Group Blog
All Blog
### ใช้ความคิดปรุงแต่งต้านความคิดปรุงแต่งเพื่อเข้าสมาธิ ###













“ใช้ความคิดปรุงแต่ง

ต้านความคิดปรุงแต่งเพื่อเข้าสมาธิ”

การที่เราจะทำจิตให้รวมเป็นสมาธิได้ เราก็ต้องมีสติ

 เป็นตัวดึงใจให้เข้าสู่ความสงบนั่นเอง

ถ้าเราไม่มีสติดึงใจ ใจมันก็จะถูกตัณหาความอยากผลักดัน

ให้ออกไปหาสิ่งต่างๆอยู่เรื่อยๆ ให้คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

 แล้วก็อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วก็จะไปทำตามความอยาก

 ใจก็จะไหลไปตามกระแสของความอยาก

 จะไม่มีวันที่จะเข้าสู่ความสงบความเป็นอุเบกขาได้

ถ้าไม่มีสติคอยยุติความคิดปรุงแต่ง

 ที่จะคิดไปในทางความอยาก

เราจึงต้องใช้ความคิดปรุงแต่ง

ต้านความคิดปรุงแต่ง เช่นคิดพุทโธๆไป

ความคิดพุทโธๆไปนี้

ก็จะต้านความคิดที่จะไปหาความสุข

 ทางตาหูจมูกลิ้นกายได้ หาสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้

 ถ้าเราพุทโธๆไป หรือว่าถ้าเรามีกำลังมากพอ

ที่ไม่ต้องใช้พุทโธ ผูกมันไว้กับร่างกายก็ได้

 ให้มันอยู่กับร่างกายตลอดเวลา ไม่ให้มันไปคิดเรื่องอื่น

ให้คิดอยู่กับเรื่องของร่างกาย ร่างกายกำลังทำอะไร

ก็ให้รู้อยู่กับการกระทำของร่างกายก็ได้

หรือถ้าร่างกายไม่ได้ทำอะไร

ก็จะดูอาการ ๓๒ ของร่างกายไปก็ได้

 จะดูความแก่ความเจ็บความตายของร่างกายไปก็ได้

ให้มันอยู่ในปัจจุบัน หรือให้มันรู้เฉยๆได้ก็ยิ่งดี

รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไร กำลังอาบน้ำ กำลังล้างหน้า

 กำลังแปรงฟัน ก็ให้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่

 ไม่ให้ลอยไปที่อื่น อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการดึงใจ

 ให้เข้าสู่ปากประตูของความสงบนั่นเอง

พอเรานั่งเฉยๆนั่งหลับตาพุทโธสัก ๒ – ๓ ทีเท่านั้น

มันก็เข้าไปข้างในแล้ว เพราะว่ามันอยู่ปากประตูแล้ว

 พอเราเปิดประตูเราก็ดันมันเข้าไปได้เลย

 แต่ถ้าเราไม่มีสติดึงมันให้อยู่กับร่างกาย

ให้มันอยู่ในปัจจุบัน มันชอบไปอดีตไปอนาคต

 ไปที่เรื่องนั้นที่เรื่องนี้

 เวลานั่งสมาธิ เราก็จะไม่มีวัน

ที่จะดึงมันเข้าไปสู่ความสงบได้

เพราะมันอยู่ห่างไกลจากประตูมาก

 จนเกินกำลังของเราที่จะดึงมันเข้าไปได้

 ฉะนั้นเราต้องพยายามดึงมันมาไว้ที่ปากประตูก่อน

 ก่อนเวลาที่เราจะนั่งสมาธิ

พอมันอยู่ปากประตูแล้ว

เวลาเรานั่งสมาธิ เราพุทโธ ๒ - ๓ ที

มันก็เข้าไปได้เลย นี่คือเรื่องของการเจริญสติ

การจะมีสมาธิได้นี้จะต้องมีสตินำทาง

 ต้องมีสติดึงใจให้เข้าข้างใน ถ้าไม่มีสติดึงใจ

ตัณหาความอยากมันจะดันออกไปข้างนอกตลอดเวลา

ดังนั้นเราจึงต้องควบคุบความคิดของเรา

 เพราะความคิดของเราเป็นเครื่องมือของตัณหา

ความอยากนั่นเอง ถ้าเราปล่อยให้มันคิดปั๊บ

มันจะคิดไปทางความอยากทันที

คิดถึงเรื่องนั้นคิดถึงเรื่องนี้แล้ว

เดี๋ยวก็อยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามมา

 พอเกิดความอยากแล้วก็เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ

 ถ้าไม่ได้ทำตามความอยากก็ยิ่งทุกข์ทรมานกันไปใหญ่

 ในที่สุดก็ทนไม่ได้ ก็ต้องไปทำตามความอยาก

พอทำตามความอยากแล้ว มันก็ทำให้เกิดกำลังมากขึ้น

 เกิดความอยากมากขึ้นไปอีก

 แล้วมันก็จะทำให้การทำใจให้สงบนี้ยากขึ้นไปอีก

 ดังนั้นเราต้องเจริญสติให้มากเพื่อควบคุมความคิด

 ที่จะคิดไปในทางความอยาก

เพื่อจะได้ลดกำลังของความอยากลงไปเรื่อยๆ

แล้วต่อไปความอยากมันก็จะอ่อนกำลัง

การจะเข้าสมาธิก็จะเข้าได้อย่างง่ายดาย

พอเรามีสมาธิแล้วเราก็มาศึกษามาพิจารณาความจริง

ของขันธ์ ๕ ของสภาวธรรมต่างๆ ของสิ่งต่างๆ

ที่เรามีความผูกพันมีความเกี่ยวข้อง มีความรักมีความชอบ

 เราก็ต้องพิจารณาให้เห็นว่า มันไม่ใช่สิ่งที่น่ารักน่าชอบ

 เพราะมันเป็นเหมือนงูพิษดีๆนี่เอง

 ถ้าเราไปรักไปชอบงูพิษ

เดี๋ยวเราก็ถูกงูพิษกัดตายได้ ฉันใด

 ถ้าเราไปรักสิ่งที่เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

เราก็จะต้องถูกมันกัดตาย

ถูกมันสร้างความทุกข์ให้กับเรา

 พอเราเห็นว่ามันเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

เราก็จะได้ไม่อยากได้ เราก็จะอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องมีอะไร

 พอเราไม่มีอะไรเราก็จะไม่มีอะไรมาให้ความทุกข์กับเรา

 เราก็จะอยู่อย่างสุขอย่างสบายไปตลอด

นี่คือเรื่องของการปฏิบัติ เรื่องของการศึกษาความจริง

 ของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรา

นอกจากขันธ์ ๕ แล้วมันก็มีของภายนอกขันธ์ ๕

เช่นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้อยู่ภายนอก

 ลาภยศสรรเสริญนี้ก็อยู่ภายนอก

 ของพวกนี้เราก็ต้องตัดให้ได้เหมือนกัน

 เราก็ต้องไม่ไปยึดไปติด

ร่างกายของคนอื่นก็เหมือนกัน

 อย่าว่าแต่ร่างกายของเรา

 ร่างกายของคนอื่นเราก็ต้องไม่ไปยึดไปติดไปอยากได้

 เพราะเขาก็เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาเหมือนกัน

ต้องพยายามพิจารณาเพื่อจะได้แก้ความหลง

แก้ความเห็นผิด จนเราไม่หลงไม่ลืมไม่เห็นผิดอีกต่อไป

จนเราไม่มีความอยากที่อยากจะได้อะไรอีกต่อไป

 การพิจารณาถึงจะหมดความจำเป็น

ถ้ายังมีความหลงยังมีความอยากอยู่

 ก็ยังต้องพิจารณาไปเรื่อยๆ

แล้วถ้าพิจารณาแล้วยังตัดไม่ได้

ก็ต้องกลับมาทำสมาธิเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สลับกันไป

