Group Blog
All Blog
### กุญแจไขพระอริยสัจ 4 คือ สติ ###

















“กุญแจไขพระอริยสัจ ๔ คือสติ”

เวลานั่งสมาธิก็ขอให้มีสติคือใจจดจ่ออยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

จะเป็นการบริกรรมพุทโธๆ ไปก็ได้หรือจะดูลมหายใจเข้าออกไปก็ได้

 หรือจะรวมกันหายใจเข้าก็ว่าพุท หายใจออกก็ว่าโธก็ได้

แล้วแต่ความถนัดแล้วแต่ความเหมาะสมของจิตของแต่ละท่าน

ซึ่งไม่เหมือนกัน บางท่านชอบบริกรรมอย่างเดียว

บางท่านชอบดูลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว

บางท่านชอบพุทเข้า โธออก

 บางท่านก็ยังไม่สามารถที่จะดูลมหรือพุทโธได้

ก็สวดมนต์ไปภายในใจก่อนก็ได้ สวดอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน

 สวดไปหลายๆ จบ สวดไปจนรู้สึกว่าใจนิ่งใจสงบแล้ว

ค่อยดูลมหรือพุทโธไปอย่างเดียวก็ได้

เป้าหมายของการนั่งสมาธิก็เพื่อทำใจให้สงบ ให้หยุดคิดปรุงเเต่ง

 เพราะความคิดปรุงเเต่งนี้ทำให้ใจวุ่นวาย ทำให้ใจมีความทุกข์

ทำให้ใจมีความวิตกกังวลกับเรื่องราวต่างๆ แต่ถ้าใจหยุดคิดได้

เรื่องราวต่างๆ ก็จะหายไปจากใจ ใจก็จะว่าง

จะเย็นจะสงบจะสบายจะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง

 ความสุขที่เกิดจากความว่าง ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง

เป็นความสุขของใจ เป็นความสุขที่จะอยู่กับใจคู่กับใจไปตลอด

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ใจก็จะมีความสุขเสมอ

อันนี้เป็นความสุขที่เราไม่ต้องอาศัยสิ่งต่างๆ ภายนอกใจ

เช่นรูป เสียง กลิ่น รส หรือบุคคลหรือวัตถุข้าวของเงินทองต่างๆ

 เราไม่ต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ เพราะสิ่งต่างๆนั้นพึ่งพาอาศัยไม่ได้

เป็นของชั่วคราว เวลามีก็มีความสุข เวลาหมดไปก็จะมีความทุกข์

แต่ถ้ามีความสุขจากความสงบ จากการเจริญสติ

ทำใจให้หยุดคิดปรุงเเต่งใจก็จะมีความสุขโดยที่ไม่ต้องมีอะไร

และก็จะมีความสุขแบบนี้ ไปได้เรื่อยๆไปตลอด

เพราะใจไม่มีวันสิ้นสุด และความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

ก็ไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนกัน

นี่คือความสุขที่ดีกว่าความสุขทั้งปวง

นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบนี้ไม่มี

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความสุขอันนี้แล้ว

 แล้วก็ได้นำเอาความจริงอันนี้ ความสุขอันนี้มาเผยแผ่ให้แก่พวกเรา

 ที่ยังไม่มีความสุขแบบนี้กัน พวกเราอยากจะมีความสุขแบบนี้

ก็ต้องมีความเพียร มีความขยัน ต้องหมั่นเจริญสติให้มากๆ

 เพราะสตินี้เป็นผู้ที่จะทำให้จิตสงบนั่นเอง

 ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะทำให้จิตสงบได้ นอกจากสติ

สติจึงเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นธรรมที่สำคัญที่สุด

ทรงเปรียบเทียบสติว่าเป็นเหมือนรอยเท้าช้าง

เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ต่างๆทั้งหลายที่มีอยู่ในป่า

