happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
25 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๗๔




ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto









"เปิดพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ให้ประชาชนสักการะปีใหม่”


กิจกรรม “ฤกษ์ดีปีใหม่ ไหว้พระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน” กรมศิลปากร ได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ๙ องค์ มาประดิษฐาน ณ หอพระวังหน้า พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะในวันขึ้นปีใหม่ ประกอบด้วย พระพุทธสิหิงค์ พระปฏิมาแบบสุโขทัย-ล้านนา เชื่อว่าอำนวยความอุดมสมบูรณ์และสวัสดิมงคล พระหายโศก เชื่อว่า ครองสุข โสมนัส พระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าแพทย์ ศิลปะลพบุรี เชื่อว่าจะระงับโรคภัยไข้เจ็บ พระชัยลงอักขระ ศิลปะอยุธยา เชื่อว่าจะมีชัยชนะ ไม่แพ้ พระพุทธรูปทรงเครื่อง พระมหาจักรพรรดิ ศิลปะอยุธยา มีมงคลแห่งอำนาจ พระพุทธรูปหลวงพ่อนาก ศิลปะเชียงแสน ความสุขสงบและความมีทรัพย์ พระพุทธรัตนมหามุนี พระแก้วน้อย ศิลปะเชียงแสน เชื่อว่า จะมีความสวัสดิมงคลและสินทรัพย์ และพระพุทธรูปคู่ ไม้แก่นจันทน์แดง ศิลปะรัตนโกสินทร์ เชื่อว่า จะปกป้องภยันตราย กรมศิลปากรจะเปิดให้ประชาชนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังที่กล่าวมาทั้งหมด ๖ วัน โดยเปิดให้สักการะในวันที่ ๒ ม.ค. และระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๙ ม.ค ตั้งแต่เวลา o๙.oo-๑๖.oo น.







ภาพและข้อมูลจาก
เฟซบุค
บล็อกโอเคเนชั่น
siamfreestyle.com















“สยาม-อเมริกัน พันวัสสาอัยยิกาเจ้า”



บล็อกพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาฯ ที่เคยอัพไว้
พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า



เนื่องในโอกาส ๑๒o ปี งานเวิลด์โคลัมเบียนเอ็กซ์โปซิชัน คริสต์ศักราช ๑๘๙๓ ที่นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (พ.ศ. ๒๔๖๓) มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้จัดนิทรรศการ “สยาม-อเมริกัน พันวัสสาอัยยิกาเจ้า” ย้อนรำลึกถึงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิเจ้า เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเวที ทรงอำนวยการจัดส่งงานศิลปหัตถกรรมของสตรีสยาม ไปร่วมจัดแสดง โดยจัดงานแถลงข่าวบอกกล่าวรายละเอียด ที่พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม เมื่อวันก่อน






ชวลี อมาตยกุล เลขาธิการมูลนิธิ ในฐานะแม่งาน เล่าว่า เมื่อ ๑๒o ปีที่แล้ว สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นแม่งานในการจัดสิ่งของไปแสดงในงานเวิลด์โคลัมเบียนเอ็กซ์โปซิชัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำผลงานสตรีจากประเทศต่าง ๆ เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ภายในงานมีการประกวดผลงานต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัลมากที่สุดถึง ๑o๑ รางวัล และในจำนวนนั้นเป็นของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ถึง ๒๒ รายการ






“ในการจัดงานครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสาฯ ได้พระราชทานสมุดภาพประเทศไทยเป็นที่ระลึกแก่ มิสซิสพ็อตเตอร์ พาล์มเมอร์ ประธานคณะกรรมการผู้จัดงานฝ่ายสตรี ปกสมุดฝีพระหัตถ์สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงปักเป็นรูปดอกบัวและใบบัวอย่างวิจิตร ส่วนด้านในเป็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยขณะนั้น เป็นประเทศที่มีอารยธรรม ซึ่งทายาทมิสซิสพ็อตเตอร์ พาล์มเมอร์ ได้มอบให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก ในนิทรรศการครั้งนี้ทางมูลนิธิจึงได้จำลองสมุดดังกล่าวขนาดเท่าเล่มจริงมาจัดแสดง ให้ประชาชนคนไทยได้ชื่นชมด้วย” แม่งาน เผย






ด้าน กรรภิรมย์ กังสนนท์ อนุกรรมการฝ่ายวิชาการของมูลนิธิ กล่าวว่า นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ช่วงสั้น ๆ เมื่อพ.ศ. ๑๘๙๓ แต่ยิ่งใหญ่ในความทรงจำของคนไทย เพราะคนไทยรุ่นหลังไม่ทราบว่าสมเด็จพระพันวัสสาฯ เคยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานเวิลด์โคลัมเบียนเอ็กซ์โปซิชัน ที่นครชิคาโก เพื่อฟื้นฟูหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ ให้กลับมาเป็นศูนย์กลางความเจริญในด้านต่าง ๆ อีกครั้ง ซึ่งมีผู้เข้าชมงานมากถึง ๒๖ ล้านคน






“สำหรับนิทรรศการ “สยาม-อเมริกัน พันวัสสาอัยยิกาเจ้า” แบ่งเป็น ๓ ภาค ภาคแรก : ๑ ทวิเทศสมาภิวัฒน์ จัดแสดงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหรัฐอเมริกา ที่เจริญขึ้นเป็นลำดับทั้งด้านการทูตและการค้า ภาคที่สอง : โลกนิทรรศพันวัสสา จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาฯ และพระปรีชาสามารถด้านงานศิลปหัตถกรรมสตรี โดยเฉพาะงานเย็บปักถักร้อย และ ภาคที่สาม : สว่างวัฒนากิตติประกาศ จัดแสดงสิ่งของผลงาน และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่นานาชาติ รวมทั้งประเทศไทยส่งไปจัดแสดงในงานเวิลด์โคลัมเบียนเอ็กซ์โปซิชัน ค.ศ. ๑๘๙๓” กรรภิรมย์ แจงรายละเอียด






ทั้งนี้นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้-๓๑ มีนาคม ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา ๑o.oo-๑๖.๓o น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๑๕o บาท นักเรียน/นักศึกษา ๕o บาท โดยการเข้าชมต้องนัดหมายล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติมโทร. o๒-๒๕๒-๑๙๖๕-๗



