Group Blog
All Blog
### ลูกนอกสมรสรับมรดกจากบิดาได้นะ ###










#‎ลูกนอกสมรส‬ ถ้าพ่อดูแลเลี้ยงดูออกหน้าออกตา

ชาวบ้านรับรู้ มีสิทธิ์รับมรดกได้นะ#

ชีวิตคู่ในยุคใหม่ หลายๆท่านอยู่กินกันฉันผัวเมีย

 จนมีลูกมีเต้า บุตรที่พ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

ตามกฎหมาย เรียกว่า

 " บุตรนอกกฎหมาย" หรือ"บุตรนอกสมรส"

ซึ่งลูกบางท่านต้องเสียสิทธิ์ในการรับมรดก

เพราะความไม่รู้ซึ่งคิดว่า

 ต้องเป็นลูกที่พ่อแม่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น

ถึงจะได้รับมรดกของพ่อได้

เพจทนายเพื่อนคุณ ตระหนักถึงการเสียสิทธิ์

ในการรับมรดกของลูกนอกสมรส

จึงขอ ตอกย้ำ! สร้างความชัดเจน!! ในเรื่องดังกล่าวนี้

มาตรา1627 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 ได้กล่าวว่า "บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว

และบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน

 เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้"

จะเห็นได้ว่าตามความหมายในมาตรานี้

บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว หมายถึง ดังนี้

1.บุตรสืบสายโลหิตของบิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา

2.การรับรองในที่นี้เป็นการแสดงออกโดยพฤตินัย

ก็ถือว่าบิดาได้รับรองแล้ว เช่น ให้ใช้นามสกุล

 เลี้ยงดูส่งเสียจนชาวบ้านรับรู้ว่าเป็นลูก

ฎีกา 1854/2551

ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาของผู้ตาย

ภายหลังจากที่มีการบังคับใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5

 โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน

ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายตลอดมา

ซึ่งทำให้ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมาย

ที่ผู้คัดค้านรับรองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ก็ตาม

 แต่ผลของบทบัญญัติดังกล่าวก็เพียงแต่ให้ถือว่า

บุตรนั้นเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

มีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น

หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ด้วยไม่

ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทของผู้ตาย

หรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย

ที่จะมีสิทธิคัดค้านการขอจัดการมรดก

หรือร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

ฎีกา 513/2546

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564

 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

 ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627

 ให้ถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

 ซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดก

ในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้น

เมื่อ ช. ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย

ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ส. และเด็กชาย ว.

บุตรของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม

ของเด็กชายทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะ

จากจำเลยผู้ทำละเมิดแก่ผู้ตายได้

สรุป "บุตรนอกสมรส" หรือ"บุตรนอกกฎหมาย"

ถ้าบิดาดูแลเลี้ยงดูชาวบ้านรับรู้หรือมีพฤติกรรม

แสดงออกถึงความเป็นพ่อ

กฎหมายก็ถือว่าบิดาได้รับรองบุตรโดยพฤตินัย

ทำให้มีสิทธิ์รับมรดกเทียบเท่าบุตรในสมรส

ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมชั้นแรกครับ

ขอขอบคุณภาพจาก comment-joke-funny.blogspot.com







ขอบคุณที่มา fb. ทนายเพื่อนคุณ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 มิถุนายน 2559
Last Update : 11 มิถุนายน 2559 11:13:01 น.
Counter : 523 Pageviews.

0 comment
### เมื่อรถบรรทุกจ่ายส่วยใครผิด ###




.....คุณ Ong Krub นำคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัย

การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่มีการกระทำในลักษณะเดียวกับที่มีคลิป

เผยแพร่มาลงให้อ่านกันคือ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๐๙/๒๕๔๑

เป็นฎีกาย่อมีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย อ่านดูครับ

.....คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน

ร่วมกันใช้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ

ให้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ

เพื่อเป็นเครื่องมือให้ไปเรียกเก็บเงิน

จากบรรดาคนขับรถยนต์บรรทุกที่แล่นผ่านไปมา

ไม่เลือกว่าคนขับรถนั้นจะได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหรือไม่

