Group Blog
All Blog
### การฟังเทศน์ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ ###
















“การฟังเทศน์ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์”

ผู้ที่ฟังธรรมจิตที่มีศีล มีสมาธิแล้ว

พอได้ฟังปัญญาของพระพุทธเจ้า

ก็จะสามารถดับความทุกข์ใจต่างๆ ได้

เพราะมีกำลังที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่ง

ไม่ให้คิดไปในทางของกามตัณหา ของภวตัณหา

และของวิภวตัณหาได้ก็จะบรรลุธรรมกันได้

หลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆได้ในขณะที่ฟังธรรมเลย

นี่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ กรณียกเว้น

เป็นกรณีของผู้ที่ได้สร้างศีลมาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว

 มีศีลครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดเวลา มีสมาธิรวมเป็นหนึ่ง

 เป็นอุเบกขาแล้ว พอได้ฟังธรรมที่เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า

ก็สามารถเอามาปฏิบัติกับความคิดปรุงเเต่งของตนได้เลย

 หยุดความคิดปรุงเเต่งไม่ให้คิดไปในทางกามตัณหา

 ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 ก็สามารถบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆได้

ในขณะที่ฟังเทศน์ฟังธรรมเลย

นี่คือประโยชน์ของการฟังเทศน์ฟังธรรม

ทั้งของผู้ที่ยังไม่มีศรัทธาและของผู้ที่มีศรัทธาแล้ว

 ผู้ที่ไม่มีศรัทธาเมื่อได้ยินได้ฟังธรรมก็จะเกิดศรัทธา

เกิดความเชื่อแล้วก็จะเกิดความยินดี

ที่จะน้อมนำเอา คำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ

 เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะมีปัญหามีคำถามมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้น

ก็ต้องมาฟังเทศน์ฟังธรรมใหม่ มาสอบถามปัญหาใหม่

 เพื่อที่จะได้แก้ความสงสัยความไม่เข้าใจต่างๆ

เพื่อที่จะได้นำเอาไปปฏิบัติให้ถูกต้อง

เมื่อน้อมเอาไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ผลต่างๆ ก็จะค่อยปรากฏขึ้นมาตามลำดับ

การฟังเทศน์ฟังธรรมจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญ

ในการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย

จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษามีการฟังธรรมไป

จนกว่าจะได้บรรลุถึงธรรมขั้นสูงสุดได้

ถ้ามีครูบาอาจารย์ ก็จะป็นโชคเป็นวาสนา

เพราะจะมีผู้คอยนำทางให้ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสียเวลาไม่หลงทาง

 แต่ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์แต่ได้ปฏิบัติมาจนถึงจุดที่เรียกว่า

 จุดของพระอริยบุคคลแล้วก็ยังสามารถที่จะปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

แต่อาจจะช้าหน่อย ยากหน่อย เพราะว่าไม่มีผู้ที่คอยบอกทาง

แต่ผู้ที่ได้บรรลุขั้นพระโสดาบันขึ้นไปนี้จะเห็นทางแล้ว

 แต่เป็นทางที่ตนเองยังไม่ได้ไปก็ยังต้องไปลองผิดลองถูกอยู่

แต่ก็รู้ว่าต้องอยู่ในแนวทางนี้อย่างแน่นอน

คือแนวทางของการระงับความคิดปรุงเเต่งใน

ไม่ให้ไปทางกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา

 และสิ่งที่จะทำให้ใจไม่คิดไปในทางตัณหาทั้ง ๓ ก็คือ

ความจริงของสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่เอง

นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติถ้าได้เข้าสู่กระแสธรรมแล้วจะรู้หน้าที่ของตน

จะรู้วิธีการดับทุกข์ของตนว่าจะต้องทำอย่างไร

 ก็คือจะต้องพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ

ที่ใจยังไปหลงรักหลงชอบที่ยังคิดไปในทางตัณหาอยู่

ก็จะต้องใช้การพิจารณาไตรลักษณ์ของสิ่งต่างๆ

 ถ้าเห็นสิ่งต่างๆที่หลงไหลชอบอยากได้ อยากมี อยากเป็น

 ถ้าพิจารณาเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ก็จะสามารถยุติความคิดไปในทางตัณหาความอยากได้

