happy memories
Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
13 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๕๔




ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto








"มโนมรรคา”


ราวคริสต์ศรรวรรษที่ ๑๔ ถึงกลางกลางคริสต์ศวรรษที่ ๑๗ ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ศิลปินอิตาเลียนได้นำทักษะการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ สร้างงานศิลปะชั้นเลิศระดับโลก และรากฐานความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรม


เช่น ประติมากรรมหินอ่อน เดวิด (David, ๑๕o๔) โดย มิเคลันเจลโล (Michelangelo,๑๔๗๕-๑๕๖๔) ผลงานชิ้นเอกแห่งยุค ปัจจุบันกลายเป็นความสง่างามของโลก เป็นจินตภาพแห่งบุรุษหนุ่มตามตำนานคัมภีร์ไบเบิล ภาพกำเนิดวีนัส (The Birth of Venus, ๑๔๘๕) เทวีแห่งความรักหรือเรียกตามภาษากรีกว่า อโพรไดต์ (Aphrodite) โดย ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli, ๑๔๔๕-๑๕๑o) เป็นการสานต่อความงามจากตำนานสู่ภาพวาดที่ท้าทาย สร้างแรงดึงดูดและเชิญชวนคนจากทั่วโลกให้หมายจะได้ไปเยือน ดังนั้นรากฐานวัฒนธรรมนั้นนอกจากเป็นเบ้าหลอมแล้ว ยังเป็นขุมทรัพย์แห่งจินตนาการที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะระดับตำนานได้ในทุกยุคสมัย






ประทีป คชบัว ศิลปินผู้นำรากฐานวัฒนธรรมไทยมาเป็นต้นธาตุแห่งจินตนาการ ผลงานของประทีปนั้นแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกนิยม นิทรรศการศิลปะครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานชิ้นสำคัญของเขานับตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา ซึ่งมีการสะท้อนความคิดฝันในหลากหลายแง่มุมแตกต่าง อาทิ ธรรมะและธรรมชาติ เรือนร่างของสัจจะธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรมและความปรารถนา มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ปัจจุบันภาพชุดใหม่ก็ยังเต็มไปด้วยไปด้วยพลังแห่งมโนภาพที่สอดแทรกความซับซ้อนของวัฒนธรรมไว้มากมายแต่เรียบง่ายด้วยรูปทรงที่ชวนคิดฝันและเย้ายวน เป็นจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มีความอย่างโดดเด่น ผลงานของเขาแสดงถึงจิตวิญญาณตะวันออกที่อุดมไปด้วยปรัชญาวิถี อันอยู่ท่ามกลางการเวียนว่าย ตาย เกิด และด้วยทักษะอันเป็นเลิศ จินตนาการที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในจึงพรั่งพรูออกมาเป็นผลงานจิตรกรรมชวนเพ้อฝัน ทำให้เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำเป็นความงามของชีวิตที่ทรงคุณค่า แม้กระทั่งรอยกัดบนผิวแตงกวาก็ยังสามารถนำความชุ่มฉ่ำเล็กน้อยนั้นมาแสดงออกด้วยมโนภาพสู่ผืนผ้าใบได้อย่างมหัศจรรย์






อุปนิสัยหลายประการของศิลปินปรากฎอยู่ในผลงานจิตรกรรมของเขา การดำเนินชีวิตอย่างมีสุนทรียภาพนั้นทำให้เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว และสามารถนำความสำคัญในมุมมองส่วนตัวนั้น แสดงออกเป็นความสำคัญระดับสาธารณะ ทั้งความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ความหวั่นวิตก ความปรารถนา ทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่ถูกบรรจงใส่ไว้ในผลงาน สามารถส่งผ่านในรูปสู่ผู้ชมได้โดยไม่ต้องอาศัยคำบรรยายแบบอัตโนมัติ






ผลงานจิตรกรรมของเขานับตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา ได้เข้าไปอยู่ในใจของมหาชน และได้รับกระแสตอบรับจากผู้คนในทุกๆกลุ่มอาชีพ มโนภาพของเขาได้เข้าไปเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ซึ่งถูกจำกัดด้วยขอบเขตของกฏกติกาสังคมและเวลาพักผ่อนอันน้อยนิด ลักษณะโดดเด่นในผลงานของเขา ประการสำคัญ คือ จินตนาการที่ถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด หลายภาพเป็นดินแดนที่ถูกเนรมิตรขึ้นมาจากความปรารถนา เพื่อหลีกหลบจากสภาวะความวุ่นวายในสังคม เป็นดินแดนสำหรับพักผ่อนจิตวิญญาณ เพื่อเติมพลังสำหรับเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง






หากมีโอกาสไปเยือนเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทุกท่านก็ไม่ควรที่จะพลาดชม ภาพอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper,๑๔๙๘) โดย เลโอนาโด ดาวินชี (Leonardo da Vinci, ๑๓๕๒-๑๕๑๙) เช่นเดียวกันหากเมื่อมีผู้คนจากทั่วโลกมาเยือนกรุงเทพฯประเทศไทย หนึ่งในผลงานจิตรกรรมซึ่งจะกลายเป็นมรดกล้ำค่าที่ทุกคนจะต้องมาชื่นชม ก็น่าจะต้องเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ ประทีป คชบัว แน่นอนเช่นเดียวกัน






พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ภูมิใจนำเสนอนิทรรศการศิลปะครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นการรวมรวบผลงานชิ้นสำคัญในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ของศิลปินผู้สร้างกระแสในวงการศิลปะไทยร่วมสมัยอย่างสูง ประทีป คชบัว ระหว่างวันที่ ๑๔ กันยายน ถึง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการ ในวันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.oo น. พร้อมกับเปิดตัวหนังสือรวมรวมผลงานจิตรกรรม Destiny to Imagination เพื่อนำเสนอสุนทรียภาพแห่งชีวิต ความคิดฝันและจินตนาการของศิลปินไทยสู่สาธารณะชน และ…สู่สายตานานาอารยประเทศ






นิทรรศการ : “มโนมรรคา” (Destiny to Imagination)
ศิลปิน : ประทีป คชบัว
ภัณฑารักษ์ : สุริยา นามวงษ์
วันที่ : ๑๔ กันยายน – ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖
สถานที่ : MOCA BANGKOK พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย
ภัณฑารักษ์ : สุริยา นามวงษ์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
MOCA BANGKOK
โทรศัพท์ : o๒-๙๕๓-๑oo๕-๗
แฟกซ์ : o๒-๙๕๓-๑oo๘













ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com













"พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งอาเซียน”


พิพิธภัณฑ์ครุฑเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญและน่าสนใจในปัจจุบัน โดยธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ครุฑขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาติ บางปู เพื่อประดิษฐานองค์ครุฑพระราชทานที่ถูกส่งต่อมาครั้งผนึกกำลังควบร่วมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย จัดแสดงและเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องของครุฑเป็นแห่งแรกในไทยและในอาเซียน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพิธีบวงสรวงอัญเชิญองค์ครุฑหรือตราครุฑพระราชทานเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


"หลังการควบรวมกิจการต้องอัญเชิญองค์ครุฑที่ติดตั้งทุกสาขาของธนาคารนครหลวงไทยลงกว่า ๔oo องค์ และหาสถานที่ประดิษฐาน ได้เห็นองค์ครุฑไม้สักจำนวนมากที่มีความสวยงามตามกาลเวลา รวมถึงองค์ครุฑไฟเบอร์กลาส ซึ่งจะเกิดประโยชน์หากจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมและศึกษาเรียนรู้เรื่องครุฑ สัตว์พิเศษที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์" วิชา กุลกอบเกียรติ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ที่ชี้ให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของครุฑ รวมถึงรวบรวมองค์ครุฑอันล้ำค่าที่ช่างทั้งแกะและปั้นไว้ให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการปั้นครุฑของไทย


ธาคารธนชาตได้จัดเตรียมวิทยากรทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องครุฑสำหรับการเที่ยวชมเป็นหมู่คณะ ในพิพิธภัณฑ์ครุฑประกอบด้วย ๕ ห้องจัดแสดง ตั้งแต่โถงต้อนรับผู้เข้าชม เริ่มต้นเรื่องราวความประทับใจผ่านภาพถ่ายรำลึกหน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทย สื่อความผูกพันขององค์ครุฑตลอด ๗o ปีที่ผ่านมา ก่อนสู่โถงกลางที่มีโลโก้พิพิธภัณฑ์ครุฑเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า พร้อมกาพย์ห่อโคลงที่กล่าวถึงองค์พญาครุฑในแง่มุมศาสนา ประพันธ์โดยยอดกวียุครัตนโกสินทร์ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


ห้องจัดแสดงส่วนที่ ๒ บริเวณชั้น ๒ ครุฑพิมาน เนรมิตป่าหิมพานต์ขึ้น ท่องไปในแดนสวรรค์ มีสัตว์หิมพานต์กว่า ๒๕ ชนิด ซึ่งครุฑ นาค หงส์ สิงห์ และกินรี ถือเป็นสัตว์แรกเริ่ม ส่วนที่ ๓ นครนาคราช เทพเจ้าแห่งสายน้ำ มีภาพครุฑยุดนาคที่บ่งบอกถึงอากัปกิริยาของพญาครุฑที่มีต่อศัตรูตลอดกาลอย่างพญานาค ที่เขียนลงบนผนังด้านหนึ่งของห้องจัดแสดง และงดงามกับปูนปั้นพญานาคที่หล่อขึ้นสมเป็นเจ้าแห่งสายน้ำ ห้องจัดแสดงส่วนที่ ๔ อมตะเจ้าเวหา เนื้อหาบอกเล่าตำนานพญาครุฑ ครุฑศิลป์ในเอเชีย และเรื่องราวองค์ครุฑ บารมีแห่งสังคมไทย รวมถึงครุฑกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย พิเศษที่อัญเชิญองค์ครุฑ ๒๔ องค์ขึ้นประดิษฐานไว้รอบห้องด้านบน แสดงความยิ่งใหญ่ของพญาครุฑ


ส่วนที่ ๕ บริเวณชั้น ๒ เช่นกัน คือ ห้องจัดแสดงครุฑ หากมาเที่ยวชมจะเห็นความต่าง เสน่ห์ขององค์ครุฑไม้ ช่างต้องใช้ความประณีตบรรจงแกะอย่างวิจิตรงดงาม แต่ละสาขาเป็นองค์ครุฑที่ทรงเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยพิพิธภัณฑ์จัดแสดงตามสภาพจริง คงความเก่าที่แฝงความขลังของกาลเวลาเอาไว้ให้ผู้เข้าชมได้เห็นแบบใกล้ชิด อาทิ สาขาเยาวราช อุดรธานี บ้านไผ่ ราชดำเนิน เขาวัง แก่งคอย หาดใหญ่ สามชุก นางรอง ฯลฯ


อาจารย์ประสาท ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย กรมศิลปากร หรือ "ครูมืด" บอกเล่าตำนานพร้อมบรรยายความยิ่งใหญ่ของพญาครุฑขณะนำชมห้องจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ครุฑว่า ตามตำนานพญาครุฑเป็นโอรสของฤาษีกัศยปะและนางวินดา มีศีรษะ จะงอยปากและปีกดั่งพญาอินทรี มีร่างกายแขนตาดั่งมนุษย์ หน้าขาว มีปีกและลำตัวกว้างเป็นร้อยโยชน์ กระพือปีกเต็มที่ทำให้โลกหยุดหมุนได้ พากันเรียกว่า "พญาสุบรรณ" ผู้มีขนอันงดงาม พญาครุฑมีพละกำลังและอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าด้วยพรจากพระบิดา ครุฑได้รับการยกย่องว่าเป็นบุตรผู้กตัญญูต่อมารดา ช่วยมารดาให้พ้นจากความเป็นทาส รวมถึงได้รับการสรรเสริญให้เป็นพาหนะประจำองค์พระนารายณ์


"ครุฑเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก และมีความผูกพันทางศาสนา วรรณคดี และสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์ครุฑอยู่คู่กษัตริย์มาโดยตลอด ไม่ว่าในหลวงประทับอยู่ ณ ที่ใด ต้องปรากฏสัญลักษณ์ครุฑ เป็นเครื่องหมายของกษัตริย์ไทย รวมถึงได้รับการสรรเสริญให้เป็นพาหนะประจำองค์พระนารายณ์ ครุฑในอาเซียนก็มีความเชื่อใกล้เคียงกัน อย่าง อินโดนีเซีย ก็เชื่อพญาครุฑเป็นเทพพาหนะของสถาบันกษัตริย์" ครูมืดกล่าว และเห็นว่าการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ครุฑของธนชาตเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในไทยและอาเซียน รวมทั้งแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของไทย


สนใจเข้าเที่ยวชมติดต่อสอบถามล่วงหน้าธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ o๒-๖๕๕-๙ooo หรือเว็บไซต์ thanachartbank.co.th



ภาพและข้อมูลจากเวบ
thaipost.net
thanachartbank.co.th













"สำรับสยาม งามหัตถศิลป์...สามแผ่นดินทอง”


ฟู้ดฮอลล์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เชิญสัมผัสตำรับอาหารชาววัง ๓ รัชสมัย (รัชกาลที่ ๒, รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖) และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า ในงาน "๒ ศิลป์...รัตนโกสินทร์ ตอน สำรับสยาม งามหัตถศิลป์ สามแผ่นดินทอง" ตั้งแต่วันนี้-๑๕ กันยายน ๒๕๕๖ ณ อีเวนต์ฮอลล์ และแฟชั่นฮอลล์ ชั้น G ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค


งาน ๒ ศิลป์...รัตนโกสินทร์ ตอน สำรับสยาม งามหัตถศิลป์ สามแผ่นดินทอง" จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสืบสานวิถีไทยสมัย รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ โดยการนำเสนอผ่าน ๒ ศิลป์ ได้แก่ ศิลป์สำรับสยาม และศิลป์แห่งงานหัตถศิลป์ ในแต่ละยุคที่เลื่องลือหาชมยาก ควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยรวบรวมมาให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษา พร้อมกับนำมาสาธิตให้ชม รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อสินค้าหัตถศิลป์ ในบรรยากาศของการจำลองสถาปัตยกรรม และการตกแต่งร้านรวงในแต่ละยุคสมัย


สำหรับศิลป์สำรับสยาม คือ การรวบรวมเรื่องราวของเครื่องคาว-หวานจากเมนูอาหารสูตรต้นตำรับ สำรับชาววัง โดยได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ธนวิทย์ ลายิ้ม อาจารย์พิเศษศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ในการรังสรรค์เมนูเลื่องชื่อที่หยิบยกมาจากบทพระราชนิพนธ์ทั้ง ๓ รัชสมัย อาทิ หรุ่ม หรือล่าเตียง ช่อม่วง (หวาน) กระเช้าสีดา ม้าฮ่อ มัศกอด เกสรลำเจียก จากบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ในรัชกาลที่ ๒ กะปิคั่ว ปลากุเลาทรงเครื่อง ปลาแห้งแตงโม อาหารโปรดในพระราชหัตถเลขาที่เรียกว่าบันทึกความหิว ในรัชกาลที่ ๕ เมี่ยงสมอ หมูแนม น้ำพริกลูกมะมาด แสร้งว่าปลาดุกฟู ข้าวต้มสาคู จากบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องว่าง ในรัชกาลที่ ๖ และร้านจำหน่ายอาหารคาว-หวานตำรับชาววังมากมาย


อาจารย์ธนวิทย์ ลายิ้ม กล่าวถึงอาหารชาววังว่า "อาหารชาววังแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ เครื่องคาว เครื่องหวานและเครื่องว่าง นอกจากรับประทานในวังแล้วยังนิยมรับประทานในหมู่เจ้านายชั้นสูง โดยเมนูอาหารส่วนใหญ่ได้รับการรังสรรค์จากธรรมชาติ อาทิ ดอกไม้ พืชพรรณ วัตถุดิบตามฤดูกาล ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัย เช่น ฤดูกาลที่มีลูกสมอออกมากมีการสร้างสรรค์เมนูเมี่ยงสมอขึ้นมา ภูมิอากาศช่วงปลายฝนต้นหนาวคนมักเป็นไข้ จึงมีเมนูอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา ป้องกันหวัด หรืออย่างช่วงหน้าร้อนมีเมนูข้าวแช่ชาววัง ปลาแห้งแตงโมที่ทานแล้วชุ่มคอ ดับร้อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัว เช่น ขนมเกสรลำเจียก ซึ่งมีที่มาจากความงามของดอกลำเจียก เป็นต้น.



ภาพและข้อมูลจากเวบ
ryt9.com
เฟซบุคไทยประกันชีวิต













"ร้อยบรรเลงเพลงพวงร้อย”

"ร้อยสำเนียงเรียงถ้อยกวีวาด
บรรเลงพาทย์เสียงเสนาะสดับศิลป์
เพลงยังแว่วหวานฟังกังวานยิน
พวงร้อยรินรื่นใจนิรันดร"



บทกวีพรรณนาผลงานอันทรงคุณค่าจาก อัจฉริยภาพด้านการประพันธ์เพลงของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ ศิลปินแห่งชาติที่สร้างสรรค์เพลงอมตะมากมายที่ยังก้องดังอยู่ในใจของผู้คนอย่างไม่รู้ลืม เช่น เพลงบัวขาว ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นเพลงแห่งเอเชีย, เรือนรัก, รักเธอแต่แรกยล ฯลฯ ที่ยังอยู่ในความรื่นรมย์ของผู้คน ล้วนเป็นความงดงามของบท เพลงที่ข้ามผ่านยุคสมัย ด้วยความละมุนละไมของเนื้อร้อง ท่วง ทำนอง และการขับร้อง

เมื่อเร็ว ๆ นี้บทเพลงเหล่านี้ได้นำมาเรียงร้อยบรรเลงขับขานด้วยสุนทรียะในงานแสดงดนตรี "ร้อยบรรเลง เพลงพวงร้อย" จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ในนามบริการเดอะวิสดอม ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท เพื่อร่วมระลึกและเชิดชูเกียรติ "ท่านผู้ หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์" ศิลปินแห่งชาติในโอกาสครบรอบ ๑oo ปีชาตกาล

นายกฤษฎา ล่ำซำ รองประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าการจัดแสดงในครั้งนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จมาทรงเป็นประธาน และยังได้รับความอนุเคราะห์สนับสนุนจากทายาท ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ และ หอสมุดแห่งชาติ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลวัตถุจัดแสดงของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์

ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ หรือเดิม หม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๕๗ เป็นธิดา หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ กับ คุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาคือ หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล ชายาใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และ หม่อมหลวงซัง สนิทวงศ์

ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ ได้รับการ คัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) ประจำพุทธศักราช ๒๕๒๙ ด้วยอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์เพลงซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าถ่าย ทอดความรู้สึกและความหมายได้อย่างละเมียดจับใจ โดยผลงานการประพันธ์ดนตรีของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ มีทั้งสิ้น ๑๒๔ เพลง