.....โดยจำเลยที่ 1เข้าไปพูดกับคนขับรถว่า

"ตามธรรมเนียม" คนขับรถนั้นแม้มิได้กระทำความผิด

ก็ต้องจำใจจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ด้วยความเกรงกลัว

ต่ออำนาจในการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ

 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าว

เป็นการร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ

ข่มขืนใจเพื่อให้คนขับรถยนต์บรรทุก

มอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว

.....และหากรถยนต์บรรทุกคันใด

มีการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย

ถ้าจำเลยที่ 1 เรียกเอาเงินจากคนขับรถได้แล้ว

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็จะไม่ทำการจับกุม

การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าว

ย่อมเป็นการร่วมกันเรียกและรับเงิน

จากคนขับรถยนต์บรรทุกสำหรับตนเองโดยมิชอบ

เพื่อไม่กระทำการในตำแหน่งคือไม่จับกุมตามหน้าที่

อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149

.....แต่คืนเกิดเหตุมีการเรียกเก็บเงินหลายครั้งหลายหน

จากบรรดาคนขับรถหลาย ๆ คนดังนี้

เมื่อโจทก์รวมการกระทำเหล่านี้ไว้ในฟ้องข้อเดียวกัน

โดยถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 คือผิดทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148

และ มาตรา 149 จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์

ซึ่งแต่ละบทมาตรามีโทษเท่ากัน

 และเมื่อผิดตามบทเฉพาะเช่นนี้แล้ว

ก็ไม่จำต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

 มาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก

.....ขอยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง

ที่เรียกรับเงินจากคนขับรถบรรทุกสิบล้อ

ตามคลิปที่มีการนำมาเผยแพร่มีความผิด

มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘

หรือมาตรา ๑๔๙ แน่นอน

ขึ้นอยู่กับผู้บังคัญชาของนายตำรวจคนดังกล่าว

จะดำเนินคดีหรือไม่ เท่านั้น

.....ถ้าผู้บังคับบัญซาไม่ดำเนินคดี ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิ

ไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกัน

ละปราบปรามการทุจริตภาครัฐหรือ ป.ป.ท. สอบสวนได้

.....แต่ถ้าจะร้องเรียนผู้บังคับบัญชาที่ไม่ดำเนินคดี

แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงคนดังกล่าว

อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

ก็ต้องไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกัน

และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ครับ



ขอบคุณที่มาของข้อมูล fb. อาจารย์ชูชาติ ศรีแสง





Create Date : 23 มีนาคม 2559
Last Update : 23 มีนาคม 2559 10:45:08 น.
Counter : 381 Pageviews.

0 comment
### พินัยกรรมชีวิต สิทธิการตายโดยชอบด้วยกฎหมาย ###















‘พินัยกรรมชีวิต-สิทธิการตาย

โดยชอบด้วยกฎหมาย'

‘พินัยกรรมชีวิต-สิทธิการตายโดยชอบ ก.ม.’ :

 โอภาส บุญล้อมรายงาน


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด

 ได้มีคำพิพากษาคดีสำคัญที่ประชาชนคนไทยควรรู้เป็นอย่างยิ่ง

 เพราะเป็นเรื่องสิทธิในชีวิตและร่างกายของทุกคน

คดีดังกล่าว เป็นคดีที่กลุ่มแพทย์กลุ่มหนึ่ง

 นำโดย นพ. ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น

และ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น เป็นจำเลย

 ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลพิพากษา

ให้ยกเลิกกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 12 วรรคสอง

 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

  ที่ว่าด้วยการให้สิทธิการตายกับผู้ป่วย

หรือการขอละเว้นการรักษาในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

ทั้งนี้ สาเหตุที่แพทย์กลุ่มดังกล่าวยื่นฟ้อง เพราะเห็นว่า

กฎกระทรวงที่ให้สิทธิกับผู้ป่วยในการปฏิเสธการรักษาของแพทย์

ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตนั้น

เป็นการขัดต่อจรรยาบรรณของแพทย์

ที่ห้ามแพทย์หยุดการรักษาผู้ป่วย

สำหรับ มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

 บัญญัติว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนา

ไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไป

เพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน

 หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนินการตามหนังสือ

เพื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข

ได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว

มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด

และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา "ยกฟ้อง"

