happy memories
Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๕๖




ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto









"ลูกศิษย์คิดถึงอาจารย์ ๓”


นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยเนื่องในวันศิลป์ พีระศรี ๒๕๕๖ "ลูกศิษย์คิดถึงอาจารย์3" ในวันที่ ๑๕ กันยายน - ๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๙.oo-๑๖.oo น. ณ.ท้องพระโรง วังท่าพระ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร



ภาพและข้อมูลจากเวบ
thailandexhibition.com
เฟซบุคลูกศิษย์คิดถึงอาจารย์ ๓













นิทรรศการศิลปกรรม "วิถีไทยและความเป็นไปของชีวิต"


จังหวัดน่านอาจไม่มีชื่อเสียงเป็นอันดันต้น ๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ความจริงแล้วที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้ท่องเที่ยวมากมายไม่รู้จบทั้งสถานที่ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแหล่งอารยธรรมโบราณ โดยที่เพิ่งค้นพบในเขตอำเภอเมืองน่านส่วนโบราณสถานโดยเฉพาะวัดเก่าแก่มีให้เห็นแทบทุกอำเภอ ได้แก่วัดพระธาตุแช่แห้งพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดด้านวัดภูมินทร์หอคำวัดหนองบัววัดบุญยืนซึ่งล้วนแต่มีอายุนับร้อยๆปีมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามทั้งสิ้น


สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติก็มีความหลากหลาย เช่น เส้นทางชมธรรมชาติหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ในอำเภอทุ่งช้าง อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง และเสาดินที่อำเภอนาน้อย บ่อเกลือโบราณในอำเภอบ่อเกลือ หรือการล่องแก่งน้ำว้าที่มีทัศนียภาพสวยงามตลอดเส้นทาง เป็นต้น


สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดน่าน สามารถท่องเที่ยวได้ทั่วทุกอำเภอ ด้วยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีงานบุญประเพณีที่สำคัญ เช่น งานแข่งเรือ งานไหว้พระธาตุ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบศิลปะการแสดงก็สามารถชมการแสดงนาฏศิลป์ที่งดงาม รวมทั้งดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ดนตรีวงปี่จุ้ม จ๊อยซอ ฟ้อนแง้น เป็นต้น


ชาวน่านหลายคนสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด เช่น กีรติ เขียวสมบัติ - นักฟุตบอลทีมชาติไทย ธารทิพย์ พงษ์สุข - นางสาวไทย ประจำปี ๒๕๒๘ ชัยอนันต์ ปันชู - ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ เป็นต้น


นอกจากนี้ “หอศิลป์ริมน่าน” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียง เป็นหอแสดงงานศิลปะขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า ๑๓ ไร่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านของอาจารย์วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่านชื่อดังที่รักในศิลปะ ที่นี่เป็นแหล่งรวมศิลปะ และวัฒนธรรมของจังหวัดน่าน ภายในพื้นที่หอศิลป์ฯ มีเฮือนหนานบัวผัน ที่จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายจิตกรรมฝาผนังเมืองน่าน ที่สวยงามและทรงคุณค่า


ส่วนอีกอาคารเป็น อาคารขนาดใหญ่มี ๒ ชั้น จัดแสดงนิทรรศการภาพทางศิลปะอันงดงามมากมาย รวมถึงมีประติมากรรม และสื่อผสมต่าง ๆ ที่เป็นศิลปะร่วมสมัยจัดแสดงอยู่ด้วย เรียกว่าหากใครชื่นชอบงานศิลปะก็เชิญชวนไปเที่ยวชมกันได้


ล่าสุด “หอศิลป์ริมน่าน” มีนิทรรศการจิตรกรรมในชื่อว่า "วิถีไทยและความเป็นไปของชีวิต" โดยนายจาตุรันต์ จริยารัตนกูล ระบุว่า แนวความคิดเกิดจาก "ความรู้สึกจากประสบการณ์ ตรง อารมณ์ ความรู้ศึกที่เกิดขึ้นบางครั้งเราไม่อาจลบเลือนได้ เปรียบเสมือนร่องรอยบาดแผลจากอุบัติเหตุที่ยังคงอยู่ การเยียวยารักษาทางร่างกายอาจหายขาดเป็นปกติได้ในเร็ววัน แต่ในทางจิตใจกับสิ่งที่เข้ามากระทบอาจยากที่จะเยียวยาให้หายขาดได้ จากความทรงจำที่เลวร้าย


จากแนวความคิดข้างต้นจึงเกิดการสร้างสรรค์ที่สื่อถึง เรื่องราวช่วงเวลาที่เราทุกข์ใจ ท้อแท้ หมดหวัง อ้างว้าง หรือโดดเดี่ยวและสภาพอารมณ์ต่าง ๆ ของตนเองผสานกับสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมความภูมิปัญญาของท้องถิ่นชนบท ที่มีความเชื่อเรื่องการผูกขวัญ เรียกขวัญ ต่อชะตา ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่คอยเยียวยาทางใจมานำเสนอผลงานผ่าน เทคนิค วาดเส้น โดยมีหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานคือการนำเอาอารมณ์ ความรู้สึก ถ่ายทอดสร้างสรรค์แสดงออกมาได้อย่างแจ่มชัดขึ้นในผลงานแต่ละชิ้น"



ภาพและข้อมูลจากเวบ
bangkok-today.com













"ยลเสน่ห์ศิลปะ 'กาลิเลโอ คีนิ'”