ทำกันไป พิจารณาแล้วตัดไม่ขาดก็กลับมาทำสมาธิต่อ

 ทำสมาธิเสร็จแล้วก็ออกมาพิจารณาใหม่

ถ้าพิจารณาใหม่ยังไม่ขาดก็กลับไปทำสมาธิใหม่

ทำไปอย่างนี้สลับกันไปสลับกันมาจนกว่ามันจะขาด

เหมือนกับเวลาตัดไม้ตัดด้วยมีด

ตัดไปแล้วมันไม่ขาดก็พัก

 ไปกินข้าวไปพักนอนหลับ เอามีดไปลับ

 พอตื่นขึ้นมาก็กลับมาฟันไม้มันใหม่

 ฟันมันยังไม่ขาดมีดมันทื่อก็กลับไปลับมีดใหม่

 ร่างกายมันเหนื่อยก็กลับไปพักผ่อน

มันหิวก็ให้อาหารมันใหม่

 จิตก็เหมือนกับร่างกายทำงาน

เวลาพิจารณาแล้วมันตัดไม่ขาด

ก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่

พักในสมาธิ ออกจากสมาธิมาก็มาพิจารณาใหม่

ยังตัดไม่ขาดก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่

กลับไปกลับมาอย่างนี้

 ไม่ช้าก็เร็ว มันก็จะต้องขาดจนได้

เพราะนี่มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น

ที่จะทำให้เราตัดความอยากต่างๆ

ที่เป็นเหตุที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ต่างๆ

ขึ้นมาได้นั่นเองไม่มีทางอื่น

ทางของพระพุทธเจ้านี้เป็นทางเดียวเท่านั้น

 ที่จะนำพาสัตว์โลกไปสู่ความสิ้นสุด

ของความทุกข์ทั้งหลายได้

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดสมัยใด

พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตาม

 ก็จะสอนเหมือนกันหมดทุกๆพระองค์

คือสอนให้เจริญปัญญา สอนให้เจริญสติ

สอนให้เจริญสมาธิ สอนให้รักษาศีล สอนให้ทำทาน

 เพราะนี่คือขั้นบันไดขั้นตอนของการปฏิบัติ

 ที่จะนำพาไปสู่การสิ้นสุดของความทุกข์

ที่เกิดจากความอยากทั้งหลาย

ไม่มีทางอื่นมีทางนี้ทางเดียว

 และไม่มีผู้อื่นทำให้เราได้

 เราต้องเป็นผู้กระทำเพียงผู้เดียว

 เราต้องเป็นผู้ศึกษา เมื่อเราศึกษาแล้ว

เราก็จะได้รู้จักวิธีที่จะนำเอาไปปฏิบัติ

 พอเรานำเอาไปปฏิบัติเราก็จะได้รับผล

 ช้าบ้างเร็วบ้างก็ขึ้นอยู่กับความพยายาม

ความขยันหมั่นเพียร อยู่ที่ความฉลาด

 อยู่ที่ความสามารถที่จะนำคำสอน

มาปฏิบัติกับตนได้มากได้น้อย

 อันนี้มีความแตกต่างกัน

 จึงมีการบรรลุช้าบ้างเร็วบ้างต่างกันไป

อยู่กับสิ่งที่มีอยู่ในใจของแต่ละบุคคล

คือมีแรงต้านมากน้อยต่างกัน

 จิตใจบางคนก็มีแรงต้านมาก คือมีกิเลสหนา

 ก็มีแรงต่อต้านธรรมของพระพุทธเจ้ามาก

 จิตใจที่มีกิเลสบาง ก็จะมีแรงต้านธรรมของพระพุทธเจ้าน้อย

 คนที่มีกิเลสบางก็จะสำเร็จง่ายกว่าคนที่มีกิเลสหนา

ฉะนั้นการปฏิบัติของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน

 ผลจากการปฏิบัติจึงไม่เหมือนกัน

บางคนก็บรรลุได้เร็ว บางคนก็บรรลุได้ช้า

บางคนก็บรรลุได้ง่าย บางคนก็บรรลุได้ยาก

เพราะมีอินทรีย์ มีกิเลสมากน้อยต่างกันนั่นเอง

 แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร จะมีมากมีน้อย

 ถ้ามีความเพียร มีศรัทธาความเชื่อ

ปฏิบัติอย่างไม่ถอยไม่หยุดไม่หย่อน

 ก็ต้องสำเร็จด้วยกันทุกคน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

 ต่างกันตรงนั้น ช้าหรือเร็ว ยากหรือง่าย

ดังนั้นเราไม่ต้องไปกังวลเกี่ยวกับคนอื่น

เห็นเขาปฏิบัติง่ายปฏิบัติเร็ว เราปฏิบัติยากปฏิบัติช้า

ก็ขอให้คิดว่าเรามันมีกิเลสหนาปัญญาทึบ

 มีบุญน้อยสร้างบุญมาน้อย

