Group Blog
 
 
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
26 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 

O สายธาร .. กาลเวลา ภาค อวสาน .. O










เพลง .. ลาวสองคอน




๙๕๐. ทรุดกายนั่งตั่งหมอน .. มืออ่อน-กราบ
ปล่อยจิตทราบ .. อธิษฐานคนผ่านให้
รอคอย .. หมายรูปคราญ .. ฝ่ากาลไป
ที่ท่าน้ำระลอกไหล .. รอใครคืน



บ้านสาทร .. ริมน้ำ ..



๙๕๑. อัมพรโอภาสแจ้ง - - - จันทร์ฉาย
ระริกหลั่งผืนน้ำราย - - - รอบล้อม
จิตหนึ่งเพ่งรำบาย - - - ความบอก
บอกสู่อีกจิตพร้อม - - - ผ่านรู้แรงถวิล ฯ

๙๕๒. เรื้องแสงจันทเรศเมื้อ - - - เมฆบน
เหลื่อมละลานอำพน - - - แผ่นฟ้า
แว่วสังคีตประณีตดล - - - โสตสดับ
พร้อมศัพท์เสียงเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยเห็น ฯ

๙๕๓. อาวรณ์ถวิลผ่านฟ้า - - - เฟือนจันทร์
ส่งรับข้ามกัปกัลป์ - - - กล่อมชู้
สอดแทรกสู่ภาคฝัน - - - เพื่อกล่อม ขวัญนา
สามโลกย่อมยินรู้ - - - รักนี้นิรันดร์สมัย ฯ

๙๕๔. อาสูรรูปสวาดิสร้อย - - - สายสมร พี่แม่
ด้วยกิจจึ่งพราก-จร - - - จากหน้า
บัดนี้กลับนาคร - - - คอยอยู่
คอยแม่ข้ามฝั่งฟ้า - - - วกซ้ำคืนสม ฯ

๙๕๕. ครั้งรูปนาริศน้อม - - - แนบทรวง
โอบตระกอง, อิ่มดวง- - - - ฤดิล้น
ปรางนั่น-กรุ่นหอมพวง- - - - ผกาเปรียบ ได้ฤๅ
สุดจิตจักฝ่าพ้น - - - ภาคเนื้ออ่อนไฉน ฯ

๙๕๖. ครั้งองค์ยุพเรศน้อม - - - แนบอิง
อ้อมอกยกให้พิง - - - ผ่อนล้า
เกษินีกรุ่นหอมหญิง - - - ราวยั่ว –
ให้จบจูบนานช้า - - - เนิ่นช้าถนอมโฉม ฯ

๙๕๗. ครั้งนิลเนตรช้อนสบ - - - ซึ้งผสาน
บ่งบอกเดียงสาคราญ - - - ใคร่รู้
ว่าระทึกดวงมาน - - - ในแม่ นั้นเนอ
ด้วยตระกองกอดชู้ - - - เช่นนั้นฤๅไฉน ฯ

๙๕๘. บัวตูมเทียนธูปพร้อม - - - นำถวาย พระเอย
เพ่งศรัทธะมุ่งหมาย - - - หนึ่งหน้า
แรงรำลึกจุ่งกราย - - - กรอมอก ใครเนอ
ให้อกนั้นวุ่นว้า - - - หวั่นร้างคำเรียม ฯ

๙๕๙. โอม..บุญช่วยก่อเกื้อ - - - บงการ
ร้อยพจน์รสผูกมาน - - - แม่ไว้
พากย์ใดที่พบพาน - - - พร่ำห่วง อย่าแม่
อย่าชำเลืองเนตรได้ - - - ดั่งเนื้อพรรณนา ฯ

๙๖๐. เพรงกรรมคงร่วมรู้ - - - รับรอง
บาปแยกเราห่างสอง - - - ฝั่งฟ้า
บุญกลับเชื่อมครรลอง - - - รอยเหลื่อม กาลเนอ
ช่วยร่นน้ำร่นหล้า - - - ร่นฟ้ารวมฝัน ฯ

๙๖๑. รอมาแต่ภพเบื้อง - - - ปางบรรพ์
รอบาปคลายโทษทัณฑ์ - - - เท่าสร้าง
รอบุญบ่มทรวงขวัญ - - - รู้ฝาก นัยแม่
ร่วมฝากนัยล่มล้าง - - - บาปร้อนเบื้องบุราณ ฯ