นี่คือการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่สำคัญมากเพราะว่าถ้าไม่ได้ยินได้ฟังแล้ว

 จะไม่รู้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าไม่รู้จักวิธีที่ถูกต้อง

ก็เหมือนกับคนที่เอาผ้าผูกตาปิดตาของตน

แล้ว ก็เดินไปหาสิ่งต่างๆ ต้องคลำไป คลำผิดคลำถูก

 สิ่งที่คลำก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่

โอกาสที่จะได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนาก็จะเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าได้มีการฟังเทศน์ฟังธรรมก็เหมือนกับ มีคนนำทาง

มีคนบอกทาง บอกให้รู้ว่าทิศทางที่เราต้องการจะไปนั้นไปทางไหน

ไปข้างหน้าแล้วจะมีอะไร จะพบอะไร

และจะต้องปฏิบัติกับสิ่งที่ได้พบอย่างไร

ถ้ามีคนคอยบอกทางก็จะสามารถเดินไป

จนถึงจุดหมายปลายทางที่ปรารถนา

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องมีผู้คอยบอกคอยสอน

มีคนถามว่าการปฏิบัตินี้ต้องมีอาจารย์หรือไม่

ก็เหมือนกับนักเรียนที่จะเรียนหนังสือให้จบปริญญา

จำเป็นจะต้องมีอาจารย์สอนหรือไม่

 ต้องมีคนที่เขารู้ทางแล้วมาสอน

เพราะมันง่ายกว่าจะเรียนด้วยตนเอง

เพราะการเรียนด้วยตนเอง ๑.ก็ไม่รู้ว่าจะไปเอาหนังสือไหนมาอ่าน

 ต้องอ่านหนังสือเล่มไหนบ้างถึงจะสามารถเรียนจบปริญญาได้

 แต่ถ้ามีครูมีอาจารย์ท่านก็จะบอกว่าให้เรียนหนังสือเล่มนั้น

เรียนหนังสือเล่มนี้ แล้วเวลาเรียนแล้วไม่เข้าใจในหนังสือที่เรียน

ก็สามารถสอบถามครูอาจารย์ให้ความกระจ่างได้

 อันนี้ก็เหมือนกันการปฏิบัติธรรมถ้าไม่มีครูไม่มีอาจารย์

ก็อาจจะเกิดความเสียหายได้ บางครั้งก็ถึงกลับเป็นบ้าไปก็ได้

 เพราะเวลาปฏิบัติแล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองได้พบได้เห็นนั้น

 เป็นคุณหรือเป็นโทษแต่อย่างใด

ถ้าไปหลงกับสิ่งที่เป็นโทษหรือเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณ

ไม่มีประโยชน์ก็จะเสียเวลา และจะเกิดโทษกับตนเองได้

 อาจจะทำให้ตนเองหลงผิดคิดผิดไป อย่างที่เขาเรียกว่าเป็นคนบ้าไป

คิดว่าตัวเองได้บรรลุแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์แล้ว

 ทั้งที่ใจของตนเองนั้นถูกหุ้มห่อด้วยกิเลสตัณหา

 ด้วยความทุกข์ต่างๆ แต่ไม่รู้ความจริงอันนี้

 แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ท่านจะเตือน ท่านจะบอกเลยว่า

 ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ใช่ ยังมีความทุกข์อยู่

 ยังมีความอยากอยู่ยังไม่ใช่ ยังไม่ได้หลุดพ้น

ต้องกลับมาปฏิบัติที่ตรงนี้

บางคนคิดว่านั่งสมาธิแล้วเห็นแสงเห็นสีเห็นกายทิพย์

 เห็นร่างกายทิพย์ เห็นนรก เห็นสวรรค์

ก็อาจจะคิดว่าได้บรรลุถึงพระนิพพานแล้วก็ได้

แต่ความจริงอันนั้นไม่ใช่เป็นการบรรลุถึงพระนิพพาน

การนั่งสมาธินี้สามารถเห็นอะไรต่างๆ ได้หลากหลาย

แต่สิ่งที่เห็นเหล่านั้นไม่มีประโยชน์

ต่อการที่จะมาดับความทุกข์ที่มีอยู่ภายในใจเลย

 แต่กลับจะสร้างความทุกข์ให้มีเพิ่มมากขึ้นภายในใจก็ได้

 เพราะถ้านั่งแล้วเห็น ครั้งต่อไปก็อยากจะเห็นอีก

 เวลาไม่เห็นก็จะเกิดความทุกข์ เกิดความไม่สบายใจขึ้นมา

 ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติทางนี้ ทางที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัตินี้