ภาพและข้อมูลจากเวบ
nonlen.com

komchadluek.net
dailynews.co.th














"ภาพเขียนไตรภูมิรัชากาลที ๙"


ด้วยไตรภูมิพระร่วงนั้นมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยมาแต่โบราณ ทำให้คนในชาติได้รู้จักบาป บุญ คุณโทษ จนมีลักษณะเฉพาะแห่งเชื้อชาติ ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองนั้น อาทิตย์นี้ขอตามหาภูมิปัญญาบ้านเมืองจากไตรภูมิ ที่มีการสร้างสรรค์ภาพไตรภูมิขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ อันเป็นผลงานของช่างศิลป์ไทยที่ได้รับมหาพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของช่างเขียนภาพไตรภูมิในรัชกาลปัจจุบันเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ อาคารจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม





วิมานเทวดาในภาพเขียนไตรภูมิ ร.9



ในครั้งนั้นพระองค์ทรงมีส่วนร่วมในการเขียนภาพพระพักตร์พระอินทร์ ประทับบนเวชยันตปราสาทบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และต้นปาริชาติด้วย ประวัติการของไตรภูมิพระร่วงนั้นผู้แต่งคือ พญาลิไทหรือพระมหาธรรมราชาลิไททรงเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๘ นับเป็นวรรณคดีพุทธศาสนาสำคัญที่สุดในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อศีลธรรมและจริยธรรมในสังคมประเทศ ครั้งนั้นมีพระมหาเถรปู่ครูและพระเถระสำคัญคือพระสังฆราชเมธังกร มหาเถระผู้เป็นครูบาอาจารย์ของพระมหาธรรม ราชาลิไท ซึ่งมหาเถระรูปนั้นได้รจนาคัมภีร์โลกัปปทีปกสารขึ้นภายหลังไตรภูมิพระร่วง จึงเชื่อว่าต้นฉบับไตรภูมิพระร่วงของเดิมนั้นน่าจะสูญหายไปจนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้พระภิกษุสงฆ์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิตเรียบเรียง “ไตรภูมิกถา” ขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๖ นั้นทำให้เป็นที่รู้จักกันในชื่อไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา





สวรรค์ชั้นดุสิตในไตรภูมิ ร.9



สิ่งที่ปรากฏอยู่มากนั้นคือภาพไตรภูมิที่มีการเขียนมาจากหนังสือไตรภูมิกถา ซึ่งปรากฏเป็นสมุดไทยในสมัยอยุธยา สมัยกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บางส่วนก็ถูกเขียนในจิตรกรรมฝาผนังในวิหารและพระอุโบสถเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและการอ่านความให้เกิดปัญญาที่ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดีเกรงกลัวต่อบาปกรรม-ในภาพของนรกสวรรค์ วิมานต่างๆ ดังนั้นในรัชกาลปัจจุบันการริเริ่มสร้างสรรค์ภาพไตรภูมิ จากไตรภูมิกถาจึงเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วยังเป็นการสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ปรัชญาความเชื่อทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณให้ปรากฏในรูปแบบของภาพเขียนขนาดใหญ่สูง ๑๔ เมตร


โดยนำรูปแบบการเขียนภาพที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงงานไว้และแนวศิลปะภาพประกอบพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบอย่าง โดยส่วนท้ายภาพได้ใช้ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๙ เขียนภาพบุคคลในเหตุการณ์จริงด้วยการทำงานภาพไตรภูมินี้ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรม ช่างสิบหมู่และจิตรกรร่วม ๒o คน ช่วยกันสร้างสรรค์เป็นภาพพระบฏขนาดใหญ่สูง ๑๔ เมตร สำหรับเล่าเรื่องไตรภูมิตั้งแต่ชั้นอรูปภูมิ ๔ ชั้น รูปภูมิ ๑๖ ชั้น จนถึงกามภูมิ ๑๑ ชั้น พร้อมกับจัดพิมพ์หนังสือไตรภูมิ ๒ ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ





เขาพระสุเมรุและบริวารในไตรภูมิ ร.9




หนังสือเล่มนี้เน้นภาพเขียนประกอบกับบทความ รวมทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของคณะทำงานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕o จนไปถึงขั้นตอนสุดท้าย สำหรับการทำงานนั้น ได้นำรูปแบบจากภาพจิตรกรรมจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วทั้งหมด เป็นงานศิลปะร่วมสมัยกับภาพของเดิมที่อยู่ในสมุดข่อย ทั้งภาพจะมองเห็นความเป็นปัจจุบัน คือพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ด้วย ภาพไตรภูมิจึงเป็นงานสร้างสรรค์งานศิลปกรรมไทยทุกประเภทที่กระจายออกจากศูนย์กลางของสังคมออกไปเป็นลำดับชั้นดุจสัตตบริภัณฑ์โอบล้อม เขาพระสุเมรุ ศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศล้วนมาจากคติความเชื่อและความบันดาลใจจากไตรภูมิทั้งสิ้น ซึ่งมีการแสดงเรื่องราวโดยตรงและแสดงด้วยรูปลักษณ์แทนความหมายภูมิภพต่าง ๆ เช่น พรหม เทวดา ครุฑ ไปจนถึงกระจัง กาบ ช่อฟ้า รวยระกา หางหงส์ คันทวย เป็นต้น ตลอดวรรณคดีและวรรณกรรมทางศาสนา เช่น พุทธประวัติ ทศชาติ มหาชาติ เป็นต้นนับว่าเรื่องราวและภาพของไตรภูมินั้น มีอิทธิพลสูงสุดต่อการสร้างภูมิเมืองให้เกิดศิลปกรรมและวิถีชีวิตที่งดงามให้กับคนไทยมาตลอดไม่เสื่อมคลาย-ขอขอบคุณ ชัยพล สุขเอี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม



ภาพและข้อมูลจากเวบ
naewna.com















รักษ์ไทยให้ 'นุ่ง ห่ม จับ จีบ'