เพื่อร่วมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสาธารณรัฐอิตาลีและประเทศไทยที่มีมายาวนานกว่า ๑๔๕ ปี สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดนิทรรศการ "กาลิเลโอ คีนิ เดอะ จูเวลส์ ออฟ เดคอเรชั่นส์" ส่วนหนึ่งของงาน "อิตาเลียน เฟสติวัล ๒o๑๓" ถ่ายทอดมรดกศิลป์อันล้ำค่าของกาลิเลโอ คีนิ (Galileo Chini) ศิลปินเอกชาวอิตาเลียนและจิตรกรหลวงผู้สร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมเฟรสโกอันงดงามภายในโดมท้องพระโรงของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยได้รับเกียรติจาก มิเกลันเจโล ปิปัน เอกอัคร ราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานร่วมกับ ผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯกทม. และ ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสยามพารากอน ที่ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น ๒ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้






นิทรรศการจัดแสดงผลงานประติ มากรรมสไตล์อาร์ต นูโว จำนวน ๒๖ ชิ้น ที่ใช้ประดับอาคารเตอร์มาเอ แบร์ซิเอรี่ แห่งเมืองซัลโซมัจจอเร สปาน้ำแร่ธรรมชาติที่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป และยังได้รับการขนานนามให้เป็นสปา ที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งหนึ่งในโลก


งานประติมากรรมเหล่านี้เป็นผลงานชิ้นสำรองและเพิ่งมีผู้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ณ ห้องใต้ดินของสปาดังกล่าว มีเพียงแค่แบบละชิ้นและยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แม้จะมีอายุกว่า ๙o ปีแล้วก็ตาม


ผลงานทุกชิ้นออก แบบโดย กาลิเลโอ คีนิ ศิลปินชื่อก้องโลกชาวอิตาเลียนรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือช่างผู้เชี่ยว ชาญแห่งโรงผลิตในบอร์โกซาน ลอเรนโซ ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ที่กาลิเลโอ คีนิ และคีโน่ คีนิ ลูกพี่ลูกน้องร่วมก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ศิลปะประดับคุณภาพสูง






งานประติมากรรมที่นำมาจัดแสดงมีทั้งงานประดับตกแต่งภายนอกและภายในตัวอาคาร เป็นศิลปะเครื่องเคลือบดินเผาที่สร้างสรรค์จากดินสโตนแวร์ซึ่งแข็งแกร่งทนทาน และยังมีงานศิลปะไมออลิกาซึ่งเป็นเครื่องเคลือบดินเผาเอกลักษณ์เฉพาะของอิตาลี บางชิ้นประดับด้วยทองคำบริสุทธิ์ กาลิเลโอ คีนิ รับหน้าที่สร้าง สรรค์งานศิลปะประดับให้แก่สปาแห่งนี้หลังกลับจากสยามประเทศ ทำให้รูปแบบของประติมากรรมสะท้อนกลิ่นอายโลกตะวันออกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะลวดลายโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ทั่วตัวอาคาร สื่อถึงน้ำพุร้อนตามธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ในเมืองไทย





สถาปัตยกรรมอันวิจิตรของอาคารเตอร์มาเอ แบร์ซิเอรี่ แห่งซัลโซ่มัจจอเร่ สปาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



ภายในงานยังจัดแสดงเครื่องประดับ จิวเวลรี่ จากแบรนด์เครื่องประดับอิตาเลียนชั้นนำ คาซาโต้ ที่นำแรงบันดาลใจจากรูปแบบประติมากรรมของสปาแห่งนี้มาสร้างสรรค์ชุดเครื่องประดับเงิน ทอง และทองประดับเพชร ประกอบด้วยแหวน จี้ และต่างหู นอกจากนี้ยังนำเสนอผลงานจากภาพโมเสกกระจกสีโดยศิลปินไทยรุ่นใหม่ ไมตรี ศิริบูรณ์ ชาวอุบล ราชธานี ที่นำภาพหญิงสาวจากต้น ฉบับที่ กาลิเลโอ คีนิ เขียนไว้บนแผ่นกระเบื้องไมออลิกามาสร้าง สรรค์ใหม่โดยใช้โมเสกกระจกหลากสี พร้อมผสมผสานรายละเอียดที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชนบทไทยไว้อย่างกลมกลืน


ร่วมสัมผัสความงดงามตั้งแต่วันนี้-๒๙ ก.ย. เวลา ๑o.oo-๒o.oo น. ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น ๒ ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามโทร. o๒-๖๑o-๘ooo



ภาพและข้อมูลจากเวบ
khaosod.co.th
manager.co.th













"Blooming 2”


๒๖-๒๙ ก.ย. ๕๖ กลุ่มสีน้ำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ร่วมจัดแสดงจิตรกรรมภาพวาดสีน้ำ Blooming 2 ในงานแสดงดอกไม้นานาชาติ ประจำปี ๒๕๕๖ ของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ


Blooming 2 จัดแสดงภาพวาดสีน้ำมวลดอกไม้นานาพันธุ์ที่แย้มบาน แต่งแต้มสีสันจากผลงานของ อดิศร พรศิริกาญจน์ ครูสอนศิลปะที่ถ่ายทอดความงดงามของโลกดอกไม้ด้วยลายพู่กันพลิ้วไหว สวยหวานเหมือนดั่งฝัน กับผลงานเหล่าศิษย์นักเรียนศิลปะ ๙ คน ประกอบด้วย กุมารแพทย์ รังสีแพทย์ ทันตแพทย์ และ เภสัชกร เพื่อหารายได้จากการจำหน่ายภาพ สมทบกองทุนช่วยเหลือเด็กป่วยระยะสุดท้าย ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี






โครงการช่วยเหลือเด็กป่วยระยะสุดท้าย เป็นการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเด็กแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ โดยให้ความสำคัญที่ตัวเด็กและครอบครัวเป็นหลัก เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าเด็กเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย แนวทางการรักษาจะถูกเปลี่ยนจากการรักษาที่มุ่งหวังให้โรคหาย ไม่ลุกลาม มาเป็นการรักษาแบบประคับประคองเพื่อลดความเจ็บปวด ให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่ไม่ทรมาน ได้ทุกอย่างที่สามารถทำได้ และมีคุณภาพชีวิตในเวลที่เหลือให้ดีที่สุด ให้สวัสดิการด้านสังคม จัดการเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา การดูแลจะต่อเนื่องขณะที่ผู้ป่วยยังมีชีวิตไปจนถึงการช่วยเหลือครอบครัวและญาติเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว เช่น การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์สำหรับดูแลเด็กป่วยที่บ้าน และการทำบุญ "วันนำบุญสู่ลูกน้อย" เพื่อสนับสนุนด้านกำลังใจแก่พ่อแม่ที่สูญเสียลูกไปแล้ว เป็นต้น






ภายในนิทรรศการมีกิจกรรมการสอนวาดภาพสีน้ำดอกไม้ ทั้งระดับผู้เริ่มต้น และ ระดับต่อยอดสำหรับผู้มีทักษะ โดย อดิศร พรศิริกาญจน์ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากภาพวาดสีน้ำ สู่ถุงผ้าเก๋ไก๋ ถ้วยกาแฟสวย ๆ และสมุดบันทึกเล่มงาม ที่ทุกท่านสามารถปันน้ำใจ สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย อ่ิมทั้งบุญและได้ของที่ระลึกอิ่มใจด้วย


แวะไปชมกันได้ที่ Garden Wing โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ







ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุคสีน้ำเพื่อเด็กป่วยระยะสุดท้าย













"บ้านศิลปกรรมวเเชียรเขตต์ ๕๖”


ยแพทย์ชาตรีดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นประธานเปิด“งานนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยบ้านศิลปกรรมวิเชียรเขตต์ ๕๖” ซึ่งจะจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยทั้งด้าน จิตรกรรม, ประติมากรรม และสื่อผสมสะท้อนเรื่องราวของศิลปะกับชีวิตในสังคมไทยเพื่อเป็นการนำงานศิลปะบำบัดจิตใจ ให้เกิดมุมมองความคิดที่เรียบง่าย ผ่อนคลาย ให้ความเบิกบานต่อจิตใจด้วยผลงานที่รังสรรค์โดยศิลปินแห่งชาติ ดร.ชำเรือง วิเชียรเขตต์ พร้อมด้วย อาจารย์เสาวภาวิเชียรเขตต์ อาจารย์ญาณพลวิเชียรเขตต์ อาจารย์นิธิ วิเชียรเขตต์ และผลงานของศิลปินชั้นแนวหน้าของเมืองไทย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะร่วมสมทบทุนมูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันอังคาร ที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๓o-๑๔.๓o น. ณ บริเวณโถงชั้น ๑ โรงพยาบาลกรุงเทพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Contact Center โทร. ๑๗๑๙


หมายเหตุ: เปิดให้ผู้รักงานศิลปะและประชาชนทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมชมนิทรรศการ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน – ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตั้งแต่เวลา o๙.oo – ๑๘.oo น. บริเวณโถงชั้น ๑ โรงพยาบาลกรุงเทพ







ภาพและข้อมูลจากเวบ

ngthai.commatichon.co.th













"อิน อัมสเตอร์ดัม วิธ ชวลิต เสริมปรุงสุข”


จากกรณีที่ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ( Vincent van Gogh) จิตรกรยุคอิมเพรสชันนิสม์ชื่อดังระดับโลก ขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องทำงานศิลปะท่ามกลางความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ เป็นที่มาของการก่อเกิด ‘กองทุนอุปถัมภ์ศิลปินทัศนศิลป์’ โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ประเทศบ้านเกิดฟาน ก็อกฮ์ นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา เพื่อให้ศิลปินที่มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานศิลปะอย่างเดียว และสุขสบายเทียบเท่าปัญญาชนอาชีพอื่น






เมื่อเกือบ ๕o ปีที่ผ่านมา ชวลิต เสริมปรุงสุข คือศิลปินไทยที่ต่อสู้จนได้เข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ของกองทุนนี้ หลังจากที่เรียนจบจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วได้รับทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศเนเธอร์แลนด์ไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ๒ ปี แม้ว่าเขาจะเรียนไม่จบตามทุนที่ได้รับมา แต่จากความพยายามสร้างผลงานให้เหล่ากรรมการผู้ทำการคัดเลือกศิลปินเข้าสู่ระบบกองทุนดังกล่าว มองเห็นว่าเขามีแวว สมควรได้รับการสนับสนุน ในที่สุด ชวลิตก็ได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปิน ๓,ooo กว่าคน ที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณสูงเป็นพันล้านกิลเดอร์ดัตช์ต่อปีในการอุ้มชู