โดยประเด็นสำคัญในคำพิพากษา คือ ศาลเห็นว่า

 1.กระบวนการร่างกฎหมายเป็นไปตามขั้นตอนครบถ้วน

2.มีการรับฟังความคิดเห็นจากสภาวิชาชีพและองค์กรต่างๆ

3.สอดคล้องตามมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญปี 50

 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพและประกาศสิทธิผู้ป่วยของแพทยสภา

 รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศของแพทยสมาคมโลก

4.การทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาพยาบาลนั้น

 เป็นการแสดงสิทธิในชีวิตและร่างกาย

โดยเป็นการยื่นความประสงค์ไว้ล่วงหน้า

เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบความประสงค์ของตนว่า

จะใช้สิทธิเช่นใด จึงไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี

และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

นั่นเท่ากับว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

ได้รับรองว่า กฎกระทรวงว่าด้วยการให้สิทธิการตายกับผู้ป่วย

ที่จะปฏิเสธการรักษาจากแพทย์ในช่วงระยะสุดท้าย ชอบแล้ว

สิทธินี้มีมาตั้งแต่ ปี 2550 แล้ว แต่ผ่านมา 8 ปี

ปรากฏว่าคนไทยใช้สิทธินี้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

 เนื่องจากไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าว

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า

1.การที่บุคคลแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษา

ซึ่งมีผลทำให้แพทย์ต้องเคารพการตัดสินใจดังกล่าวนั้น

ไม่ใช่สิทธิเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่ แต่เป็นสิทธิในการเลือก

ที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายตามธรรมชาติ

2.แพทย์ไม่มีหน้าที่ทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา

ไม่ประสงค์จะรับการรักษา ถึงแก่ความตาย

 เพราะหากทำจะมีความผิดตามกฎหมายฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา

 จะเห็นได้ว่ากรณีสิทธิการตายของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต

 ไม่ใช่การการุณยฆาต หรือปรานีฆาต

ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “euthanasia” หรือ “mercy killing”

ที่สามารถทำให้บุคคลตายโดยเจตนา

ด้วยวิธีการที่ทำให้ตายอย่างสะดวก

 เช่น การใช้ยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่าง

เพื่อยุติชีวิตผู้ป่วยเพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้น

หรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยา

3.ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ยังคงได้รับการดูแลจากแพทย์

แบบประคับประคองจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

 จึงไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา

 4.หากผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาระบุในหนังสือแสดงเจตนา

ให้งดเว้นการรักษาหรือใช้ยา

และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่าง

เพื่อยุติชีวิตที่ไม่ใช่วาระสุดท้าย ซึ่งเป็นการเร่งการตาย

แพทย์ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้

หากปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว

 แพทย์จะใช้มาตรา 12 วรรคสอง

 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

 มายกเว้นความผิดของตนเองไม่ได้

และในเรื่องทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา

 มีตัวอย่างให้เห็นซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วย

 คือ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ

เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

 ได้ทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธ

การรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต

 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551

มีใจความว่า “ในขณะที่เขียนหนังสือแสดงเจตนารมณ์นี้

 ผมมีสติสัมปชัญญะเป็นปกติดีทุกประการ

 โดยมีญาติของผมเป็นพยาน ผมขอใช้สิทธิตามมาตรา 12

ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

โดยขอยืนยันสิทธิของผมดังนี้

ในกรณีที่ผมป่วยด้วยสาเหตุใดก็ตาม

จนตกอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจรักษาให้หายกลับมามีชีวิตได้อีก

 และผมไม่มีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณา

เกี่ยวกับแผนการรักษาของผมได้แล้ว หากหัวใจผมหยุดเต้น

 ผมขอไม่รับการกระตุ้นหัวใจด้วยวิธีการต่างๆ

หากการหายใจผมล้มเหลวลง ผมขอไม่รับการเจาะคอ

หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ

 ผมขอรับการรักษาเพียงเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน

 ไม่ขอรับการรักษาหรือรับการกระทำใด

ที่จะยืดการตายของผมออกไปโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้เพื่อให้ผมเสียชีวิตไปโดยธรรมชาติ”