การจัดแสดงดนตรีในครั้งนี้ นำผลงานการประพันธ์ทำนองของท่าน ผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ มาร้องขับกล่อมถ่ายทอดความรื่นรมย์ของบทเพลงอย่างจับใจ เช่น เพลง ในฝัน, วันเพ็ญ, โอ้ความรัก, เงาไม้, แสนห่วง, มะลิเจ้าเอ๋ย, ดอกไม้, สายัณห์, จันทร์เอ๋ย, ตาแสนกลม, แรกรัก, ลมหวน เป็นต้น

บทเพลงดังกล่าวนำมาร้อยเรียงบรรเลงโดยทฤษฎี ณ พัทลุง ขับร้องโดยนักร้องคุณภาพ ได้แก่ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย, กิตตินันท์ ชินสำราญ, กันตะ กัลย์จาฤก, ดวงพร พงษ์ผาสุก, สาธิดา พรหมพิริยะ, กรกันต์ สุทธิโกเศศ

นอกจากนี้ อ.มัทนพันธุ์ ดุลละลัมพะ บุตรสาวท่านผู้หญิง พวงร้อย ให้เกียรติร่วมบรรเลงเปียโน



ภาพและข้อมูลจากเวบ
khaosod.co.th













นิทรรศการจิตรกรรม "อัตลักษณ์ ๘”


คำว่า “ อัตลักษณ์ ” เป็นคำหนึ่งที่นิยมใช้มากขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในแวดวงวิชาการ แม้จะสะกดคล้ายกับคำว่า “เอกลักษณ์”แต่ก็มีความหมายไม่เหมือนกันและยังมีความหมายบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ โดยคำว่า “เอกลักษณ์”มีความหมายว่า ลักษณะที่เหมือนกันหรือมีร่วมกัน เช่น ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ส่วนคำว่า “อัตลักษณ์”หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ลักษณะเฉพาะของบุคคล สังคม ชุมชน หรือประเทศนั้นๆ เช่น เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น และศาสนา ซึ่งมีคุณลักษณะที่ไม่ทั่วไปหรือสากลกับสังคมอื่น ๆ และบางครั้งการใช้ ๒ คำนี้ก็มีนัยยะแฝง เช่น “เอกลักษณ์” เป็นสิ่งตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วน “อัตลักษณ์” สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น สังคมไทยมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองแต่โลกาภิวัตน์ทำให้อัตลักษณ์ของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป


ในทางศิลปะคำว่า “อัตลักษณ์” ถูกหยิบยกนำมาใช้บ่อยครั้ง และถูกกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ซึ่งจะต้องสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ความคิด หรือความงาม อย่างมี “อัตลักษณ์”หรือมีลักษณะการแสดงออกเฉพาะตัวของศิลปิน และสามารถแสดง “อัตลักษณ์” ของความเป็นชาติได้ โดยอัตลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะตัวหรือบุคลิกภาพในการแสดงออกของศิลปินนั้น ล้วนเป็นผลสะท้อนมาจากอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ชีวิต ที่สั่งสมและหล่อหลอมจนเกิดเป็นจริตนิสัย ทัศนคติมุมมอง และการแสดงออกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากศิลปินมีความบริสุทธิ์ใจในการสร้างสรรค์เป็นที่ตั้ง คือ แสดงออกอย่าง “จริงใจ” และ “ตรงใจ” กับสิ่งที่มีอยู่ภายในแล้ว เชื่อว่าผลงานศิลปะนั้นก็ย่อมจะแสดงอัตลักษณ์หรือตัวตนของศิลปินออกมาได้อย่างแน่นอน


ส่วนอัตลักษณ์ของความเป็นชาตินั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า อัตลักษณ์คือลักษณะเฉพาะที่มีความแตกต่างจากลักษณะสากลทั่วไป แต่ทั้งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น อัตลักษณ์ของความเป็นไทยก็เฉกเช่นเดียวกันกับสังคมและวัฒนธรรมไทย ซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ศิลปินทั้ง ๘ ท่าน จึงได้นำเสนออัตลักษณ์ของความเป็นไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งการนำอัตลักษณ์ของศิลปะไทยแบบประเพณี ศิลปะท้องถิ่น วิถีชีวิตพื้นบ้าน ความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณกาล มาผสมผสานกับเรื่องราวในสังคมปัจจุบัน สะท้อนผ่านทัศนคติมุมมองและอัตลักษณ์ในการแสดงออกเฉพาะตนที่แตกต่างกัน


ลิขิต นิสีทนาการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมแนวไทยประเพณีที่มีความละเอียดประณีต แต่แสดงอัตลักษณ์เฉพาะตนด้วยการแสดงพลังอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงและลึกซึ้ง จากรูปทรง ลายเส้น และฝีแปรง ที่สร้างความทับซ้อนในลักษณะการวาดเส้น ทำให้เกิดแรงบีบอัดหรือพลังความเคลื่อนไหว โดยใช้รูปทรงของสัตว์หิมพานต์หรือรูปทรงในอุดมคติความเชื่อของไทย ผสมผสานกับรูปทรงร่วมสมัยตามจินตนาการความคิดฝันส่วนตน เพื่อสื่อแสดงสภาวะแห่งจิตใจและสภาวการณ์ในสังคม


เช่นเดียวกับ สุวัฒน์ชัย ทับทิม ที่สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยแนวประเพณี ซึ่งยังคงรักษาความละเอียดประณีตงดงามแบบไทยไว้อย่างครบถ้วน หากแต่มีการแสดงอัตลักษณ์แห่งตน ด้วยการแสดงมิติจากการทับซ้อนของรูปทรง โดยใช้กลุ่มของรูปทรงและที่ว่างสอดประสานต่อเนื่องกันอย่างกลมกลืน มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักความเข้มจางคละเคล้ากันไป เพื่อแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะจิตที่ไม่หยุดนิ่ง สะท้อนให้เห็นสภาวะของการชำระกิเลสในจิตใจตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา


จากความประทับใจในความสงบ งดงามของธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา หล่อหลอมชีวิตและจิตวิญญาณของ ทรงเดช ทิพย์ทอง ก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยแนวประเพณีที่ถ่ายทอดความสงบสุขร่มเย็นของวิถีชีวิตชาวล้านนา ซึ่งผูกพันกับพุทธศาสนา ผ่านรูปทรงของสถาปัตยกรรมหรือพุทธศิลป์ล้านนา ด้วยองค์ประกอบที่เรียบง่าย ลายเส้นอันละเอียดอ่อน และสีสันที่นุ่มนวลละมุนละไม สื่อแสดงถึงสภาวะความปิติสุขในจิตใจที่เปี่ยมด้วยสมาธิ


