Group Blog
All Blog
### พระคุณของบิดามารดา ###















“พระคุณของบิดามารดา”

 

................


พระคุณของบิดามารดาเป็นบุญคุณที่ล้นฟ้า

ที่พวกเรานี้จะไม่สามารถที่จะทดแทนได้

ต่อให้เราเลี้ยงดูบิดามารดาอย่างดีที่สุด อุ้มท่าน

แบกท่านไว้บนบ่าบนไหล่ ให้ท่านอุจจาระ ปัสสาวะ รดใส่ตัวเราๆ

ก็ยังไม่สามารถที่จะทดแทนบุญคุณที่บิดามารดาให้กับพวกเราได้

นอกจากการที่จะทำให้ท่านได้เป็นพระอริยบุคคลเท่านั้น

ถึงจะสามารถทดแทนบุญคุณของท่านได้

การเป็นพระอริยบุคคล เช่นการเป็นพระโสดาบัน

จะทำให้พ่อแม่ไม่ต้องไปใช้กรรมในอบาย อีกต่อไป

ต่อให้เคยทำบาปทำกรรมมามากน้อยเพียงไรก็ตาม

แต่ถ้าบิดามารดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว

พระโสดาบันนี้จะไม่ต้องไปเกิดในอบายอีกต่อไป

และจะเหลือภพชาติที่จะต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์

ไม่เกิน ๗ ชาติเป็นอย่างมาก

แล้วก็จะบรรลุถึงพระนิพพานเป็นพระอรหันต์

ยุติการเกิด แก่ เจ็บตาย ที่เป็นกองทุกข์อันใหญ่โต

ที่พวกเราต้องแบกกันมานับไม่ได้ว่าแบกกันมามากน้อยเพียงไรแล้ว

ถ้าอยากจะรู้ว่าจำนวนภพชาติของพวกเรานี้มีมากน้อยเพียงไร

พระองค์ทรงยกตัวอย่างให้เรามาเปรียบเทียบดู

ในแต่ละภพแต่ละชาติที่เราเกิดมานี้เราต้องร้องห่มร้องไห้

กับความทุกข์ต่างๆ ถ้าเราสะสมน้ำตา ที่เราหลั่งออกมาในภพนี้

มารวมกันเอาไว้ น้ำตาของพวกเราถ้าเอามาสะสมไว้ทุกภพทุกชาติ

มันจะมีมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก

 คิดดูก็แล้วกันว่าเราต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันกี่ครั้งกัน

ถึงจะสามารถหลั่งน้ำตาให้ได้มากกว่าน้ำในมหาสมุทร

นั่นแหละคือความทุกข์ของพวกเรา

น้ำตาของพวกเราที่เราหลั่งกันมาแล้วนี้

มากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก

แล้วจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 ได้มาศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วน้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติจนได้บรรลุ

เป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ถ้าเราบรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้แล้ว

การที่จะสอนให้ผู้อื่น เช่นบิดา มารดา ก็จะไม่ใช่ของยากเย็นอะไร

ก็จะเป็นเหมือนกับการสอนคนอื่น เช่นสอนคนทำกับข้าวกับปลา

ถ้าเรายังไม่รู้จักวิธีทำกับข้าวกับปลา เราจะไม่สามารถไปสอนผู้อื่นได้

 แต่ถ้าเราไปเรียนมาแล้วเราจบจากการเรียนแล้ว

สามารถทำกับข้าวกับปลา อาหารชนิดต่างๆได้

เราก็สามารถที่จะไปสอนผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย ฉันใด

พระพุทธเจ้าของพวกเราก็เป็นอย่างนั้น

พระพุทธเจ้าพอได้ตรัสรู้แล้วเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

