Group Blog
<<< พาชมโบสถ์ ไม้สักทอง >>>




โบสถ์ไม้สักทองทั้งหลังนี้ ตั้งอยู่ที่วัดหนองหลวง
ตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
เป็นวัดที่ชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างวัดนี้ขึ้นมา
เดิมเรียกว่า "วัดนุผาโด้" แปลว่า หนองใหญ่
วัดนี้เป็นวัดเล็กๆมีเนื้อที่ 7 ไร่ 30 ตารางวา เท่านั้น
 พื้นที่ตั้งวัดมีลักษณะเป็นเนินเขาเชิงราดสูง
วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2477
วัดนี้ตั้งมาพร้อมกับหมู่บ้านหนองหลวง
ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ปัจจุบันนี้มีคนไทยพื้นราบจากที่ต่างๆ
เข้าไปอาศัยอยู่มาก
ทำให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ซึ่งเป็นเผ่าที่ไม่ชอบสุงสิงกันใคร
หนีกระเจิงออกไปแทบจะหมด
การเดินทางไปเที่ยวชมวัดในวันนั้น
ท่ามกลางฝนตกหนัก
เราจึงได้รูปมาให้ดูไม่สวยนัก
หากท่านต้องการภาพสวยๆ
ต้องขึ้นไปเที่ยวอุ้มผางยามปลายฝนต้นหนาว
ท่านจะได้ภาพที่สวยงามกว่านี้มากนัก




































โบสถ์นี้สวยงามมาก
เพราะไม้สักทองนั้นเป็นไม้ที่สวยมาก
 แต่เป็นไม้สงวนปัจจุบันหาไม่ได้แล้ว









ก็ได้แค่นี้แหละอุ้มผางยามหน้าฝน
สู้ทนฟันฝ่าสายฝนออกไปชมวัดที่สวยงามบ้าง
 จะได้ไม่เสียเที่ยวที่ไปอุ้มผางไงจ๊ะ



Create Date : 23 กันยายน 2555
Last Update : 7 กันยายน 2557 12:14:13 น.

1 comment
<<< เอากล้วยช้างมาฝาก >>>






เดินไปเดินมาในบริเวณที่พัก "ทีลอซูริเวอร์ไซด์"
เหลือบไปเห็นต้นกล้วยประหลาดเราไม่เคยเห็น
แต่อาจจะเป็นธรรมดาของที่นี่ก็ได้นะ
 กล้วยอะไรนะมีปลีสีเขียว แล้วดูเครือซิ
ลูกที่ออกเขามีใบเล็กๆบังมิดชิดเชียว
ถามเด็กๆดู  บอกว่าเขาเรียกว่า "กล้วยช้าง"
กินไม่ได้หรอกเม็ดมากมายเหมือนกล้วยป่า
 เราก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละเลยเก็บมาฝาก
ดูเอานะถ่ายมาให้ดูหลายรูปเลยละ




























Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 7 กันยายน 2557 12:05:00 น.

1 comment
<<< บรรยากาศที่พัก ทีลอซูริเวอร์ไซด์ >>>









ไปเที่ยวอุ้มผางยามหน้าฝนนั้น
 จะเรียกว่าไปเที่ยวก็ไม่ถูกนัก
น่าจะเรียกว่าไปพักผ่อนมากกว่า
เพราะหน้าฝนจะไปที่ไหนก็ลำบาก
 แต่เราก็อยากมาสัมผัส
เพราะไม่เคยไปอุ้มผางยามหน้าฝนสักครั้่ง
อยากรู้ว่าฝนนี้อุ้มผางมีอะไรบ้าง
 วันนี้เราได้ย้ายเรือนนอนจากชายห้วย
ขึ้นมาอยู่เรือนด้านนอกแล้ว
สาเหตุที่ย้ายก็เพราะว่า
 เรือนริมน้ำนั้นหน้านี้มีแต่เรานอนพัก
 กลางค่ำกลางคืนกว่าเราจะมานอนก็ค่ำมืด
เดินเข้าเดินออกคนไม่พลุกพล่านงูเงี้ยวมันจะฉกเอา
 ก็เลยย้ายเรือนนอนซะเลยก็ตาม VIP เจ้าเพื่อนรักมานี่นา
และตอนเช้าเราจะต้องเข้าครัว
ทำอาหารให้เพือนรับประทานด้วย
เพราะไม่มีแม่ครัวฝนก็พรำทั้งวันทั้งคืน
ย้ายไปนอนใกล้ๆครัวจะดีกว่า สะดวกเราด้วย
เพื่อนน่ะไม่อยากย้ายเพราะติดใจบรรยากาศ แต่ก็ยอม