"เพราะว่าเขามีบทเรียนในสมัยที่ปล่อยให้ ฟาน ก็อกฮ์ อดอยาก น้องชายต้องเป็นคนดูแล และตายไปโดยที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย และนอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกหลายคนในสมัยเดียวกันที่ไม่มีใครช่วยเหลือเช่นกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงเกิดกองทุนขึ้นมา เพื่ออุปถัมภ์ศิลปินที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว ให้สามารถทำงานศิลปะอย่างเดียว โดยไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น ไม่ต้องวิ่งขายรูป ไปสอนหนังสือ หรือไม่ใช่รอจนแก่ถึงจะสนับสนุน เพราะเขาต้องการให้คนพวกนี้ได้ใช้เวลาทำงานศิลปะ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะศิลปะมัน ไม่ใช่งานสมัครเล่น แต่เป็นอาชีพ


ผมเห็นว่าเป็นโอกาสหนึ่งซึ่งเราจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น ถ้าเรากลับมาเมืองไทย เราก็อาจจะต้องไปรับงานมาทำ ไปสอนหนังสือ ไม่มีทางทำงานศิลปะได้หรอก หรือถ้าทำได้ ก็ไม่ดี เราต้องหาทางที่จะได้ใช้เวลาทั้ง ๓๖๕ วันไปกับการทำงานศิลปะ และต้องทำติดต่อกันหลายปี มันถึงจะได้ผล”






ปัจจุบันชวลิตมีอายุ ๗๔ ปีแล้ว....แต่ชีวิตที่เนเธอร์แลนด์ของศิลปินอาวุโสผู้นี้ ยังคงทำงานศิลปะทุกวัน แต่ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นการร่างไอเดียเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อมีลูกค้าหรือใครประสงค์อยากได้ผลงานชิ้นใด จึงค่อยซื้อผ้าใบมาเขียน นอกจากนี้ยังมีความสุขกับการออกไปเดินเที่ยวถ่ายภาพตามพิพิธภัณฑ์ และสนุกกับการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ยิ่งในช่วงหลังมี facebook ให้ใช้ เขายิ่งสนุกกับการอับโหลดภาพที่ถ่ายมา แบ่งปันกับผู้คนในโลกออนไลน์ทั่วโลก ที่เข้ามาขอเป็นเพื่อน


“ร่างเป็นไอเดียเก็บไว้ ถ้าคนอยากจะได้งานเรา เราก็ไปซื้อผ้าใบมาเขียนให้ แต่เราจะไม่ทำไว้เหมือนสมัยก่อนเพราะเราอายุมากแล้ว ไม่อยากจะสร้างสมบัติเพิ่มแล้ว ให้รูปอยู่ในคอมพิวเตอร์อย่างเดียว บางทีไปมิวเซียมก็ไปถ่ายผนังสวยๆกลับมา แล้วทดลองเอารูปของตัวเองที่ร่างไว้ติดลงบนผนังที่ถ่ายมา






"ผมชอบถ่ายรูป ชอบทำกราฟิก ก็เลยได้ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย สมัยก่อนก็จะใช้โฟโต้ชอป เพื่อการร่างงาน แล้วก็ไปทำอิงค์เจ็ทบนผ้าใบ เมื่อตอนอายุ ๖o ปี งานที่เคยแสดงที่วังสวนผักกาด เป็นงานอิงค์เจ็ทบนผ้าใบโดยเฉพาะ ใช้คอมมานานก่อนเฟซบุ๊คจะเกิด แล้วการทำโฟโต้ชอปเนี่ย ผมก็เรียนเองนะ ปล้ำกับมันทั้งวันทั้งคืน เพราะชอบที่จะทำกราฟิก สิ่งที่มือมันทำไม่ได้ แต่เราต้องรู้ศิลปะ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะโดนเทคนิคกลืนหมด ตอนหลังมันมีเฟซบุ๊คขึ้นมา ในเมื่อเราไปมิวเซียม ไปทุกอาทิตย์ ถ่ายรูปทุกวัน ก็เลยอัพเดทให้คนดู มีฝรั่งทั่วโลกมาขอเป็นเพื่อนทุกอาทิตย์ เพราะเฟซบุ๊คเรามีรูปเยอะ และเป็นรูปที่แปลก ๆ ที่คนไม่มีโอกาสได้มาเห็นของจริงอยากดู






ชวลิตเดินทางกลับมาเมืองไทยบ่อยครั้งและมีผลงานมาจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดเพิ่งกลับมาทำสวนประติมากรรมที่โป่งรี จ.กาญจนบุรี และช่วยออกแบบสร้างบ้านบนภูเขาให้กับเพื่อน และกำลังจะมีนิทรรศการแสดงผลงานครั้งล่าสุด In Amsterdam with Chavalit Soemprungsuk เกิดขึ้นที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ซึ่งมีความพิเศษกว่าครั้งไหนๆตรงที่ เมื่อการแสดงสิ้นสุดลง ผลงานทั้งหมดจะถูกยกให้เป็นสมบัติของชาติ


“เราอยากให้งานของเราอยู่เพื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อไป และรัฐบาลดัชท์ เขาก็มีงานเราเยอะแล้ว คิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยจะได้มีงานเอาไว้ให้เด็กรุ่นหลังดูเพื่อเป็นตัวอย่าง ยังไม่มีเคยมีศิลปินยกงานให้แบบนี้เลยมั้ง เราน่าจะเป็นคนเริ่มต้น”