เป็นพระอริยเจ้าแล้วพระองค์ ก็สามารถสั่งสอนผู้อื่น

ให้เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี

และเป็นพระอรหันต์ได้อย่างง่ายดาย

พระองค์จึงทรงทดแทนพระคุณแก่พระพุทธมารดา

 ที่ทรงให้กำเนิดแก่พระองค์แต่ทรงเสด็จสวรรคตไป ๗ วัน

หลังจากที่ได้ทรงประสูติเจ้าชายสิทธัตถะออกมา

 เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 ก็มีความกตัญญูอย่างมาก รำลึกถึงพระคุณของพระพุทธมารดา

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทรงเลี้ยงดูมา แต่ทรงให้กำเนิดทรงให้ร่างกาย

ที่ทำให้พระองค์สามารถนำเอาไปปฏิบัติธรรม

จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

พระองค์จึงได้ทรงส่งกระแสจิตไปบนสวรรค์ไปหาพระพุทธมารดา

เมื่อพบแล้วก็ทรงแสดงธรรม ให้พระพุทธมารดาอยู่ ๑ พรรษาด้วยกัน

แล้วก็ทำให้พระพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันขึ้นมา

ไม่ต้องกลับไปเกิดในอบายอีกต่อไป

ไม่ว่าจะทำบาปทำกรรมมาหนักเบามากน้อยเพียงไร

 ถ้าได้เป็นพระโสดาบันแล้วจะมีแสงสว่างแห่งธรรม

ที่จะบอกทางให้รู้ว่าทางที่ไปอบายนั้นไปอย่างไร

ทางที่ไปสวรรค์นั้นไปอย่างไร ก็จะไม่หลงเดิน

ไปสู่ทางที่จะพาไปอบายอีกต่อไป

นี่คือการทดแทนบุญคุณที่จะทำให้สามารถทดแทนบุญคุณ

ของบิดามารดาให้หมดไปได้เลย

 เพราะถ้าบิดามารดายังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน

บิดามารดาก็ยังจะต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ในภพน้อยภพใหญ่ต่อไป

 ถ้าได้ทำบาปทำกรรมมาก็ต้องไปใช้กรรมในอบาย

ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง ไปเกิดเป็นเปรตบ้าง

ไปตกนรกบ้าง แต่ถ้าบิดามารดาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว

ไม่ต้องไปเป็นเดรัจฉาน ไม่ต้องไปเป็นเปรต

 ไม่ต้องไปตกนรกอีกต่อไป

แล้วก็จะหลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายในวัฏฏะสงสารได้

ภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างมาก

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตอบแทนต่อพระพุทธมารดา

พระพุทธบิดา ก็ทรงสั่งสอนให้บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระมารดารเลี้ยงก็ทรงให้บวชเป็นแม่ชี เป็นภิกษุณี

แล้วก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ตามลำดับต่อไป

พระราหุลที่เป็นพระราชโอรสก็จับมาบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ

จนกระทั่วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เช่นเดียวกัน

นี่แหละคือความวิเศษของพระพุทธศาสนา

ที่ไม่มีศาสนาใด ที่ไม่มีคำสอนใดในโลกนี้จะสามารถกระทำได้

 คือทำให้สัตว์โลกอย่างพวกเราทั้งหลายได้หลุดพ้น

จากวัฏฏะแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้

พระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จึงยิ่งใหญ่กว่า

สูงกว่าพระคุณของบิดามารดา

แต่ท่านก็บอกว่าเวลาที่เราได้ตอบแทนบุญคุณ ของบิดามารดานั้น

เท่ากับได้ตอบแทนบุญคุณของพระอรหันต์เลย

ได้ทำบุญกับบิดามารดานี้ ท่านเปรียบว่าได้

ทำบุญกับพระอรหันต์ เท่ากันได้บุญได้อานิสงส์เท่ากัน

และในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดไปฆ่าบิดามารดาเข้า

ก็เหมือนกับการไปฆ่าพระอรหันต์

 โทษของการฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์นี้เป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด

 เรียกว่าเป็นอนันตริยกรรมเป็นบาปที่หนักที่สุด

ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยปัจจุบันนี้ก็เท่ากับโทษประหารชีวิต

นี่คือคุณค่าของบุคคลที่ต่างกัน

ถ้าเราฆ่าคนที่ไม่ใช่บิดามารดาของเราโทษไม่เท่ากันโทษน้อยกว่า

 ถ้าเราฆ่าสัตว์เดรัจฉานโทษก็ยิ่งน้อยกว่าลงไป

โทษจะเกิดขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่ที่บุญคุณของบุคคล ที่เราฆ่า

ถ้าบุคคลที่เราฆ่าเป็นบุคคลที่มีคุณมีประโยชน์มาก

 โทษจะเกิดมากบาปก็จะหนัก

 ถ้าฆ่าบคคลหรือเดรัจฉานที่มีคุณน้อย มีประโยชน์น้อยบาปก็น้อย

แต่ก็ยังมีบาปอยู่ ทางที่ดีก็ไม่ควรฆ่าเลย

 แต่นี่เพียงพูดเปรียบเทียบให้รู้ให้พึงสังวรอย่างมากว่า

 ให้เราต้องเคารพบิดามารดาของเราเสมอ ต้องอดทนอดกลั้น

เวลาที่เราอยู่ต่อหน้าบิดามารดา ขอให้ถือว่า

เหมือนอยู่กับหน้าพระอรหันต์ เวลาท่านพูดอะไร ท่านสอนอะไร

ขอให้ถือว่าพระอรหันต์กำลังสั่งสอนเรา

 เพราะสิ่งที่บิดามารดาสั่งสอนให้กับพวกเรานี้

เป็นสิ่งที่มีคุณมีประโยชน์กับพวกเรา

เพราะไม่มีใครที่จะรักเราเท่ากับบิดามารดาของเรา

สิ่งที่ท่านสอนนี้ท่านรู้ เพราะท่านได้ผ่านมาแล้ว

ท่านรู้ว่าอะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ

ท่านก็ทำหน้าที่ของบิดามารดา ที่จำเป็นจะต้องสอนลูกหลาน

ให้รู้จักบุญคุณ ให้รู้จักคุณ ให้รู้จักโทษ

 เพื่อที่จะทำแต่คุณแล้วหลีกเลี่ยง การกระทำโทษ

เพราะถ้าทำคุณก็จะมีประโยชน์สุขตามมา

มีความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองโดยถ่ายเดียว

 ถ้าทำโทษทำบาปก็จะมีผลเสียหายตามมา

นี่คือเวลาพ่อแม่สั่งสอนเราห้ามเถียงห้ามโต้แย้ง

 ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านพูดอาจจะไม่ถูกก็ได้ ไ

ม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปโต้แย้ง

เหมือนญาติโยมตอนนี้ฟังเทศน์อยู่ไม่ใช่หน้าที่ของญาติโยม

จะมาโต้แย้งว่าพูดผิดหรือพูดถูก เราฟังแล้วเราเอาไปพิจารณาดู

ถ้าไม่ถูกก็ไม่ต้องทำตาม ก็เท่านั้นเองไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย

 ถ้าถูกก็นำเอาไปทำตามการไปเถียงโต้แย้งกับผู้หลักผู้ใหญ่นี้

เรียกว่าเสียมารยาท เสียคุณสมบัติของผู้ดี ผู้ดีนี้จะรู้จักกาลเทศะ

 การพูดการจาต่อบุคคลต่างๆว่าควรจะพูดอย่างไรไม่ควรพูดอย่างไร

 ผู้ที่สูงกว่าเรามีคุณต่อเรานี้เราต้องอ่อนน้อมให้ความเคารพเสมอ

ไม่ว่าท่านจะพูดหรือจะกระทำอะไรก็ตาม

ถ้าท่านทำดีผลดีก็เกิดกับท่าน ถ้าท่านทำไม่ดีผลไม่ดีก็จะเกิดกับท่าน

เราไม่ต้องไปตัดสินลงโทษท่านแต่อย่างใด

หน้าที่ของเรามีแต่ต้องคอยสำนึกบุญคุณของท่านอยู่เรื่อยๆ

ถ้าเราไม่รำลึกถึงบุญคุณอยู่เรื่อยๆเราจะลืมได้

เพราะในชีวิตของเรานี้เรามีเรื่องราวมากมาย

ต้องเรียนหนังสือ ต้องทำงานทำการ ต้องหาเงิน

ต้องแก้ปัญหาต่างๆอยู่เรื่อยๆ

จนถ้าเราไม่ระลึกนึกถึงบิดามารดาเราอาจจะลืมท่านก็ได้

 จะมานึกถึงท่านได้ก็วันนี้วันเดียว วันที่ ๑๒ สิงหาคม

กับวันที่ ๕ ธันวาคม นอกนั้นก็มัวแต่ไปยุ่งกับเรื่องงานเรื่องการ

เรื่องการเลี้ยงดูชีวิตของตนเอง จนทำให้ลืมบิดามารดาไปได้

โบราณจึงสอนให้เรากราบพ่อแม่ทุกเช้าทุกเย็น

ตื่นขึ้นมาก็ให้กราบพระ กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

แล้วก็กราบบิดามารดาไม่ว่าท่านจะอยู่ที่เดียวกับเราหรือไม่ๆสำคัญ

การกราบนี้ไม่ได้กราบเฉยๆ

กราบแล้วต้องน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่าน

น้อมรำลึกพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

 น้อมรำลึกถึงพระคุณของบิดามารดา

ที่เป็นผู้มอบชีวิตร่างกายนี้ให้กับเรา

ชีวิตของเราร่างกายของเรานี้ไม่ได้เป็นของเรา

เป็นของบิดามารดามอบมาให้กับเราด้วยความเมตตากรุณา

คลอดออกมาจากท้องแล้วก็ยังเลี้ยงดู อย่างน้อยก็ต้อง ๒๐ ปีขึ้นไป

ถึงจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ความทุกข์ต่างๆ

ความยากลำบากต่างๆที่พ่อแม่ต้องแบกให้กับลูกๆนี้มันแสนสาหัส

มากกว่าความทุกข์ยากลำบากของพ่อแม่

ในการไปทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเองเสียอีก

 แต่ก็กัดฟันทนเพราะมีความเมตตา มีความกรุณา

มีความปรารถนาที่อยากจะให้ลูกนั้นมีความสุข มีความเจริญ

จึงยอมอดทนลำบากลำบนต่อสู้กับปัญหาต่างๆ

ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆเพื่อที่จะได้หาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงลูก

แล้วก็หาเงินหาทองมาส่งเสียลูกให้มีการศึกษาที่ดี

 ให้ได้จบปริญญาขั้น ตรี โท เอก

คิดดูถ้าไม่มีพ่อแม่เราจะได้สิ่งเหล่านี้หรือไม่

ถ้าเกิดพ่อแม่ตายไปตั้งแต่วันที่เราคลอดออกมา

ชะตากรรมของเราไม่รู้จะเป็นอย่างไร ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือเปล่า

ถ้ามีก็อาจจะต้องไประเหเร่ร่อน อยู่ตามสถานเลี้ยงเด็กต่างๆ

ไปเป็นลูกกำพร้าเป็นลูกอะไรต่างๆที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

 นี่คือให้เราคิดดูว่าถ้าเราไม่คิดอย่างนี้

เราจะไม่เห็นบุญคุณของบิดามารดาว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน

สำหรับพวกเรา ถ้าเราไม่เห็นบุญคุณเราก็จะไม่สำนึก

เราจะไม่มีความกตัญญูกตเวทีเราอาจจะมองพ่อแม่

ว่าเป็นเหมือนคนรับใช้เราก็ได้

เกิดมามีกรรมต้องมามีเราเป็นเจ้านาย

หลวงตาเรียกลูกๆว่าข้าหลวง

พวกลูกๆนี้เป็นข้าหลวงของพ่อแม่

พ่อแม่นี่ต้องคอยรับใช้ลูกอยู่ตลอดเวลา

 ดังนั้นขอให้เราพยายามรำลึกถึงพระคุณของบิดามารดาอยู่เรื่อยๆ

 เพื่อที่เราจะได้ทำหน้าที่ของลูกที่อย่างถูกต้อง

หน้าที่ของลูกที่จะต้องปฏิบัติต่อบิดามารดามีอะไรบ้าง

ก็ต้องให้ความเคารพนับถือ ยกย่อง สรรเสริญ บิดามารดา

 ไม่ด่าไม่ว่าบิดามารดาโดยเด็ดขาด

ไม่ว่าท่านจะพูดหรือกระทำอะไรที่ไม่ถูกหรือถูกก็ตาม

ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปด่าพ่อด่าแม่

ลูกๆบางคนนี้เวลาพ่อแม่แก่แล้วต้องเลี้ยงดูพ่อแม่

บางทีก็ไปว่าพ่อแม่ให้ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้

พอไม่ทำก็ดุด่าว่ากล่าวพ่อแม่เหมือนกับเป็นเด็กเป็นลูกอันนี้ไม่ควรทำ

 ควรที่จะคอยรับใช้พ่อแม่บอกพ่อแม่ได้ว่าทำอย่างนั้นทำอย่างนี้

แต่ถ้าท่านไม่ทำตาม เราก็ต้องยอมแพ้ไม่ทำก็เรื่องของท่าน

 ท่านจะเป็นอะไรก็ช่วยไม่ได้เพราะเราทำหน้าที่ของเราแล้ว

 คือบอกแล้วว่าถึงเวลารับประทานยา ถึงเวลาต้องทำนั่นทำนี่

ถ้าไม่ทำก็แล้วไปแต่อย่าไปว่า บางทีก็ว่าพ่อแม่ว่าดื้อ

อย่างนี้ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของลูกที่จะว่าต่อพ่อแม่

 พ่อแม่ต่างหากมีหน้าที่จะว่าลูกว่าดื้อ ว่าซน

แต่ลูกไม่มีหน้าที่จะว่าพ่อว่าแม่ ลูกต้องเคารพยกย่องพ่อแม่เสมอ

นี่คือหน้าที่ข้อที่หนึ่ง

สองก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งคำสอนของพ่อของแม่เสมอ

ถ้าคำสอนคำสั่งเป็นคำสอนที่ผิดไม่ถูก

ม่ต้อง ทำตามก็ได้แต่ไม่ต้องไปเถียง ไม่ต้องไปว่าพ่อแม่ว่าสอนผิด

พ่อแม่บางครั้งก็อาจจะมีความรู้ไม่มากพอ

ที่จะสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องได้

แต่ถ้าเรารู้ว่าผิดเราไม่ต้องทำตามก็ได้แล้ว

ก็ต้องทดแทนบุญคุณให้แก่พ่อแม่

เวลาพ่อแม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือชราภาพก็ต้องเป็นหน้าที่ของเรา

ที่จะต้องดูแลท่านเลี้ยงดูท่านไปจนกว่าวันตาย

 ตายไปแล้วก็ต้องทำพิธีจัดงานศพให้สมเกียรติ

แล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พ่อแม่ไปอีก

ทุกครั้งที่เรารำลึกถึงพ่อแม่ก็ทำบุญอุทิศไปให้บิดามารดา

 นี่คือการตอบแทนบุญคุณได้ในระดับหนึ่งของลูก

ที่เรียกว่าลูกกตัญญูเป็นอย่างนี้.

..................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

“วิธีทดแทนบุญคุณต่อบิดามารดา”










Create Date : 25 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2558 10:55:52 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....