เช่นเดียวกับ มานิตย์ โกวฤทธิ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานมาจากความประทับใจในพุทธศิลป์ล้านนา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีการประดับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม จากแสงและเงาที่ปรากฏทั้งภายนอกและภายในสถาปัตยกรรม ก่อให้เกิดความรู้สึกลี้ลับ และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความศรัทธา แสดงอัตลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการผสมผสานเส้นและรูปทรงสัญลักษณ์ในศิลปะไทย ที่มีมิติทับซ้อนบนพื้นผิวที่มีความมืดและความสว่าง มีทั้งความกลมกลืนและความขัดแย้งอยู่ในบริบทเดียวกัน เพื่อสื่อถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา และความเชื่อในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาพุทธสถาน


อิทธิพล พัฒรชนม์เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีความประทับใจในพุทธศิลป์พื้นถิ่น แต่เป็นพุทธศิลป์อีสาน ซึ่งมีลักษณะการแสดงออกแบบศิลปะพื้นบ้าน ที่มีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แสดงอัตลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการผสมผสานรูปทรงจากเรื่องราวคติความเชื่อในพุทธศาสนากับเรื่องราวในวิถีชีวิตภายใต้วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน แสดงออกด้วยลายเส้นและองค์ประกอบที่เรียบง่าย มีอิสระ เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนาน และมีชีวิตชีวาตามแบบวิถีชีวิตของชาวอีสาน


นพนันท์ ทันนารีเป็นศิลปินที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนาเช่นเดียวกันหากทว่ามิได้นำเสนอเรื่องราวทางพุทธศาสนาผ่านสัญลักษณ์ในพุทธศิลป์ แต่นำเสนอสภาวะของจิตใจที่มีสติเป็นตัวกำกับ ตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา ผ่านอัตลักษณ์ในการแสดงออกด้วยการวาดเส้นทิวทัศน์ที่แสดงภาวะแห่งความสงบสุขของจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิ จากการพิจารณาความเคลื่อนไหวของจิต ตามหลักมหาสติปัฏฐานสี่ มีสติตามระลึกรู้กายใจในทุกขณะ เมื่อจิตมีความสะอาด สว่าง สงบ ด้วยกำลังของสมาธิแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตใจ และสามารถพิจารณาปล่อยวางกิเลสนั้น


สำหรับนพนันท์แล้วการวาดเส้นทิวทัศน์จึงมิใช่เพียงการโน้มจิตเข้าหาธรรมชาติภายนอก หากแต่เป็นการโน้มจิตกลับเข้าหาแก่นแท้ของธรรมชาติภายใน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า อัตลักษณ์ของสังคมและวัฒนธรรมไทยย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจอมพล พัวทวีนำเสนอภาพสะท้อนสังคมไทยในชุมชนเมืองปัจจุบัน ผ่านภาพลักษณ์ของกลุ่มคนเร่ร่อนไร้บ้านซึ่งอาศัยพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนตัว หาเลี้ยงชีพด้วยการหาของเก่าหรือเก็บขยะ ขยะหรือวัสดุเหลือใช้ซึ่งเป็นวัตถุไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป จึงกลับกลายเป็นสมบัติหรือวัตถุมีค่าในสายตาของพวกเขา เช่นเดียวกับจอมพลที่มองเห็นค่าความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนเร่ร่อน ซึ่งเป็นเหมือนคนไร้ค่าในสายตาของคนในสังคม จอมพลถ่ายทอดภาพของกลุ่มคนเร่ร่อนด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ผ่านอัตลักษณ์การสร้างงานจิตรกรรมแบบเหมือนจริง ที่แสดงความรู้สึกละเอียดอ่อน เต็มไปด้วยบรรยากาศของความเงียบเหงาเดียวดายของวิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ


ในขณะที่ ศราวุธ ยาสมุทร นำเสนอภาพสะท้อนสังคมแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและส่งผลกระทบในการดำเนินชีวิตของคนในสังคมทั้งทางบวกและทางลบ เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและง่ายดายนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคม หากสื่อรู้จักเลือกสรรนำเสนอสิ่งที่ดี และผู้เสพเลือกเสพสิ่งต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ ก็จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมาย แต่หากสื่อไม่สามารถคัดสรรกลั่นกรองการนำเสนอ หรือผู้เสพขาดวิจารณญาณในการเลือกเสพสิ่งต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมในทางที่ผิดให้แก่สังคม โดยศราวุธได้ถ่ายทอดทัศนคติที่มีต่อเรื่องราวเหล่านั้นผ่านอัตลักษณ์ในผลงานจิตรกรรมที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพล้อเลียนภาพที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์


แม้ว่าศิลปินทั้ง ๘ ท่าน จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วย “อัตลักษณ์” การแสดงออกเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เป็นเอกภาพหลอมรวมเป็นอัตลักษณ์ของนิทรรศการในครั้งนี้ได้ก็คือ “อัตลักษณ์” ของศิลปะ (ไทย) ที่มีพลังการแสดงออก อันเกิดจากการประสานกันอย่างมีเอกภาพของทัศนธาตุที่ให้อารมณ์ความรู้สึกทางสุนทรียภาพแก่ผลงานสอดคล้องกับเนื้อหาที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทย และการแสดงออกของบุคลิกภาพอันเป็นลักษณะเฉพาะตนของศิลปิน



ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุคนิทรรศการ












นิทรรศรัตนโกสินทร์จัดกิจกรรม "แต่งกายใส่ศรี"


สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขอความอนุเคราะห์เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ชวน ประดิษฐ์ถุงผ้าลวดลายสาวชาววัง ชุด“แต่งกายใส่ศรี” วันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. สำรองที่นั่งด่วน ฟรีตลอดรายการ โดยมีรายละเอียดดังนี้


นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ชวน ประดิษฐ์ถุงผ้าลวดลายสาวชาววัง ชุด“แต่งกายใส่ศรี” วันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. สำรองที่นั่งด่วน ฟรีตลอดรายการ


อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ศูนย์การเรียนรู้และแหล่งรวบรวมข้อมูลความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมยุครัตนโกสินทร์ ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดกิจกรรมเรียนรู้คู่การอ่าน ในกิจกรรมประดิษฐ์ถุงผ้าลวดลายสาวชาววัง ชุด “แต่งกายใส่ศรี” ชวนมาลองแต่งแต้มสีสันลวดลายบนถุงผ้าอเนกประสงค์ ผ่านรูปเครื่องแต่งกายหญิงชาววัง ด้วยการเลือกสี ผ้านุ่งห่มประจำวัน สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยที่ไม่ซ้ำแบบใคร ในวันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ วันเดียว ฟรีตลอดงาน พร้อมรับผลงานชิ้นพิเศษนี้กลับบ้านได้เลยทันที

สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐๒-๒๒๖-๕๐๔๑ หรือ ๐๘๑-๖๕๕-๘๘๕๙ ที่ nitasrattanakosin.com หรือ เฟซบุคนิทรรศรัตนโกสินทร์



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com













"Museum Family”


จากการสำรวจข้อมูลของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติในปี พ.ศ.๒๕๔๙ – ๒๕๕๒ พบว่าประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น ๗๙๒ แห่ง โดยในอดีตที่ผ่านมา “สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในมิติต่าง ๆ ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์หลายแห่งอย่างสม่ำเสมอ และพบว่ามีพิพิธภัณฑ์ไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของตนเองให้สูงขึ้น พร้อมปฏิวัติภาพลักษณ์จากตู้โชว์ของเก่า ไปสู่ “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่สามารถสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่สดใหม่ ให้กับคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างสนุกสนานและมีชีวิตชีวา


สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ สพร. จึงได้จัดทำโครงการ “Museum Family” ขึ้น โดยจับมือร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ ๒o แห่ง เพื่อให้กลุ่มพิพิธภัณฑ์ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ทั้งด้านบุคลากร วิชาการ กิจกรรม การอนุรักษ์ รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้ โดยการนำเสนอในหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายในครั้งนี้ ได้มีการสนับสนุนซึ่งกันและกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ รวมถึงวัตถุจัดแสดง โดยให้ “มิวเซียมสยาม” เป็นพื้นที่ในการจัดนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการและทำกิจกรรมรวมกว่า ๗ หมื่นคน ภายในระยะเวลาเพียง ๔ เดือน เท่านั้น





ราเมศ พรหมเย็น



ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการ Museum Family ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๖ โดยได้จัดนิทรรศการและกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ และภาคีความร่วมมือจำนวน ๘ หน่วยงาน ได้แก่ รายการสมรภูมิไอเดีย ของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓, หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน), สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มอ.วิทยาเขตปัตตานี, พิพิธภัณฑ์สิรินธร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง, ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี และ พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


“เนื้อหาในกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้โครงการ Museum Family ครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมความรู้สู่สาธารณชนเกี่ยวกับรากเหง้าความเป็นไทยในแง่มุมที่ หลากหลาย ทั้งในด้านโบราณคดี ชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านเพื่อการดำเนินชีวิต ศิลปะการแสดงชั้นสูงที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต หลักการวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาเป็นความบันเทิง รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ต่อยอดเป็นรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นองค์ความรู้ที่นำมารวมไว้ ณ มิวเซียมสยาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในเขตเมือง ได้รับรู้ถึงสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนความเป็นคนไทยโดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึง แหล่งต้นกำเนิดความรู้ โดยสิ่งยืนยันถึงความสำเร็จของโครงการ Museum Family อีกประการหนึ่งคือ ผู้ชมเกิดความคิดสร้างสรรค์นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างได้อย่างน่าสนใจ” ผอ.สพร.กล่าว



ภาพและข้อมูลจากเวบ
naewna.com













"workshop ปักผ้าพาฝัน โดย เอลิซาเบธ รูโล”


หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น กับการจัด เวิร์คช็อปปักผ้าที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพเมื่อปีที่ผ่านมา เอลิซาเบธ รูโล กลับมาอีกครั้งเพื่อแบ่งปันความรู้ และเทคนิคการปักผ้า ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ไปทุกปี


นักสร้างสรรค์และนักปักผ้า (créatrice)

เอลิซาเบธ รูโล ทำงานเป็นนักปักผ้าอยู่ที่เมืองลียงน์ เธอจบการศึกษาด้านการปักผ้าชั้นสูง และการตกแต่ง ภายในจาก Ecole Lesage ที่กรุงปารีส หลังจากไป ฝึกฝนทักษะเพิ่มเติมกับมาดาม เลอ ไวยองต์ นักปักผ้ามือหนึ่งของฝรั่งเศส เอลิซาเบธได้ทำ เสื้อต้นแบบให้แก่ห้องเสื้อแอร์กแมส ได้ทำงานร่วม กับ เซซีล อองรี ในการผลิตคอลเลคชั่นเสื้อผ้า ให้กับห้องเสื้อคริสเตียน ดิออร์ ชาแนล อาซาโร่ และได้ทำงานร่วมกับอเล็กซิส มาบีลย์ในคอลเลคชั่น Impasse 13 และ Treizeor



ริบบิ้นผ้าไหม ไข่มุก และเลื่อม (ruban)

เอลิซาเบธ รูโล ได้ฝึกฝีมือจากการทำงานร่วมกับ สไตลิสต์ของห้องเสื้อชั้นสูงหลายคน และค้นหา ความรู้ด้านเทคนิคอันหลากหลาย ที่มีในโลกอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและหล่อเลี้ยงความรัก ในงานปักผ้า สำหรับครั้งนี้ เอลิซาเบธ รูโล จะนำความรู้ที่ได้รับมาแบ่งปันด้วยการนำเสนอเทคนิคปักผ้า อันหลากหลาย ตั้งแต่การปักผ้าแบบดั้งเดิมจนถึงการปักผ้าแบบใช้เลื่อมที่ส่องแสงแวววับชวนฝัน ซึ่งก็คือ การปักผ้าชั้นสูงนั่นเอง


เวิร์คช็อป “ปักผ้าพาฝัน” จำกัดจำนวนผู้เรียนและสอนเป็นภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาเลียน

การปักผ้าแบบดั้งเดิม : ใช้เวลา ๖ ชั่วโมงต่อวัน

วันที่: ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ กันยายน เวลา ๑o.oo – ๑๗.oo น.


การปักผ้าชั้นสูงเบื้องต้น : ใช้เวลา ๖ ชั่วโมงต่อวัน

เวลา : ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ กันยายน เวลา ๑o.oo – ๑๗.oo น.