ก่อนหน้านี้ เคยมีการจัดสัมมนากันในเรื่อง

 “การให้สิทธิการตายกับผู้ป่วย" ตามมาตรา 12 วรรคสอง

 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

ซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์ไปร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

 ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กล่าวว่า

ไม่เห็นด้วยเพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการออกแบบการตาย

ให้เร็วขึ้นตามเอกสารเพียงหนึ่งใบ

 และผลักภาระความรับผิดชอบมาให้แพทย์

โดยเฉพาะหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

เมื่อผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระสุดท้ายที่จะตาย

“กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดปัญหาผู้ป่วยตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 เพราะอาจไม่ทราบว่าตนจะรักษาหายหรือไม่

หรือญาติอยากให้ตายเพราะอยากสิ้นสุดภาระการดูแล

ย้ำว่า ไม่ได้กลัวการฟ้องร้อง แต่กลัวบาปติดตัว

 และมองว่าไม่จำเป็นต้องทำตามคนไข้ทุกอย่าง

ถ้าขัดกับมโนสำนึกของแพทย์”

ด้าน ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ๊งประพันธ์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพ

และจริยศาสตร์ บอกว่า หลักการของ

“หนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยระยะสุดท้าย

 (Living will)”เป็น “การแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า”

 ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติได้ถูกต้องมีหลักการ

และยังเห็นว่า วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่มีเครื่องมือช่วยยืดชีวิตผู้ป่วย

บางครั้งทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า

 “ฟื้นก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง”

กล่าวคือ ผู้ป่วยจะต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ

เพื่อจะได้รับออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ผู้ป่วยอาจจะไม่มีความรู้สึกตัว หรือมีเพียงเล็กน้อย

จนไม่มีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้

การช่วยชีวิตแบบดังกล่าวทำให้ความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยลดลง

 ผู้ป่วยจึงควรมีสิทธิที่จะตายโดยปฏิเสธการรักษาดังกล่าวได้

เพื่อให้กระบวนการตายมีสภาพเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

"สิทธิที่จะตายจึงเป็นสิทธิตามธรรมชาติ 

 มนุษย์สามารถกำหนดว่าตนเองจะใช้สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่

 (the right to life) หรือสิทธิที่จะตาย (the right to die)

ได้ตามความประสงค์ของแต่ละคน

เป็นการยอมรับสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายตนเองของมนุษย์

รวมทั้งความมีอิสระในการตัดสินโชคชะตาของตนเอง

 (the right to self-determination)

สิทธิที่จะตายจึงแฝงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอิสระเสรี

ของมนุษย์นั่นเอง"

ส่วน นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า

การอยู่โรงพยาบาลนานๆ โดยใส่เครื่องไม้เครื่องมือแพทย์

ไม่ใช่สิ่งดี เพราะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน

แต่เราเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าสามารถยืดอายุได้

ซึ่งทำให้เกิดความทรมานต่อผู้ป่วย

 ให้เอาประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง

ผศ.ดร.ทัศนีย์ ทองประทีป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ กล่าวว่า

 ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

 การตายเป็นเรื่องสำคัญ การวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดี

ซึ่งแพทย์พยาบาลเป็นคนกลางในการทำหน้าที่รักษา

 การมีกฎกระทรวงทำให้เราสบายใจขึ้น

แต่แพทย์และผู้ใช้บริการต้องพูดคุยกันมากขึ้นในเรื่องเจตนา

 เพราะผู้ป่วยภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงในแต่ละวัน

 ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของญาติด้วย”

“สิทธิการตาย” ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย

 แต่ในต่างประเทศมีมานานแล้ว

สำหรับเมืองไทยที่ถกเถียงเรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้น

หลังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมา











ขอบคุณที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2558
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 05 มกราคม 2559
Last Update : 5 มกราคม 2559 11:30:23 น.
Counter : 331 Pageviews.