เพื่อสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ต้องการให้คนไทยมีชุดประจำชาติไว้สวมใส่ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการเผยแพร่คุณค่าของผ้าไทยและเอกลักษณ์การแต่งกายไทยที่ใช้ผ้าเพียงผืนเดียว สามารถนำมานุ่ง ห่ม จับ จีบ จนกลายเป็นชุดที่มีความประณีตงดงาม และมีเสน่ห์ ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า ได้จัดทำ ปฏิทินชาร์ป ปี ๒๕๕๗ ชุด “นุ่ง ห่ม จับ จีบ” ที่นำเสนอลวดลายของผ้าอันงดงามวิจิตรบรรจง รวมถึงรูปแบบและขั้นตอนวิธีการแต่งกายไทยอันทรงคุณค่าโดยละเอียด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสืบสานเอกลักษณ์การแต่งกายไทยและผ้าไทย


เรวดี เอี่ยมสอาด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด และเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดในการจัดทำปฏิทินชุดนี้ กล่าวว่า เน้นเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยและการแต่งกายของไทยให้ทุกคนได้ชื่นชมและสามารถนำไปประยุกต์สวมใส่ได้ จึงไม่ได้มีเพียงรายละเอียดความรู้เรื่องผ้า รูปแบบชุดกาลเทศะที่คนไทยสมัยก่อนใช้สวมใส่ หากแต่ยังมีความสวยงามของผ้าไทยและประกอบด้วยขั้นตอนวิธีการแต่งกายละเอียดชัดเจน เพื่อให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถนุ่งตามได้ง่าย


ทั้งนี้ ได้มีการจัดส่งปฏิทินชาร์ป ๒๕๕๗ ชุดดังกล่าวให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าการแต่งกายของไทยในอดีต ภายในเล่มมีตัวอย่างการแต่งกายแบบต่าง ๆ เช่น การ ห่ม...ผ้าแถบปล่อยชาย เป็นการห่มผ้าแถบแบบดั้งเดิมของผู้หญิงไทยทุกชนชั้น เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อน และกิจวัตรประจำวันที่ต้องดูแลงานบ้านงานเรือน การห่มผ้าแถบนั้นจะใช้ผ้าผืนยาวหน้าแคบมาพันรอบอกอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องกลัดหรือเย็บ ทว่ามีความแน่นหนาและสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วสะดวกสบาย แต่ได้มีการประยุกต์ให้มีความสวยงามอ่อนช้อยมากขึ้นเป็นการห่มผ้าแถบปล่อยชาย หากเป็นหญิงสาวชาวบ้าน ชายผ้าแถบจะใช้ประโยชน์ในการซับหน้าซับเหงื่อขณะทำงานได้อย่างดี


รูปแบบการแต่งกายของไทย ยังสามารถประยุกต์ใส่ได้ในงานสำคัญต่างๆ ในปัจจุบัน อาทิ ห่ม..สะพัก ที่เจ้าสาวมักใช้สวมใส่ในงานหมั้น โดยนุ่ง..จีบหน้านาง หรือ นุ่ง..หางไหล เข้าชุดกัน เป็นรูปแบบการแต่งกายที่สะท้อนให้เห็นความประณีตบรรจงของสตรีไทยในอดีต โดยการห่มสะพักนั้นหมายถึงการห่มผ้าทับลงไปบนผ้าสไบอีกชั้นหนึ่ง หรือห่มผ้าทับลงไปบนเสื้อ ซึ่งผ้าชิ้นที่ไม่สัมผัสโดนผิวนี้จะเรียกว่าผ้าสะพัก ทั่วไปแล้วผู้หญิงชาววังฝ่ายในจะห่มสะพักเมื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีที่ต้องมีการแต่งกายเต็มยศเท่านั้น ส่วนแขกที่เข้าร่วมงานพิธี ก็อาจจะห่ม..แพรสะพาย คู่กับ นุ่ง..ซิ่น ให้สวยงาม ดูทันสมัย โดยปรับให้เข้ากับกาลสมัย


ไม่เพียงแต่การสร้างสรรค์รูปแบบการนุ่ง ห่ม จับ จีบผ้ามาเป็นเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น การดูแลรักษาเครื่องนุ่งห่มก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันน่ายกย่องของคนรุ่นก่อน ดังเช่นการดูแลรักษาผ้าไหมของหญิงชาววังที่จะนำผ้ามาซักด้วยน้ำมะพร้าวหนึ่งครั้งก่อนจะซักในน้ำสะอาด ซึ่งจะทำให้ผ้าไหมมีความนุ่มเนียน สวมใส่สบาย และคงทนใช้ได้นาน



ภาพและข้อมูลจากเวบ
komchadluek.net















"หนึ่งราตรี...ที่อภัยภูเบศร”


ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สัญลักษณ์ของการต่อสู้ในยุคล่าอาณานิคม ไม่ได้มีเพียงงามอย่างไร้ที่ติเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังได้รับใช้คนปราจีนบุรีและคนไทยมาอย่างยาวนาน ๑o๔ ปี และตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖-๑๒ มกราคม ๒๕๕๗ จะประดับแสงไฟในยามค่ำคืนทั้งภายในและภายนอกตึก ถึง ๒๑.oo น. พิเศษสำหรับผู้มาเยี่ยมชมตั้งแต่ ๑๘.oo-๒๑.oo น. เมื่อลงทะเบียนแล้ว จะได้รับ..เข็มกลัดสุนทรียะ อภัยภูเบศร และ สำหรับผู้ที่มาเป็นครอบครัว รับหนังสือตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่มใหม่ล่าสุด (มูลค่า ๓oo บาท) ไปกันเลย ฟรีๆค่ะ โอกาสดี ๆ แบบนี้มีเพียง ๑๙ วันเท่านั้น























ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุคสมุนไพรอภัยภูเบศร์















"รำลึกกรุงเก่า รอบเกาะรัตนโกสินทร์"


ร่วมย้อนอดีตรำลึกถึงมรดกทางวัฒนธรรมแห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีสยามสืบสานประเพณีอันยาวนาน ในงาน "เทศกาลรัตนโกสินทร์" ภายใต้แนวคิด "ยุคทองของแผ่นดิน ร้อง รำ ทำ กิน สะท้อนงานศิลป์ถิ่นไทย" ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประชาคมบางลำพู และบริษัท แคนอนมาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด จัดแถลงข่าวที่หอประชุมเพชรรัตน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันก่อน






นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสืบสานและการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะบริเวณถนนพระอาทิตย์และชุมชนบางลำพูซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลจึงได้มีแนวคิดจัดโครงการเทศกาลรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๕ ในชื่องาน "รำลึกรัตนโกสินทร์ ๒๓o ปี" ซึ่งได้รับการตอบรับทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อให้เกิดกระแสอนุรักษ์และกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงได้ต่อยอดการจัดงานอีกครั้ง และถือโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษาในปีนี้ พร้อมสืบสานศิลปวัฒนธรรม สัมผัสวิถีชุมชนไทย รวมถึงจะมีการเปิดศูนย์การเรียนรู้ของกรมธนารักษ์ และห้องสมุดชุมชนชาวบางลำพู






"เราจะนำวัฒนธรรมมาสู่ถนนพระอาทิตย์ จะมีทั้งการแสดงทางด้านวัฒนธรรม ร้านจำหน่ายสินค้าจากดารา ถนนอาหารตลอดสาย มีรถรางพาเที่ยวชมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ความพิเศษของกิจกรรมในปีนี้ที่แตกต่างจากปีที่แล้วคือ แต่ละสัปดาห์จะมีไฮไลท์กิจกรรมแตกต่างกันไป เช่น สัปดาห์แรกมีงานเทศกาลแสดงรถโบราณ สัปดาห์ที่สองเป็นการแสดงโชว์ศิลปะด้านกีฬา เช่น มวยไทย มวยทะเล หลากหลายประเภท สัปดาห์ที่สาม จะเน้นด้านวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์สมัยต้น กลางและปลาย สัปดาห์ที่สี่อยู่ในช่วงวันเด็กจะมีความพิเศษ มีดาราเด็ก กิจกรรมของเด็ก ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์จะมีการแสดงของดารา และคนในชุมชน มีเวทีการแสดงถึง ๖ เวที ที่ศูนย์การเรียนรู้จะมีวีดิทัศน์ความรู้ เรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ กำแพงเมือง ประวัติต่าง ๆ ที่น่าสนใจ" อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวเชิญชวน






ด้าน ทรงพล สาหร่าย ผู้จัดการส่วนงานสนับสนุนด้านเทคนิค ฝ่ายการตลาด บริษัทแคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ภายในงานมีบูธให้คำแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพในโหมดกลางคืน และการจัดประกวดภาพถ่าย มีหลักเกณฑ์การตัดสินคือ เน้นความคิดสร้างสรรค์ สวยงามตามองค์ประกอบศิลป์ สะท้อนความเป็นวิถีแห่งรัตนโกสินทร์ ผลงานผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้ร่วมโชว์ภายในงานด้วย ทั้งนี้ กิจกรรมต่างๆ จะจัดขึ้นในช่วงระยะเวลา ๔ สัปดาห์ คือ ระหว่างวันที่ ๒o-๒๒, ๒๘-๒๙ ธันวาคม และ ๔-๕, ๑๑-๑๒ มกราคม ๒๕๕๗ บริเวณพื้นที่รอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ถนนพระอาทิตย์ถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา ๑๖.oo-๒๓.oo น.



ภาพและข้อมูลจากเวบ
komchadluek.net















"ความหวังใหม่...ในปีมะเมีย นิทรรศการศิลปะภาพเขียนพู่กันจีนเหนือจริง ครั้งที่ 5”
(Chinese Fine Brushwork Art Exhibition No. 5)


กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับเทศกาลแห่งความสุข “ตรุษจีน” ต้อนรับด้วยความผาสุกและความเป็นสิริมงคลแก่ทุกท่านกับงานนิทรรศการศิลปะภาพเขียนพู่กันจีนเหนือจริง ครั้งที่ ๕ “สุนทรียะแห่งธรรมชาติ : The Poetry of the Nature 5” ของท่าน“สีปิน” ปรมาจารย์จากสำนักศิลปะแห่งมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน


ร่วมต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยความเป็นสิริมงคล กับงานนิทรรศการศิลปะภาพเขียนพู่กันจีนเหนือจริง “สุนทรียะแห่งธรรมชาติ ครั้งที่ ๕ : The Poetry of the Nature 5” ของปรมาจารย์ “สีปิน” จากสำนักศิลปะภาพวาดจีนแห่งเมืองนานจิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน เชิญมาสัมผัสผลงานศิลปะจากจิตวิญญาณอันทรงคุณค่า และเปี่ยมด้วยความหมายอันดีงาม จากภาพวาด “ม้า” ที่สร้างสรรค์ด้วยวิธีการวาดโดยเน้นการลงรายละเอียดแบบดั้งเดิมที่ท่านถนัด ควบคู่กับวิธีการวาดภาพศิลปะแห่งตะวันตก พร้อมด้วยผลงานภาพวาดดอกไม้ และนกอันวิจิตรบรรจง ที่จะมาร่วมสร้างความประทับใจให้คุณแบบมิรู้ลืม


สำหรับ นิทรรศการงานศิลปะภาพเขียนพู่กันจีนเหนือจริง สุนทรียะแห่งธรรมชาติ ครั้งที่ ๕ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ - ๑๙ มกราคม ๒๕๕๗ ชั้น ๑ โซน เซ็นทรัลคอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์




ภาพและข้อมูลจากเวบ
travel.mthai.com
newswit.com















"The Blue Man”


หลายคนคงทราบว่า คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำในธุรกิจอีเว้นท์ของอาเซียน เป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะทั้งในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน และนักสะสมผลงานศิลปะระดับแนวหน้า โดยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปะไทยด้วย แต่อาจไม่ทราบว่า “การถ่ายภาพ” เป็นงานที่รักที่สุด โดยมีผลงานจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวมาแล้ว ๓ ครั้ง คือ “สัญลักษณ์ สายน้ำ ก้อนหิน และพันธนาการ” ในปี ๒๕๕๑, “โขน คน และสิ่งสมมติ” ในปี ๒๕๕๔ และ “วจนพุทธปฏิมา” ในปี ๒๕๕๕






สำหรับผลงานภาพถ่ายล่าสุดชุดที่ ๔ กว่า ๕o ชิ้น จะจัดแสดงในนิทรรศการ “The Blue Man” มีความโดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคนิคการสะท้อนของกระจก (Reflective Glass) ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างภาพทับซ้อนโดยไม่ใช้กระบวนการตกแต่งรูปทางกราฟฟิกในภายหลัง ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ ที่สามารถนำเสนอภาพซ้อนจากวัตถุสามมิติแสดงอยู่ตรงหน้าในขณะถ่ายทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกเหนือจากเทคนิคการฉายภาพลงบนผิวหนัง การเน้นความงามของรูปทรงบริสุทธิ์แห่งร่างกายมนุษย์ และการนำยันต์และรอยสักซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อสะท้อนความปรารถนาของมนุษย์ที่ต้องการจะเป็นยิ่งกว่ามนุษย์อย่างสามัญ โดยใช้แบบของอาจารย์หนู กันภัย ที่มีชื่อเสียงระดับชาติ และอีกหลายท่าน






