Group Blog
All Blog
(•‿•)✿ อยากมี"บารมี"ไม๊จ๊ะ ...มาลองทำดู..♥




พระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญเพียร 
 ท่านทำบารมี ทั้ง 10 ข้อนี้จนครบถ้วน 
 จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ 
  แต่เราคนธรรมด๊า...ธรรมดา
อย่าไปประมาทตนว่า เราไม่ใช่พระพุทธเจ้า
ไม่มีทางทำสำเร็จหรอก ไม่จริง
แน่นอน บารมีทั้ง 10 ข้อนั้น
  มันก็แค่การกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น
เพียงแต่ เราจะมีความอดทนพยายามแค่ไหน
ในการทำบารมีต่างหากล่ะ
เมื่อทำได้ก็สำเร็จได้ทุกคนนั่นแหละ 
  แม้ไม่ครบ 10 ข้อก็ถือว่าท่านได้ทำแล้วเพียรต่อไป
  สักวัน 10 ข้อก็จะสำเร็จ ไม่เหลือบ่าฝ่าแรงลมอะไรหรอก
นะจ๊ะเธอจ๋า.....เอาละ ลองมาศึกษาและลองทำดูนะจ๊ะ


ข้อ 1. ทาน คือ การให้ ให้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น
ซึ่งไม่ใช่เราและไม่ต้องหวังผลแห่งการให้
ว่าจะนำพาเราไปสู่วิมานแดนสวรรค์ชั้นไหนๆทั้งนั้น
   ทานนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆนะจ๊ะ ต้องฝึกฝน
  ฝึกฝนตนเองในการรู้จักการเป็นผู้ให้ 
 เช่น มีเงินมากนักก็บริจาค
ซื้ออุปกรณ์ในทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลของรัฐ
  เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้ซะบ้าง
  แจกให้คนไม่มีจะกินบ้าง 
  คนแก่ที่ตกทุกข์ได้ยากเพราะถูกทอดทิ้งก็ไม่น้อย
  ให้เขาบ้างเถิดนะ พิจารณากระเป๋าคลังของเราซิ
มีมากน้อยเพียงใด ที่จะพอเหลือเจียดเจือจุน
ให้กับสังคมได้บ้าง นั่นแหละคือ การให้ 
   หมั่นอบรมสั่งสอนลูกหลานให้รู้จักการเป็นผู้ให้
ตั้งแต่ยังเล็กให้ประกอบติดตัวไป
ยามเติบโตภายภาคหน้า 
 ฝึกฝนให้รู้จักการให้ทานนี่แหละ น่าเลื่อมใสนัก
  เขาจะติดนิสัยที่มีจิตใจเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น 
  ไม่เห็นแก่ตัวไปจนวันตายเชียวละ

ข้อ 2. ศีล คือ การบังคับตนเองให้มีระเบียบ 
 ประพฤติตนให้ถูกต้อง ทั้ง กาย วาจา ใจ 
 ไม่มุ่งร้าย ทำร้ายหรือทำลายผู้อื่น
  ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม หรือแม้แต่คิดก็ไม่ควร
   คนมีศีลธรรมประจำใจนั้น
น้อยคนนักที่จะเป็นคนเลว 
 เพราะเมื่อมีศีลอยู่กับตัว เวลาจะทำอะไร
ก็หวั่นกลัวเกรงต่อบาป
  จิตใจก็จะอ่อนโยน (แต่ไม่อ่อนแอนะ)
  สังเกตุจากใบหน้าของคนมีศีลซิ จะผ่องใส นุ่มนวล 
 แม้แต่รอยยิ้มก็ทำให้โลกทั้งโลกสว่างไสวได้
   ไม่เชื่อก็ต้องลองรักษาศีลดู
แล้วคุณก็จะได้รู้เองนั่นแหละ .....ฮิๆๆ