จำเป็นจะต้องมีครูบาอาจารย์ทุกๆคน

พระอรหันต์ทุกๆรูป มีครูอาจารย์ทั้งนั้น

 ครูอาจารย์ของพระอรหันต์ก็คือพระพุทธเจ้า

หรือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ได้จารึกไว้ในพระไตรปิฎก

หรือพระอรหันต์ที่ได้บรรลุแล้วมาเป็นครูบาอาจารย์อีกที

 พระอรหันต์ทุกรูปจึงเรียกว่า พระอรหันตสาวก

คำว่าสาวกก็แปลว่า ผู้ฟังนั่นเอง

พระอรหันต์แต่ละรูปนี้ไม่เรียกตนเองว่า

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

ที่ทรงเรียกพระองค์เองว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

คือผู้รู้ธรรมได้ด้วยตนเอง ผู้รู้ธรรมด้วยตนเอง คือ

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ผู้ที่รู้ธรรมด้วยการได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้า

หรือจากพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า

 จะไม่เรียกตนเองว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

 แต่จะเรียกตนเองเป็นพระอรหันตสาวก

 เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้ด้วยการได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ดังนั้นผู้ปฏิบัติทุกคนนี้จำเป็นจะต้องมีครูมีอาจารย์

แต่ครูอาจารย์นี้ไม่ได้หมายความว่า

จะต้องเป็นเทรนเนอร์เหมือนนักกีฬาจะต้องวิ่งด้วยกัน

จะต้องตีลูกบอลด้วยกัน จะต้องเตะบอลด้วยกันอย่างนี้

ไม่ใช่ ครูบาอาจารย์เป็นเพียงแต่ผู้บอกทาง

คอยสอนวิธีการปฏิบัติแต่เวลาปฏิบัตินี้ ต้องไปทำกันเอาเอง

 อย่างวันนี้ญาติโยมก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

 เรียกว่ามาหาครูหาอาจารย์ มารับความรู้จากครูอาจารย์

แล้วก็นำเอาความรู้นี้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันของตน

ปฏิบัติได้มากได้น้อยก็จะได้ผลมากผลน้อยตามลำดับ

 ตามกำลังของการปฏิบัติ ถ้ายังไม่ได้ผลก็แสดงว่า

ยังปฏิบัติไม่ถูกหรือปฏิบัติไม่พอ ก็ต้องกลับมาตรวจสอบดู

ว่าขาดอะไร ขาดการปฏิบัติขาดความเพียร

หรือขาดการปฏิบัติวิธีที่ถูกต้อง นั่งสมาธิแล้วทำไมใจไม่สงบ

ทำไมใจจึงคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อน

ก็เพราะว่าไม่มีผู้ที่จะมาควบคุมความคิดนี่เอง

ถ้ามีผู้ที่มาควบคุมความคิด ความคิดก็จะไม่สามารถคิดปรุงเเต่งได้

 อันนี้ก็ต้องทบทวนดูว่าการปฏิบัติของตนเองนั้นถูกหรือผิด

ตรงกับคำสอนหรือไม่ ถ้าตรงแต่ยังไม่ได้ผล

 ก็อาจจะยังไม่ปฏิบัติมากพอก็ได้ แทนที่จะปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน

ก็เอาแค่วันละชั่วโมงสองชั่วโมง ถ้าอย่างนี้ผลก็ยังจะไม่ปรากฏขึ้นมา

 อันนี้ก็สามารถไปสอบถามครูอาจารย์ได้ว่า

ขาดตกบกพร่องตรงไหน

ถ้าไม่สามารถมองเห็นข้อขาดตกบกพร่องของตนเอง

ก็ต้องมีครูมีอาจารย์คอยเตือนคอยบอกว่าปฏิบัติน้อยไปนะ

 ปฏิบัติผิดอยู่นะ ปล่อยให้ใจไม่มีสติควบคุมกำกับ

ปล่อยให้ใจคิดปรุงเเต่งไปทั้งวันทั้งคืน แทนที่จะมีสติ

เช่นการบริกรรมพุทโธไว้คอยขนาบคอยยุติความคิดปรุงเเต่ง

กลับไม่มีพุทโธเลย ใจก็คิดปรุงเเต่งไปได้ตลอดเวลา

 เวลาจะมานั่งสมาธิใจก็ไม่ยอมคิดปรุงเเต่ง

ก็คิดปรุงเเต่งต่อไป นั่งไปนานสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ความสงบสักครั้ง

