Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
6 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
O ลมรำเพย .. O







SongFromASecretGarden


O ลมผ่านริ้วแต่งเพลงวังเวงแว่ว
คำนึงแก้ว .. ด้วยรักเสียหนักหนา
ฝากมาลัยกลิ่นละมุนหอมกรุ่นมา
แนบถนอมขวัญตา .. ทั้งยามนอน
O ลมคิมหันต์บ่ายโบกโลมโลกกว้าง
แทนกรกางโอบขวัญในบรรจถรณ์
บุหลันโลมแสงรุกไปทุกตอน
แทนเนตรย้อนแววถนอมเข้ากล่อมใจ
O ที่เกรงนัก .. เกรงฝันจะพลันดับ
เลือนไปกับกีดกัน .. และหวั่นไหว
ถวิลนัก .. มณฑาทิพ-ที่ลิบไกล
ต่อเมื่อใด .. จึงอาจล้อมด้วยอ้อมทรวง ?
O จึงร้อยเรียงความรัก .. ผ่านอักษร
คำเว้าวอน, หมายแทนความแหนหวง
ปรารถนาถวิลหวัง สิ้นทั้งปวง
เก็บ, ตักตวง .. ตอกย้ำด้วยคำกรอง
O ฝาก .. รำเพยลมร่ำ-ผ่านรำพัน
ช่วยสานฝัน, อาลัย .. แห่งใจสอง
ร่วมรับตอบ, ผูกพัน, ร่วมครรลอง
ร่วมครอบครองเสน่หาให้ตราตรึง
O ชั่วลดาชื่นฉ่ำ-ด้วยน้ำค้าง
ก็ชั่วอ้างว้างจิต .. เพราะคิดถึง
สะท้านหนาวเหน็บล้ำเกินรำพึง
จักเหนี่ยวดึงยื้อยุดก็สุดคิด
O จะปลดปลื้มลืมได้อย่างไรเล่า
ชั่วห่างเงาดวงขวัญยังหวั่นจิต
ต่อเมื่อไรไหนเลย-ได้เชยชิด
รูปนิมิตในฝัน .. ดั่งพรรณนา
O อาวรณ์รุมด้วยฤทธิ์แรงคิดถึง
แต่งามซึ่งยากสิ้นถวิลหา
ขวัญเอยขวัญ .. ห้อมเห่ทุกเวลา
ปรารถนาก็รุมลามสุดห้ามใจ
O ใจแทบขาดรอนแล้ว .. นะแก้วพี่
แต่ละทีแกว่งนั้น .. ช่างสั่นไหว
ต้องทัณฑ์โทษรุมเร้านานเท่าใด
จึงอาลัยออดอ้อน .. จักย้อนคืน ?
O หนาวจากฟ้า .. ลามล่วงถึงทรวงอก
จะย้าย, ยก, ยื้อยุดก็สุดขืน
ใคร .. จะทอนหนาวล้ำลงกล้ำกลืน
ใคร .. จะตื่นกลางละมุนอ้อมอุ่นเนื้อ ..?
O ดึกแล้วนะแก้วตา ..
จันทร์เบื้องหน้าแสงทอ .. ลออเหลือ
ฤๅ-โลมแสงอ่อนละมุนลงจุนเจือ-
นั้น-เพียงเพื่อเพรียกงาม แทรกคำนึง ?
O เช่นจันทร์ในชั้นฟ้า
สูงส่งเกินกว่า .. เอื้อมคว้าถึง
หากแต่แรงปฏิพัทธ์ที่รัดรึง
ช่างดื้อดึงแฝงเร้นคอยเป็นใจ
O ดั่งกระต่ายที่หมายจันทร์
เพ็ญรูปแย้มเมื่อนั้น .. ที่สั่นไหว-
คือถวิลปรารถนา แห่งอาลัย-
โหมเข้าใส่บัญชา .. เร่งอาวรณ์
O ใยสวาดิครั้นพาดสาย
สุดรู้สุดคลายให้ถ่ายถอน
ใจเอย ..ไยเฝ้าแต่เว้าวอน
ออดอ้อนถวิลอยู่ไม่รู้แล้ว
O ดูนั่น .. จันทร์งามแสงวามไหว
ลมไล้ลูบริ้วก็พลิ้วแผ่ว
กระเพื่อมวงว่ายออกหลายแนว
วาบแววเนตรเห็น .. ก็เช่นกัน
O ไหววูบความหมายกำจายออก
คล้ายบอก .. รอถนอม รอกล่อมขวัญ
รอแขน-อกแกร่งเข้าแบ่งปัน-
อบอุ่น, กีดกั้น – ทุกหวั่นเกรง
O คล้ายม่านราตรีลงคลี่คลุม
อาวรณ์เร้ารุมเข้ากุมเหง
ส่งเสียงเร้ารัวบอกตัวเอง
จักเพ่งพิศจันทร์ตราบวันวาย
O ลมแผ่วพรมลงแต่ง-วงน้ำ
ซ้ำซ้ำจันทร์ก็พลิ้วเป็นริ้วสาย
ค่ำคืนเปล่าเปลี่ยว-ผู้เดียวดาย-
กลับคล้ายยากผ่อนอาวรณ์ลง
O ดั่งกระต่ายที่หมายจันทร์
ต่างชั้นต่างฝูง-ต่างสูงส่ง
หากรัก .. ลึกล้ำ-ยังจำนง
มั่นคงแน่นอน ..ไม่คลอนคลาย
O รักแล้วรักเลยไม่เคยเปลี่ยน
ผ่านเวียนปีวัน-ยังมั่นหมาย
แม้นเหมือนแสนใกล้, หัวใจชาย-
ไม่หน่ายไม่ท้อ .. ยังรอคอย
O ลมแผ่วอ่อนละมุนยังหนุนเนื่อง-
ผ่านเบื้องหน้าแล้วอย่างแผ่วค่อย
สิ้นจันทร์, แววกระพริบยังปริบปรอย-
ให้ละห้อยถวิลเห็นอยู่เช่นนั้น !