“การเลือกใช้สีน้ำเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะเป็นสีที่ชอบอยู่แล้ว ทั้งยังได้แรงบันดาลใจจากประติมากรรมของศิลปินชาวฝรั่งเศส Yves Klein ผสมผสานกับความชอบในแนวทางศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism) นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ ซึ่งใช้เวลาในการคิด ทดลอง และเตรียมงานนานราว ๑ ปี โดยการริเริ่มใช้รีเฟลคทีฟเทคนิคนี้ แม้จะยุ่งยากในการทำงานมากกว่า แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง และนับว่าประสบความสำเร็จในการสื่อสารแนวคิดเรื่องการหลอมรวม ด้วยภาพทับซ้อนจากการใช้ Mechanic Effect ไม่ใช่ Digital Effect” –เสริมคุณ คุณาวงศ์–






นิทรรศการ : “The Blue Man”
ศิลปิน : เสริมคุณ คุณาวงศ์
วันที่ : ๗ มกราคม – ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
สถานที่ : ชั้น ๔ ห้องสตูดิโอ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ : สุขกมล งามสม o๘๙-๔๘๔-๙๘๙๔, ชามานันท์ สุจริตกุล o๘๑-๘๔๘-๑๔๘๔



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com















"เลือกของขวัญสไตล์ญี่ปุ่น”


ตลอดช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปี ถือเป็นเทศกาลของการส่งความสุขและตอบแทนสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน ซูรูฮะ ซูเปอร์ ดรักสโตร์ จึงไม่พลาดที่จะนำเสนอไอเดียการเลือกซื้อของขวัญเพิ่มความสนุกไม่ซ้ำใครแบบเจแปนนิสสไตล์มาฝาก ซึ่งมีหลักง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แถมยังเน้นการสร้างคุณค่าให้ของขวัญ ไม่ต้องแพงอลังการแต่ก็ดึงดูดความประทับใจจากคนพิเศษได้เหมือนกัน


ตามที่ เบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ ผู้บริหารสาวแห่งอาณาจักร ซูรูฮะ ซูเปอร์ ดรักสโตร์ ที่ได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเป็นอย่างดี เล่าว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นแม้จะเห็นเป็นประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีก็ตาม แต่การเขียนโปสการ์ดหากันในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้นถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ปัจจุบันก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง เพราะตลอดเวลาหนึ่งปีทุกคนอาจจะยุ่งไม่มีเวลาได้ติดต่อกันมากนัก และโดยธรรมเนียมผู้รับก็จะเตรียมของขวัญมอบตอบกลับอีกฝ่ายเช่นกัน เรียกว่า “โอะคะเอะชิ” ของขวัญที่จะมอบให้กันในช่วงปีใหม่นี้มีคำเรียกว่า “โอะเซะอิโบ” ของที่นิยมคือของที่มีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ


"อีกหนึ่งสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือการห่อของขวัญด้วยผ้า หรือที่เรียกว่า “ฟุโรชิคิ” เน้นความเรียบง่ายแต่ดูประณีต ห่อด้วยผ้าหลากหลายลวดลายและมีเทคนิคการห่อแบบให้เข้ากับของในหลายรูปทรง หรือปัจจุบันจะนิยมแบบ "โอริงามิ" เป็นศิลปะการห่อด้วยกระดาษแผ่นเดียว โดยวัฒนธรรมดั้งเดิมญี่ปุ่นเชื่อว่าการไม่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างโจ่งแจ้งจะถือว่าเป็นความงดงามทางคุณธรรมอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น จึงให้ความสำคัญกับการห่อหุ้มความรู้สึกไว้อย่างมาก ด้วยการหาวิธีที่ห่อของขวัญปกปิดของให้ดูเรียบง่าย สวยงามก่อนนำไปมอบให้กัน" เบญจมาศ กล่าว


เทคนิคการเลือกซื้อของปีใหม่ที่น่าสนใจมี ๓ ข้อหลัก ได้แก่ งบประมาณอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะไม่สูงเกินไปจนทำให้ผู้รับอึดอัดใจ ตามด้วย อายุของผู้รับอยู่ในวัยไหนเพื่อจะได้เลือกของให้เหมาะกับผู้รับ และ ไลฟ์สไตล์ของผู้รับจะช่วยบอกความชอบและรสนิยมของผู้รับ โดยการเลือกของขวัญให้กลุ่มผู้รับเป็นผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ อาจจะเลือกเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสกัดจากยอดข้าวบาร์เลย์ ชาสุขภาพ อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่เหมาะกับช่วงวัย เน้นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติน่าจะเหมาะสมกับผู้ใหญ่ทั้งชายหญิง


สำหรับกลุ่มผู้รับที่เป็นผู้ชาย ควรเลือกแบบกลาง ๆ ไว้ก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหรือหมวดวิตามินบำรุงสุขภาพ แต่ถ้าเป็นหนุ่มแนวสปอร์ตอาจจะมองหาอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องนับก้าวเดิน อาหารเสริมบำรุงร่างกาย ส่วนกลุ่มผู้หญิงดูจากสไตล์ความชอบของผู้รับแต่ละคนประกอบ ซึ่งอาจจะเลือกเป็นเครื่องสำอาง น้ำหอม ครีมบำรุงผิวและเส้นผม ครีมทามือแบบบำรุงเล็บในช่วงหน้าหนาว หรือสเปรย์น้ำหอมฉีดผม เป็นต้น



ภาพและข้อมูลจากเวบ
komchadluek.net















"มหัศจรรย์บอลลูนมีชีวิต”


ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและช่วงเวลาแห่งความสุข พาทุกท่านตื่นตาตื่นใจไปกับกองทัพบอลลูนซานต้า กวางเรนเดียร์ สูงเท่าตึก ๓ ชั้น และเหล่าผองเพื่อนแสนซนในธีมสีสันสดใส ภายใต้คอนเซ็ปต์ “It’s alive” มหัศจรรย์บอลลูนมีชีวิต ที่จะมามอบความบันเทิงให้กับทุกท่านอย่างใกล้ชิด พร้อมชมโชว์การแสดงพาเหรดบอลลูนในตอน Cinderella in Christmas ท่ามกลางหิมะมหัศจรรย์ที่ตกกลางศูนย์การค้าฯ และอิ่มอร่อยไปกับ Christmas Cake 6 วัน 6 รส ทุกวัน ปิดท้ายด้วยความสนุกสนานกับมินิคอนเสิร์ตในบรรยากาศ Voice of Christmas จาก The Voice Thailand พร้อมกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ในงาน Bab Ba Loon Festival: It’s alive ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น ๑ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่



ภาพและข้อมูลจากเวบ
chiangmainews.co.th















"ศิลป์ (ละ) ป้า”

นิทรรศการงานศิลปะร่วมสมัยภายใต้ชื่อ "ศิลป์(ละ)ป้า"
๒o พฤศจิกายน ๒๕๕๖ - ๒o มกราคม ๒๕๕๗ ที่ WTF Gallery, กรุงเทพฯ


งานเปิดนิทรรศการ: วันเสาร์ที่ ๓o พฤศจิกายน, เวลา ๑๘.oo-๒o.oo น. ที่ WTF Gallery
WTF เเกลลอรี่ มีความยินดีขอเชิญท่านเข้าร่วมงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ภายใต้ชื่อศิลป์(ละ)ป้า โดย สินา วิทยวิโรจน์ โดยงานเปิดจะมีที่ WTF เเกลลอรี่ ในวันวันเสาร์ที่ ๓o พฤศจิกายน ๒๕๕๖, เวลา ๑๘.oo-๒o.oo น. เเละจะเเสดงไปจนถึงวันที่ ๒o มกราคม ๒๕๕๗


"อำนาจในการให้คุณค่ากับศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับใคร ผม คุณ ศิลปิน นักวิชาการ ภัณฑารักษ์ นักเรียนศิลปะ หรือใครก็ได้?"


ผลงานชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถามถึงกลไกต่าง ๆ ที่ทำให้ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ๆ นั้นมี คุณค่า ศิลปะในโลกร่วมสมัยซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยชุดความรู้เพียงชุดเดียวอีกต่อไป เพราะความเข้าใจต่อศิลปะร่วมสมัยไม่ใช่เรื่องตายตัว หากแต่เป็นสิ่งไหลเวียนไปรอบ ๆ คนทุกคนตลอดเวลา ในห้องเรียนดรออิ้ง หอศิลป์ ร้านอาหารข้างมหาวิทยาลัย หรือแม้ แต่บนทางเท้า อย่างที่เห็นได้จากปรัชญาสุนทรียศาสตร์ที่ขับเคลื่อนและแปลเปลี่ยนไปตาม ยุคสมัย ซึ่งส่งผลทำให้รูปแบบและคุณค่าของศิลปะก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น ศิลปะในบางยุคที่เคยเป็นของที่ควรค่ากับสายตาของผู้ชมชนชั้นสูง ทว่าต่างกับศิลปะใน บางยุคที่ไม่ว่าผู้ชมจะเป็นใครก็สามารถมีีปฏิสัมพันธ์กับผลงานศิลปะราวกับเพื่อนเก่า ที่รู้จักกันมานาน


ในฐานะนักสร้างสรรค์ที่ไม่ควรถูกตีกรอบจากกฏแห่งการสร้างสรรค์ใด ๆ ผลงานชุดนี้ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อทดลองหาความเชื่อมโยงกันระหว่างสองพื้นที่ หนึ่งคือชุมชนภายในรั้ว สถาบันการศึกษาศิลปะ และหนึ่งคือชุมชนร้านค้ารอบรั้วสถาบัน ภายใต้ความสงสัยที่ว่า สังคมข้างรั้วสถาบันได้รับรู้อะไรบ้างจากแหล่งผลิตศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่เรียกตัวเองว่า “โรงเรียนศิลปะแห่งแรก” อนึ่ง ไม่ใช่เพื่อโจมตี หรือสร้างความขัดแย้งในแง่การเมือง ภายในระบบการศึกษาศิลปะ


ทว่าผลงานชุดนี้สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอภาพที่ไม่ปะติดปะต่อกัน ของความคิดจากคนต่างพื้นที่ที่อยู่ห่างกันแค่เพียงรั้วกั้น และเพื่อวิพากษ์สถาณะอันเป็น มายาคติของศิลปะ อันนำมาสู่การค้นหาอาณาบริเวณในการถกเถียงถึงสุนทรียศาสตร์ที่ ไม่จำเป็นต้องสูงส่งเลอค่า หรืออยู่แค่ในรั้วรอบขอบชิดอีกต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นการ เชื่อเชิญให้นักสร้างสรรค์ทั้งหลายเห็นว่า ศิลปะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้สร้างอีกแล้ว หากแต่สามารถเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนโลกความเป็นจริง


ฉะนั้นนิทรรศการนี้จึงไม่ใช่การตัดสินว่าศิลปะแบบใดนั้นมีความงามมากที่สุด ทว่าคือการเปิดโอกาสให้ผู้ชมและผู้ร่วมโครงการได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ในโลกปัจจุบัน ที่เอื้อให้เกิดสภาวะอันลักหลั่นต่อการให้ความหมายสิ่งต่าง ๆ จนยากที่จะจับต้นชนปลาย คนในสังคมและนักสร้างสรรค์ทั้งหลายจึงควรที่จะตระหนักถึงการมีอยู่ของกันและกันให้ มากขึ้น เพื่อช่วยกันเปิดประตูบานใหม่ ๆ ออกไปค้นหาคุณค่าของศิลปะในแง่มุมที่ไม่มี วันสิ้นสุด


สินา วิทยวิโรจน์ นักศึกษาปริญญาโท สาขาศิลปะสื่อผสม มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานเเสดง Lasalle College of Arts ประเทศสิงคโปร์, Speedy Grandma เเกลลอรี่, ห้องสมุดปรีดี พนมยงค์ เเละ TCDC



ภาพและข้อมูลจากเวบ
portfolios.net















"Venice Gift Carnival ”


ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และ ซีคอน บางแคจัดงาน "VENICE GIFT CARNIVAL" เทศกาลของขวัญในบรรยากาศเวนิส อิตาลี

ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์ และ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค จัดเทศกาลของขวัญมอบความสุขส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ป "VENICE GIFT CARNIVAL" เนรมิตลานกิจกรรมกลางศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์ และศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ในบรรยากาศเวนิส พร้อมช้อปสินค้าและเซ็ทของขวัญสุดชิคเพื่อส่งต่อให้คนที่คุณรักมากกว่า ๔o ร้านค้า อาทิ

เครื่องใช้และของที่ระลึกน่ารัก ๆ : ตุ๊กตา น้ำหอมนำเข้าจากต่างประเทศ โคมไฟ ไดอารี่ สมุดโน๊ต สินค้าผลิตจากผ้าไหมไทย และผลิตภัณฑ์เครื่องหอมสำหรับอาบน้ำ

สินค้าแฮนด์เมด : กระเป๋าหนังแท้ เสื้อยืดสกรีนลวดลายต่างๆ

เสื้อผ้าคลายหนาวสไตล์ยุโรป : เสื้อหนัง เสื้อโค้ทยาว หมวก และผ้าพันคอ

เครื่องประดับเสริมสิริมงคล : เครื่องประดับประจำราศีต่าง ๆ กำไลหยก

และมาลิ้มลองขนมหวานแสนอร่อย : มาการอง คัพเค้ก คุ๊กกี้ ไอศกรีม รังนก และไวน์ชั้นดี

พร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมอีกมากมาย ในงาน " VENICE GIFT CARNIVAL" จัดขึ้นวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๗ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร o๒-๗๒๑-๘๘๘๘ ต่อ ๓๑๓ , ๓๑๔, ๓๒๖ หรือ
SeaconBangkaeFanPag
seaconbangkae.com



ภาพและข้อมูลจากเวบ
thailandexhibition.com















"Light and life”


การแสดงงานจิตรกรรมครั้งนี้เป็นการแสดงงานเดี่ยวครั้งแรก ได้รวบรวมผลงานมาเพื่อจัดแสดงประมาณ ๕o ชิ้น โดยผลงานส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรม ซึ่งแสดงถึงบรรยากาศของแสง ความรัก ความอบอุ่นของชีวิต วิถีชีวิต ที่อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขบนผืนแผ่นดินนี้


แสงเป็นความหวังของชีวิต ซึ่งแทนความหมายของความสงบสุข อยู่ร่วมกันได้แม้มีความแตกต่าง หวังว่าแสดงงานจิตรกรรมครั้งนี้จะส่วนหนึ่งของบรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่นให้กับประเทศของเรา


พิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.oo น. ณ ห้องนิทรรศการชั้น ๑ ห้อง ๒ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นิทรรศการ : “แสง และ ชีวิต” (Light and life)
ศิลปิน : พิชิต ไปแดน
วันที่ : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ – ๑๔ มกราคม ๒๕๕๗
สถานที่ : ห้องนิทรรศการชั้น ๑ ห้อง ๒ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ติดต่อศิลปิน : o๘๓-๕๖๕-๘๑๑o



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com
chamchuriartgallery.blogspot.com















ปลากัด ชัตเตอร์ตอบ “วิศรุต อังคทะวานิช”


ช่างภาพหลายคนอาจตามหานางแบบนายแบบที่เข้าตา ตามสถานที่อื่น แต่ช่างภาพอย่าง วิศรุต อังคทะวานิช นางแบบและนายแบบของเขา มีให้ตามหาตามตลาดนัด เมื่อพินิจพิจารณาหน่วยก้านจนเป็นที่พอใจ ก็จะควักสตางค์จ่ายใส่โหลแก้วกลับมาบ้าน


บ้านซึ่งเป็นห้องชุดบนถนนสาทร ที่นอกจากจะเป็นที่พักอาศัยของเขาและภรรยา พร้อมด้วยลูกสาววัยกำลังน่ารัก ๑ คน ยังเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ และที่เก็บตัวของนางแบบและนายแบบที่เขาซื้อหามา ในราคาหลักสิบไปจนถึงหลักร้อย วันดีคืนดีจึงจะทยอยคัดตัวมาเป็นแบบเพื่อถ่ายภาพ เพียงแต่ไม่สามารถสั่งให้โพสต์ท่าได้ตามอำเภอใจ นอกจากตั้งกล้องคอยจับภาพ ในเวลาที่ชีวิตน้อย ๆ ซึ่งมีสีสันอันสวยงามแปลกต่างกันไปนี้ แหวกว่ายไปมาในโหลแก้วตามธรรมชาติของมัน


วิศรุต เป็นช่างภาพอิสระ รับถ่ายภาพให้กับงานหลากหลายประเภท ในด้านหนึ่งยังมีชื่อเสียงในด้านการถ่ายภาพ ปลากัด (Fighting Fish) มีผลงานได้รับการตีพิมพ์และนำเสนอ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ระดับโลกหลายสำนักในหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ,อิตาลี,อาเจนติน่า, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี , ไทย ฯลฯ และล่าสุด ในเวบไซต์ National Geography ของจีน หรือถ้าลองค้นชื่อ visarute angkatavanich ผ่าน google ก็จะพบว่ามีชื่อและผลงานของเขาปรากฏอยู่ในเรื่องราวกว่า ๙ หมื่นรายการ






เด็กชาย,ปลากัด และการถ่ายภาพ



“ผมเลี้ยงปลากัดมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว พอโตมาหน่อย ก็ไม่ได้เลี้ยงต่อ แต่พอมาอาศัยอยู่ที่นี่(สาทร การ์เด้น คอนโด) ก็กลับมาเลี้ยงใหม่ ตอนแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาเหมือนว่าพ่อเอามาให้ดู มีเลี้ยงปลากัด ปลาทอง ปลาหางนกยูง เหมือนบ้านทั่ว ๆ ไป เพราะปลาเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่กินเนื้อที่ไง บ้านที่มีพื้นที่เล็ก ๆ ก็เลี้ยงได้ และอีกอย่างเราไม่ต้องรับผิดชอบ คอยพาไปเดินเล่น เหมือนสุนัข ดังนั้นบ้านทั่ว ๆ ไป เวลาจะฝึกให้ลูกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอะไรง่าย ๆ ก็จะให้เลี้ยงปลานี่แหล่ะ ตอนเด็ก ๆ ผมเลี้ยงไม่เยอะหรอก ๒- ๓ ขวด และเอามาเพาะให้ได้เป็นลูกตัวเล็ก ๆ”