 รอยเท้าช้างนี้จะครอบรอยเท้า ของสัตว์ทุกชนิด

 นี่คือความสำคัญของสติ แล้วก็ผลที่ได้จากการเจริญสติ

 ก็จะได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า ความสุขทั้งปวง ไ

ม่มีอะไรในโลกที่จะสู้ความสุขที่เกิดจากการความสงบไม่ได้

เราจึงต้องพยายามบังคับตัวเราเอง ให้เจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 แล้วก็ให้นั่งสมาธิให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เพราะขั้นเริ่มต้นนี้เราอย่าเพิ่งไปสนใจ เรื่องของทางปัญญา

 ปัญญานี้ถ้ายังไม่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

จะเป็นปัญญาที่เหมือนกับมีดที่ยังไม่ได้ลับ

 มีดที่ไม่ได้ลับนี้ยังเป็นมีดที่ไม่คม

ไม่สามารถที่จะเอาไปตัดอะไรต่างๆได้ ฉันใด

ปัญญาที่ไม่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

 ก็จะเป็นปัญญาที่ไม่สามารถตัดกิเลสตัณหาต่างๆได้

เป้าหมายของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนี้

อยู่ที่การตัดกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจนี่เอง

 และสิ่งที่จะตัดกิเลสตัณหาได้ก็ต้องเป็นปัญญา

 แต่ต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ภาวนาก็แปลว่าสมถภาวนา

มยปัญญา ก็คือปัญญาที่เกิดจากการใคร่ครวญพิจารณา

 ตามหลักของความเป็นจริงตามหลักของไตรลักษณ์

ตามหลักของอริยสัจ ๔ ถ้าพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าเป็นไตรลักษณ์

 เป็นอริยสัจ ๔ แล้วถ้ามีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

เวลาเกิดตัณหาความอยากต่างๆ ขึ้นมา

 ก็จะสามารถตัดตัณหาให้ขาดได้ เช่นความอยากไม่แก่

ความอยากไม่เจ็บ ความอยากไม่ตาย มีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

ไม่มีใครอยากแก่กัน ไม่มีใครอยากเจ็บไข้ได้ป่วยกัน

ไม่มีใครอยากตายกัน แต่ไม่มีใครที่จะสามารถยับยั้ง

ความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ แต่สามารถยับยั้งความทุกข์

ที่เกิดจากความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายได้

ถ้ามีสมาธิ และมีปัญญาที่พิจารณาเห็นว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยง

 เกิดมาแล้วย่อมต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไปเป็นธรรมดา

ล่วงพ้นไปไม่ได้เป็นอนัตตา ไม่มีใครล่วงพ้นไม่มีใครสั่ง

ไปห้ามไม่ให้ร่างกายนี้แก่ เจ็บ ตายได้

 คำว่าอนัตตาก็คือล่วงพ้นไม่ได้

อยู่เหนือความแก่ ความเจ็บ ความตายไปไม่ได้

ถ้ามีร่างกายแล้วจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายด้วยกันทุกคน

 อนิจจาก็คือมีการเปลี่ยนแปลง มีการเจริญแล้วก็มีการเสื่อม

ร่างกายนี้เวลาเกิดมา ช่วงเกิดมาใหม่ๆ

 ช่วงแรกๆก็จะมีแต่การเจริญเติบโต

 พอเจริญเติบโตได้เต็มที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว

ก็จะเริ่มเข้าสู่ความเสื่อม เริ่มแก่ลงไปทีละเล็กทีละน้อย

 จนในที่สุดก็ถึงความตาย

อันนี้ถ้ามีปัญญาพิจารณาเห็นความจริงอันนี้

ว่าร่างกายอย่างไรๆก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ถ้าอยากให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายก็จะทุกข์ไปเปล่าๆ

 แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีสมาธิจะไม่สามารถหยุด

ความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายที่ฝังลึกอยู่ภายในใจได้