Create Date : 06 มีนาคม 2560
Last Update : 8 มีนาคม 2560 15:55:18 น. 26 comments
Counter : 768 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
O ควร .. ภาษพระศาสนะพระพุทธ
บริสุทธิโดยความ
กล่อมจิตและมิจฉะสยาม
ยุติทราม บ สืบสาย
O ควร .. วัตรจะตัดกรรมะสมา-
คมะวาระวุ่นวาย
กลับเห็น บ เว้น, กรรมะสยาย-
บทะคล้าย บ อาจขืน



โดย: สดายุ... วันที่: 8 มีนาคม 2560 เวลา:19:57:41 น.  

 
O จึง .. ทุนสิหนุนกิจะสมา-
ธิวิการะกลบกลืน
ลมลวงและปวงมุหะทะมื่น
ดุจะคลื่นคระครื้นฟอง
O จึง .. โลกก็โบกบทะกระหวัด
เหมาะสมรรถะเมื่อมอง
ลมโลกกระโชก, วัตระผยอง
ประลุต้องกะแววตา


โดย: สดายุ... วันที่: 8 มีนาคม 2560 เวลา:20:20:22 น.  

 
สดายุ..

O รักแล้วรักเลยไม่เคยเปลี่ยน
ผ่านเวียนปีวัน-ยังมั่นหมาย
แม้นเหมือนแสนใกล้, หัวใจชาย-
ไม่หน่ายไม่ท้อ .. ยังรอคอย
อย่างนี้ เค้าเรียกว่า เป็น คนดื้อ 55566


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 11 มีนาคม 2560 เวลา:19:14:48 น.  

 


มินตรา ..

ผมเป็นคนชอบอะไรแล้ว ไม่ค่อยเปลี่ยน
นอกเสียจากว่าที่คิดว่าชอบนั้น .. "เข้าใจผิดไปเอง"

เหมือนอย่างเรื่องกลอนนี่ .. ไม่เคยชอบนะครับ
แค่เฉยๆกับมัน .. เพราะเรียนมาตามหลักสูตรบังคับ(แบบไทยๆ) มาลองเขียนเล่นๆ ไปงั้นเอง ..



โดย: สดายุ... วันที่: 12 มีนาคม 2560 เวลา:18:55:10 น.  

 
ดายุ...

หนอยแน่ะ ! "เข้าใจผิดไปเอง" 555
ประเภท "บุญฉันมีแต่คงไม่ถึง ฟ้าจึงไม่เวทนา.." 555

มินตราน่ะ ชอบ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มากทีเดียว
สิ่งใดที่สวยสวยงามงาม ละเมียดละมัยน่ะ โปรดหมด
จนมีแฟนมาหลายคนเพราะ ฉันท์ เพราะ กลอน
จนลืมตามาเจอว่า" วรรณกรรม" ไม่ใช่ "คน"ที่ตนชอบ
เพิ่งจะ แปลคำที่ใช้ใน กลอน ของสดายุนี่ล่ะ ที่ผิดไป !(เลยกะว่าจะเลิกอ่าน) 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 วันที่: 12 มีนาคม 2560 เวลา:19:09:42 น.  

