข้างหน้าอย่างไม่ท้อ
เสมือนเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า จงเดินไปข้างหน้าแม้มีอุปสรรคใดๆมาขวางกั้น ก็จงผ่านมันไปได้ด้วยดีเช่นกระแสน้ำนี่ไง
ยามหมดฝนต้นหนาว เขาก็จะหยุดนิ่งสงบใสสะอาดชวนลงว่ายเล่น เปรียบดังเขาได้ผ่านพ้นความเหนื่อยยามหน้าฝนมาแล้ว
ถึงครานี้เขาสงบและพบแล้วซึ่งความสำเร็จจึงอวดโฉมความศิวิไลชวนให้ลิ้มลอง เหมือนจะบอกว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ
หากเราอดทนเราก็จะพ้นไปได้ เพราะวันเวลาไม่ได้หยุดนิ่งคงเดินต่อไปทุกวันผ่านฝนเมื่อพ้นก็พบหนาวมาเยือน
ทุกชีวิตที่โลดแล่นเหนื่อยล้าไม่มีหยุด หากรู้จักพอและให้โอกาสกับชีวิตบ้างให้เขาได้หยุดบ้าง เมื่อนั้นท่านก็จะได้ความสุขตอบแทน
















ได้เวลาอาหารเย็น่แล้วเราต้องกลับขึ้นไปเข้าครัวทำอาหารรับประทานกันก่อน เพราะช่วงนี้หมดฤดูท่องเที่ยวแล้ว
แม่ครัวจึงกลับบ้าน เหลือแต่คนงานที่อยู่เฝ้าและดูแลต้นไม้และดูความเรียบร้อยของรีสอร์ทเพื่อเตรียมไว้รับนักท่องเที่ยว
ยามหมดฝนต้นหนาวอีกสี่เดือนข้างหน้าต่อไป สำหรับอาหารสดนั้นเราต้องไปตลาดหาซื้อเอาซึ่งจะพาท่านไปชมตลาดอุ้มผางต่อไป













Create Date : 15 สิงหาคม 2555
Last Update : 15 สิงหาคม 2555 14:58:41 น.

2 comment
1  2  
tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันมันแก่วัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....