แต่ถ้ามีสมาธิแล้วก็มีปัญญา พิจารณาเห็นความจริงของร่างกาย

ว่าไม่เที่ยง เป็นอนัตตา เป็นทุกข์ถ้าไปอยากให้ร่างกายเที่ยง

 ร่างกายเป็นอัตตา เป็นของเราอยู่ภายใต้คำสั่งของเรา

 สั่งให้ไม่แก่ก็ไม่แก่ สั่งให้ไม่เจ็บก็ไม่เจ็บ สั่งให้ไม่ตายก็ไม่ตาย

 แต่มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นอนัตตา

สั่งร่างกายให้ไม่แก่ไม่ได้ ไม่เจ็บไม่ได้ ไม่ตายไม่ได้

 จำเป็นที่จะต้องปล่อยวาง ยอมรับความจริง

ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาอยู่เรื่อยๆ ใจก็จะรู้ว่าฝืนไม่ได้

 ฝืนความจริงไม่ได้ ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้

มีอยู่กับทุกร่างกายไม่ใช่มีอยู่กับร่างกายของเราเพียงอย่างเดียว

ร่างกายของคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน

ร่างกายของสัตว์เดรัจฉานก็เป็นเหมือนกัน

 เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไปด้วยกัน

ทุกสัตว์ทุกบุคคลจึงอย่าไปอยากให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

เพราะจะเป็นสมุทัย สมุทัยก็คือต้นเหตุของความทุกข์ใจ

ความทุกข์ใจนี้เกิดจากสมุทัยคือ

ความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนี่เอง

ความทุกข์ใจนี้สามารถดับมันได้

 สามารถทำลายมันได้ด้วยการใช้สมาธิและปัญญา

เป็นผู้มาหยุดความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 พอหยุดความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายแล้ว

ใจจะไม่ทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 จะอยู่ไปอย่างสบาย ร่างกายยังไม่แก่ ก็ไม่เดือดร้อนแก่ก็ไม่เดือดร้อน

 ร่างกายเจ็บก็ไม่เดือดร้อน ร่างกายไม่เจ็บก็ไม่เดือดร้อน

ร่างกายตายหรือไม่ตายก็จะไม่เดือดร้อน รับได้อย่างสบาย

อันนี้ถ้าฝึกสติบ่อยๆ มากๆ จะทำให้ใจนิ่งใจสงบ เป็นสมาธิ

 เมื่อใจสงบใจเป็นสมาธิแล้วเวลาเจอตัณหา

ก็สามารถใช้ปัญญานี้มาสอนใจได้ สอนว่าอย่าไปอยาก

 อยากแล้วจะทุกข์ ไม่ว่าจะอยากกับเรื่องอะไรก็ตาม

นอกจากร่างกายแล้วก็ยังไปอยากกับเรื่องอื่นๆด้วย

เรื่องของร่างกายของคนอื่น

 เรื่องของทรัพย์สินข้าวของเงินทองต่างๆ

เรื่องของเหตุการณ์ต่างๆ เรื่องของดินฟ้าอากาศ

ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามเขาเป็นอนิจจัง อนัตตาทั้งนั้น

เราไปเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ เราไปสั่งไปห้ามเขาไม่ได้