 


มินตรา

เพียงแต่ผมมีปกติวิสัยที่ชอบต่อภาพ พฤติ หรือ จริต แห่งหญิงวัยสาว มาแต่ไหนแต่ไร
ประมาณว่าหากมีลูก ก็ขอให้เป็นลูกสาว .. เพราะน่ารักมากมาย

กลอนนารีปราโมชก็เขียนล้อจริตแห่งวัยสาวเป็นส่วนใหญ่ .. เพศที่ธรรมชาติมอบความน่ารักใส่มาในจิตวิญญาณอย่างไม่ต้องปรุงแต่ง โดยเฉพาะสาวเอเชีย ..

ที่จริงสาวฝรั่งก็น่ารักไปอีกแบบ เพียงแต่ค่อนข้าง
มี maturity มากหน่อย – ไม่ค่อยแสดงความไร้เดียงสาแบบซื่อบื้อให้เห็นมากนัก – 555

แปลกมากที่รู้สึกว่าสาวไทยพออายุ 35+ แล้ว ควรมีท่วงทำนองทีท่าแบบ สาวตะวันตกนะสำหรับการมีปฏิกิริยาต่อทั้งเรื่อง สังคม ศาสนา และการเมือง .. คือมีจุดยืน อิงเหตุผล เป็นหลัก

แต่กลับไม่ค่อยเห็นเป็นบุญตาเอาซะเลย


โดย: สดายุ... วันที่: 13 มีนาคม 2560 เวลา:15:58:55 น.  

 
สดายุ

มี้ มีซิคะ สตรีในชนชั้นปกครอง ต้องเก่ง มีเยอะแยะไป


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 14 มีนาคม 2560 เวลา:6:10:16 น.  

 

มินตรา ..

ชนชั้นปกครองที่มินตราว่า ควรนิยามคุณลักษณะเป็นอย่างไรหนอ
จะแบบลูกหลานจอมพลที่เคยถูกยึดทรัพย์ สามารถนับเป็นชนชั้นปกครองด้วยไหม

ทั้ง ขะม้าแดง
ทั้ง 3 ทรราชย์

เพราะปกครองแผ่นดินมาคนละหลายปี ?


โดย: สดายุ... วันที่: 15 มีนาคม 2560 เวลา:10:34:52 น.  

 
สดายุ

"ชนชั้นปกครอง"ทั้งโลก ได้รับความรู้จาก วัด และวัง
จนถึงศตวรรษที่18 "ชนชั้นถูกปกครอง"จึงมีโอกาสรับความรู้ได้จาก public school "โรงเรียนราษฎร"

"การสร้างเมืองและการควบคุมอาณาจักรให้สามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคง" ต้อง เรียนรู้"โบราณศาสตร์"เป็นวิทยาการความรู้และ "หลักศาสนา"นั้นเข้ามา สร้าง "แนวทางของการอยู่ร่วมกันด้วยความเชื่อ"

โบราณศาสตร์ หรือ" วิทยาการจากอารยะธรรมอินเดียโบราณ "นั้น ได้ถูกนำมาเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิหรือแหลมอินโดจีน ซึ่งตั้งอยู่คาบสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้นั้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6-13 ตรงกับสมัยอาณาจักรฟูนันและอาณาจักรทวาราวดี
วิทยาการที่เรียกว่า "“โบราณศาสตร์” คือ ศิลปะศาสตร์ ๑๘ ประการนี้ คือ" ศาสตร์แห่งตักกสิลา" ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ใหญ่ของอินเดียโบราณ และได้ถูกนำออกไปประกาศเผยแพร่ไปยังดินแดนต่าง ๆ พร้อมกับศาสนา
เมืองอู่ทองในดินแดนสุวรรณภูมิได้รับอารยธรรมจากอินเดีย
"ชนชั้นปกครอง"ของเมืองนี้จึงเรียนรู้"คัมภีร์"สำคัญทั้งฝ่ายศาสนาฮินดู-พราหมณ์ได้แก่ มหากาพย์ ๒ เรื่อง โดยเฉพาะมหาภารตะกับรามายณะ และ "ฝ่ายพระพุทธศาสนา" ได้แก่ พระประสูติ และชาดกต่างต่างในพุทธศาสนา

สมัยอยุธยาเมื่อครั้งแผ่นดินกระเจ้าประสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๓- ๒๑๙๘) นั้นได้มีการนำเอาตำราวิทยาการโบราณคือตำราไสยศาสตร์และตำราโหราศาสตร์ มาเผาทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นหลักฐานของความงมงาย ที่เห็นว่าเป็นสิ่งร้ายความล้าหลังของผู้คนในชาติ เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองพระองค์นี้เดิมเป็น ออกญาศรีวรวงศ์ ผู้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ พระโอรสสมเด็จพระเอกาทศรถแล้ว ตั้งให้ พรินทราชา พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมส่วนตนนั้นเป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์์