 สร้างแต่กิเลสมาแต่ภพก่อนๆ

 สะสมแต่กิเลสตัณหาไม่เคยสะสมบุญบารมี

 ไม่เคยสะสมปัญญาเลย

 พอมาทำชาตินี้มันก็เลยยากและช้า

 เพราะกิเลสก็หนาปัญญาก็ทึบ

ส่วนบางคนนี่เขากิเลสบางปัญญาแหลมคม

 เขาปฏิบัติปุบปั๊บไม่กี่วันไม่กี่เดือนเขาก็บรรลุได้

แต่นี่เป็นเรื่องของคุณสมบัติของแต่ละบุคคล

ที่ไม่มีใครที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้

เพราะมันเป็นเรื่องของผล

ที่เกิดจากเหตุที่ทำมาในอดีตนั่นเอง

 ในอดีตพวกเราแต่ละคน

ได้สร้างบุญบารมีสร้างบาปสร้างกรรมมาไม่เท่ากัน

 บางคนสร้างบุญบารมีมาก สร้างบาปสร้างกรรมน้อย

มันก็ปฏิบัติได้ง่ายและได้เร็ว

บางคนสร้างบุญบารมีน้อย

สร้างบาปสร้างกรรมมาก มันก็ช้ามันก็ยาก

แต่ไม่ว่าจะช้าหรือจะยาก ก็บรรลุได้เหมือนกัน

 แล้วพอบรรลุได้มันก็มีผลเท่ากัน

เหมือนกับนักศึกษาที่จบปริญญา

จะจบปีนี้หรือจะจบอีก ๕ ปีข้างหน้า

มันก็ได้ปริญญาเท่ากันเหมือนกัน

 การบรรลุก็เช่นเดียวกัน เมื่อบรรลุแล้ว

ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เหมือนกัน เท่ากัน

ไม่มีความแตกต่างจากกัน

พระอรหันต์ทุกรูปนี้มีความบริสุทธิ์ทางจิตใจเท่ากันหมด

ไม่ว่าจะเป็นยุคพระพุทธกาล หรือยุคในปัจจุบันนี้

ก็จะมีจิตที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนกัน

 มี นิพพานัง ปรมัง สุขังเหมือนกัน

 แต่ความรู้ความสามารถที่จะมานำธรรมะของตน

 ที่ได้ศึกษาที่ได้เห็นมานี้

 เอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่ผู้อื่นนี้

 ก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถ

ที่จะชี้แจงแถลงไข นำเอารายละเอียดต่างๆ

ออกมาชี้แจงให้แก่ผู้อื่นให้ได้เห็น

บางท่านก็มีความสามารถมาก ก็ทำให้มีผู้ที่สนใจศึกษา

ได้รับประโยชน์มาก บางท่านก็มีความสามารถน้อย

 ก็ไม่สามารถที่จะอบรมสั่งสอนให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์

 แต่เรื่องเหล่านี้ก็ไม่เป็นปัญหา สำหรับผู้ที่ได้บรรลุแล้ว

 เพราะท่านไม่ได้สอนด้วยความอยากอยู่ดี

 ท่านสอนไปตามกำลังตามความรู้

ตามความสามารถของท่าน

 เช่นสมัยปัจจุบันนี้ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์นี้

ท่านก็เป็นพระเกจิ แต่องค์หนึ่งท่านก็มีความรู้

ความสามารถที่สั่งสอน

จึงทำให้หลวงปู่มั่นมีลูกศิษย์ลูกหามาก

 หลวงปู่เสาร์นี้ท่านไม่สามารถสั่งสอนผู้อื่น

 ท่านก็เลยมีลูกศิษย์ลูกหาน้อย

แต่ความบริสุทธิ์ของใจของท่านมีเท่ากัน

ดังนั้นเราไม่วัดกัน ตรงที่ความสามารถ

ในการเผยแผ่สั่งสอนผู้อื่น หรือในการมีบารมี

ในเรื่องของการได้รับลาภสักการะต่างๆ

อันนี้เป็นส่วนประกอบส่วนย่อย

 ส่วนประกอบส่วนสำคัญที่เท่ากันหมด ก็คือ

ความบริสุทธิ์ของใจ พระอรหันต์ทุกรูปนี้

 มีความบริสุทธิ์เท่ากันหมด

แต่มีความรู้ความสามารถพิเศษต่างกันไป

บางท่านก็มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศได้

 บางท่านก็มีความรู้ความสามารถ

ในการเผยแผ่สั่งสอนธรรมะได้

อย่างพระพุทธเจ้านี้ทรงยกย่องพระสารีบุตร

ว่าเป็นอัครสาวกมือขวา เพราะว่าพระสารีบุตรนี้

 เป็นผู้ที่แสดงธรรมได้ฉลาด มีความสามารถมาก

ในการแสดงธรรมให้แก่ผู้อื่น รองจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น