เช่นตอนนี้ฝนฟ้าตกฝนฟ้าคะนองมีเสียงดัง เราไปสั่งให้หยุดไม่ได้

แต่เราไม่ทุกข์กับมัน เพราะเรารู้ว่าเราสั่งเขาไม่ได้

เรารู้ว่าเราต้องอยู่กับเขา ถ้าเราอยู่กับเขา

เรารับเขาไม่ปฏิเสธเขา ไม่มีความอยากให้เขาเปลี่ยนไป

หรือหายไปหมดไป เราก็จะไม่ทุกข์กับเขา

เราก็จะอยู่กับเขาได้อย่างสบาย

นี่คือการบรรลุผลของการปฏิบัติ คือดับความทุกข์ภายในใจ

ที่มีอยู่หลายขั้นหลายตัวด้วยกัน

ขั้นแรกของพระโสดาบันนี้ก็เกี่ยวกับร่างกาย

ร่างกายนี้คือความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้

เป็นข้อสอบของพระโสดาบัน

ผู้ที่จะบรรลุพระโสดาบันได้ต้องเห็นว่า

ร่างกาย และความเจ็บของร่างกายนี้เป็นเรื่องธรรมดา

เป็นสิ่งที่ต้องปรากฏขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว

และเวลาปรากฏขึ้นมา ก็ต้องรับมันไป ไม่ปฏิเสธคือปล่อยวาง

 ร่างกายจะแก่ก็ปล่อยให้แก่ไป ร่างกายจะเจ็บก็ปล่อยให้เจ็บไป

ร่างกายจะตายก็ปล่อยให้ตายไป

ถ้าปล่อยวางได้ก็จะไม่ทุกข์กับร่างกาย

จะเห็นว่าถ้าไม่ปล่อย ถ้าอยากให้ไม่แก่ อยากหให้ไม่เจ็บ

อยากให้ไม่ตายนี้ใจจะทุกข์ จะเห็นอริยสัจ ๔ เห็นเลยว่า

ความทุกข์ของใจนี้ไม่ได้เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ของร่างกาย แต่เกิดจากความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ

อยากไม่ตาย ที่เรียกว่า วิภวตัณหา

 ความอยากไม่ให้สิ่งนั้นไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้

 ความอยากอันนี้เห็นแล้วว่ามันเป็นต้นเหตุ ของความทุกข์ทรมานใจ

และถ้าอยากจะให้ความทุกข์ทรมานใจอันนี้มันหายไปดับไป

ก็ต้องหยุดความอยาก หยุดวิภวตัณหา

หยุดความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 จะหยุดได้ก็ต้องมีสมาธิ แล้วก็มีปัญญาที่เห็นว่า

ร่างกายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 ร่างกายเป็นอนัตตา ไม่มีใครไปห้ามมันได้

ร่างกายไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของใคร

เราจึงไม่สามารถเรียกร่างกายว่าเป็นตัวเราของเราได้

ถ้ามันเป็นตัวเราของเราเราต้องสั่งมันได้

ตอนนี้เราสั่งมันได้ เราก็คิดว่าเราจะสั่งมันได้ไปในทุกเรื่องทุกอย่าง

 แต่เราก็สั่งมันได้เพียงบางเรื่องบางอย่าง

 เช่นตอนนี้เราสั่งให้มันไปไหนมาไหนได้

อยากจะให้มันทำอะไรก็สั่งมันได้ แต่มันมีเวลาที่สั้งมันไม่ได้

 เวลามันเจ็บไข้ได้ป่วย สั่งให้มันลุกขึ้นมาไปทำงานทำการ

มันก็ไม่ยอมลุก เวลามันจะตายห้ามมันไม่ให้ตายก็ห้ามมันไม่ได้

ดังนั้นเราต้องเห็นว่ามันไม่ได้เป็นตัวเราของเรา

เพราะเราสั่งมันไม่ได้ ห้ามมันไม่ได้

เมื่อเราเห็นว่าเราห้ามมันไม่ได้สั่งไม่ได้

ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์กับมันเราก็ต้องปล่อยมัน

 ปล่อยให้มันแก่ไป ความแก่นี้เราห้ามไม่ได้สั่งไม่ได้

ความเจ็บไข้ได้ป่วยนี้เราสั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้

ความตายนี้เราสั่งไม่ได้ห้ามไม่ได้

 พอเราเห็นว่าถ้าอยากให้มันเป็นไปตามความอยาก

 เราก็จะทุกข์ไปเปล่าๆ แต่ถ้าเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เราสั่งไม่ได้

 เป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไป เพราะมันเป็นไม่ถาวร มีเจริญแล้วก็ต้องมีเสื่อม

 มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ นี่คือปัญญาเห็นอนิจจัง เห็นอนัตตา

