Group Blog
All Blog
### การกระทำที่เรียกว่า ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ###


















“การกระทำที่เรียกว่า

ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ”

.....................

ผู้ใดอยากจะสัมผัสกับผลคือมรรคผล นิพพาน

จำเป็นจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติ

ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือสุปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน

ญายะปะฏิปันโน สามีจิปะฏิปันโน

ปฏิบัติดีก็คือปฏิบัติเต็มร้อย เต็มที่ ถ้าเป็นนักเรียนก็ไม่ขาดเรียน

 ไม่ขาดส่งการบ้านทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายให้ทำ

และสอบทุกครั้งก็สอบได้ที่ ๑ เรียกว่าปฏิบัติดี

 ปฏิบัติอย่างเต็มที่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ไม่มีเวลาใดที่ไม่ปฏิบัติไม่ว่ากำลังทำภารกิจการงานอะไรก็ตาม

ก็ปฏิบัติควบคู่กับการทำการงานเหล่านั้น

การเจริญสตินี้เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว

 เจริญสติควบคู่ไปกับภารกิจการงานต่างๆ

ควบคุมใจให้อยู่ในปัจจุบันเสมอ ไม่ปล่อยให้ใจไปอดีตไปอนาคต

ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ให้จดจ่ออยู่กับภารกิจการงาน

หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายตลอดเวลา

หรือกำหนดจิตให้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆตลอดเวลา

 ไม่ปล่อยให้จิตคิดเรื่อยเปื่อย

คิดเพ้อเจ้อคิดไปแบบไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์

 ถ้าจำเป็นจะต้องคิดก็คิดเฉพาะกิจที่จำเป็นเท่านั้น

หรือถ้าจะคิดก็คิดเพื่อให้เกิดปัญญา

ก็คิดว่าสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่นี้ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคล

 เป็นสิ่งของ เป็นอนิจจังทั้งนั้น เป็นของที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ เป็นอนัตตาไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา

 เป็นของเราชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องหมดไป เป็นทุกข์

ถ้าไปอยากให้ไม่เปลี่ยนแปลง อยากจะให้อยู่กับเราไปตลอด

เป็นของเราไปตลอด เป็นไปตามความต้องการของเราไปตลอด

 ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา นี่คือสุปะฏิปันโน

 ให้ปฏิบัติดีคือปฏิบัติตลอดเวลา ในทุกอิริยาบถ

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงหลับ จะปฏิบัติด้วยการเจริญสติก็ได้

 จะปฏิบัติด้วยการนั่งหลับตาทำใจให้สงบ เป็นสมาธิก็ได้

จะเดินจงกรมหรือจะทำอะไรอยู่ แล้วพิจารณาสิ่งที่ทำ

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ได้ ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ

ถ้ามีการปฏิบัติดี คือปฏิบัติตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ผลย่อมปรากฏขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

สุปะฏิปันโนแล้วก็ญายะปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน

ปฏิบัติตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น

สอนให้ทำทานก็ทำทาน สอนให้รักษาศีลก็รักษาศีล

 สอนให้ปลีกวิเวกก็ปลีกวิเวก

สอนให้ไม่คลุกคลีกับใครไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็กระทำอย่างนั้น

สอนให้มักน้อยสันโดษก็ทำอย่างนั้น

สอนให้มีความเพียรพยายามอยู่ทุกอิริยาบถ

ก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน

 สอนให้เจริญศีลก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์

 สอนให้นั่งสมาธิก็นั่งให้มากๆ สอนให้เจริญปัญญาก็กระทำ

 สอนให้หลุดพ้นก็หลุดพ้นตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 นี่เรียกว่าปฏิบัติตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

อุชุปะฏิปันโน ญายะปะฏิปันโน คือปฏิบัติเพื่อดับกิเลส

เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์เท่านั้น

 ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อลาภยศ สรรเสริญ

ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาหน้าเอาตาเอารางวี่รางวัล

ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะได้อิทธิปาฏิหารย์ได้อภิญญา

ได้ความรู้ความสามารถพิเศษ เหาะเหินเดินอากาศ ดำดินได้

ไปนรกไปสวรรค์ได้ พบกับกายทิพย์ต่างๆ ระลึกชาติได้

 ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อคุณธรรมเหล่านี้

 เพราะคุณธรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นมรรคนั่นเอง

 ไม่ได้เป็นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์

ทางที่จะไปสู่การดับทุกข์ก็คือ

อัปปนาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตในความสงบในความว่าง

สักแต่ว่ารู้ มีอุเบกขาเป็นเครื่องล่อเลี้ยงจิตใจ

ดูแลรักษาจิตใจไม่ให้วุ่นวายไปความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ไม่ให้วุ่นวายไปกับอคติทั้ง ๔ คือรัก ชัง กลัว หลง