ครั้งหลังสุดเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าข้าศึกเข้าตีเอาพระนครได้ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น กรุงศรีอยุธยามาเผาทำลายเมือง ทำให้บรรดาวิทยาการต่างต่าง ที่นำมาจากอินเดียโบราณเข้ามาเผยแพร่ตามศาสนาและยังหลงเหลืออยู่บ้างในอาณาจักรสยามนั้น ได้ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย

ภายหลังได้มีการคัดลอกและแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดรวบรวมตำราต่างต่าง
และแต่งขึ้นเพื่อจารึกรักษาไว้เป็นสำนักเรียนที่วัดโพธิ์ คือวัดพระเชตุพนฯ จนปัจจุบันนี้

"ศีล๕" ในพุทธศาสนา นั้น พระพุทธเจ้านำมาจาก "ข้อแนะนำของจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง 4 ต่อพลเมือง ที่ควรปฎิบัติตนในการอยู่ร่วมกัน" ตั้งแต่โบราณกาล ในขณะที่ "ชนชั้นปกครอง"ต้องถือ ทศพิธราชธรรม จริยวัตร 10 ประการ
"อริยสัจ ๔" มาจาก ปรัชญาของชาวอารยัน ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นชาวอารยันทรง ยึดเป็นหลักคิด

ทุก"คำ"ที่ใช้ จะมี"ความหมาย"(definition)เฉพาะตน ใช่ว่าจะมาเรียกเอาตามอำเภอใจโดยไม่มีหลักวิชาการได้


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 16 มีนาคม 2560 เวลา:17:53:23 น.  

 

มินตรา ..

สำหรับผมมองเห็นว่า "ชนชั้นปกครอง" เกิดจากคนธรรมดาในรุ่นแรก ที่มีความเข้มแข็งด้วยอำนาจบารมีส่วนตนขึ้นมาเหมือน จมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททองในเวลาต่อมา ซึ่งชาติกำเนิดยังไม่กระจ่างนัก ล้วนเป็นคำเล่าลือต่อกันมา) ..

ความเข้มแข็งในลักษณะ นักเลงใจถึงพรรคพวกเยอะนี้ เหมือนจ่าฝูงของสัตว์

เมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะกับ จ้าว คนเดิมอ่อนแอ (ในยุคนี้คือพระเชษฐาลูกพระเจ้าทรงธรรม .. หรือพระเจ้าธีบอ ผัว ศุภยลัต ของพม่า .. หรือ ปูยี จักพรรดิองค์สุดท้ายของจีน .. รวมทั้งนิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย)

จ้าวพวกนี้อ่อนแอกว่าสามัญชนกลุ่มใหม่ อย่าง สมุหพระกลาโหม .. ซุนยัตเซนและกลุ่มก้อน .. เลนินและบอลเชวิค ..

ความเป็นชนชั้นปกครองเดิมสิ้นสุด .. สามัญชนใหม่ที่เข้มแข็งกว่าก็ยึดอำนาจขึ้นปกครองแผ่นดินต่อไป ..

รวมทั้ง อินโดจีนทั้ง 3 ประเทศ

มันไม่มีชนชั้นปกครองถาวรนะครับ ..

เราจะพูดว่า เชื้อสายปูยีหรือลูกหลานซูสีไทเฮา ที่กระจัดกระจายอยู่ในแผ่นดินจีนยังเป็นชนชั้นปกครองได้อยู่หรือ .. เพราะบรรดาปูลิตบูโรที่ จงหนานไห่ นั้นยึดกุมอำนาจรัฐมาต่อเนื่องยาวนานแล้ว ทั้งยังนำพาจีนสู่ความมั่งคั่งมากกว่าระบบจักรพรรดิแบบเดิม ?

ผมไม่คิดว่ามันเป็นเหมือนวรรณะของอินเดียที่สืบทอดทางสายเลือดนะครับ สำหรับ"ชนชั้นปกครอง"




โดย: สดายุ... วันที่: 16 มีนาคม 2560 เวลา:19:21:02 น.  

 
ดายุ...
คำจำกัดความ (definition)ของคำว่า"ชนชั้นปกครอง" มาจาก "ความรู้"ที่โดนฝึกฝนมาแต่อ้อนแต่ออก
เพราะ"มีโอกาส"มากกว่า ชนทั่วไป"โดยกำเนิด "นะ

ทาง ชีววิทยา (Biology)
จะอธิบายเรื่อง คุณสมบัติทางยีน หรือ สิ่งสืบต่อพันธุกรรม (อังกฤษ: gene) "ทางสายเลือด"

ในวิทยาการสมัยใหม่มีวิชา
Genetic engineering (พันธุวิศวกรรม)
ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการทำให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะตามต้องการโดยอาศัยการส่งถ่ายดีเอ็นเอที่ควบคุมลักษณะแสดงว่า นักวิชาการแต่โบราณ(พราหมณ์)ต้องมีความรู้ด้านนี้อยู่

