Group Blog
All Blog
### เพียรระลึกถึงความตาย ###













“เพียรระลึกถึงความตาย”

ธรรมที่ผู้ปฏิบัติผู้ที่ปรารถนาอันแรงกล้า

ต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงควรจะมีอยู่ในใจเสมอ

 ก็คือความพากเพียร ความยินดีในการที่จะเจริญธรรมต่างๆ

 ที่เป็นเหตุที่จะทำให้หลุดพ้นได้

ต้องมีความรักในการทำความเพียร

 ชอบทำความเพียร

คิดอยู่กับการทำความเพียรเสมอในทุกอิริยาบถ

 ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงเวลาหลับไป โดยให้ยึดคติธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า “หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยความเพียร”

ความเพียรนี้เป็นตัวที่จะผลักดันให้ผู้ปฏิบัติได้เจริญก้าวหน้า

ในธรรมต่างๆ ถ้าขาดความเพียรแล้ว ธรรมต่างๆ เช่นสติ ปัญญา

จะไม่สามารถปรากฏขึ้นมาได้ ต้องมีความเพียรเป็นผู้ผลักดัน

 ผลักดันให้เจริญสติ ให้ควบคุมความคิด

ไม่ให้คิดไปในทางกิเลสตัณหา ความโลภ ความอยากต่างๆ

ให้คิดไปในทางธรรม เช่นให้เจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ

 การระลึกถึงความตายนี้เป็นการเจริญสติ

เหมือนกับการเจริญพุทธานุสติ คือการบริกรรมพุทโธๆ

แต่การเจริญมรณานุสตินี้ เป็นประโยชน์ ๒ ส่วน

 เป็นการเจริญสติและเป็นการเจริญปัญญาควบคู่ไปด้วย

การเจริญพุทธานุสตินี้เป็นการเจริญสติเพียงอย่างเดียว

ไม่ได้ปัญญา แต่ถ้าเจริญมรณานุสติ ระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

จะได้ทั้งสติและจะได้ทั้งปัญญา

 ถ้าถูกจริตผู้ที่เจริญมรณานุสตินี้

 ก็จะสามารถก้าวหน้าในธรรมได้อย่างรวดเร็ว

 เพราะเมื่อมีสติก็จะทำให้ใจสงบนิ่งเป็นอุเบกขาได้

แล้วเมื่อเกิดกิเลสตัณหา ความรักตัวกลัวตายเกิดขึ้นมา

ก็จะมีปัญญาคือความตายนี้ มาระงับดับความรักตัวกลัวตายได้

 ทำให้ใจไม่ต้องทุกข์กับความตาย

เพราะมีปัญญาที่เห็นว่าร่างกายนี้ เมื่อเกิดมาแล้ว

ย่อมมีความตายไปเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

 การที่จะทำให้ได้ผลในการดับความทุกข์

ที่เกิดจากความรักตัวกลัวตายได้

 ก็ต้องอาศัยความเพียรพยายามที่จะเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ

การเจริญมรณานุสตินี้ก็เจริญได้ทั้งกับร่างกายของเรา

และร่างกายของผู้อื่น โดยเฉพาะร่างกาย

ของคนที่เรามีความผูกพันธ์ด้วย มีความรักมีความห่วงใย

 ถ้าเราหมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ

เราก็จะเห็นว่าความห่วงใยของเรานี้ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

 ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เป็นแต่โทษกับเราเอง

 เพราะทำให้เรานั้นทุกข์ไปเปล่าๆ

เพราะคนเราทุกคนนั้นย่อมมีความตายเป็นธรรมดา

 ล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ นี่คือประโยชน์

ที่เราจะได้รับจากการเจริญมรณานุสติ

จะทำให้เราหายวิตกหายกังวล หายห่วงใยในชีวิตของทุกๆ คนได้

ทั้งของเราและทั้งของผู้อื่น เราจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

 มีเกิดแล้วย่อมมีตายเป็นธรรมดา

ธรรมอันใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ธรรมเหล่านั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

นี่เป็นสิ่งที่จะปรากฏขึ้นมาในใจถ้าหมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ

การจะเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆได้

ก็ต้องอาศัยความพากเพียรนี่เอง พยายามพากเพียรพิจารณา

พยายามเจริญสติ ระลึกถึงความตายอยู่อย่างสม่ำเสมอ

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนพระอานนท์

 ตอนต้นพระองค์ทรงถามพระอานนท์ว่า

 อานนท์วันๆหนึ่งเธอระลึกถึงความตายสักกี่ครั้งด้วยกัน

พระอานนท์ก็ตอบว่าวันละ ๔-๕ ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน

 หลังจากตื่นขึ้นมาเป็นต้น พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า

อานนท์เธอยังตั้งอยู่ในความประมาทอยู่

เธอยังพิจารณาความตายไม่พอเพียง

ต่อการที่จะทำให้เธอได้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้

 ถ้าเธอต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์จากความกลัวตาย

เธอจะต้องระลึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

เธอควรจะทำความเพียรระลึกถึงความตายนี้

ทุกลมหายใจเข้าออกเลย แล้วเธอก็จะเห็นว่าความตายนี้

มันสั้นนิดเดียว พอหายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว

ไม่ได้เป็นเรื่องยืดยื้อเรื่องยาว เรื่องน่าหวาดกลัวแต่อย่างใด

หายใจเข้าไปแล้วไม่หายใจออกมาก็ตาย

หรือหายใจออกมาแล้วไม่หายใจเข้าไปก็ตาย

มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแว๊บเดียวเท่านั้นเอง ชั่วขณะเดียว