0 comment
### สิทธิในการเป็นภรรยาและบุตร ###












.....ชาย หญิง ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา

แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย

จึงไม่ใช่สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายไปฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่

ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

.....ยกเว้นกรณีทรัพย์สินที่ได้มาจากการทำมาหากินร่วมกัน

ก็มีสิทธินำมาแบ่งกันฝ่ายละครึ่งหนึ่งก่อน

ส่วนที่เป็นของผู้ตายซึ่งเป็นมรดกผู้มีสิทธิรับมรดกก็รับไป

.....ถ้าสามีหรือภรรยาถูกกระทำละเมิด เช่น ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย

 ถูกรถชนถึงแก่ความตาย ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย

ที่จะเรียกค่าเสียหายใดๆ หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้กระทำละเมิดได้

.....บุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน

 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดา

แต่ไม่ใช่บุตรที่ชอบกฎหมายของบิดา

ถ้าเลิกอยู่กินกันบิดาไม่มีสิทธิใดๆ ในตัวบุตร

.....ถ้าต้องการให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา

 บิดามารดาก็ต้องไปจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง

หรือบิดาไปจดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย

หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู จากผู้ที่กระทำละเมิดต่อบิดา

เสมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

.....บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าบิดาให้การรับรองว่าเป็นบุตร

เช่น ไปแจ้งตอนเด็กเกิดว่าเป็นบุตร ให้ใช้นามสกุล

 แนะนำแก่บิดา มารดา ญาติ หรือพรรคพวกเพื่อนฝูงว่าเป็นบุตร

 ส่งให้ศึกษาเล่าเรียน เช่นนี้ บุตรคนนั้นมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาได้

 แต่ไม่มีสิทธิอื่นๆ เหมือนเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

 เช่น บำเหน็จตกทอดต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

จึงมีสิทธิได้รับเพราะไม่ใช่มรดกของผู้ตาย

 ..................................






ขอบคุณที่มา fb. Chuchart Srisaeng

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ





Create Date : 18 ธันวาคม 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 11:59:33 น.
Counter : 337 Pageviews.

0 comment
### ผ่อนบ้านหมดก่อนกำหนด เรียกคืนเงินประกันได้นะ ###












ผ่อนหมดก่อนกำหนด

เรียกคืนเงินประกันได้นะ รู้ยัง?

..............






ใครที่กำลังผ่อนบ้าน เร่งโปะหนี้บ้าน เพื่อปิดหนี้ให้เร็วที่สุด

นั่นเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วเพราะหนี้บ้านนั้น

ยิ่งนานดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นการผ่อนบ้านให้หมดโดยเร็ว

จึงสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อย่างเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ดังตัวอย่างที่เราเคยนำมา

เปรียบเทียบกันให้ชมไปแล้วระหว่างการผ่อนสั้นหมดเร็ว

และผ่อนยาวสบายๆ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบก็คือ

ถ้าเราผ่อนหมดก่อนกำหนด ยังสามารถเวนคืนประกันชีวิต

คุ้มครองสินเชื่อ MRTA ที่ทำไว้ได้อีกด้วยนะ

  ซึ่งมีขั้นตอนและรายละเอียดอย่างไร

โปรดอ่านบทความครั้งนี้จาก DDproperty ครับ












ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ MRTA คืออะไร

ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA นั้น

คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการที่คุณอาจไม่คุ้นเคย

เท่ากับ ประกันหนี้บ้าน หรือประกันบ้าน 

 ประกันฯ ประเภทนี้มีลักษณะบางส่วนที่คล้ายคลึงกับประกันชีวิต

 แต่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไปจากประกันชีวิต

ตรงที่มีจุดมุ่งหมายในการประกันความเสี่ยง

ในการชำระหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

  ทำให้จุดเด่นของประกันชนิดนี้จะอยู่ที่การให้ความคุ้มครอง

ผู้กู้สินเชื่อบ้าน โดยประกันจะผ่อนชำระหนี้บ้านให้แทนผู้กู้

ในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงเป็นการถาวร

ตามระยะเวลาที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตฯ

 และตามทุนประกันที่ระบุเอาไว้ในประกันชีวิตฯ

  การทำประกันฯ เอาไว้จะเกิดประโยชน์ต่อธนาคารในฐานะเจ้าหนี้

 เพราะจะเกิดความเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้กู้ก็ตาม

ธนาคารจะได้รับการชำระหนี้จากกรมธรรม์

ที่ทำไว้กับบริษัทประกันชีวิต 

 ฝ่ายผู้กู้เองก็จะได้รับประโยชน์จากการประกันความเสี่ยง

ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง โดยไม่ว่าผู้กู้จะเป็นอะไรไป