แล้วก็ปฏิบัติเพื่อละตัณหาความอยากต่างๆ

 ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมทั้งปวง

ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอสุภะ

เป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา

นี่คือการปฏิบัติเพื่อการละตัณหาดับความทุกข์ต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไป

สามีจิปะฏิปันโนคือ การปฏิบัติที่ชอบนั่นเอง

คือถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ

เรียกว่าเป็นสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึ่งรู้ได้ด้วยตนเอง

ต้องรู้ด้วยได้การปฏิบัตดี ปฏิบัติชอบ

ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามเหตุตามผล

แล้วก็การปฏิบัตินี้สามารถปฏิบัติได้ในทุกยุคทุกสมัย

เพราะพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้านี้

เป็นอกาลิโก คือไม่เสื่อม ไม่หมดประสิทธิภาพไปกับกาลเวลา

ไม่เหมือนกับสิ่งต่างๆ เช่นข้าวของต่างๆ ที่เราซื้อมานี้

มักจะติดสลากกำกับบอกวันว่าควรบริโภคก่อนวันที่เท่านั้นเท่านี้

ถ้าบริโภคหลังจากนั้นแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์

นอกจากไม่ได้รับประโยชน์แล้วอาจจะรับโทษได้

เพราะของนั้นได้เสื่อม คุณภาพไปแล้ว

เช่นกับข้งกับข้าวนี่ก็บูดหรือเสียแล้ว

 ถ้ารับประทานกับข้าวที่บูด หรือเสีย

ก็จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาได้

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ติดสลากอกาลิโก

 ไม่มีวันเสื่อมสามารถบริโภคตลอดเวลา

 ไม่ว่าจะอยู่ในปีไหน สมัยไหน

จะอยู่สมัยพุทธกาลก็บริโภค

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

จะอยู่ในปัจจุบันก็สามารถบริโภค

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 และได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับ ในสมัยพระพุทธกาล

 ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง

 หรือฟังธรรมจากพระสาวกหรือ จากพระธรรมคำสอน

ที่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ในหนังสือหนังหา ในพระไตรปิฎก

ก็ถือว่าได้ฟังธรรมจาก พระพุทธเจ้าโดยตรง

 เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า

 พระธรรมคำสอนของเรานี่แลจะเป็นศาสดา ของพวกเธอต่อไป

หลังจากที่เราตถาคตได้จากพวกเธอไปแล้ว

พวกเธอจะไม่ได้อย่างปราศจากศาสดา

ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจากใครก็ตาม

ถือว่าเป็นคำสอนได้ฟังจากพระพุทธเจ้า

ถ้าคำสอนนั้นตรงต่อคำพูดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพูดเอาไว้

 ผู้ฟังสามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติ

และได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกัน

จึงไม่ต้องลังเลสงสัยว่าการปฏิบัตินี้จะนำมาซึ่งมรรคผล นิพพาน

 อย่างที่ในสมัยพระพุทธกาล ได้หรือไม่

ได้แน่นอน เพราะอกาลิโกนี่เอง

คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่ไม่เสื่อม ไปตามกาลเวลา

เป็นอย่างไรในสมัยพระพุทธกาลก็ยังเป็นอย่างนี้ในสมัยปัจจุบัน

 ให้ผลกับผู้ปฏิบัติอย่างไร ก็จะให้ผลกับผู้ปฏิบัติอย่างนั้น

ในสมัยนี้อย่างแน่นอน จึงไม่ต้องกังวลลังเล

ไม่ต้องสงสัยให้ทุ่มชีวิต ให้กับการปฏิบัติธรรมเถิด

ธรรมที่ทรงสอนให้ปฏิบัติก็คือ มรรคนี่เอง

มรรคต้องเจริญให้มาก เจริญให้สมบูรณ์

เพื่อที่จะได้ทำนิโรธให้แจ้ง

นิโรธก็คือการดับความทุกข์ในขั้นต่างๆ

 ขั้นของพระโสดาบัน ขั้นของพระสกิทาคามี

ขั้นของพระอนาคามี และขั้นของพระอรหันต์

 ดับความทุกข์เป็นขั้นๆ ไป.

.....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

“ความจริงที่รู้ได้เฉพาะตน”
















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 ธันวาคม 2558
Last Update : 14 ธันวาคม 2558 10:01:06 น.
Counter : 331 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....