ไม่ทันที่เราจะตกใจหรือกลัวได้เลย

 ถ้าเรามีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา

ความตายนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ

เป็นเรื่องของการหายใจเข้าออกนี่เอง

แต่สำหรับผู้ที่มีจิตที่ยังอ่อนไหวอยู่

 เป็นจิตที่ไม่สามารถเจริญมรณานุสติได้

 เช่นเวลาระลึกถึงความตายแล้ว มีความหวาดกลัว

หรือมีความหดหู่ใจก็ต้องใช้การเจริญสติแบบอื่น

 แต่ก็จะทำให้ต้องเสียเวลาหน่อย

เพราะว่าต้องทำให้ใจนั้นสงบขึ้นมาก่อน

 แล้วถึงจะสามารถที่จะมาเจริญมรณานุสติได้อีกครั้ง

เพราะว่ายังไงนี้ ความตายนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณากันทุกรายไป

เพียงแต่ว่าจะทำตอนไหน จะทำควบคู่ไปกับการเจริญสติเลย

 หรือจะต้องแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน

ขั้นตอนแรกเจริญสติเพื่อทำใจให้สงบเป็นสมาธิก่อน

 เมื่อใจสงบเป็นสมาธิมีฐานของความสงบสนับสนุนแล้ว

 เวลาออกจากสมาธิมาก็ให้เจริญมรณานุสติให้พิจารณาความตาย

ถ้ามีความสงบแล้วนี้เวลาพิจารณาความตาย จะไม่มีอารมณ์หดหู่

จะไม่มีความหวาดกลัว เพราะว่ากิเลสตัณหา

ที่เป็นตัวที่ทำให้จิตเกิดความหดหู่ใจ เกิดความหวาดกลัวนั้น

ได้ถูกอำนาจของสมาธิกดเอาไว้

จึงไม่สามารถที่จะมาสร้างอารมณ์หดหู่

อารมณ์หวาดกลัวให้กับใจได้ ใจก็จะสามารถระลึก

หรือพิจารณาความตายได้ แล้วก็จะเห็นว่า

ความตายนี้ เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนฝนตกแดดออกนี่เอง

ไม่มีผลกระทบกับใจเลย สิ่งที่ถูกกระทบคือร่างกาย

ซึ่งร่างกายนี้ก็ไม่มีความรู้สึกรับรู้เรื่องความตายของตนเอง

 ร่างกายก็เป็นเหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาที่ต้นไม้ถูกตัดล้มลงไป

 ต้นไม้ก็ไม่แสดงอาการอะไรต่อการล้มตายของต้นไม้

มีแต่ใจเท่านั้นแหละ ที่เป็นผู้ที่ไปมีปฏิกิริยา

กับความตายของร่างกาย

 แต่พอใจมีปัญญามาสอนให้รู้ว่า ใครตายใครไม่ตาย

ใจก็จะไม่ปฏิกิริยาต่อความตาย ใจก็จะยอมรับสภาพ

รับรู้ความเป็นจริงของความตายของร่างกายได้

 เพราะผู้ที่ตายนี้ไม่ใช่เป็นใจนะ ผู้ที่ตายก็คือร่างกาย

แต่ผู้ที่ทุกข์ ผู้ที่เดือดร้อนนี้คือใจ

ร่างกายนี้เขาไม่เดือดร้อน กับความตายของเขา

เหมือนกับต้นไม้ที่เขาไม่เดือดร้อนเวลาที่เขาถูกตัดล้มลงไป

แต่ถ้ามีเจ้าของ เจ้าของต้นไม้นั้น ก็อาจจะเดือดร้อนขึ้นมาได้

 ถ้ามีความรักมีความหวงในต้นไม้ต้นนั้น

ไม่อยากจะให้ต้นไม้นั้น ล้มตายจากไป

เวลาที่ใครมาตัดต้นไม้ก็จะทำให้เจ้าของต้นไม้นั้นเกิดความเสียใจ

 เกิดความโกรธได้ เช่นเดียวกับร่างกายกับใจ

ใจเป็นเจ้าของร่างกาย แต่เป็นเจ้าของชั่วคราว

ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ถาวร เพราะร่างกายนี้

ไม่ได้เป็นสมบัติที่ถาวรของใจ ร่างกายได้มาแล้ว

ก็จะต้องแก่ เจ็บ ตายไปในที่สุด

 ถ้าใจได้รู้ความจริงจากการได้พิจารณา

แยกแยะใจออกจากร่างกายได้ เวลาเกิดอะไรขึ้นมากับร่างกาย

 ใจก็จะวางเฉยได้ ปล่อยวางได้

 ไม่ทุกข์ไปกับความตายของร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๙

“เพียรระลึกถึงความตาย”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 มกราคม 2559
Last Update : 27 มกราคม 2559 11:34:14 น.
Counter : 252 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....