เฉพาะงานภาพเขียนที่ยกให้เขาบอกว่ามีมากกว่า ๒,ooo ชิ้น ทั้งที่ขนมาจากเนเธอร์แลนด์ และสร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ รวมไปถึงงานศิลปะประเภทอื่นๆ,ของสะสม และสตูดิโอสร้างงานที่ต้องการยกให้เป็นสมบัติของชาติช่นเดียวกัน ซึ่งต้องใข้งบประมาณเป็นล้านจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้รับเป็นเจ้าภาพจัดนิทรรศการให้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการขนข้าวของเหล่านี้ข้ามประเทศ






สำหรับประชาชนทั่วไปที่มาชม ผมหวังไม่ได้มากหรอก เราจะเทียบประชาชนคนไทยกับประชาชนของเมืองนอกไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานต่างกันเยอะ พื้นฐานของเมืองนอก เขาเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดสะอ้าน แต่คนไทย รวม ๆ แล้วทั่วไป เติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมที่สกปรก ในความหมายที่ว่า สิ่งแวดล้อมไม่มีสุนทรีย์ รกไปหมด ไม่มีอะไรที่เป็นความงาม ไปไหนก็รก ไปไหนก็สกปรก ทางด้านสายตา นอกจากสกปรกในคลองแล้ว ยังสกปรกสิ่งแวดล้อมด้วย ตึกก็ไม่มีระเบียบ เละเป็นสลัม คุณจะมองเห็นความงามที่ไหน


คนเราถ้ามันเกิดความเคยชินกับสิ่งสกปรก ประสาททางความงาม ทางสุนทรีย์ ถูกทำลายตั้งแต่เด็ก โอกาสที่จะเข้าใจงานศิลปะมันยากกว่าฝรั่งเยอะหลายเท่า เราพูดถึงประชาชนคนทั่วไปคนเดินถนนนะ แม้แต่เรียนสูงก็ยังรับไม่ได้ ลองไปถามนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่เรียนศิลปะดูสิ ว่ารู้และเข้าใจศิลปะไหม ไม่รู้เรื่องเลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วศิลปะมันมีไว้สำหรับมนุษย์ มันไม่ได้มีไว้สำหรับพวกเด็กเรียนศิลป์อย่างเดียว นักการเมืองก็ต้องรักศิลปะ หมอก็ต้องรักศิลปะ นักบัญชีก็ควรจะรักศิลปะ เพราะศิลปะมันเป็นประโยชน์ทางด้านจิตใจของมนุษย์ ตรงนี้เขาไม่เข้าใจ


นักการเมืองมันถึงโง่อยู่อย่างนี้ ไม่สนใจศิลปะ เทสต์มันก็ต่ำ พอต่ำแล้ว เสนอโครงการศิลปะอะไรเข้าไปมันก็ไม่เอา เพราะว่ามันจะให้เป็นไทยท่าเดียว ลายกนก นุ่งผ้าถุง ถึงจะเป็นไทย ประเพณีไทยเนี่ยมันดี แต่ถ้าไปถึง Contemporary Art (ศิลปะร่วมสมัย) แล้วเนี่ย มันจะต้องเป็นอิสระ จะเอาความคิดแบบนั้นเข้ามาปนกันไม่ได้ วัดวาอารามเก็บเอาไว้ให้ดี เก็บแบบถูกวิธี นี่ไปทำลายของเก่าแล้วไปสร้างของใหม่ขึ้นมาเละเทะ นั่นคือการทำลาย






ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมที่จะต้องโปรโมทให้คนธรรมดาเข้ามาหาศิลปะให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ลืมสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เด็กที่ตัวเองรับมา ให้มันหลุดออกไป แต่มันยากมาก คือประสาททางสุนทรีย์มันถูกทำลายหมดแล้ว เมื่อถูกทำลายแล้ว สิ่งดี ๆ มันรับยาก เกิดความโลภเรื่องวัตถุเข้ามาอีก แต่ศิลปะเป็นเรื่องของจิตใจ ทำให้เกิดปัญญา ถ้าเกิดคุณมีความโลภอย่างอื่นเข้ามาสูงไป คุณก็จะไม่รับแล้ว ความดีทางด้านปัญญา มันรับยาก


เพราะฉะนั้น ประชาชนทั่วไป ผมไม่หวังอะไรมากมาย แต่ก่อนเคยหวังนะ คิดว่าประชาชนน่าจะตื่นตัวได้ แต่พอเราไปอยู่ในเมืองฝรั่งแล้ว เราจะรู้เลยว่าคนไทยเป็นแบบนั้นไม่ได้ คนไทยก็คือคนไทย ฝรั่งมันคือฝรั่ง คนไทยมีส่วนดีก็ต้องยึดถือเอาส่วนดีไว้ แต่เรื่องรสนิยมของคนไทยจะให้เท่าฝรั่งทั่ว ๆ ไป โดยรวมๆ มันไม่มีทาง นิทรรศการอาจจะสามารถดึงคนบางส่วนให้มาสนใจ แล้วไปต่อเนื่องของเขาเองถ้าสนใจจริง แต่เราจะเปลี่ยนคนทั้งประเทศไม่ได้”


นิทรรศการ In Amsterdam with Chavalit Soemprungsuk โดย ชวลิต เสริมปรุงสุข ระหว่างวันที่ ๑๓ กันยายน - ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดําเนิน ถ.ราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ















ภาพและข้อมูลจากเวบ
manager.co.th












White Blooming No.3, 2554, 40x50cm,Canon G11 Modify to Infrared
Lens 90 mm, ISO100, Aperture F8, Speed Auto



"Senses of Blooming - ผลิ บาน”


นิทรรศการ “ผลิ บาน” นำเสนอผลงานศิลปะภาพถ่ายโดยศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พ.ศ. ๒๕๕๒ อาจารย์วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร โดยมีเรื่องราวเนื้อหาเกี่ยวกับดอกไม้และธรรมชาติรอบกายที่ถูกบันทึกผ่านทักษะ แนวความคิด และเทคนิคกระบวนการถ่ายภาพที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง งดงาม และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกละเมียดละไมที่หาชมได้ยากยิ่ง


วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ สาขาทัศนศิลป์(ภาพถ่าย) เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นชาวกรุงเทพฯ วรนันทน์ชอบถ่ายภาพภูมิทัศน์ ประเพณีวัฒนธรรม ชีวิตผู้คน โบราณสถานต่าง ๆ เขาส่งผลงานเข้าประกวดทั่วโลก ด้วยภาพสไลด์สี ประเภททั่วไป(วิจิตรศิลป์) และภาพท่องเที่ยว ได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักถ่ายภาพที่ติดอันดับ Top Ten ประเภทภาพท่องเที่ยวต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๒๒ ปี (ค.ศ. ๑๙๘๗-๒oo๘) โดยสมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (The Photographic Society of America) นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลยอดเยี่ยม PSA GOLD MEDAL ๘๗ เหรียญ จากสมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา และรางวัลอื่นๆ จากทั่วโลกมากกว่า ๑,ooo รางวัล วรนันทน์มีหนังสือผลงานภาพถ่าย รวมถึงผลงานร่วมกับหน่วยงานต่างของทั้งภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมภาพถ่ายหลายสถาบัน อาทิเช่น สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมถ่ายภาพสยามคัลเลอร์สไลด์ สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพฯ ฯลฯ





Orange Blooming No.2, 2554, 50x40cm, Canon EOS 5D Mark II
Lens Tamron 90 mm,ISO 500, Aperture F5.6, Speed 1.250 Sec.






Orange Blooming No. 4, 2554, 60x40cm, Canon EOS 5D Mark II
Lens Nikon 500 mm,ISO 1000, Aperture F8, Speed 1.40 Sec






Pink Blooming No.1, 2554, 60x40cm, Canon EOS 5D Mark II
Lens Nikon 500 mm,ISO 500, Aperture F8, Speed 1.125 Sec






Pink Blooming No.5, 2554, 40x50cm, Canon EOS 5D Mark II
Lens 24-105 mm@105mm.,ISO 800 Aperture F6.3, Speed 1.60Sec






White Blooming No.1, 2554, 50x40cm, Canon EOS 5D Mark II
Lens Nikon 500mm,ISO 200, Aperture F8, Speed 1.100 Sec






วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร



ภาพและข้อมูลจากเวบ
ardelgallery.com













"Radium Girl นิทรรศการภาพถ่ายของ Claude Estebe”


“Radium Girls” เป็นการจัดแสดงผลงานภาพถ่ายแนวทดลองของ “Claude Estebe” ศิลปินช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่นอกจากนั้นเรื่องศิลปะแล้ว เขายังมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ศิลปะภาพถ่ายของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยอีกด้วย เคยมีผลงานวิชาการเกี่ยวกับญี่ปุ่นตีพิมพ์เป็นหนังสือออกมาชื่อว่า “Le crépuscule des Geishas” (แปลเป็นอังกฤษคือ “The Last Geisha”)


คำว่า Radium Girls เดิมทีเป็นชื่อเรียกกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในโรงงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของอเมริกา ช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๙ สมัยนั้นโลกยังไม่มีความรู้ในเรื่องสารนรกัมมันตรังสีเท่าไรนัก พวกเธอรับหน้าที่ป้ายสีเรืองแสงลงไปบนเลขบอกเวลาของหน้าปัดแต่ละเรือน แต่หารู้ไม่ว่านั่นมันคือการทำงานตายผ่อนส่งที่ไม่มีใครรู้ตัว เพียงไม่นานสาว ๆ ที่ทำงานก็พากันป่วยและล้มตายอย่างไม่ทราบสาเหตุเรื่อย ๆ จนในเวลาต่อมาเกิดการฟ้องร้องกัน กับเจ้าของบริษัทที่ดูจะรู้อยู่แล้วว่าสารนี้มีอันตรายต่อมนุษย์ กลายเป็นคดีที่มีชื่อว่า “Radium Girls” (สาวกัมมันตรังสี) ซึ่ง Claude เห็นว่ามันมีความใกล้เคียงกับแนวคิดหลักในงานครั้งนี้ของเขา ควันหลงจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่จังหวัดฟุกุชิม่าเมื่อปี ๒o๑๑ ที่ผ่านมา เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นที่ตัวศิลปินต้องการจะนำเสนอมุมมอง และความรู้สึกเสียดสีบางอย่างผ่านทางศิลปะภาพถ่าย เลยเป็นเหตุให้หยิบเอามาตั้งเป็นชื่อผลงานชุดนี้ว่า Radium Girls ด้วยซะเลย