 ก็เพราะว่าไม่มีสติไว้คอยหยุดความคิดปรุงเเต่งนั่นเอง

อันนี้คือเรื่องของการมีครูมีอาจารย์ต้องมีคนคอยบอกทาง

แต่ไม่ต้องมีคนมานั่งสมาธิกับเรา ไม่ต้องมีคนมาเดินจงกรมกับเรา

 ซึ่งเดี๋ยวนี้มักจะเป็นอย่างนี้กัน เวลาจะเรียนกัน

ต้องไปเรียนกับอาจารย์ อาจารย์จะต้องพาเดิน พานั่ง พานอน

 อันนี้ถ้าต้องทำแบบก็ยังถือว่าเป็นขั้นอนุบาลอยู่

หรือขั้นก่อนอนุบาล ที่จะต้องมีคนมาคอยคุมอยู่ตลอดเวลา

การปฏิบัติที่แท้จริงนี้ต้องอยู่ในระดับอุดมศึกษา

คือต้องสามารถดูหนังสือเองได้ ไปโรงเรียนเองได้

เข้าห้องเรียนเองได้ รู้จักเวลาของตนเองว่า

จะต้องทำอะไรบ้างอย่างไร ไม่ใช่จะให้คนมาคอยปลุกคอยเรียก

 ถึงเวลาตื่นเเล้วนะ ถึงเวลาลุกขึ้นมานั่งสวดมนต์ไหว้พระแล้วนะ

ถ้าต้องถึงอย่างนี้ก็คงจะอยู่ในขั้นอนุบาลอยู่

ถ้าอยากที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปกว่านี้ก็ต้องมีวินัยในตนเอง

 ต้องสามารถสั่งตนเองให้ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ มาเดินจงกรม

มาปฏิบัติไม่ใช่จะรอให้คนนั้นคนนี้มาคอยเรียกเราถึงค่อยปฏิบัติ

นี่คือการมีครูมีอาจารย์ ส่วนหนึ่งเราต้องเป็นอาจารย์ของตัวเราเองด้วย

 ไม่ใช่รอให้แต่อาจารย์คนอื่นมาเป็นอาจารย์ของเรา

ถ้าวันไหนอาจารย์ไม่สบายเราจะทำอย่างไร

ถ้าวันไหนอาจารย์ตายไปเราจะทำอย่างไร

 เราก็ต้องเป็นอาจารย์ของเราด้วย พอเรารู้แล้วว่าเราต้องทำอะไร

 เราต้องเป็นผู้กำกับ คอยสั่ง คอยบอก คอยสอนว่าต้องทำอย่างนี้

เช่นการปฏิบัติเบื้องต้น ก็ต้องควบคุมความคิดปรุงเเต่งให้ได้

 จะใช้สติแบบไหนก็ได้ มีอยู่ ๔๐ แบบด้วยกัน

ที่เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ กรรมฐานทั้ง ๔๐ นี้ถ้าเอามาใช้

จะสามารถควบคุมความคิดปรุงเเต่ง ไม่ให้คิดปรุงเเต่งได้

จะบริกรรมพุทโธก็ได้ จะบริกรรมธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้

 จะคิดถึงความตายก็ได้ จะดูการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ได้