บริเวณตัวรีสอร์ทก็ยังพอมีดอกไม้สวยๆให้ชมบ้าง
แต่ก็ไม่มากเท่าปลายฝนต้นหนาวหรอก
ช่วงนั้นถ้าไปเที่ยวดอกไม้จะสวยมาก


















































































ที่พักสะดวกสบายเมื่อถึงปลายฝนต้นหนาว
บรรยากาศจะสวยงามมาก
 และท่านจะได้รับประทานอาหารทะเลสดๆ
เพราะเจ้าของนำอาหารทะเลจากศรีราชา
ตรงขึ้นไปทำให้ท่านรับประทานถึงอุ้มผางทีเดียว
รับรองไม่สดไม่เสริฟไม่ยอมให้เสียชื่อ
นายกสมาคมประมงแห่งศรีราชาโดยเด็ดขาดแน่นอน
หากท่านสนใจก็เข้าชมในเวปทีลอซูริเวอร์ไซด์ได้







Create Date : 22 สิงหาคม 2555
Last Update : 7 กันยายน 2557 11:59:33 น.

0 comment
<<<< เที่ยวอุ้มผางต้องรู้จักอุ้มผางก่อนดีไม๊ >>>>





อุ้มผางเป็นหนึ่งอำเภอของจังหวัดตาก
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดตาก
และของประเทศไทย
เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย
 และมีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่า
ยาวถึง 180 กิโลเมตร
พื่นทีส่วนใหญ่เป็นป่าเขาลำเนาไพร
มีเพียงแค่ 3 % เท่านั้นที่เป็นที่ราบ
 อาณาเขตของอุ้มผาง
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอพบพระ
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดกำแพงเพชร,
นครสวรรค์ ,และอุทัยธานี
ทิศใต้ ตัดกับจังหวัดกาญจนบุรี
ทิศตะวันตก ติด กับประเทศพม่า

สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน
ประกอบไปด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก
ผืนดินเต็มไปด้วยป่าดงดิบ
 มีเทือกเขาถนนธงชัยกั้นอยู่ระหว่าง
อำเภออื่นๆของจังหวัดตาก
 ผืนที่ป่าเขาในอำเภออุ้มผางนั้น
เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย
และลำธารเหล่านั้นได้รวมตัวกันเป็นลำห้วยแม่กลอง
 ไหลลงสู่ทิศใต้เป็นแม่น้ำแม่กลอง
ในอำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
 และไหลลงสู่อ่าวไทยในที่สุด









ชื่อนี้สำคัญไฉน "อุ้มผาง" นั้นเจ้ามาได้อย่างไร
 เดิมอำเภออุ้มผางนี้ขึ้นอยู่กับจังหวัดอุทัยธานี
โดยใช้ชื่ออำเภอแม่กลอง จังหวัดอุทัยธานี
โดยเป็นเมืองหน้าด่านทางชายแดนทางด้านทิศตะวันตก
เป็นจุดตรวจตราชาวพม่า
ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในประเทศไทย
 โดยผู้เดินทางนั้นจะนำเอกสารผ่านทาง
ใส่มาในกระบอกไม้ไผ่
กระบอกไม้ไผ่นี้ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า "อุทผะ"
เมื่อชาวพม่าเดินทางมาถึงฝั่งประเทศไทย
ก็จะนำเอกสารผ่านทางออกจากกระบอกไม้ไผ่
แสดงให้เจ้าหน้าที่ดู ต่อมาคำว่า "อุมผะ"
ก็ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็น "อุ้มผาง" นั่้นเอง
อำเภออุ้มผางนั้นเดิมเป็นพื้นที่อาศัยของ
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง(ปกากะญอ)ส่วนใหญ่
และจะมีชาวเขาเผ่าม้งและเผ่าอื่นๆบ้างประปราย
สมัยที่เราเข้าไปอยู่แม่สอดเมื่อปี 2514 นั้น
พ่อเส็งเรียกพวกกะะเหรี่่ยงนี้ว่า "ยาง "
เราก็เรียกยางตามไปด้วย
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่รักความสงบ
และดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร
ไม่ชอบสุงสิงกับชนเผ่าอื่น
ต่อมามีคนไทยภาคเหนือได้อบยพเข้าไปทำกินกันบ้าง
 ทำให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงต้องหนีร่นไปอยู่ในป่าลึก
ดังนั้นภาษาที่ใช้ในอุ้มผาง
จึงเป็นภาษาชาวเขาเผ่าต่างๆ
และภาษาเหนือของไทยเรานั่นเอง



ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2469
อำเภอแม่กลองถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอแม่กลอง
และโอนการปกครองจากจังหวัดอุทัยธานี
ไปขึ้นอยู่กับจังหวัดกำแพงเพชร
 จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2499
ทางการได้ย้ายที่ว่าการไปอยู่ที่บ้านอุ้มผาง
และได้เปลี่ยนชื่อ
จากกิ่งอำเภอแม่กลองเป็นกิ่งอำเภออุ้มผาง
ประมาณปี 2502 ได้โอนย้ายไปขึ้นกับจังหวัดตาก
และได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอ
ให้เป็นอำเภออุ้มผาง จนมาถึงปัจจุบัน










หลังจากถนนลอยฟ้าที่ตัดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า
เสร็จสิ้นไปพร้อมกับชีวิตนับร้อยแล้ว
อุ้มผางก็กลับมาสู่ความเจริญ
เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวกันมากขึ้น
มีน้ำตกที่สวยงามและใหญ่ที่ีสุดในประเทศไทย
"น้ำตกทืลอซู" เราเคยสัมผัสมาแล้ว สวยงามมาก
การเดินทางเข้าไปยังแค่พอได้อยู่
แต่ถ้าหน้าฝนไม่ควรเข้าเด็ดขาด
นอกจากน้ำตกทีลอซูแล้วก็ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่ง
 เช่น น้ำตกเปรโต๊ะลอซู และน้ำตกทีลอเล เป็นต้น
ล้วนแต่สวยงามทั้งนั้น
ขอบรรยายน้ำตกให้อยากไปเที่ยวกันหน่อยดีกว่า
 เรียกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยละ




เริ่มจาก " น้ำตกทีลอซู"
ซึ่งภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตกที่ยิ่งใหญ่"
เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
และสวยที่สุดจนติดอันดับหกของโลกเชียวละ
 ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
เป็นลักษณะน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่
เกิดจากลำน้ำห้วยกล้อทอทั้งสาย
ที่ไหลแผ่ปกคลุมหน้าผากว้าง 500 เมตร
ก่อนที่จะทะยานลงสู่หน้าผาอันสูงชัน
ลดหลั่นเป็นชั้นๆ 300 เมตรเสียงดังกึกก้อง
บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่
รอบๆน้ำตกรายล้อมไปด้วยป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์
ฤดูฝนเป็นช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด
การเดินเที่ยวน้ำตกต้องเดินผ่านสายน้ำขึ้นไป
จึงควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
 แต่แนะนำให้ไปเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวนะ
เพราะถ้าช่วงฝนจริงๆทางอันตรายมาก
ฤดูท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาว
รถสามารถเข้าไปถึงที่ทำการเขตได้
 และเดินเท้าเข้าไปแค่กิโลครึ่งก็ถึงน้ำตกแล้ว
และขอเตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบทำลายธรรมชาติ
 คุณไม่มีสิทธิ์จะนำอาหาร
หรือแม้แต่น้ำขวดเข้าไปในน้ำตกได้หรอกนะ















"น้ำตกเปรโต๊ะลอซู" หรือ ปิ๊ตุโกร เป็นน้ำตกที่พบใหม่
และได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศก็ได้
เพราะมีความสูงถึง 500 เมตรจากยอดเขา
 เป็นน้ำตกที่สวยงามมากปกคลุมไปด้วยหมอกตลอดปี
การเดินทางนั้นสุดแสนลำบากมากกว่าทีลอซู
คนแก่อย่างเราได้แต่ฝันเท่านั้น
คุณต้องพร้อมทั้งกายและใจถึงจะเดินทางได้
แต่เมื่อคุณเข้าไปพบแล้ว
ก็จะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอน
 ลุยได้เลยนะแต่อย่าลืมชื่นชม
และดื่มด่ำกับความงามเท่านั้น
อย่าทำลายบรรยากาศและทำลายธรรมชาติโดยเด็ดขาด
 โดยเฉพาะการทิ้งขยะนั้นไม่ควรทำ
เก็บมรดกนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ดูบ้าง
การเดินทางจะต้องลงห้วย เดินป่า ปีนเขา
ใช้เวลาการเดินทางประมาณ สาม - สี่ชั่วโมง
และต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น
ถ้าอยากเที่ยวจริงๆ ให้หาทริปนำเที่ยว
จากรีสอร์ทที่อุ้มผางดีกว่า
เพราะเขาจะมีผู้ชำนาญทางซึ่งเป็นคนพื้นที่นำไป
ส่วนมากผู้นำพาเข้าไปก็จะเป็นพวกชาวเขา
ต้องมีลูกหาบ และต้องรู้ทิศทาง
 ราคาการไปเที่ยวน้ำตกนี้น่าจะมีราคาสูงนะ
ถ้าอยากลองสักครั้งเงินก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา จริงไม๊จ๊ะ