ที่ดายุเห็นเรื่อง"ลักษณะจ่าฝูงของสัตว์ " นั้น
เป็นมาตลอดราชวงศ์ไทย เช่น จมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง) หรือ พระเจ้าตากสิน
หากให้คุณปู่ของมินตราตอบ ท่านก็จะตอบว่า
จำไว้นะว่า คนที่ไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ จะไม่มีความสามารถที่จะกู้ชาติได้ !
ไฉนลูกเจ๊กลูกจีน จึงอาจหาญมา"กร่าง"และแกล้ง บุตรของพระยาจ่าแสนยากร (เสน)สมุหกลาโหม สมัยที่สั่งฆ่าคนกันง่ายง่าย ได้ !
ผู้ที่รู้ว่าพระเจ้าตากเป็นลูกใคร คือ เจ้าพระยาจักรีโรงฆ้อง ผู้รับพระเจ้าตากเป็นบุตรบุญธรรม ใช่ไหม

ส่วน จมื่นศรีสรรักษ์.นั้น พ่อค้าชาวเปอร์เซีย ผู้สนับสนุนร่วมศึก ย่อมรู้ว่าทำไม ทำให้ใคร อย่าง"ชอบธรรม"ในการนำประเทศได้ เพราะมี"ลักษณะจ่าฝูง"
..................
เมืองแห่งแรกของชนชาติไทย โยนกนาคพันธุ์-หิรัญนครเงินยาง
"พญาสิงหนวัติ" ผู้สถาปนา"เมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินคร"ขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง โดยทำการแย่งชิงดินแดนมาจากพวกที่มีอิทธิพลอยู่ก่อนคือ พวกขอมดำหรือกล๋อม
คือโอรสพระเจ้าเทวกาลแห่งนครไทยเทศ คือเมืองราชคฤห์ อพยพผู้คนออกจากเมืองราชคฤห์เมื่อ พ.ศ. 430

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ นั้น พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดียได้เดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้เป็นปฐมกษัตริย์ของฟูนัน

นายธรรมทาส พานิช อดีตนิสิตคณะแพทย์ศาสตร์น้องชายของภิกษุผู้มีชื่อเสียงนามว่า พุทธทาสภิกขุ ได้พยายามสืบสวนค้นหาความจริงเกี่ยวกับ “เจ้าชายสุมิตร” เสด็จมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 พบข้อความใน “คัมภีร์สุวรรณปุระวงศ์” “คัมภีร์ปรัมปราปุสตกะ” “คัมภีร์สีกิริยา” ทำให้ทราบเรื่องราวเพิ่มขึ้นมา เจ้าชายแห่งราชวงศ์โมริยะพระองค์นี้เป็นโอรสของ “พระนางสังฆมิตตาเถรี” ซึ่งเป็นพระราชธิดาองค์หนึ่งของ พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์เสด็จมายังลังกาทวีปเมื่อ พ.ศ. 296 พร้อมกับ “คณะธรรมทูต” ซึ่งมีพระมหินทเถระ ราชโอรสของพระเจ้าอโศกและเป็นพระเชษฐา (พี่ชาย) ของ พระนางสังฆมิตตาเถรี เป็นหัวหน้า เดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนายัง อาณาจักรสิงหล ในรัชกาล “พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ”

ต่อมา “เจ้าชายสุมิตร” ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาผู้เลอโฉมของ พระเจ้ากรุงสุวรรณปุระ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อมา ตำนานดังกล่าวระบุว่า ทรงเป็นผู้สถาปนา “ราชวงศ์สุวรรณปุระ” ขึ้นใน “สุวรรภูมิ” และสืบราชวงศ์ลงมากระทั่งถึงสมัยจักรวรรดิศรีวิชัยเรืองอำนาจและล่มสลายไปในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18
หลักฐานในบันทึกของราชทูตจีนในสมัยราชวงศ์สุยมีชื่อว่า “ราชทูตเสียงจุ่น” ซึ่งเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักเชี๊ยะโท้ว เมื่อ พ.ศ. 1150 ระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินของประเทศเชี๊ยะโท้ว แซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า

"ลักษณะจ่าฝูงของสัตว์ "นั้น มาจาก
"การศึกษา" และ "โอกาสที่เท่าเทียมกัน"
ประกอบกับ "ศักยภาพ"(competence) ส่วนบุคคล

ประวัติศาสตร์ จะอธิบายว่า ทำไมคนไทยจึง"เชื่อเชื่อง"



โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 18 มีนาคม 2560 เวลา:18:27:05 น.  