ข้อ 3. เนกขัมมะ 
 คำๆนี้คงจะไม่ค่อยเคยได้ยินกันใช่ไม๊ล่ะจ๊ะ
บางท่านอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ
   คำๆนี้คือ การหลีกเลี่ยงจากอารมณ์
ซึ่งก็หมายความว่า มีความพยายาม
ที่จะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ตนเองนั่นแหละ 
  ยกตัวอย่างให้มันจ๊าปหน่อยก็คือ 
  ไม่ตกอยู่ในกามารมณ์(ความอยาก)นั่นเอง
เราต้องรู้จักควบคุมอารมณ์อันศิวิไลนี้
อย่าให้มันกระเจิดกระเจิง
จนเป็นเหตุให้เวลาที่มีค่าของเราหมดไปกับอารมณ์นี้
จนลืมเรื่องอื่นๆไปโดยสิ้นเชิง
(ยากใช่ไม๊จ๊ะ   แข็งใจพยายามหน่อยนะเธอ)
   คนที่ทำข้อนี้ได้ดีทีเดียวต้องยกให้ พระภิกษุทั้งหลาย
   เพราะเมื่อท่านได้ละทิ้งเพศฆราวาสไปแล้ว
ท่านต้องตัดทิ้ง เนกขัมมะ ไปเลยทีเดียวละ
  เพราะท่านได้มองดูแล้วไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ
    ส่วนมนุษย์เรานั้น
 ก็เพราะควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้นี่แหละ
จึงเป็นเหตุให้ประชากรล้นโลกมาจนทุกวันนี้ไงเธอ
หากเต็มล้นไปด้วย คนเก่ง คนฉลาด คนดี 
  ก็ไม่ว่ากัน แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างที่เห็น
  มันเต็มไปด้วยคนไร้สติ ครองสติของตนไม่ค่อยจะได้
ซึ่งเห็นอยู่มากมาย จุดเริ่มต้นมาจากผู้ใหญ่
ซึ่งละทิ้งและมองไม่เห็นความสำคัญของผู้เยาว์
   ไม่ดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร 
 เรื่องนี้น่าเป็นห่วงจริง..จริง (เครียด.)
โปรดนำไปไตร่ตรองกันดูสักนิดเถิด 
 หากเราทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี
ให้เขานำไปลอกเลียนแบบได้ก็ยังพอช่วยได้บ้าง
ไม่มากก็น้อยละ....
ทาสของอารมณ์ไม่ใช่มีเพียงกามารมณ์เพียงอย่างเดียวนะ
  มีอีกมากมายหลายอย่างเช่น
เป็นทาสแห่งความโกรธ ความอาฆาต 
 ความกลัว และอื่นๆอีกมากมาย
คนเขียนก็ขี้เกียจเขียน คนอ่านก็ขี้เกียจอ่าน จริงไม๊จ๊ะ


ข้อ 4. ปัญญา หมายถึง การรู้ในสิ่งที่ควรรู้ 
 และรู้เท่าที่ควรรู้ ไม่ใช่รู้เพ้อเจ้อมากมาย 
  รู้ไปก็ไร้ค่าใช้ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ 
 เพ้อฝันไปเรื่อยเฉื่อย เอาเป็นจริงจังอะไรไม่ได้เลย
  อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีปัญญาหรอกนะเธอจ๋า 
    การรู้ในสิ่งที่ควรรู้ก็คือ รู้ในเรื่องที่จะไม่ทำให้เกิดทุกข์
รู้จักแก้ปัญหาของชีวิตที่เป็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์
   สามารถพิจารณาการกระทำของตนเองได้
ว่าอะไรทำให้เกิดทุกข์ แล้วหลีกเลี่ยงไปให้พ้นซะ
นี่แหละเขาเรียกว่า คนมีปัญญาละ