ขอขอบคุณภาพถ่ายน้ำตกของ doctor - K
ผู้พิชิตน้ำตกนี้มาแล้วด้วยความกล้าหาญ
ขอขอบคุณนะคะ



"น้ำตกทีลอเล" เป็นน้ำตกที่อยู่บนโตรกผา
ริมลำน้ำแม่กลอง โดยมีลำน้ำสายใหญ่
ไหลผ่านหน้าผาสูงชันสูงประมาณ 80 เมตร
หลตกลงสู่ลำน้ำแม่กลอง
ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม
ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
น้ำตกนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว
ที่ชอบการผจญภัย ศึกษาธรรมชาติ
 การเดินทางเริ่มต้นจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงปะหละทะ
โดยการล่องเรือยางไปตามลำน้ำแม่กลอง
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน
เพราะตัองพักค้างแรมกลางทาง 2 คืน
และต้องเตรียมอาหารไปเอง ต้องมีไก๊ด์นำทาง
และเครื่องใช้ในการเดินป่าต้องพร้อม
ต้องมีลูกหาบช่วยแบกของ
การเดินทางระยะทางประมาน 27 กิโลเมตร
ใช้เวลา 6 - 7 ชั่วโมงจึงจะถึงน้ำตกทีลอแล
ขอแนะนำว่าคุณไม่ควรไปกันเอง
ควรจะติดต่อทางรีสอร์ทที่พักให้เขาจัดการให้
จะสะดวกและดีกว่า เพราะไก๊ด์นำทางซึ่งส่วนมาก
เป็นชาวกะเหรี่ยงนั้น เขาก็อยู่ตามรีสอร์ทที่พักนั่นแหละ
 พวกนี้จะมีความชำนาญมาก
และจะรู้ว่าควรไปหรือไม่ควรไป
 ถ้าคิดจะเที่ยวประเภทนี้อย่าคะนองหรือประมาท
เพราะอาจตายได้ต้องเชื่อไก๊ด์













ขอบคุณเจ้าของภาพถ่ายเพราะไม่สามารถถ่ายเองได้
 แค่นี้ก็หมดแรงอีกแล้ว
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ โชคดีมีสุขทุกท่านค่ะ



Create Date : 16 สิงหาคม 2555
Last Update : 7 กันยายน 2557 11:54:35 น.

3 comment
<<< ถึงอุ้มผางท่ามกลางสายฝน พร่างพรมตลอดทาง >>>





คณะเเราเดินทางถึงอุ้มผางเวลาบ่ายโมงตรง
  ระยะทางเพียง 164 กิโลเมตรจากอำเภอแม่สอด
รถวิ่งหลายชั่วโมงกว่าจะถึง
คณะเรา เข้าพักยัง ทีลอซูริเวอร์ไซด์ 
 ซึ่งเป็นของน้องชายเพื่อน ฝนยังคงตกพรำ
และแรงขึ้นเรื่อยๆ  เรือนรับรองช่วงนี้ว่างมาก
  มีผู้มาพักประปราย เนื่องจากการเดินทาง
เข้าอำเภออุ้มผางช่วงนี้เป็นอุปสรรคมาก
นักท่องเที่ยวจึงลดน้อยลงมาก 
 ยกเว้นพวกที่อยากสัมผัสธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง
เช่นเราเท่านั้นที่กล้าบ้าบิ่นเดินทางเข้ามา
บรรยากาศได้ใจจริงๆ
  เราเดินถ่ายภาพดอกไม้ซึ่งมีอยู่ไม่มากท่ามกลางสายฝน 
 แม้มีน้อยกว่าฤดูท่องเที่ยวแต่ก็ยังสวย


