Claude เลือกสร้างงานชุดนี้ของเขาออกมาเป็นลักษณะภาพถ่ายแนวทดลอง งานแต่ละชิ้นมี form และการใช้สีเรืองแสงสีสด ๆ บาดตา ดูแล้วให้ความรู้สึก Surreal (เหนือจริง) ที่ในขณะเดียวกันมันก็มีบางมุมที่ออกมาดูแล้วจริงอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะว่าพื้นฐานแล้ว ภาพที่ได้จากการถ่ายรูปมันเกิดจากการบันทึกภาพที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้อยู่แล้ว เอกลักษณ์ในงานชุดนี้คือ เขาเลือกใช้ Subject ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นชัดเจนอยู่ในตัวมันเอง อย่างเช่น หุ่นยนต์กันดั้ม, ก๊อตซิลล่า, ตัวการ์ตูนสาวน้อยปรมาณู, รวมไปถึง Barbie ของปลอมแบบฉบับเอเชียก็ยังมี ซึ่งในผลงานแต่ละชิ้นเขาจะใช้สีเรืองแสงใส่ไว้ในจุดต่างๆของตัวแบบ หรือมบางทีก็ใช้ ไฟ LED ฝังลงไปในตัวหุ่นเลยก็มี แถมที่แปลกไปกว่านั้นคือแต่ละภาพนำเสนอโดยใช้มุมกล้อง Close-Up แบบใกล้สุด ๆ และยังเลือกใช้ Depth of Field ที่น้อยมาก ๆ อีกด้วย ทำให้ Subject แต่ละรูปดูเด่น โดดออกมาจากแบ็คกราวด์และโฟร์กราวด์ทันที คงเพราะด้วยกรรมวิธีพิศดาร ทั้งมุมภาพและการใช้สีอารมณ์แปลกๆพวกนี้ล่ะ ที่ทำให้ภาพถ่ายชุดนี้มันหนีขอบข่ายของโลกความเป็นจริงที่เราคุ้น ๆ ตากันออกไปได้…


โดยรวมแล้วนิทรรศการ Radium Girls นับเป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่น่าสนใจสำหรับคนรักงานศิลปะทุกแขนง เพราะแกนหลักของงานชุดนี้สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงที่ตัวศิลปินเขาต้องการจะบอกอะไรกับเรามากกว่าเรื่องการถ่ายภาพ ถ้าใครที่รักการตีความ แนวคิด Concept นี่ยิ่งพลาดไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะแต่ละชิ้นจะมี ชื่อผลงาน ที่ดูแล้วชวนเสียดสีและมีความหมายช่วยทำให้งานชุดนี้มีพลังมากขึ้นไปอีก ใครที่สนใจก็สามารถไปเยี่ยมชมกันได้ที่ Toot Yung Gallery งานจะมีถึงวันที่ ๑๓ ตุลาคม จากการกลับมาของแกลลอรี่ตูดยุงนี่ถือเป็นงานที่สองของพวกเขา กับงานแสดงผลงานภาพถ่ายชุด Radium Girls โดย Claude Estebe.


ติดต่อสอบถามได้ที่
//www.TOOTYUNGGALLERY.COM
๑๒/๖ เอกมัย ซอย ๒
BTS เอกมัย
OFFICE +66 (0) 27143766
MOBILE +66 (0) 849145499
E-MAIL tootyunggallery@gmail.com



ภาพและข้อมูลจากเวบ
dooddot.com













"โลกของภุชง”


ดีโอบีหัวลำโพงแกลเลอรี จะจัดให้มีนิทรรศการศิลปะ “โลกของภุชง” นำเสนอผลงานจิตรกรรมผสมผสานกับเทคนิคงานวาดเส้นและกระบวนการขูดขีดเพื่อสร้างร่องรอยบนผิวภาพ


โดยใช้รูปทรงของต้นไม้ ดอกไม้ พระอาทิตย์ ดวงจันทร์ และรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ เป็นตัวแทนของแนวความคิดเกี่ยวกับความงดงามของสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตและธรรมชาติที่มีบทบาทต่อความรู้สึกของศิลปิน ผลงานจิตรกรรมที่สวยงามด้วยเส้นสีซับซ้อน สดใสสุกสว่าง สร้างสรรค์โดยศิลปินและอาจารย์สอนศิลปะ ณรงค์ นาคา














นิทรรศการ : โลกของภุชง
ศิลปิน : ณรงค์ นาคา
วันที่ : ๑๒ พฤศจิกายน – ๒o ธันวาคม ๒๕๕๖
สถานที่ : ดีโอบีหัวลำโพงแกลเลอรี
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อหอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล โทร : o๒-๔๒๒-๒o๙๒, o๘๖-๘๙o-๒๗๖๒
แฟกซ์ : o๒-๔๒๒-๒o๙๑
เว็บไซต์ : //www.ardelgallery.com



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com













"Burnt Heart”


ภาพพิมพ์ที่สร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการการเผาไหม้ของไฟ ความบ้าคลั่งของลายเส้นและพื้นผิว กับความลุ่มหลงร้อนเร่าแผดเผาในใจ เมื่อมวลอารมณ์ที่ร้อนปะทุสงบนิ่งลง