จะดูลมหายใจเข้าออกก็ได้ ให้มีอะไรเป็นตัวผูกใจเอาไว้

ไม่ให้ใจลอยไปตามความคิดต่างๆ

ถ้ามีการปฏิบัติแบบนี้มีการบังคับตัวเอง

 ถ้าไม่บังคับตัวเอง ครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถ

ที่จะมาบังคับให้กับเราได้ เราต้องมีอาจารย์อีกชั้นหนึ่ง

 เราต้องมี ๒ อาจารย์ อาจารย์คนแรกก็บอกวิธีปฏิบัติ

อาจารย์ที่ ๒ คนนี้แหละต้องเป็นเทรนเนอร์ของเรา

เพราะอยู่ใกล้ชิดกับเราตลอดเวลา พอถึงเวลาบอกให้ตื่น

 ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ อย่านอนเป็นหมู

นอนไปไม่มีวันหลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้

 ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ ถ้าง่วงก็ลุกขึ้นมาเดินจงกรมอย่างนี้

ต้องมีอาจารย์ใกล้ชิดที่สุด อาจารย์ใกล้ชิดที่สุดก็คือตัวเองนี้

 เราต้องเป็นอาจารย์ของเราเอง ไม่จะรอพึ่งอาจารย์คนอื่น

จะให้อาจารย์มาอยู่มากินมานอนกับเราได้อย่างไร

 เราต้องเป็นอาจารย์ของเราด้วย

เพราะเราเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดกับตัวของเราเอง

ไม่มีใคร ที่จะใกล้ชิดเท่ากับตัวของเราเอง

 ถ้าเรารอให้อาจารย์มาคอยแก้ปัญหามันก็อาจจะไม่ทันกาล

ตอนนี้คิดฟุ้งซ่านจะเป็นบ้าหาอาจารย์ไม่เจอ

แต่ถ้าเรามีอาจารย์ใกล้ตัวบอกว่า หยุดคิดซิ หยุดปรุงเเต่ง

บริกรรมพุทโธไป นับ ๑ ๒ ๓ ไป หรือพิจารณาไตรลักษณ์ไป

อย่างใดอย่างหนึ่งเอามาใช้ซิ อันนี้เรียกว่ามีอาจารย์ใกล้ตัวที่สุด

อาจารย์นี้ก็อาศัยอาจารย์นอกก่อน ไปฟังอาจารย์ข้างนอก

ว่าท่านสอนให้ทำอย่างไร เมื่อท่านสอนแล้ว ก็เอามาใช้กับตัวเราเอง

 อย่ามัวแต่พึ่งอาจารย์ข้างนอกเพียงอย่างเดียว

ต้องสร้างอาจารย์ข้างในขึ้นมาด้วย

 เพราะต่อไปเราจะต้องเป็นอาจารย์ของเราเอง

ถ้าเราเป็นอาจารย์ของเราเองได้แล้ว

เราก็จะไม่ต้องพึ่งอาจารย์ที่อยู่ข้างนอกต่อไป

 นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าพวกเราให้ความสำคัญต่อการศึกษา

 ต่อการฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วก็นำเอาสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังไปปฏิบัติ

 เพราะการปฏิบัตินี้จะทำให้เกิดผลขึ้นมา

เมื่อเกิดผลขึ้นมาก็จะทำให้เรามีกำลังจิตกำลังใจที่จะปฏิบัติมากขึ้น

ที่จะสละมากขึ้น ที่จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการปฏิบัติมากขึ้น

เหมือนกับเวลาที่เราทำงานแล้วเราได้รับเงินเดือน

พอสิ้นเดือนแล้วเราได้รับเงินเดือนออกแล้วเราได้รับเงินเดือนนี้

เราก็มีกำลังใจที่จะกลับมาทำงาน

แต่ถ้าสิ้นเดือนแล้วเขาไม่จ่ายเงินเดือน เขาบอกว่ายังไม่มีเงินจ่าย

เราก็จะไม่มีกำลังใจที่อยากจะกลับมาทำงานกับบริษัทนี้

ต้องไปหางานทำที่บริษัทอื่นแล้ว เพราะไม่รู้ว่า

สิ้นเดือนหน้าจะได้เงินเดือนอีกหรือไม่

ถ้าไม่ได้อีกก็จะไม่มีกำลังจิตกำลังใจที่จะทำ.

............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

“การเข้าหาพระธรรมคำสอน”













ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภืชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 ธันวาคม 2558
Last Update : 21 ธันวาคม 2558 9:51:28 น.
Counter : 472 Pageviews.

1 comments
  
สาธุค่ะ

กราบพระอาจารย์สุชาตินะคะ

โหวตให้นะคะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 21 ธันวาคม 2558 เวลา:14:05:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....