๙๖๒. แจ่มแจ้งสองฝั่งฟ้า - - - เพียงไหน
ฤๅเท่ากล่าวคนไกล - - - ก่อนกี้
หวานฉ่ำมธุรสใด - - - เสพทราบ
ฤๅเท่าใครบ่งชี้ - - - ตอบเนื้อความสนอง ฯ

๙๖๓. เดือนหกฝนหกฟ้า - - - พาหนาว
ทรวงหนึ่งบ่อยครั้งคราว - - - กลับร้อน
รุมอยู่แต่เนตรวาว - - - วามจับ ใจแม่
แต่รับรู้, อุ่นซ้อน - - - แทรกซึ้งตรึงทรวง ฯ

๙๖๔. ดาวเกลื่อนเดือนก่ำคล้าย - - - โคมแขวน
เทียบรูปอำไพแดน - - - เด่นฟ้า
รอเจ้าแต่เงยแหงน - - - มองเงียบ อยู่เนอ
สำเหนียกความเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยหวน ฯ

๙๖๕. แทนบัวมือกราบค้อม - - - คอถวาย
เพ่งรูปพระรำบาย - - - บอกรู้
พากย์ยกลูกแยบคาย - - - ควรอยู่ ไฉนนา
ควรช่วย..กล่อมใจผู้ - - - อยู่พู้นเพรงยาม ฯ

๙๖๖. ชมเฌอฤๅใช่หน้า - - - นวลผจง
จักเหม่อเพ่งพิศพะวง - - - วุ่นว้า
รำไรเหลื่อมแสงบง- - - - กชมาศ
นึกแต่หน้าหนึ่งหน้า - - - ยิ่งหน้าเคยคะนึง ฯ

๙๖๗. ราตรีดารดาษด้วย - - - แพรดาว
แหนห่มจนห้วงหาว - - - ผ่องแผ้ว
ห่วงเมื่อนิทราคราว - - - โดยเดี่ยว นะแม่
ใดอาจห่มกายแก้ว - - - กอดน้องป้องหนาว

๙๖๘. มองจันทร์นึกแจ่มหน้า - - - นวลนาง
เผยผ่านจิตเลือนลาง - - - ลอบเร้น
แก้มอิ่มเอิบยิ้มกลาง - - - วิกาลดึก นั้นนา
หวังรูปเรียมนิมิตเต้น - - - แต่งเจ้าภิรมย์ใจ ฯ

๙๖๙. โฉมเจ้าจอดรูปไว้ - - - ในตา พี่ฤๅ
เนื้ออ่อนแนบติดนา- - - - สิกซ้ำ
เสียงกระซิบแผ่วมา - - - มอมโสต
กระแจะจันทน์หอมล้ำ - - - ยากแล้วเลือนสลาย ฯ



บ้านอัมพวา ..
พศ.๒๓๓๒






๙๗๐. ธูปเทียนประทีปตั้ง - - - บุษบา เพลิงเอย
จุดแจร่มชวาลา - - - ร่วมน้อม
รำลึกพุทธปฏิปทา - - - บูชิต พระเอย
สัททะตั้งมั่นพร้อม - - - พรั่งพร้อมสิ่งสักการ ฯ

๙๗๑. จิตประเทิงทัศนะเอื้อ - - - อธิษฐาน
หากคู่เคยสาบาน - - - บอกไว้
ทุกรอบวัฏฏะสงสาร - - - จักสบ กันนา
จะอยู่ไกลหรือใกล้ - - - ย่อมต้องมาเจอ ฯ

๙๗๒. อ้างกุศลเสี่ยงตั้ง - - - สัตยา ธิษฐานแฮ
ปลุกบำบวงพจนา - - - เนิ่นย้อน
เข้าอำอกเชษฐา - - - อีกฝั่ง ฟ้าแล
ให้ระรุมรุ่มร้อน - - - หยั่งรู้ใจสมร ฯ

๙๗๓. สองรอบศตวรรษร้าง - - - รอยกัน
ตราบภพเหลื่อมจบฝัน - - - บอกรู้
เหนี่ยวดึงจิตดวงขวัญ - - - ฝากสวาดิ
คอยเร่งเร้าแรงชู้ - - - อยู่เชื้อเชิญประชัน ฯ

๙๗๔. กำสรดสร้อยฟ้าคลี่ - - - ครวญคะนึง
แต่เมื่อรูปเหนี่ยวดึง - - - จิตน้อง
ฤๅทอนรอบถวิลถึง - - - ทวนเทวษ
เห็นแต่คอยพร่ำพร้อง - - - ผ่านฟ้าประนอมฝัน ฯ