 เห็นทุกขังว่าเกิดจากความอยาก เกิดจากสมุทัย ทุกข์

สมุทัย นิโรธ มรรค

มรรคคือปัญญาเห็นชัดเจนว่า ทุกข์เกิดจากสมุทัย

 ถ้าอยากจะดับความทุกข์ก็ต้องละสมุทัย ใจก็เลยละสมุทัย

หยุดความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

 เวลาเจ็บก็ปล่อยให้มันเจ็บไป เวลาตายก็ปล่อยให้มันตายไป

 ถ้าปล่อยแล้วใจจะไม่ทุกข์ ความทุกข์จะดับ นี่คือนิโรธ

ความดับของทุกข์นี้คือนิโรธ พอนิโรธก็รู้เลยว่าได้บรรลุธรรมแล้ว

 ได้ละสักกายทิฐิได้แล้ว ได้ละสักกายทิฐิได้

 และก็ได้ละวิจิกิจฉาได้แล้ว

ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว

เห็นพระธรรมปรากฏขึ้นมาภายในใจ เห็นพระอริยสัจ ๔

เห็นทั้งทุกข์ เห็นทั้งสมุทัย เห็นทั้งนิโรธ เห็นทั้งมรรค

ผู้ที่เห็นธรรมก็คือผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้า

เพราะว่าธรรมอันนี้แล เป็นธรรมอันเดียวกัน

ที่มีอยู่ในพระทัยของพระพุทธเจ้า

ถ้าเห็นธรรมอันนี้ก็แสดงว่าผู้ที่แสดงธรรมอันนี้ต้องมีจริง

ต้องมีพระพุทธเจ้าจริง เมื่อเห็นธรรมแล้วก็จะไม่สงสัย

ว่ามีพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมนี้

มีคนเข้ามาทักก็ได้ว่า โอ๊ย! พระพุทธเจ้านี้ไม่มีหรอก

เป็นเรื่องนิยาย เขาแต่งกันขึ้นมาเอง

 ถ้าเราไม่เห็นธรรมนี้เราก็ชักจะไม่แน่ใจเหมือนกันว่า

นี่เป็นเรื่องแต่งกันขึ้นมาหรือเปล่า เป็นนิยายหรือเปล่า

แต่พอเราได้ปฏิบัติได้เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น

 ธรรมที่พระพุทธเจ้านำมาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่พวกเรา

ก็คืออริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

 พอเราปฏิบัติเราก็จะเข้าไปเจอทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคนี้

เช่นเวลาเราอยากจะเจอทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคนี้

ลองนั่งให้มันเจ็บดู ลองนั่งแล้วให้ร่างกายมันเจ็บดู

แล้วดูซิว่ามันเกิดความทุกข์ขึ้นมาหรือไม่

นอกจากความเจ็บแล้วมันมีความทุกข์ขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง

ไอ้ที่เราทนกันไม่ไหวไม่ใช่ความเจ็บ ที่ทนไม่ไหวกันก็คือความทุกข์

ที่เกิดจากสมุทัย คือความอยากให้ความเจ็บมันหายไป

พอเราปฏิบัติเข้าไปในใจแล้วเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

เราก็จะไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ไม่สงสัยในพระอริยสงฆ์

ว่าคือใคร พระอริยสงฆ์ก็คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

 ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมนี่เอง ก็คือตัวเรานี่แหละ

ตัวที่ได้เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ได้ละสมุทัย

ได้ทำนิโรธให้แจ้งขึ้นมา ได้เจริญมรรคด้วยปัญญา

ด้วยการเห็นไตรลักษณ์ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ก็จะไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์

ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร

 พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นี้ต่างกันตรงลักษณะ

แต่เนื้อหาสาระนี้อันเดียวกัน พระพุทธเจ้ามีอริยสัจ ๔

พระธรรมก็มีอริยสัจ ๔ พระสงฆ์ก็มีอริยสัจ ๔

นี่คือตัวเชื่อมระหว่างพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

ว่าเป็นเหมือนตัวเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ก็คือพระอริยสัจ ๔ เมื่อเห็นทุกข์แล้วว่าเกิดจากความอยาก