 


มินตรา ..

ผมเห็นด้วยนะ
หากว่าการคัดกรอง "จ่าฝูง" เราทำกันโดย ..

"การศึกษา" ที่มีคุณภาพ

"โอกาสที่เท่าเทียมกัน" ภายใต้ระบบคุณธรรม

"ศักยภาพ"(competence) ส่วนบุคคล ที่พ้นไปจากระบบอุปถัมภ์ค้ำชูลูกหลาน พวกพ้อง

ซึ่งต้องไปดูว่าเยอรมันกับญี่ปุ่นทำได้ยังไง ที่หลัง WW2 บ้านเมืองแทบไม่มีชิ้นดี มาวันนี้ขึ้นมาแนวหน้าทั้งคู่ ..

โดยไม่ต้องยกทฤษฎีอะไร ของใคร มาท่องจำกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง !

อีกประเด็น ..
ทำอย่างไรถึงจะทำให้คนในสังคมแห่งนี้พ้นจากภาวะ เชื่อง-เชื่อ ได้ ?


โดย: สดายุ... วันที่: 19 มีนาคม 2560 เวลา:8:45:54 น.  

 
ดายุ..
ในแผ่นดินไทย เราก็ "คัดเลือก" ประมุข มาโดยตลอด
บนรากฐานของ"คุณธรรม" "ตามศักดิ์และสิทธิ์"
ตั้งแต่ พระเจ้าปราสาททองมา จน ร.๓
จะเว้นก็แต่พระเจ้าตาก กระมังคะ
เพราะท่านโปรดเลี้ยงอั้งยี่ นี่ "ค้านคุณธรรม"
ไม่มี competence !

ตระกูลไทยที่ฝรั่งเรียกว่า "king maker" จึงมีคุณสมบัติแบบ โพรเฟสเซอร์ทั้งสาม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(The Human Rights Committee )
ผู้เชี่ยวชาญอิสระ (independent experts)
ซึ่งเป็นผู้มีคุณธรรมสูง (high moral character) และมีศักยภาพในเรื่อง สิทธิมนุษยชน (human rights.)

ญี่ปุ่นนี่ ยึดคุณธรรมแนวเดียวกับ เยอรมัน
(รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ร่วมร่างและเลือกคำ(wording) คือ
Lorenz von Stein ( 1815 – 1890)นักเศรษฐศาสตร์เยอรมัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส มาก นี่ คาร์ล มาร์ค เป็นคนว่า นะคะ )

เพิ่มคุณภาพคนด้วย"ความรู้"
ให้"โอกาศที่เท่าเทียมกัน"แก่ประชาชน
พลเมือง" มีระบบเป็นระเบียบ "และ "รู้จักประมาณตน"

แต่ของไทย เรา มีตระกูลกษัตริย์ปกครองมาตลอด
ซึ่งจาก"ทศพิธราชธรรม" และ
"กฎในการปฎิบัติตน"สำหรับประชาชน คือ ศีล ๕
จึงทำให้เราได้ประชาชนที่ต้อง "ถือสากถือศีล"
กันไงคะ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 20 มีนาคม 2560 เวลา:5:07:20 น.  

 

มินตรา ..
บริเวณไหนครับ ที่น่าอยู่



โดย: สดายุ... วันที่: 20 มีนาคม 2560 เวลา:8:58:04 น.  

 
ดายุ ..

เก่ง ช่างไปหา แผนที่ที่ลงเพียงภาษาแต่บอกลักษณะ ชนในแต่ละแคว้นได้อย่างดี มีประวัติศาสตร์ลึกซึ้งซ่อนอยู่

มินตราก็ต้อง Guten Tag ซิคะ ภาษากลางของเยอรมัน
จะไป Moin Moin ได้ยังไง
(นี่ล่ะรากคำ Morning ของภาษาอังกฤษเลย)
คำนี้ในภาษาไทยแม่ยังไม่ให้พูดเลย 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 20 มีนาคม 2560 เวลา:16:29:51 น.  

 


มินตรา ..

พอนึกคำอ่านออกนะ คำที่แม่ห้ามไม่ให้พูดน่ะ 555


โดย: สดายุ... วันที่: 21 มีนาคม 2560 เวลา:6:43:34 น.  

 


O โลกเคลื่อนจะเตือนบทะรพี
รัศมีนะรำบาย-
สรวงฟ้าวลาหกะ, สยาย-
ภวะผ้ายพลังเผา
O ตรู่สางระหว่างปฐมะคาบ
บทะภาพะพริ้มเพรา-
เผยองคะบ่งภวะเฉลา
วยะเยาวะขึ้นขวาง


โดย: สดายุ... วันที่: 22 มีนาคม 2560 เวลา:16:21:54 น.  