๙๗๕. เพรงพรัด-นรนารถน้อย - - - นางเมือง
กรอมโศกกำสรวลเนือง - - - เนิ่นช้า
ร้างรูปรสบรรเทือง - - - ทูนเทียบ
แต่ล่องใจไขว่คว้า - - - อุ่นอ้อมกอดถนอม ฯ

๙๗๖. พร่ำพบ-มาโนชสร้อย - - - กระซิบเสียง
หวังเชษฐะจะประเดียง - - - สดับรู้
คำสัตย์พากยะก็เพียง - - - ร่วมผูก จิตนา
รอร่วมใจกายกู้ - - - กลับพ้นอดีตกรรม ฯ

๙๗๗. ปรัถพีพิโยคพื้น - - - ทรวงธร-
ณีฉุดสินธุสาคร - - - คลื่นคว้าง
เงามืดทาบจันทร - - - สิ้นขจ่าง
หลังจิตแม่ลูกร้าง - - - ล่วงพ้นยามเพรง ฯ

๙๗๘. สุดโพยมเวหาสห้อง - - - หาวหน
สองรูปเหลือหนึ่ง-บน - - - แผ่นหล้า
รูปหนึ่งซบพักตร์พิมล - - - ที่ตั่ง หมอนนา
อีกจิตทับซ้อนหน้า - - - หนึ่งหน้าในหมอน ฯ

๙๗๙. สิ้นรูปในภพเบื้อง - - - บุพกาล
เมื่อภาคเพ็ญแขตระการ - - - กลับแจ้ง
บั่นช่วงถี่แสงวาน- - - - วันดับ
สุดรูปจิต-อาจแว้ง - - - วกย้อนเพรงยาม ฯ

๙๘๐. ลืมเนตรในห้องพระ - - - พิศอนงค์
หาแม่ - ร้างรูปองค์ - - - อกร้อน
ค่อยย่องจดเท้าลง - - - เบาเงียบ
จำทิศทางก้าวย้อน - - - สู่ห้องท่านหญิง ฯ

๙๘๑. เนตรหลับโอษฐ์อิ่มคล้าย - - - ยิ้มเย็น
เอิบอิ่มลำเพาเพ็ญ - - - ภาคผู้-
ไกลห่างทุกข์ลำเค็ญ - - - โดยจิต
ทัณฑ์โทษปราโมทย์รู้- - - - เท่ารู้ทันเสมอ ฯ

๙๘๒. ยามดึกเงียบสงัดด้าว - - - เดือนฉาย
เมื่ออัสสาสะรำบาย - - - ผ่อนช้า
ทรุดลงเพ่งพิศหมาย - - - รอเมตต ตาแฮ
นานเนิ่นห่างเห็นหน้า - - - รูปหน้าในคะนึง ฯ

๙๘๓. เหมือนจิตจดจ่อด้วย - - - ดวงสุดา
จึงเนตรตื่นมองมา - - - รูปเจ้า
ยิ้มเยื้อนรูปโอษฐ์วา- - - - ระแรก พิศเนอ
ลุกตระกองรูปเฝ้า- - - - กอดไว้ในทรวง ฯ

๙๘๔. เพียงที่กระซิบถ้อย - - - อาทร
แต่งภิรมย์บังอร - - - เอ่อล้น
คือแม่-ที่เฝ้าวอน- - - - ว่ากล่าว สอนเนอ
จิตผูกพันยากพ้น - - - ผ่านห้วงกรรมะกระแส ฯ

๙๘๕. สัญญาเก่าทับซ้อน - - - รูปทรง
เปลี่ยนผ่านเจตนะประสงค์ - - - แทรกไว้
สำเหนียกแต่รูปมง- - - - คลภาค
เพียงหนึ่งเท่านั้นไซร้ - - - สืบรู้ปรารมภ์ ฯ

๙๘๖. แววเนตรมองสบเจ้า - - - แจ้งนัย
คือลูกโทนแห่งสมัย - - - เก่าโพ้น
แต่ครั้งเมื่อหลบภัย - - - จากอยุท ธยาฮา
คืนภาพกาลก่อนโน้น - - - แนบย้อมสัญญา ฯ

๙๘๗. สาวน้อยมาโนชหน้า - - - แนมสุวรรณ แม่เอย
ด้วยรักด้วยผูกพัน - - - แม่แล้ว
แต่นี้ร่วมครองขวัญ - - - ด้วยแม่ แลนา
ไม่ห่างร้างคลาดแคล้ว - - - ตราบสิ้นวัฏฏะกระแส ฯ



สาวน้อยที่ริมน้ำ ..