สถานที่ : ศูนย์ศิลปะนานาชาติ สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ เลขที่ ๒๙ ถนนสาทรใต้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ o๒-๖๗o-๔๒๒๒ หรืออีเมล sitanant.srichanthuk@alliance-francaise.or.th



ภาพและข้อมูลจากเวบ
บล็อกโอเคเนชั่น













"วันมรดกยุโรปในประเทศไทย”


ดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยจะเปิดทำเนียบเอกอัครราชทูต (ที่พำนักท่านทูต) โดยเฉพาะส่วนที่ใช้ในการต้อนรับบุคคลภายนอกให้ผู้สนใจได้เข้าชม เนื่องในโอกาสวันมรดกยุโรป


วันอันสำคัญดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๗ จัดขึ้นช่วงวันเสาร์อาทิตย์ของสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนกันยายนโดยหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ทั้งในประเทศฝรั่งเศสเองและในต่างประเทศ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความหลากหลายของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถึงปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปได้นำรูปแบบการจัดงานดังกล่าวไปใช้


ทำเนียบเอกอัครราชทูตจะเปิดให้เข้าชมวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ตั้งแต่เวลา ๑o.oo น. ถึง ๑๗.oo น. สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ที่เลขที่ ๓๕ เจริญกรุงซอย ๓๖ (ถนนแบรสต์) เขตบางรัก กรุงเทพฯ (ข้างโรงแรมโอเรียนเต็ล)


ในโอกาสนี้ ผู้ที่เข้าชมจะได้เยี่ยมชมห้องนั่งเล่นใหญ่ ห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งประดับประดาพร้อมรับแขกที่มาเยือน ซึ่งอยู่บนชั้น ๒ ของทำเนียบเอกอัครราชทูต รวมถึงพื้นที่ที่ใช้ในการต้อนรับแขกสำคัญ ๆ ที่ชั้นล่างของอาคารเดียวกัน


นอกจากนี้ จะได้ชมภาพสไลด์และภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในอดีตเกี่ยวกับทำเนียบฯ นิทรรศการเกี่ยวกับถนนสยามที่เมืองแบรสต์ในประเทศฝรั่งเศส และประติมากรรมโดยศิลปินของฝรั่งเศสที่พำนักอยู่ในประเทศไทย


ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นโอกาสที่จะได้ยลโฉมแผนที่มรดกยุโรปในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผลงานของสถานเอกอัครราชทูต ๙ แห่งในกรุงเทพฯ โดยความร่วมมือจากสหภาพยุโรปในประเทศไทย สถานที่ที่ปรากฏในแผนที่ดังกล่าวซึ่งมีแจกในงานมีประมาณ ๖o แห่งและล้วนมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับทวีปยุโรปและประเทศไทย


เจ้าหน้าที่ของสถานทูตฯ จะเป็นผู้นำชมและตอบข้อสงสัยแก่ผู้ที่เข้าเยี่ยมชม
รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
โทรศัพท์ o๒-๖๕๗-๕๑๓๑
อีเมล nwirakan@gmail.com



ภาพและข้อมูลจากเวบ
ambafrance-th.org













"'Reflection in Your Eyes' ๑๔ ศิลปินถอดหัวใจถ่ายภาพ”


นิทรรศการภาพถ่ายชุด “Reflection in Your Eyes” ภายใต้แนวคิดการสะท้อนสิ่งที่ตาเห็นผ่านมุมมอง วิธีคิด และประสบการณ์ โดยการรวมตัวของ ๑๔ สุดยอดศิลปินจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RPST) โดยมีบริษัท บิ๊กคาเมร่า จำกัด เป็นโต้โผใหญ่ และเชิญชวนผู้ที่รักการถ่ายภาพร่วมสะท้อนมุมมองใหม่ในโลกของการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ ในงาน “BIG CAMERA BIG PRO DAYS ครั้งที่ ๗” ที่จัดขึ้น ณ บริเวณเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น ๑ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ ๑o-๑๕ กันยายน ๒๕๕๖


นิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้ นำโดย นิติกร กรัยวิเชียร นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมศิลปินผู้รักการถ่ายภาพ ได้แก่ ดาว วาสิกศิริ, กนก สุริยสัตย์, ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต, สุรินทร์ บัญญัติปิยพจน์, จุฬวิศว์ ศานติพงศ์, ธัชชะ รัตนศักดิ์, พลัฏฐ์ ไชยพิทักษ์กูล, อริศรา เจษฎาพงศ์ภักดี, พญ.วรรนธนี อภิวัฒนเสวี, ธนโชค ภูมิศิริชโย และวรรณพงษ์ สุรโรจน์ประจักษ์ ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเพื่อจัดแสดงภาพภายในงาน กับการสะท้อนความคิดผ่าน ๗ แนวทางการถ่ายภาพที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ อาทิ Still Life, Life, Portrait, Fashion Portrait, Architecture, Street และ Abstract Art Macro เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ และเป็นส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่จะพาคุณพบกับความแตกต่างของสิ่งที่ตาเห็น และคำว่า “จินตนาการ” ที่ไม่มีที่สิ้นสุด






นิติกร เจ้าของผลงาน REFLECTION กล่าวว่า ชื่อผลงาน REFLECTION ตั้งใจใช้ชื่อให้ตรงกับแนวความคิดของงานนิทรรศการครั้งนี้ เพราะมองการถ่ายภาพอย่างไม่ซับซ้อน ภาพที่เราถ่ายแต่ละภาพคือภาพที่เรารู้สึก หรือเห็นแล้วว่ามีความน่าสนใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อเก็บสิ่งที่น่าสนใจนั้นเอาไว้เป็นความทรงจำไม่ให้เลือนหายไป และแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ชื่นชมด้วย โดยสอดคล้องกับโครงการที่พวกเรามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมกับกิจกรรม “เปิดตาดีสู่สังคมไทย ปีที่ ๒” ครั้งแรกในการรวบรวมภาพถ่ายของผมเองพร้อมกับศิลปินอีก ๑๓ ท่าน มาจัดทำเป็นชุดโปสต์การ์ดออกวางจำหน่าย เพื่อจัดหารายได้มอบให้กับผู้มีปัญหาทางสายตาให้กลับมาสามารถมองเห็นได้อย่างปกติอีกครั้ง






กนก สุริยสัตย์ อุปนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจ้าของผลงาน NARCISSUS กล่าวว่า สำหรับเขา กล้องถ่ายภาพเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ ศิลปะที่แท้จริงคือความคิดสร้างสรรค์ สำหรับตัวเขาแล้วการถ่ายภาพคือการบันทึกความงดงามเหล่านั้นจากต่างสถานที่ ต่างเวลา อารมณ์ความรู้สึกที่ผสานกันในแต่ละครั้งที่กดชัตเตอร์ เกิดเป็นการเรียงร้อยความงามของชีวิตผู้คนให้เราได้รับรู้และสัมผัสถึงชีวิตที่สวยงามนั้น