 



O ลมพลิ้วระผิว, รุจะระยับ-
ก็ประดับกะนวลปราง
สบนั้น .. ก็บันดละขนาง
ระยะห่างก็ยังเห็น
O ลมแผ่วระ-แนวพรรณะระบัด
ปฏิพัทธ์ก็เพียบเพ็ญ
ถ้วนทรามและความทุกระ-เข็ญ-
ดุจะเร้นจะเลือนสูญ


โดย: สดายุ... วันที่: 22 มีนาคม 2560 เวลา:19:13:45 น.  

 


O ดวงวันและนันทิพิสมัย
ก็ประไพและเพียบพูน
ดวงใจและนัยนะผอูน
ก็จรูญจรัสเหลือ
O ทิพใดนะใคร่จะอภิวาท
ดละชาติจุนเจือ
วางภพประจบยุพะอะเคื้อ-
ทะนุเนื้อถนอมนวล


โดย: สดายุ... วันที่: 22 มีนาคม 2560 เวลา:19:33:24 น.  

 
ดายุ..

ทราบนะว่า ดายุไม่โปรด มัทนะพาธา
แต่เป็นฉันท์เดียวที่มินตราเรียนจากโรงเรียน
"ณ ฉันใด....ก็ฉันนั้น"


"อ้าอรุณแอร่มระเรื่อรุจี
ประดุจมโนภิรมย์ระตี ณ แรกรัก
แสงอรุณวิโรจน์นภาประจักษ์
แฉล้มเฉลาและโศภินัก ณ ฉันใด
หญิงและชาย ณ ยามระตีอุทัย
สว่าง ณ กลางกมลละไม ก็ฉันนั้น"
— มัทนะพาธา, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 วันที่: 23 มีนาคม 2560 เวลา:18:20:21 น.  

 


มินตรา ..

บทประพันธ์ใดที่เขียนโดยกษัตริย์และมี ม.112 ค้ำคออยู่
ย่อมไม่มีใครอยากพูดถึงในทุกกรณี ..

ในขณะในความเป็นจริง ยุค ร.6 เป็นยุคที่มีฉันท์ดีๆที่เขียน
โดยสามัญชน ที่เราสามารถวิพากย์วิจารณ์ได้โดยสุจริต ในทั้งทางบวกและทางลบ ..

ในทุกเรื่อง - ต้อสามารถวิพากย์วิจารณ์ได้ จึงจะคู่ควรต่อการยกย่อง หากว่าดีจริง ก็คงเหมือนวรรณกรรมรางวัลโนเบิล อันสูงสุดเอื้อมสำหรับชนชาติไทย ..

นายชิต เขียนฉันท์ได้ดีมาก
ท่านผัน สาลักษณ์ก็เขียนฉันท์ได้ดีมากเช่นกัน

ในขณะที่พระยาตรัง เขียนโคลงได้เยี่ยม
รวมทั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ผู้เขียนลิลิตเตลงพ่าย เขียนโคลงได้ดีเยี่ยม .. แม้ท่านจะประพันธ์คำฉันท์อยู่ด้วยก็ตาม

บทที่มินตรายกมา คงเป็นอีทิสังฉันท์ 20
ผมก็เคยเขียนไว้ แต่ไม่บ่อยนัก
อยู่ในบทจบของมหาภารตะยุทธ พอดีเลย ..

อีทิสังฉันท์ ๒๐
010101012 - - - 10101012
103
1 = ลหุ
0,2,3 = ครุ


O กลางสุรียะฉายพระพายรำเพย
สกุณะเสียงประเดียงจะเย้ย
เยาะยั่วธรรม

O คนระหกระเหินเผชิญกะกรรม
ประพฤติพรตลุบทะทำ-
นุบำเพ็ญ

O ไหลระรินระริกกระซิกกระเซ็น
อุทกะหลั่งประดังกระเด็น
ละเล่นฟอง

O ขาวพะพรูพะพรายขจายละออง
ละลิ่วและโจมถะโถมคะนอง
ละล่องสินธุ์

O โขดตะปุ่มตะป่ำเพราะน้ำระริน
กระแทกพลังประดังก็ยิน
ณ ถิ่นนั้น

O มัสยาประดุจะรุดถลัน
ฉวัดเฉวียนแวะเวียนสิบรร-
ลุหรรษา

O วกและวนเสาะภัตต์เลาะลัดชลา
อุทกะไหลไถลถลา
บ่ล้าแรง

O ท่องพนัสสิขระจรแสวง
ประพฤติวัตรจะปัดจะแปลง
และปรับตน

O มุ่งพนาก็เพื่อจะเอื้อกมล
พิพิธะทรรศวิวัฒนะผล
จะวนไหว

O ภัตตะรสะเลิศประเสริฐะใด
ก็ปราศะร้างระหว่างคระไล
ลุไพรวัลย์


โดย: สดายุ... วันที่: 24 มีนาคม 2560 เวลา:7:02:38 น.  