๙๘๘. ตกดึกเสียงคลื่นครื้น - - - ครวญฟอง
ยิ่งกว่าคลื่นครวญคะนอง - - - อกนี้
ทิพเอยจักคืนครอง - - - นุชเมื่อ ใดนา
ขอท่านโปรดช่วยชี้ - - - แนะให้ขจ่างเห็น ฯ

๙๘๙. ถวิลสร้อยเสาวภาคเนื้อ - - - นวลนาง
สถิตที่บรรจถรณ์กลาง - - - กล่าวอ้อน
อ้อมกอดโอบสรรพางค์ - - - เพียรกระชับ
อบอุ่นโอนย้ำ, ย้อน - - - หยั่งรู้แรงถวิล ฯ

๙๙๐. พักตราไตรเตรียบสร้อย - - - เสาวคนธ์
หอมรื่นงามรูปกมล - - - กมลาศเนื้อ
แช่มช้อยอิริยายล - - - ยามยาตร เยื้องนา
ประณีตจิตจริตเอื้อ - - - อ่อนเจ้าตระกองใจ ฯ

๙๙๑. ปักษีเสาวเลขล้วน - - - ลือประโคม
เมื่อผ่านพิศรูปโฉม - - - ช่วยซ้อง
อกเอยเมื่ออุ่นโลม - - - รอยร่าง
ย่อมแต่ครวญพร่ำพร้อง - - - พากย์ไว้ประโลมหวัง ฯ

๙๙๒. แสนสัตว์นาเนกล้วน - - - ระลอกสินธุ์
ทราบทุกข์เมื่ออกภินท์ - - - พ่ายแพ้
ไฟฟอนที่ในจินต์ - - - โจมจู่
สุดจิตนี้อาจแก้ - - - กลับร้อนเหือดแรง ฯ

๙๙๓. โอ้รัตนนารีศเนื้อ - - - นงพงา
สุดกัดกร่อนเสน่หา - - - เหือดแล้ว
จนแม้ภาคอิศวรา - - - ชะลอรูป
ยังยากลบเลือนแก้ว - - - กลบให้นิวรณ์หาย ฯ

๙๙๔. วรรณาโมลิสแล้ง - - - รอยเขษม
แต่เมื่อร้างรูปเขม- - - - ภาคนั้น
อัมพรวรรษาเปรม - - - ปริ่มหยาด
เช่นอกใจบีบคั้น - - - หยาดน้ำใจคะนึง ฯ

๙๙๕. อัญชันชระอุ่มแต้ม - - - ตาไพร
นึกเนตรเมื่อหวั่นไหว - - - แต่งแต้ม
ลึกล้ำดุจชลาลัย - - - รอหยั่ง
แต่เมื่อผ่องผกายแย้ม - - - ยากแล้วเลือนสลาย ฯ

๙๙๖. นับวารวรรณิศถ้า - - - นับเดือน แดฤๅ
วันและคืนผ่านเลือน - - - ล่วงคล้อย
จากรูปจิตเรียมเหมือน - - - จักมอด หมายแฮ
รำลึกรูปแน่งน้อย - - - ค่ำเช้าฤๅคลาย ฯ

๙๙๗. พรรษาสโรชฟ้า - - - ไขธาร ท่อแฮ
เพรียกหม่นหมองครองกาล - - - กล่อมหล้า
ปรารมภ์ที่ดวงมาน - - - ฤๅต่าง ฟ้าแม่
เมื่อแต่เฝ้าไขว่คว้า - - - อ่อนเนื้อประนอมคะนึง ฯ

๙๙๘. วันทาวรโพธิไหว้ - - - เติมหวัง พี่แม่
กราบพระจิตเพ่งประนัง - - - นิ่งช้า
เหมือนธรรมแว่วให้ฟัง - - - ฝากคิด
กล่อมจิตผู้วุ่นว้า - - - หว่างเคลิ้มคลอถวิล ฯ