ก็จะมีกรมธรรม์โดยบริษัทประกันจะเป็นผู้ชำระหนี้บ้านให้

ทำให้บ้านที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระนั้น

ไม่ตกไปเป็นภาระของครอบครัว

และไม่โดนธนาคารยึดไปเนื่องจาก

ไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อบ้านได้ 

 ทำให้หลายคนที่เล็งเห็นประโยชน์นี้เลือกที่จะทำประกันชนิดนี้เอาไว้

  แม้แต่ธนาคารซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์

ก็มักจะรวมการประกันเอาไว้ด้วยเป็นรูปแบบหนึ่งของสินเชื่อ

โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ากรณีที่ไม่ทำประกันชีวิต

ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากธนาคารประเมินความเสี่ยงของผู้กู้

ที่ทำประกันเอาไว้ต่ำกว่าผู้กู้ที่ไม่ทำประกัน

ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ MRTA เอาไว้หรือไม่

หากคุณผ่อนบ้านมานาน จนไม่แน่ใจหรือลืม

ว่าได้ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเอาไว้หรือไม่

  ประกันชนิดนี้มักจะทำควบคู่ไปกับการขอสินเชื่อบ้าน 

 ซึ่งธนาคารไม่ได้บังคับให้ผู้กู้ทุกรายต้องทำสินเชื่อ

แต่มักจะมีข้อเสนอให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำกว่า

ในกรณีที่ผู้กู้เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองเงินฝากด้วย 

 โดยเบี้ยประกันนี้จะจ่ายเพียงครั้งเดียวในตอนที่เริ่มต้นทำประกัน

โดยที่เบี้ยประกันจะไปรวมอยู่ในยอดหนี้หรือวงเงินกู้ของเรา 

 ถ้าหากคุณมีการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเอาไว้

ก็จะมีเอกสารกรมธรรม์ที่แสดงรายละเอียดของประกันฯ

 วงเงินประกัน เงื่อนไขการชดเชย รายชื่อผู้เอาประกัน

ซึ่งเป็นรายละเอียดเดียวกับประกันเหมือนประกันชีวิต

หรือประกันภัยทั่วไป หรือถ้าหากหากรมธรรม์ไม่พบ

ก็สามารถตรวจสอบกับธนาคารหรือบริษัทประกันได้โดยตรง

ซึ่งบริษัทประกันที่จะเลือกใช้นั้นจะเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือ

ของธนาคารที่เราใช้บริการสินเชื่อนั่นเอง
















ผ่อนหมดก่อน ขอเวนคืนประกันชีวิต

คุ้มครอบสินเชื่อ MRTA ได้หรือไม่

ถ้าหากผู้กู้เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ MRTA เอาไว้

ให้คุ้มครองวงเงินจำนวนหนึ่ง และเลือกความคุ้มครอง

ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาเมื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน

ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว 

 ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้มากกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ

ที่จะต้องผ่อนชำระต่องวด ทำให้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระหนี้

ได้หมดสิ้นก่อนกำหนดที่ตั้งไว้และที่สำคัญ

ก็การผ่อนชำระนั้นเสร็จสิ้นลงก่อน

ที่ช่วงเวลาคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันชีวิต

คุ้มครองสินเชื่อ MRTA ที่ผู้กู้ทำเอาไว้จะหมดลง

ในกรณีนี้ผู้กู้สามารถเวนคืนเบี้ยประกัน

ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่คืนได้

  เนื่องจากไม่มียอดหนี้คงค้างแล้ว จึงไม่มีความจำเป็น

ที่จะต้องคงความคุ้มครองของประกันเอาไว้ต่อไป

ยกตัวอย่าง

ผู้กู้เพศชาย อายุ 30 ปี วงเงินกู้ 3 ล้านบาท

ขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นเวลา 30 ปี 

 ผู้กู้ตัดสินใจทำประกัน โดยมีวงเงินประกัน 100%

ของวงเงินกู้หรือเท่ากับ 3 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 20 ปี