 
ดายุ...
สามัคคีเภทคำฉันท์ของ นายชิต บุรทัต ก็มีเป็นบทเรียน
ที่มินตราท่องขึ้นใจคือ :

"จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา
และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ"
ประโยคง่ายง่ายอันเป็นต้นเหตุแห่งความแคลงใจและ ทำให้ เกิดสงคราม,

ตำแหน่ง"นาย" นี่ น่าจะเป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิด เช่น เดียวกับ "นายบุศ" " นายเฉลียว" ซึ่งนักประวัติศาสตร์เยี่ยงดร.สมศักดิ์
มิได้ศึกษาลึกซึ้งจนไปเรียก "คุณ"บุศ "คุณ"เฉลียว
คำว่า"คุณ"ก็เป็นตำแหน่งเป็นยศ เช่น "คุณยิ่งลักษณ์"

ผู้ที่ใกล้ชิด "ชนชั้นปกครอง" ก็
เรียนวิชาการของชนชั้นนั้น ในวัด หรือในวัง

มินตราว่า คุณครู หรือ แม่ มี"ความแยบคาย"ในการพูดจาได้โดยไม่ทำผิดกฎใดใด
เช่น มีคำล้อ ว่า "ณ ฉันใด....ก็ฉันนั้น"

คนไทยฉลาดและแยบคาย มากกว่าที่เราคิด
ตรองดู ว่าใช่ไหม

ดายุนี่ เป็นพวกตระกูลอำมาตย์ แน่
จึงมีความรู้เรื่องฉันท์ทั้ง 108
ที่มาของคำว่า ร้อยแปดอย่าง ในโบราณศาสตร์

มินตราน่ะ"ต้องเรียน ต้องรู้"
ติดตัวมาแค่ "ณ ฉันใด....ก็ฉันนั้น" 555










โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 วันที่: 24 มีนาคม 2560 เวลา:18:53:25 น.  

 


มินตรา ..
จนปูนนี้แล้วยังจำได้ตั้งหลายบท .. ความทรงจำเป็นเลิศนะนี่ ..
.
.
"จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา
และคู่โคก็จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ"

ที่ยกมาเป็น .. ภุชงปยาตฉันท์ .. ลีลาพญางู
เป็นอีกฉันท์ที่ออกแบบฉันทลักษณ์ได้ลงตัว งดงาม

เพราะแว่วความก็ตามฟัง ... ละคราวครั้งก็ดั่งเคย
มุสาภาพะโผล่เผย ... เพราะเอื้อนเอ่ย ก็ รู้ทัน
ชโยศัพทะจับจอง ... และเสียงก้องก็รับพลัน
ประดิษฐ์ความก็พล่ามพัน ... ธนาขวัญ บ อาจคลาย

108 น่ะยังดี
แต่ 500 นี่คงไม่ดีแน่

555


โดย: สดายุ... วันที่: 25 มีนาคม 2560 เวลา:14:53:18 น.  

 
ดายุ..

เราน่ะประชาชนคนเดินดิน
มีความรู้แค่ ร้อยแปดอย่าง ก็พอแล้ว

มิบังอาจไปแย่ง ความเป็น 500 ของท่านผู้มีอำนาจได้ !


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 26 มีนาคม 2560 เวลา:18:13:08 น.  

 


มินตรา ..
ว่าจะเขียนวันละบทนะนี่ ..

O ชาติพันธุอันพฤติพิกล
อนุสนธิศรัทธา
เหนี่ยวภพประจบมุสะ, สถา-
ปนะฟ้าประโลมฝัน
O บัวต่ำ ฤ สัมผัสะรพี
รัศมี ณ แรกวัน
โคลนตม ระ ห่ม ชละกระนั้น-
ก็กระทั้นกระแทกเสีย



โดย: สดายุ... วันที่: 26 มีนาคม 2560 เวลา:19:44:35 น.  

 


O เห็นชนมะป่นจุติพินาศ
วิปลาสก็แลบเลีย
เห็นฆาตะ-ภาษ บ ผละ บ เพลีย
บ ละเหี่ย, ก็ ยิ่งเห็น
O เห็นโฉดอุโฆษสรรพะประการ
ทะนุพาละพร้อมเพ็ญ
แว่วสัจจ์และสัตวะ บ เว้น-
กรรมะเข่นชิวาตม์สูญ


โดย: สดายุ... วันที่: 27 มีนาคม 2560 เวลา:8:43:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 146 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.