ข้อ 5. วิริยะ คือความเพียร 
  ไม่ยอมแพ้ พากเพียรเรียนรู้นำไปปฎิบัติให้แล้วเสร็จ
   สร้างสรรผลงานให้เป็นที่ภาคภูมิใจทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น 
 ด้วยความพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆให้หมดสิ้นไป
   เช่น พากเพียรให้ตนเองได้ขจัดทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
ที่นำมาสู่ตนให้สิ้น จนจิตใจสงบนิ่งไม่ดิ้นรน ไม่แสวงหา
   "วิริยะ" สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสถานการณ์
ไม่ว่าจะเป็นในทางโลก หรือทางธรรม 
  ขอให้เรามีวิริยะเถิด จะประสบ
ความสำเร็จทุกรายนั่นแหละจ้า.....♥!♥

ข้อ 6. ขันติ คือ ความอดทน ซึ่งคู่กันกับวิริยะ
  ถ้ามีวิริยะแต่ไม่มีขันติก็ไม่สำเร็จ 
   งานทุกชิ้นที่จะออกมาดีจะต้องมาจากความพากเพียร
และความอดทนควบคู่กันเสมอ 
  เฉกเช่น การปฎิบัติตนให้อยู่ในความสงบ
เพื่อแสวงหาความสุขในภายภาคหน้านั้น
ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิริยะคือความเพียร
และขันติคือความอดทน ทั้งสิ้น 
 ต้องทน ทนต่อความเมื่อยล้า ทนต่อความเจ็บปวด 
  ทนต่ออะไรต่อมิอะไรมากมายหลายอย่าง
ที่เข้ามากระทบกายใจเรา 
 เพื่อให้เราหมดสิ้นกับวิริยะและขันติ
   แต่เราต้องแน่วแน่ว่าเราต้องทนได้ ต้องรอคอยได้ 
 นี่แหละคือขันติ ความอดทนไงล่ะจ๊ะเธอ..

ข้อ 7. สัจจะ คือ ความจริงใจ
  หมายถึง ความจริงใจต่อตนเองและต่อผู้อื่นด้วย 
    ความจริงใจต่อตนเองคือ จริงใจต่อตนเอง 
 ต่อหน้าที่การงาน ต่ออุดมคติ 
 หรืออุดมการณ์ที่คิดไว้
ความจริงใจต่อผู้อื่น 
  ก็คือความซื่อสัตย์ไงล่ะจ๊ะเธอ ความซื่อสัตย์นั้น
เรากระทำต่อผู้อื่นความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว
   คนซื่อสัตย์นั้นใครๆ ก็ยกย่องว่าเป็นคนดีทั้งนั้นแหละ 
  ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น แล้วอย่าลืมซื่อสัตย์ต่อตนเอง
ด้วยนะจ๊ะเธอ.....☺☺☺

ข้อ 8. อธิฎฐาน แปลว่า ใจตั้งมั่น 
 ปักใจมั่นในการที่จะกระทำการใดๆให้สำเร็จ
ตามที่ตนได้คิดเอาไว้ หรือได้มุ่งหวังเอาไว้แล้ว เช่น
เราตั้งใจแล้วว่าเราจะดำรงตนอยุ่ในศีลธรรมอันดีงาม
   ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว
     เด็กๆตั้งใจมั่นว่าจะเรียนหนังสือให้เก่ง จะเป็นคนดี
จะนำความรู้ที่มีมาพัฒนาชาติบ้านเมืองของเรา 
 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตั้งมั่นตั้งใจเอาไว้
  เราก็ทำไปตามที่ใจตั้งมั่น
   และทั้งนี้ทั้งนั้น จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ
   คิดแล้วต้องทำด้วยก็เท่านั้นเอง 
  แต่หากตนประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความดี 
  ความจริงใจ ก็ไม่อาจเรียกว่า อธิฎฐาน หรอก
นะจ๊ะเธอ......