ลงให้ดูแค่นี้ก่อนนะยังมีอีกมาก 
 ก่อนอื่นต้องพาไปสัมผัสเรือนรับรองที่เราจะเข้าพักก่อน
 บรรยากาศดีมากหากไม่มีฝนกวนใจ
รับรอง สวย และ สงบ เหมาะกับการมาพักผ่อนจริงๆ
  เรือนนี้อยู่ติดลำห้วย  ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอด
ช่วงฤดูนี้น้ำจะแรงมากและเป็นสีดิน 
  แต่ถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวน้ำจะใสเห็นปลาว่ายไปมา
ตลอดริมห้วยจะมีต้นไม้ขึ้นรกทึบ
  เหมือนเราเข้าไปพักในป่า
   เสียงนกร้องคละเคล้าไปกับเสียงน้ำไหลช่างน่าฟังแท้
ภายในเรือนพักนั้นหรูเหมือนโรงแรมห้าดาวเลยละ
  เราได้ทราบจากเพื่อนว่าเรือนนี้เพิ่งสร้างเสร็จ
น้องชายต้องการให้พี่สาวสุดที่รักมาประเดิมพักก่อน 
 เฮ้อ...น่าอิจฉาพี่น้องคู่นี้จริงๆ 
 บนหลังคาเรือนพักปลูกหญ้าไว้ด้วยกันความร้อน
ช่างเข้าใจเอาธรรมชาติมาผสมผสานกันเสียจริงเลย 
  ที่พักสะดวกสบายท่ามกลางธรรมชาติและเสียงนกไพร

































ข้างๆเรือนรับรองนี้มีทางลงไปริมห้วย สามารถเล่นน้่ำในห้วยได้
แต่ฤดููนี้ไม่มีใครกล้าลงเล่นหรอกเพราะน้ำแรงมาก





















น้ำไหลเชี่ยวและแรง ส่งเสียงดังก้องไปทั่วป่า 
  แต่แปลกกลางคืนนอนในเรือนพักกลับไม่มีเสียงอะไรรบกวนเลย
ตรงนี้....ที่นี่......ยามนี้ ช่างสงบดีแท้ 
  ยามไม่มีนักท่องเที่ยวเราคิดว่ามันสงบจนน่าทึ่ง
  ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆให้เห็นนอกจากเสียงนกที่ร้อง
ก็คงจะหลบฝนเหมือนเช่นเรา 
  มีแต่เสียงน้ำเท่านั้นที่ดังและไม่หยุด
คงไหลไปข้างหน้าอย่างไม่ท้อ
เสมือนเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า
   จงเดินไปข้างหน้าแม้มีอุปสรรคใดๆมาขวางกั้น
ก็จงผ่านมันไปได้ด้วยดีเช่นกระแสน้ำนี่ไง
ยามหมดฝนต้นหนาว เขาก็จะหยุดนิ่งสงบใสสะอาด
ชวนลงว่ายเล่น เปรียบเสมือน
เขาได้ผ่านพ้นความเหนื่อยยามหน้าฝนมาแล้ว
ถึงครานี้เขาสงบและพบแล้วซึ่งความสำเร็จ
จึงอวดโฉมความศิวิไลชวนให้ลิ้มลอง
เหมือนจะบอกว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ
หากเราอดทนเราก็จะพ้นไปได้ 
 เพราะวันเวลาไม่ได้หยุดนิ่งคงเดินต่อไปทุกวัน
ผ่านฝนเมื่อพ้นก็พบหนาวมาเยือน
ทุกชีวิตที่โลดแล่นเหนื่อยล้าไม่มีหยุด 
  หากรู้จักพอและให้โอกาสกับชีวิตบ้างให้เขาได้หยุดบ้าง
 เมื่อนั้นท่านก็จะได้ความสุขตอบแทน
















ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
เราต้องกลับขึ้นไปเข้าครัวทำอาหารรับประทานกันก่อน 
  เพราะช่วงนี้หมดฤดูท่องเที่ยวแล้ว
แม่ครัวจึงกลับบ้าน เหลือแต่คนงานที่อยู่เฝ้า
และดูแลต้นไม้และดูความเรียบร้อยของรีสอร์ท
เพื่อเตรียมไว้รับนักท่องเที่ยวยามหมดฝนต้นหนาว
อีกสี่เดือนข้างหน้าต่อไป 
  สำหรับอาหารสดนั้นเราต้องไปตลาดหาซื้อเอา
ซึ่งจะพาท่านไปชมตลาดอุ้มผางต่อไป













Create Date : 15 สิงหาคม 2555
Last Update : 7 กันยายน 2557 11:28:48 น.

2 comment
1  2  
BlogGang Popular Award#10



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันมันแก่วัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....