วิศรุตบอกเล่าถึงช่วงเวลาเวลาของการพบและพราก ก่อนจะกลับมาคุ้นเคยกันใหม่ ระหว่างเขากับปลากัด ขณะที่ระหว่างเขากับการถ่ายภาพ อย่างเป็นจริงเป็นจัง เริ่มต้นเพราะความจำเป็นในการทำงานหาเลี้ยงชีพ


“จริง ๆ แล้วผมถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกตั้งแต่ ตอนเรียน ม.ต้น พอเรียนจบมหาวิทยาลัย (สาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผมทำงานกราฟิกดีไซน์ก่อน และสักพักออกมาเป็นฟรีแลนซ์ทำเอง


แต่ก่อนนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล มีแต่ฟิล์ม เวลาจะทำงานให้ลูกค้า ต้องไปติดต่อหาช่างภาพ แล้วช่างภาพสมัยก่อนอัตราค่าจ้างค่อนข้างแพง บางทีทำราคาไปเสนอลูกค้า ต้องมาสะดุดกับค่าจ้างช่างภาพ ผมก็เลยคิดว่า ถ้างั้นถ่ายเองดีกว่า เพราะผมถ่ายภาพเป็นอยู่แล้ว ค่อย ๆ ฝึกฝน เพื่อทำงานให้ลูกค้า”


ขณะเดียวกันเขายังมีมุมหย่อนใจอยู่กับการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกด้วยเช่นกัน “คนถ่ายภาพไม่ได้หนีจากถ่ายอะไรพวกนี้หรอก ถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายดอกไม้ ฯลฯ”



ภาพและข้อมูลจากเวบ
manager.co.th















“Garden of Eden”


นิทรรศการ : “Garden of Eden”
ศิลปิน : TJAŠA IRIS
ลักษณะงาน : จิตรกรรม
ระยะเวลาที่จัดแสดง : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ - ๑๖ มกราคม ๒๕๕๗
พิธีเปิดนิทรรศการ : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.oo น.
ห้องนิทรรศการ : ห้องนิทรรศการชั้น ๑ ห้อง ๑


แนวความคิด


ด้วยมุมมองของเธอผ่านผลงาน ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินต่างชาติ ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงฤดูหนาวของยุโรป ๔ ครั้งที่ผ่านมา เธอแบ่งเวลาการทำงานของเธอระหว่าง ยุโรปและเอเชีย สร้างผลงานจิตรกรรม พร้อมทั้งจัดแสดงนิทรรศการของเธอเอง ในหลากหลายประเทศ ตามภูมิภาคแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย, สิงคโปร์, อินโดนีเชีย และ มาเลเชีย ซึ่งช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่เธออาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เธอได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ที่เป็นเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับผลงานของเธอในช่วงฤดูหนาว ขณะที่เธออาศัยอยู่ในยุโรป และผลงานในนิทรรศการของเธอครั้งล่าสุด “Gardens of Eden”ได้ถูกวาดขึ้นใน พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวช


TJAŠA IRIS ถือได้ว่าเธอเป็น Colorist ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ผลงานของเธอนั้นได้รับแรงบัลดาลใจจากพืชพันธุ์ธัญญาหาร สวน และ ทัศนียภาพจากภายนอก งานจิตรกรรมของเธอจึงมักที่จะพรรณนาถึง มวลหมู่ดอกไม้ และ สวนในเขตร้อนที่เขียวชอุ่ม ความชุ่มฉ่ำของพันธุ์ไม้ที่ถูกแสงตกกระทบเฉิดฉายเจิดจ้าอย่างมีชีวิตชีวา ปลูกฝังอยู่ในรากเหง้าของความเป็นศิลปินแห่งลัทธิ Impressionism ความสมัยใหม่ที่คลืบคลานเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมาของยุโรป ซึ่งมักจะนำเสนอโลก โดยผ่านมุมมองส่วนตัว ที่บิดเบือนผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์อันก่อให้เกิดความรู้สึกจำเพาะ ที่ศิลปิน Expressionist นั้นให้ความหมายที่ชัดเจน คือประสบการณ์ทางอารมณ์ ที่มากกว่าความเป็นจริงในทางรูปธรรม TJAŠA IRIS ยังคงพัฒนาสิ่งที่เธอสนใจ ในเรื่องของสี ที่แสดงออกผ่านงานจิตรกรรมของเธอ สื่อถึงความเรียบง่าย ความสลับซับซ้อน และ ความทันสมัย


เธอมองผลงานของเธอ ผ่านความต่อเนื่องจาก Expressionism เรื่องของสี จึงเป็นสิ่งที่เธอให้ความใส่ใจและใช้มัน อย่างอิสระ มีชีวิตชีวา ส่งสะเทือนไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แตกพล่านในงาน จิตรกรรมของเธอ ซึ่งดูจะขัดแย้งกับ ความเร่าร้อน และ ความเยือกเย็น ความสว่าง และ ความมืด ความสดใส และ ความขุ่นมัว และเธอเองได้รวบรวมนำเอาสาระสำคัญ ในแต่ละที่ ที่เธอเคยได้เยี่ยมเยือนใน สวนเขตร้อนที่เต็มไปด้วยภาพแห่งนามธรรม ทัศนียภาพที่ประดับประดาไปด้วยความหนาแน่นของพืชพันธุ์ กับท้องฟ้าที่หมุนวน ในสวนพฤกษศาสตร์จากสิงคโปร์ สู่สวนในบาหลี, กัวลาลัมเปอร์ และ เชียงใหม่ การใช้สี และ รูปร่าง อันก่อให้เกิดความประทับใจกับผู้ชม ที่ร่วมเฉลิมฉลองความรื่นรมย์ของชีวิต ผ่านทางผลงานศิลปะของเธอ



ภาพและข้อมูลจากเวบ
chamchuriartgallery.blogspot.com




บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii

Free TextEditor




Create Date : 25 ธันวาคม 2556
Last Update : 25 ธันวาคม 2556 9:31:02 น. 0 comments
Counter : 3767 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.