ข้อ 9. เมตตา คำๆนี้ไม่ต้องอธิบายก็รู้กันไปทั่วแล้วละ
  แค่ได้ยินก็รู้ถึงความรัก.... ความอ่อนโยน
พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ด้วยความจริงใจ
  โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ   ความประทับใจที่ผู้อื่นมีให้เรา
ก็เกิดจากความมีเมตตานี่แหละ เ
ข้าใกล้ใครเขาก็จะรับรู้ถึงความอบอุ่น
ที่มีออกมาจากตัวเราทีเดียวละ 
  แต่ความมีเมตตานี้ต้องมีการกระทำร่วมด้วยเสมอ
  ถึงจะรู้สึกได้ว่าเรามีเมตตาจริง...จริง......


ข้อ 10. อุเบกขา คือ ความอดทน 
  ทนได้ต่อแรงกระทบไม่ว่าใครจะว่าอะไร
  หรือยากลำบากเพียงใด ต้องทนให้ได้
  ทนทุกสิ่งทุกอย่างได้และไม่นำพามาให้เกิดทุกข์กับตนเอง
  จนในที่สุดก็จะหมดความอดทน
ทำได้เช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่าเรามี "อุเบกขา" แล้วนะจ๊ะเธอ
    อุเบกขาไม่ใช่จะประสบความสำเร็จในตอนจบเสมอไปหรอก
   ความอดทนนั้นเราไม่ควรไปขีดข้อกำหนดไว้ 
 เช่น เรามีเจตนา มีความหวังดีที่จะทำประโยชน์ให้กับคนอื่น
  แต่ไม่สามารถทำสำเร็จ พบกับอุปสรรคมากมาย
  เราก็จะต้องไม่ท้อถอย หรือไม่เป็นบ้าไปกับมัน
   เราต้องนิ่ง ยึดใจให้มั่น อย่าหวั่นไหว
อย่าโลดแล่นไปตามอุบายของอารมณ์
ที่มันก่อประทุขึ้นมาในตัวเราทุกขณะ
นิ่งเสีย เฉยเสีย นั่นแหละ ถึงจะเรียกได้ว่า
 มี "อุเบกขา" แล้วนะจ๊ะเธอ
อย่าเก็บมาทุกข์เสียเอง 
  เราควรแก้ไขไปตามความสามารถที่มีอยู่
  แต่ถ้าไม่สำเร็จก็แก้ไขต่อไปเรื่อยๆ  
สักวันหนึ่งก็จะประสบกับความสำเร็จเอง
นั่นแหละ อย่ารีบร้อน อย่าหวั่นไหว 
  ตั้งสติตั้งมั่นใจดีๆ 
ทุกสิ่งไม่อยู่เหนือความพยายามหรอกจ้า...
ขอเพียงแต่ต้องมีความอดทน อดกลั้น เท่านั้นเอง ......


รวมทั้งหมด 10 ข้อนี้ ลองทำดูนะจ๊ะ 
 แล้วเราจะได้ "บารมี"เป็นการตอบแทน 
 หรือจะเรียกอีกนัยหนึ่งก็คือ "บารมี ทั้ง 10" 
  หากเราประพฤติปฎิบัติได้อย่างครบถ้วนแล้วละก็ 
  นี่แหละคือคำตอบที่ว่า 
"ความสุขคืออะไร และได้มาอย่างไรนั่นเอง" 
 ลองทำดูนะจ๊ะทุกท่าน และขอขอบคุณที่ทนอ่าน
  ขออวยพรให้คุณและครอบครัวประสบแต่ความสุข
และประสบความสำเร็จในการพากเพียรทำ
  "บารมี ทั้ง 10 " ข้อ กันนะคะ
........เอวังค่ะ......












Create Date : 09 กันยายน 2554
Last Update : 23 กันยายน 2557 15:20:33 น.
Counter : 1371 Pageviews.

1 comments
  
การให้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่
โดย: rueangrong IP: 118.175.125.22 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:22:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....