Group Blog
All Blog
### ผู้บำเพ็ญควรระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่เสมอ ###













“ผู้บำเพ็ญควรระลึกถึงความแก่

 ความเจ็บ ความตายอยู่เสมอ”

เราควรที่จะบำเพ็ญควรที่จะเตือนใจเราอยู่เรื่อยๆ

ก็คือการระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 พระพุทธเจ้าเคยถามพระอานนท์ว่า

อานนท์วันๆหนึ่งเธอระลึกถึงความแก่

ความเจ็บ ความตายสักกี่ครั้งกัน

 พระอานนท์ก็กราบทูลไปว่า กระผมก็ระลึกวันละ ๔ - ๕ ครั้ง

เช้า กลางวัน เย็นและก่อนนอน พระพุทธเจ้าบอกว่า

 อานนท์การระลึกเพียงเท่านี้ยังถือว่าเป็นความประมาทอยู่

ถ้าเธอจะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

เธอจะต้องระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ทุกลมหายใจเข้าออกเลย อย่าปล่อยให้มีช่องว่าง

ที่จะทำให้เธอหลงลืมได้ เพราะเวลาที่เธอลืม

ไม่คิดถึงความแก่ ควมเจ็บ ความตาย เธอก็จะประมาทนอนใจ

จะไม่รีบขวนขวายทำทาน รักษาศีล และภาวนา

นี่คือสิ่งที่พวกเราที่ปรารถนาการหลุดพ้นจากความทุกข์

ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะต้องพยายามบังคับตัวเอง

ให้ระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ

 เวลาใดที่เราไม่ต้องใช้ความคิดไปในทางการกระทำการงานต่างๆ

 ก็ขอให้เราระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายไว้

 เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมทำหน้าที่คือการทำทาน

รักษาศีล และภาวนา

การทำทาน รักษาศีล และภาวนาที่จะให้เกิดเป็นผล

เกิดเป็นประโยชน์จริงๆนั้น จะต้องทำแบบพระพุทธเจ้า

ทำแบบพระอรหันตสาวก ทานก็คือต้องสละทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองไปให้หมดเลย

 คือจะไม่พึ่งทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

เป็นเครื่องมือดับความทุกข์

 เหมือนกับที่พวกเรายังใช้ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 เป็นเครื่องมือดับความทุกข์กันอยู่

เช่นเวลาที่เรามีความทุกข์ใจความไม่สบายใจ

 เราก็ใช้เงินทองไปเที่ยวกัน ไปซื้อของฟุ่มเฟือยอะไรต่างๆ

ที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อกัน เพื่อทำให้เราลืมความทุกข์ที่เรามีอยู่

 แต่การใช้เงินใช้ทองนี้ก็ดับได้เพียงเดี๋ยวเดียว

พอกลับมาบ้านหลังจากไปเที่ยวกลับมา

 ก็จะกลับมาเจอความทุกข์อยู่ดี

 เพราะเวลาใดที่เราคิดถึงความแก่ คิดถึงความเจ็บ

 คิดถึงความตายเราก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

วิธีที่จะแก้ความทุกข์ใจนี้จะต้องไม่แก้ด้วยการใช้เงินใช้ทอง

 ดังนั้นเรามีเงินทองที่เรามีไว้ใช้สำหรับ แก้ความทุกข์ใจนี้

เราต้องกำจัดมันไปอย่างพระพุทธเจ้าทรงสละพระราชสมบัติ

จะได้ไม่ต้องอาศัยเงินทอง เป็นเครื่องมือ

ในการแก้ความทุกข์ใจที่แก้ไม่ได้

เพื่อจะได้ออกบวชได้ ออกไปรักษาศีลของนักบวช

คือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ข้อ

 อันนี้เป็นศีลของนักบวชของผู้ที่จะบำเพ็ญจิตตภาวนา

การรักษาศีลก็ต้องรักษาศีลแบบนักบวช

และการภาวนาก็ต้องภาวนาตลอดเวลา

จะไม่มีภารกิจการงานอย่างอื่น

การสละราชสมบัตินี้ก็เท่าสละภารกิจการงานต่างๆ

ถ้ายังอยู่ในพระราชวังก็ยังจะต้องมีภารกิจการงานต่างๆ

ที่จะต้องทำ ก็จะทำให้ไม่มีเวลามาบำเพ็ญจิตตภาวนา

มารักษาศีลให้บริสุทธิ์จึงจำเป็นที่จะต้องสละราชสมบัติ

ถ้าเป็นฆราวาสก็ต้องสละเพศของฆราวาสแล้ว

ก็บำเพ็ญอยู่แบบนักบวช เช่นครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ที่พวกเรามีความเคารพมีความเชื่อว่า

ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกแล้ว

ท่านก็ล้วนเป็นนักบวชทั้งนั้น ท่านมีเงิน มีทอง

มีสถานภาพทางโลก ทางฆราวาสท่านก็สละไปหมด

จะเป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ เป็นทหาร มียศมีตำแหน่ง

มีอะไร ท่านก็ต้องสละยศ สละตำแหน่ง สละลาภยศ สรรเสริญ

 แล้วก็ออกบวชไปอยู่แบบนักบวช เพื่อที่จะได้รักษาศีลให้บริสุทธิ์

เพื่อที่จะได้มีเวลาเจริญจิตตภาวนาได้อย่างเต็มที่

ท่านทำอย่างนี้ท่านจึงจะสามารถ ที่จะเปลี่ยนจิตใจของท่าน

จากจิตที่เวียนว่ายตายเกิดไปสู่จิตที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด

ต้องทำอย่างเต็มที่ถึงจะได้ผล

แต่ในเบื้องต้นเราคงจะยังไม่สามารถที่จะทำได้อย่างเต็มที่

เราก็ต้องทำไปตามกำลังของเราที่เรามีอยู่

 ในปัจจุบันนี้ก่อน แล้วก็พุ่งเป้าไปสู่การทำอย่างเต็มที่ต่อไป

ทุกคนจะต้องเริ่มจากเล็กไปหาน้อยก่อน

ครูบาอาจารย์ต่างๆ ท่านก็เป็นฆราวาสเหมือนเรามาก่อน

ท่านก็ทำบุญทำทานไป วันละเล็กวันละน้อยไปก่อน

รักษาศีล ๕ ไปก่อน บางวันก็รักษาได้ บางวันก็รักษาไม่ได้

 เพราะว่ายังมีภารกิจการงานเกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่

ก็อาจจะไม่สามารถที่จะรักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ได้

ยังไม่สามารถที่จะสละทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองที่มีอยู่ให้หมดไปได้

ก็ยังต้องมีเก็บไว้ใช้ก็ทำได้เพียงบางส่วนก็ทำไปก่อน

 แต่ต้องรู้ว่าถ้าอยากจะได้ผลอย่างที่พระพุทธเจ้า

และ พระอรหันตสาวกได้รับนั้นจำเป็น

ที่จะต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของไปให้หมด

สละสถานภาพของการเป็นผู้ครองเรือนไป

เพื่อไปเป็นนักบวช ไปเป็นเหมือนพระพุทธเจ้า

 และเป็นเหมือนพระอรหันตสาวก บำเพ็ญชีวิตแบบนักบวช

เพราะชีวิตของนักบวชนี้ จะไม่มีภารกิจการงานอย่างอื่น

นอกจากรักษาศีลและการบำเพ็ญจิตตภาวนา

คือการเจริญสมถภาวนาและการวิปัสสนาภาวนา

ที่จะทำให้จิตใจนั้นได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้

ไม่มีอะไรในโลกนี้ไม่มีการกระทำอะไรในโลกนี้

ที่จะสามารถยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้

นอกจากการรักษาศีลและการเจริญสมภาวนา

 วิปัสสนาภาวนานี้เท่านั้น

พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกท่านก็รักษาศีล

 ท่านก็บำเพ็ญจิตตภาวนากัน จนในที่สุดจิตของท่าน

ก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิด

 ไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป

 หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงด้วยการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา

เบื้องต้นนี้ต้องทำทานให้ได้ต้องสละให้หมด

เพราะเปรียบเหมือนกับการที่จะให้เรือออกจากท่าไปได้

เรือจะต้องถอนสมอก่อน

 ถ้าเรือยังไม่ถอนสมอนี้เรือจะไม่สามารถ

ที่จะวิ่งไปไหนมาไหนได้ต้องถอนสมอก่อน

ใจก็เหมือนกันใจที่จะออกจากวัฏฏะแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้

จะต้องทำทานก่อน จะต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ

 จะไม่ใช้เงินทองเป็นเครื่องมือในการดับความทุกข์ใจ

เพราะไม่ได้เป็นเครื่องมือนั่นเอง แต่กลับเป็นตัวถ่วง

เป็นเหมือนสมอเรือที่จะทำให้ใจไม่สามารถ

ที่จะออกไปบำเพ็ญศีล ไปภาวนาได้

แต่พอเราสละสมบัติได้ เราสละเพศของฆราวาสได้

ก็จะสามารถไปบวชได้ หรือไปอยู่แบบนักบวชได้

กรณีของผู้ที่ไม่สามารถบวชได้ เช่นสุภาพสตรี

ก็อยู่ในฐานะของนักบวชได้เหมือนกัน ถือศีล ๘ ศีล ๑๐

 ได้บำเพ็ญจิตตภาวนาได้ แต่จะต้องไม่มีภารกิจการงานอย่างอื่น

 มีภารกิจการงานเพียงอย่างเดียวคือการบำเพ็ญจิตตภาวนา

 เดินจงกรม นั่งสมาธิ และดูแลร่างกายตามอัตภาพ

 ดูแลที่อยู่อาศัยเท่านั้น ภารกิจจะเป็นภารกิจเพียงเล็กๆ น้อยๆ

ที่จำเป็นแต่จะไม่ทำภารกิจแบบฆราวาสทำกัน

 ภารกิจหลักจะเป็นการภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ

เพื่อให้เกิดความสงบ เพื่อให้เกิดปัญญา

เมื่อใจสงบและเกิดปัญญาแล้ว ใจก็จะเห็นอริยสัจ ๔

เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

 เห็นว่าความทุกข์ของใจนี้เกิดจากสมุทัย

สมุทัยก็คือต้นเหตุของความทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๘

“เปลี่ยนสถานภาพใจ”







ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 มกราคม 2559
Last Update : 29 มกราคม 2559 13:24:53 น.
Counter : 115 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....