และความอยากนี้ ก็เกิดจากความไม่อยากให้สิ่งต่างๆ มันเสื่อม

 ก็จะไม่ไปทำการกระทำต่างๆ ที่จะมาดับความทุกข์

 นอกจากการละตัณหาความอยากเท่านั้น

จะไม่มีสีลัพพตปรามาส คือจะไม่ไปประกอบพิธีกรรมอะไรต่างๆ

เพื่อมาดับความทุกข์ที่มีอยู่ในใจ

ดับไม่ได้เวลาเกิดความทุกข์ใจที่เกิดจากความกลัวความเจ็บก็ดี

 กลัวความตายก็ดี บางคนก็ไปทำบุญถวายผ้าขาวให้กับพระ

 เวลาพ่อแม่ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล

ใจตนเองทุกข์ไม่อยากให้พ่อแม่ตาย ก็เลยเชื่อเขาว่า

เอาผ้าขาวไปถวายพระแล้วเดี๋ยวพ่อแม่จะหายจะไม่ตาย

 พระท่านจะเมตตา เวลามาถวายผ้าขาวก็ขอให้พระช่วยเเผ่เมตตาให้

 อันนี้แหละเรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาส แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

ปัญหาที่ถูกจุดก็คือ ตอนนี้เราทุกข์เพราะอะไร

เราทุกข์เพราะเราไม่อยากให้พ่อแม่เราตาย

 เราอยากให้พ่อแม่เราอยู่ อันนี้แหละเป็นตัวต้นหตุของความทุกข์ใจ

อยากให้พ่อแม่อยู่ต่อไป อยากไม่ให้พ่อแม่ตาย

 ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เพราะไม่มีปัญญา

ไม่เห็นความจริงว่า พ่อแม่ของเราทุกคนนี้เกิดมาแล้วเขาก็ต้องแก่

เขาก็ต้องเจ็บ เขาก็ต้องตายไป

ถ้ามีปัญญาแล้วมีสมาธิก็จะยอมรับความจริงได้

 ก็จะทำใจให้สงบ ทำใจให้นิ่ง ทำใจให้เฉยๆ

ยุติความอยาก ใจก็จะไม่ทุกข์กับความตายของพ่อของแม่

เพราะเมื่อมันเป็นความจริง มันเป็นอนิจจัง เกิดแล้วต้องตาย

อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะได้เปล่งวาจาไว้

หลังจากที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงพระอริยสัจ ๔ให้ฟัง

สิ่งใดมีการเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดา

สิ่งนั้นต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา

 ร่างกายเมื่อมีเกิดแล้วต้องมีตายเป็นธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของใครก็ตาม

เเม้แต่ร่างกายของพระพุทธเจ้า

 ร่างกายของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ก็ต้องมีการตายไปเป็นธรรมดา

 แต่ผู้ที่ไม่ได้ตายนั้นคือใจ ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ใจเป็นสิ่งที่ถาวร ใจจะต้องไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

ถ้าใจได้ชำระได้ทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ก็ไม่ต้องไปรับผลบาปผลบุญอีกต่อไป

ก็จะเป็นใจของพระพุทธเจ้า เป็นใจของพระอรหันตสาวก

 ก็ยังเป็นใจเหมือนกันอยู่

ใจที่ยังไม่ชำระก็ต้องไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

ไปเกิดใหม่ ไปเเก่ ไปเจ็บ ไปตายใหม่อีกต่อไป มีเท่านี้ความจริง

ผู้ที่เข้าใจความจริงแล้วก็จะไม่รู้สึกวุ่นวาย

ไปกับความตายของร่างกาย

เพราะร่างกายนี้ก็จะเป็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งเท่านั้นเอง