 พระพุทธเจ้ายกให้เป็นมือขวาเลย

 เพราะท่านเห็นความสำคัญของการเผยแผ่ธรรมะ

 มากกว่าความมีความสามารถทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์

เช่นพระโมคคัลลาน์

 พระโมคคัลลาน์นี้ก็เป็นผู้ที่มีความสามารถ

ในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มากกว่าสาวกทุกองค์

รองจากพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว

 พระพุทธเจ้าจึงตั้งให้เป็นอัครสาวกมือซ้าย

นี่คือความสามารถพิเศษที่ติดมากับใจของแต่ละบุคคล

 แต่สิ่งที่มีเท่ากันหมด ก็คือความบริสุทธิ์

ความปราศจากความโลภความโกรธความหลงของใจ

 ความปราศจากความอยากต่างๆที่มีอยู่ภายในใจ

 อันนี้มีเท่ากันหมดเหมือนกันหมดทุกๆองค์

 แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน

 ไม่มีใครบริสุทธิ์มากกว่ากัน บริสุทธิ์เหมือนกันหมด

 เหมือนกับเอาเสื้อผ้าใส่ไปในถังซักผ้าแล้วก็ซักมัน

 พอมันซักเสร็จมันก็สะอาดเท่ากันหมด

ไม่ว่าจะเป็นตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อย

ถ้าอยู่ในถังอันเดียวกันซักพร้อมกัน

มันก็สะอาดเท่ากัน ฉันใด

 เรื่องของความบริสุทธิ์ใจนี้ก็เท่ากัน

แต่เรื่องของบารมีนี้ไม่เท่ากัน

บารมีที่ได้ ในการเผยแผ่สั่งสอนก็ดี

ในการมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ก็ดี

ในการมีลาภสักการะก็ดี

อย่างในสมัยปัจจุบันนี้ ก็ต้องยกให้หลวงตา

ในเรื่องลาภสักการะ มีศรัทธาญาติโยม

ร่วมถวายเงินถวายทองคำเป็นจำนวนมาก

 ไม่มีครูบาอาจารย์รูปไหนที่ได้ลาภสักการะเท่ากับหลวงตา

 อันนี้ก็เป็นเรื่องของบารมีที่ท่านได้สร้างสมไว้ในอดีต

 เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่ง

 ที่ทำให้ท่านได้ทำใจของท่านให้สะอาดบริสุทธิ์

ดังนั้นเราต้องแยกประเด็นให้ถูก

 อย่าไปกังวลกับเรื่องความยากความง่าย

 ความช้าความเร็ว ความมีลูกศิษย์ลูกหามากหรือมีน้อย

 มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์หรือไม่มี

มีลาภสักการะหรือไม่มี อันนี้อย่าไปกังวล

ขอให้เรากังวลอยู่ว่า เรามีศีลสมาธิปัญญาหรือเปล่า

 มีทานมีศีลมีสมาธิมีปัญญามีสติหรือเปล่า

อันนี้เป็นตัวสำคัญ ในการที่จะทำให้เรา

บรรลุธรรมขั้นต่างๆได้

 ให้เราทุ่มไปที่ตรงนี้ ทำทานให้มาก รักษาศีลให้มาก

 เจริญสติให้มาก นั่งสมาธิให้มาก เจริญปัญญาให้มาก

แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง

ช้าหรือเร็วมันก็ขึ้นอยู่กับ

 เรื่องของบุญของกรรมที่เราทำมาในอดีต.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

กัณฑ์ที่ ๔๗๔ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๗

“เรื่องขันธ์ ๕”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2559 11:19:12 น.
Counter : 368 Pageviews.

3 comments
  
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ tangkay เรียบร้อยแล้วนะคะ

tangkay Dharma Blog
แวะมาโหวตและแปะหัวใจค่ะ
โดย: mcayenne94 วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:10:59:34 น.
  

ธรรมะสวัสดี ขอบคุณกับการโหวดและมอบหัวใจให้นะคะ
โดย: tangkay วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:11:12:44 น.
  

แวะมาอ่านธรรมะ
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
pantawan Health Blog ดู Blog
tangkay Dharma Blog ดู Blog
โดย: newyorknurse วันที่: 5 มีนาคม 2559 เวลา:16:24:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....