คำตอบเพียงชั่วขณะ ความเจ็บปวดที่ว่างเปล่า และการตั้งคำถามกับชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อเกิดการเผาไหม้ที่สร้างการเกิดใหม่ โลกดูราวมีความหมายขึ้นมาอีกครั้ง เผาใจ จึงไม่ใช่การทำลายล้างหัวใจ แต่เป็นการปัดกวาดด้วยไฟให้อารมณ์ได้ปลดปล่อย ฝังลงไปในร่องรอยการกระทำ


- ชญานิษฐ์ ม่วงไทย ศิลปินรุ่นใหม่จบหลักสูตรศิลปบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ ๑ จากภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เคยได้รับรางวัลสนับสนุน การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ ๒๘, รางวัล Purchase Prize การแสดงภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ ๓, ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ EXPERIMENTAL PRINTMAKING – online Projects by //www.experimentalproject.ro/ ประเทศโรมาเนีย และร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการต่าง ๆอีกมากมาย


- เทคนิคผลงานประเภทภาพพิมพ์ Intaglio (ภาพพิมพ์ร่องลึก) โดยอาศัยการสร้างร่องรอยจากไฟเป็นสื่อในการสร้างแม่พิมพ์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการสร้างสรรค์ผลงาน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการการเผาไหม้แม่พิมพ์แล้วนั้น ก็นำแม่พิมพ์ผ่านเข้ากระบวนการพิมพ์ที่เป็นธรรมเนียมนิยมคือการอัดหมึกลงในแม่พิมพ์และนำแม่พิมพ์และกระดาษรีดเข้ากับแท่นพิมพ์เป็นลำดับต่อไป


ขอเชิญร่วมพิธเปิดนิทรรศการ วันศุกร์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๘.oo น.

นิทรรศการ : “ เผาใจ” Burnt Heart
ศิลปิน : ชญานิษฐ์ ม่วงไทย
วันที่ : ๔-๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
สถานที่ : แกลเลอรี่ เอ็น ถนนวิทยุ
ติดต่อโทร : o๘๖-๖o๑-๗๑๑๑
อีเมล์ : info@galerienbangkok.com
เว็บไซต์ : //www.galerienbangkok.com/



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com













"Strawberry Fields”


ในโลกอันซิวิไลซ์ ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้อันหลากหลาย เราให้คุณค่ากับธรรมชาติเป็นอย่างแรกใช่หรือไม่ แรงบันดาลใจของนิทรรศการ Strawberry Field (สตรอเบอร์รี่ฟิลด์) มาจากบทเพลงในตำนานสตรอเบอรรี่ ฟิลด์ ฟอรเอเวอร์ (Strawberry Field Forever) ของเดอะบีเทิล ซึ่งเพลงนี้มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ สังคม วิถีคนเมือง และอื่น ๆ เพลงนี้ออกมาในช่วงท้ายของยุค ๖o มาจากความทรงจำของเลนนอน ในวัยเด็กที่กำลังวิ่งเล่นในสวนใกล้บ้าน ที่มีชื่อว่าสตรอเบอร์รี่ฟิลด์






นิทรรศการนี้ใช้ชื่อว่า”สตรอเบอร์รี่ฟิลด์”เช่นกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขอคืนพื้นที่สีเขียว ในกรุงเทพฯ โดยการจัดแสดงงานกราฟฟิคและกราฟฟิตี้บนผนังของแกลอรี่ นิทรรศการ”สตรอเบอร์รี่ฟิลด์” ได้สร้างสวนในจินตนาการที่ขยายขอบเขตไปไกลกว่า พื้นที่สีเขียวรอบ ๆ เอเอมเอแกลอรี่ สิ่งของเก่า ๆ ถูกนำมาทำเป็นกราฟฟิคคอลลาจ ประติมากรรม เปลี่ยนพื้นที่แกลอรี่ให้เป็นมากว่าสถานที่แสดงงานศิลปะ ผืนผ้าใบและกราฟฟิตี้ ขยายความเป็นไปได้ของพื้นที่ให้กลายเป็นสวนที่น่าอัศจรรย์ซึ่งกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ






นิทรรศการนี้คิวเรทโดยภัณฑารักษ์ชื่อ ลอดาน่า พาซซินี พาราเซียนี สตรอเบอร์รี่ฟิลด์ ประกอบด้วยงานของ ๔ ศิลปินกราฟฟิตี้รุ่นใหม่ที่เป็นที่รู้จักดี “ยุรี เกนสาคู” ศิลปินวิจตรศิลป์ที่ประสบความสำเร็จและทำงานในฐานะศิลปินกราฟฟิตี้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคม,”May-T (เม-ที)” มีชื่อเสียงในฐานะมือกีต้าร์ นักแต่งเพลงและนักเขียนเพลง ล่าสุดเขาทำงานกราฟฟิคและงานกราฟฟิตี้ ,”รักกิจ” ศิลปินผู้ทำงานด้วยสื่อหลากหลายสาขา สตรีทอาร์ต กราฟฟิตี้ สติกเกอร์ กราฟฟิคดีไซน์ และ งานออกแบบผลิตภัณฑ์ และ “P7” ศิลปินผู้มีส่วนร่วมในงานสรีทอารตและเทศกาลศิลปะอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจัดนิทรรศการเดี่ยวและศิลปะกลางแจ้ง



ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุคนิทรรศการ




บล็อกนี้อยู่ในหมวดศิลปะค่ะ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii


Free TextEditor




Create Date : 24 กันยายน 2556
Last Update : 24 กันยายน 2556 9:26:21 น. 0 comments
Counter : 6655 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.