ดาว วาสิกศิริ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจ้าของผลงาน Reflection of Vietnam กล่าวว่า ภาพถ่ายชุดนี้เกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม แต่มองในมุมที่สะท้อนวัฒนธรรมและชีวิตบนท้องถนนมากกว่าการถ่ายรูปเวลาท่องเที่ยวทั่วๆ ไป เพื่อสร้างมิติการมองเห็นสิ่งใหม่ ๆ ในภาพ ซึ่งมีมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น จริงๆ แล้วสิ่งที่ตาเห็นเพียงเกิดจากการมอง แต่สิ่งที่จะทำให้รับรู้ได้ว่าเรากำลังมองอะไรอยู่คือสมองต่างหากครับ เพียงเราเปิดตา เปิดใจ พร้อมเรียนรู้ถึงสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวให้มากกว่าสิ่งที่ตาเห็น ในนั้นอาจมีคำถามซ่อนอยู่ให้เราได้ค้นหาคำตอบอยู่มากมายก็เป็นได้






และส่วนหนึ่งของภาพชุด “Reflection in Your Eyes” จะผลิตเป็นโปสต์การ์ดเพื่อจัดจำหน่ายในงาน BIG CAMERA BIG PRO DAYS ครั้งที่ ๗ และร้านบิ๊กคาเมร่าทุกสาขา ในราคาชุดละ ๒๙๙ บาท โดยจะนำเงินรายได้ทั้งหมด ไม่หักค่าจ่าย สมทบทุนมอบให้หน่วยแพทย์จักษุศัลยกรรม สภากาชาดไทย ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านโครงการ “เปิดตาดีสู่สังคมไทย” เพื่อมอบชีวิตใหม่ในการมองเห็นให้กับผู้มีปัญหาทางสายตาให้มีโอกาสกลับมามองสิ่งต่าง ๆ อย่างมีความสุขอีกครั้ง



ภาพและข้อมูลจากเวบ
thaipost.net
bigcamera.co.th













"Life (portrait)”


คือนิทรรศการที่รวบรวมผลงาน Portrait ในการสะสมของนำทองแกลเลอรี่ จัดแสดงเนื่องในโอกาสการก้าวเข้าสู่ปีที่ ๑๗ ของการดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นผลงาน Portrait ที่สร้างจากหลากหลายศิลปิน หลากเครื่องมือและวิธีการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม วาดเส้น ภาพถ่าย สื่อประสม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เป็นต้น งาน Portrait ในฐานะสิ่งที่เป็นมากกว่าการสร้างภาพเหมือน เป็นการกล่าวอ้างถึงตัวตน หรือสภาวะของบุคคล ในช่วงเวลา และสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป นิทรรศการ “Life” จึงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวมากมายผ่านภาพลักษณ์ใบหน้าที่เปิดเผยในโลกศิลปะร่วมสมัย


ในขณะเดียวกันผลงานสะสมเหล่านี้ยังสะท้อนบุคลิกลักษณะ ตัวตนและชีวิตของนำทอง แซ่ตั้ง ทำให้เรารับรู้ถึงศิลปะและชีวิตที่ดำเนินคู่ขนาน ร่องรอยของชีวิตที่คลุกคลีกับศิลปะจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ พร้อมกันนี้ยังมีผลงานของศิลปินรับเชิญอย่าง นิติ วัตุยา, สมบูรณ์ หอมเทียนทอง และ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ซึ่งทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงศิลปินรุ่นใหม่ที่สร้างผลงานสะท้อนมุมมอง portrait ของยุคสมัย เช่น วันสว่าง เย็นสบายดี และ จตุรงค์ เลาหตระกูล เป็นต้น นิทรรศการ “Life” จึงเปรียบได้กับการสังสรรค์ทางประวัติศาสตร์ ที่มีภาพใบหน้าบุคคล และศิลปินต่าง ๆ เป็นตัวแทนเพื่อถ่ายทอดเรื่องเล่าและความทรงจำ ทั้งทุกข์และสุขของชีวิตสามัญ บนเส้นทางของศิลปะร่วมสมัย


ขอเชิญร่วมพิธีเปิดในวันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.oo น. ณ นำทอง แกลเลอรี แอด อารีย์ (Numthong Gallery at Aree) (๗๒/๓ ซ.อารีย์ ๕ (ฝั่งเหนือ) พหลโยธิน ๗, ถนนพหลโยธิน, กรุงเทพฯ / BTS : สถานี อารีย์ – ทางออกหมายเลข ๓)


นิทรรศการจัดตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม – ๒๘ กันยายน ๒๕๕๖ ณ นำทอง แกลเลอรี แอด อารีย์ นำทอง แกลเลอรี แอด อารีย์ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ : o๒-๖๑๗-๒๗๙๔ หรือที่เวบ //www.gallerynumthong.com, NumthongGallery



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com













"สายรุ้งแต้มสี...สู่หัวใจเด็ก”


กลุ่มศิลปินเดอะเรนโบวส์ชวนชมนิทรรศการ "สายรุ้งแต้มสี...สู่หัวใจเด็ก" ภาพวาดชุดใหม่กว่า ๒oo ชิ้น อาทิ ภาพดอกไม้, ภาพทิวทัศน์สวยงาม, ภาพปลาอะควาเรียมทั้งชุด, ภาพใต้ท้องทะเลอันดามัน และภาพนกต่าง ๆ ด้วยการวาดสีน้ำมันและสีอะครีลิก ของศิลปินหนุ่ม เดอะ เรนโบวส์ (The Rainbows) นักธุรกิจหญิง ๖ ท่าน ซึ่งรักในงานศิลปะวาดภาพ ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องราวต่างสไตล์ ผ่านสีสันลายเส้น สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพจิตรกรรมอันงดงาม โดยงานจะจัดแสดงถึงวันที่ ๓o ก.ย.นี้ ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ยังมีการจัดประมูลภาพวาดด้วย รายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


















ภาพและข้อมูลจากเวบ
ryt9.com
เฟซบุคหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าฯ




บล็อกนี้อยู่ในหมวดศิลปะค่ะ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii

Free TextEditor




Create Date : 13 กันยายน 2556
Last Update : 13 กันยายน 2556 22:49:24 น. 0 comments
Counter : 7636 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.