 คนที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่ได้ตาย ไปกับเสื้อผ้า

เวลาเสื้อผ้ามันขาดก็เอาไปทิ้งหรือเอาไปเผามันทิ้งไป

แล้วก็ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาใส่ต่อ ก็มีอยู่เท่านั้น

 ร่างกายกับใจเป็นอย่างนี้ ใจเป็นเหมือนร่างกาย

 ร่างกายนี้เป็นเหมือนเสื้อผ้า เวลาร่างกายตายไปนี้

ใจไม่ได้ตายไปกับเสื้อผ้า ไม่เห็นจะต้องไปตื่นเต้นตกใจ

เสียอกเสียใจแต่อย่างใด

เวลาพ่อแม่ตายไป ตัวพ่อแม่เองไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ตัวพ่อแม่ก็คือใจ ใจของพ่อแม่ก็ยังอยู่

เพียงแต่ว่าไม่มีร่างกายไว้สำหรับติดต่อกับพวกที่มีร่างกาย

อย่างพวกเราเท่านั้นเอง

เวลาที่พ่อแม่ตายไปก็เหมือนกับโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่เสียไป

 เมื่อโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่เสียไป

 เราก็ไม่สามารถโทรติดต่อกับโทรศัพท์ของพ่อแม่ได้

ร่างกายของเรานี้ก็เป็นเหมือนโทรศัพท์มือถือ

 ใจของพวกเราก็เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ

เวลาโทรศัทท์มือถือเครื่องนี้เสียไปเราก็ไปเปลี่ยนเครื่องใหม่

 ซื้อเครื่องใหม่ พอเรามีเครื่องใหม่เราก็ติดต่อกับคนอื่น

ที่มีโทรศัพท์มือถือได้ แต่เครื่องใหม่นี้ซื้อมา ต่อไปมันก็ต้องเก่า

เก่าแล้วมันก็ต้องตาย มันก็ต้องพังไปเหมือนกัน

 ร่างกายนี้ก็เหมือนกัน เราเปลี่ยนร่างกายมาไม่รู้กี่ร้อยล้านร่างแล้ว

เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาเปลี่ยนทีก็ร้องห่มร้องไห้กันทุกข์ทรมานใจกัน

 แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พอมาได้ร่างกายอันใหม่

ก็ดีอกดีใจไปสักพักหนึ่ง ตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวนี้

ก็หลงระเริงหาความสุขกัน

 เพราะร่างกายตอนนั้นมันสมบูรณ์แข็งแรง

สามารถทำอะไรต่างๆ ได้

แต่พอมาเห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตายเข้า

ก็จะเริ่มมีความวิตกกังวลแล้วว่าต่อไป ร่างกายของเรานี้ก็จะต้องแก่

 จะต้องเจ็บ จะต้องตายไปเหมือนกัน

เวลามันแก่ เวลามันเจ็บ เวลามันตาย

ก็จะเป็นเวลาที่มีแต่ความทุกข์ทรมานใจ

เพราะจะไม่สามารถทำอะไรตามความอยากได้

มีพระพุทธเจ้าที่ทรงเห็นปัญหานี้และทรงพยายามหาวิธีแก้ปัญหานี้ว่า

 ทำอย่างไรถึงไม่ต้องมาเจอความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ก็ได้ข้อสรุปว่าต้องไม่มาเกิดเท่านั้น

ถ้าไม่เกิดแล้วก็ไม่ต้องมีร่างกาย เมื่อไม่มีร่างกาย

ก็ไม่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย

แล้วทรงค้นพบต้นเหตุของการมาเกิดว่า

เกิดจากตัณหาความอยากนี่เอง

เพราะว่ายังอยากมีความสุขผ่านทางร่างกายอยู่

เพราะไม่มีรู้ว่ามีความสุขที่ดีกว่านี้อยู่ภายในใจ นี่เรียกว่าอวิชชา.

..............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘

“ทางเดินไปสู่นิพพาน”












ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 ธันวาคม 2558
Last Update : 23 ธันวาคม 2558 11:42:20 น.
Counter : 218 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....