ซึ่งคำนวณเบี้ยประกันออกมาได้เท่ากับ 155,550 บาท 

 ซึ่ง 155,550 บาทนี้จะจ่ายเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มต้นประกัน

หรือจะรวมเข้ากับยอดหนี้ของสินเชื่อบ้านไปเลย

อีก 10 ปีต่อมาพบว่าผู้กู้สามารถผ่อนบ้านหมดลง

  ในขณะที่กรมธรรม์ผู้กู้ซื้อความคุ้มครองไว้ 20 ปี

ยังคงเหลือระยะเวลาที่คุ้มครองอยู่อีก 10 ปี

  ในกรณีนี้ผู้กู้สามารถเวนคืนประกันเพื่อเรียกเบี้ยประกัน

ในช่วงเวลา 10 ปีที่เหลือคืนได้

จากตัวอย่างจะพบว่าเบี้ยประกันเป็นจำนวนเงิน

ที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร ซึ่งเบี้ยประกันจะมากน้อย

ขึ้นอยู่กับทุนประกันมากหรือน้อย

  และระยะเวลาคุ้มครองประกันสั้นหรือยาว

ยิ่งทุนประกันสูงและระยะเวลานาน

ก็จะคำนวณออกมาเป็นเบี้ยประกันที่สูงตามไปด้วย  

เวนคืนประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ MRTA ได้อย่างไร

วิธีการในการเวนคืนประกันคุ้มครองสินเชื่อ MRTA นั้น

ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อนเลย

 โดยผู้กู้สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง 

 ด้วยการนำกรมธรรม์ประกันชีวิต MRTA ฉบับที่ผู้กู้ถืออยู่

ไปที่บริษัทประกันที่ทำประกันอยู่

  เจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบฟอร์มขอเวนคืนประกัน 

 จากนั้นจะคำนวณเบี้ยประกันที่จะได้รับคืนจากการเวนคืนประกัน

ให้ทราบ แล้วจึงจ่ายเบี้ยประกันส่วนที่เหลือให้ผู้กู้

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

หากไม่เวนคืนประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อจะเกิดผลอย่างไร

ในกรณีที่ผู้กู้ไม่ได้เวนคืนประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

ความคุ้มครองของประกันก็จะดำเนินต่อไปจนกระทั่งสิ้นสุด

ระยะเวลาคุ้มครองตามระบุในกรมธรรม์

ความคุ้มครองที่ผู้กู้จะได้รับจะมีลักษณะที่คล้ายกับประกันชีวิต

คือถ้าหากผู้กู้เสียชีวิตในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

 ผู้เอาประกันตามรายชื่อในกรมธรรม์ก็จะสามารถ

ยื่นขอเอาประกันได้เท่ากับจำนวนเบี้ยประกันที่ยังเหลืออยู่

ณ ช่วงเวลานั้น

การทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ MRTA นั้น

นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้กู้

และธนาคารในด้านการประกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อตัวผู้กู้เอง

 แล้วก็ยังมีประโยชน์ในทางภาษีอีกด้วยครับ

 โดยสำหรับการทำประกันที่มีระยะเวลาเอาประกันตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้

 ฉบับที่ 172 ที่ประกาศ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2551

 อนุญาตให้นำเบี้ยประกันภัยของความคุ้มครองชีวิต

ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วยครับ

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย เชษฐพล มานิตย์

 นักเขียนออนไลน์ประจำ DDproperty.com

หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่

chetapol@ddproperty.com



ขอบคุณที่มา DDproperty.com

ขอบคุณภาพแบบบ้านสวยๆจากกทม.ค่ะ








Create Date : 22 มิถุนายน 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 12:01:19 น.
Counter : 305 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....