๙๙๙. กรจบบทมาศไท้ - - - ธาตุศรี ศากย์แฮ
รำลึกคุณบารมี - - - มอบไว้
สรรเพชญ์ยิ่งเมธี - - - ทอนเทวษ ชนแฮ
ธรรมพระหนึ่งเดียวได้ - - - ดับร้อนทอนลง ฯ







๑๐๐๐. ดาวเดือนกระดากฟ้า - - - เฟือนสี
จวนรุ่งดวงรัชนี - - - เริ่มคล้อย
คะนึงโฉมจำพรากลี- - - - ลาลับ นานแม่
เย็นหยาดน้ำค้างย้อย - - - ยะเยือกขั้วหัวใจ ฯ

๑๐๐๑. เดือนพ้นอุรภาคเพี้ยง - - - ภินทนา
หมายเปล่าเปลี่ยวคะนึงหา - - - ต่างห้อง
แรงกระพริบดาริกา - - - ต่างประทีป
หอมกรุ่นสุมาลย์ต้อง - - - ต่างอ้อมทรวงขวัญ ฯ

๑๐๐๒. หวนกมลมาเลศสร้อย - - - สงสาร พี่เทอญ
แต่จำพรากทรมาน - - - ยิ่งแล้ว
ฝากลมช่วยกล่าวขาน - - - คำสู่ ทรวงนา
มอบรัก...มอบใจแก้ว - - - กลับย้อนร่วมสมัย ฯ

๑๐๐๓. สางรุ่งสุริยะเรื้อง - - - ราศี
ลมแผ่วผ่านลำวี - - - วาดไม้
อกครวญรำลึกศรี - - - เสาวภาค พี่เอย
หมายรูปเผยรอยให้ - - - อยู่ห้อมประนอมใจ ฯ

๑๐๐๔. ตกสายก้าวสู่บ้าน - - - รั้วติด กันนา
พบท่านป้ามองพิศ - - - รอบห้อง
รู้สึกแปลกในจิต - - - ฉงนอยู่
แววเนตรท่านจับจ้อง - - - ดั่งคล้ายเพิ่งเห็น ฯ

๑๐๐๕. แววอ่อนโยนลึกล้ำ - - - เหลือคณา
ก่อนทอดทอเมตตา - - - ตอบให้
เปล่งปลั่งรูปพักตรา - - - เตรียบอัป สรแม่
มือประนมก้มไหว้ - - - หว่างละล้าละลังเหลียว ฯ

๑๐๐๖. แววไหวในเนตรคล้าย - - - ครวญการณ์
เห็น-ปรารถนาชายชาญ - - - ช่วงแท้
ใครเล่าผูกดวงมาน - - - จนมั่น คงนอ
บ่วงเยื่อใยสุดแก้ - - - บั่นให้ขาดหาย ฯ

๑๐๐๗. ชายนี้ฤๅผู้-ลูก - - - ปรารมภ์
องอาจผึ่งผายสม - - - ศักดิ์เจ้า
สูงสง่ารูปหน้าคม- - - - คายอยู่ พ่อเอย
ควรคู่ใจใฝ่เฝ้า - - - แต่ละห้อยคอยเห็น ฯ

๑๐๐๘. เอ็นดูยิ้มเยื้อนเนตร - - - ทอดมา
เอมอิ่มรอบรมยา - - - อยู่ห้อม
เชื้อเชิญสู่ริมชลา - - - เขื่อนท่า นั้นเนอ
ข้าวกับสำรับพร้อม- - - - พรั่งแล้วคอยรอ ฯ

๑๐๐๙. ท่านป้าให้ล่วงหน้า - - - นำไป
เดินค่อยคล้อยหว่างใบ - - - พุ่มไม้
เมื่อรูปหนึ่งผ่านไหว - - - หว่างพฤกษ์ พรรณนา
เลี้ยวเลาะเสาะตาให้ - - - ห่วงรู้ดูเห็น ฯ

๑๐๑๐. เห็นหลังรูปแน่งน้อย - - - นาดกร
ทรงพัสตราอาภรณ์ - - - ยุคนี้
ผมแค่ไหล่ปลายงอน - - - งามอยู่
แว่วสั่ง .. บ่าวใช้-ชี้ - - - เช่นนั้น-นี้แถลง ฯ

๑๐๑๑. หยุดมองรูปลักษณ์ด้วย - - - ดุษฎี
จนรูปงามราศี - - - สื่อรู้
หันกายกลับเนตรนรี - - - เหลียวสบ
จึงบัดนั้นสบผู้- - - - พร่ำเพ้อละเมอถวิล ฯ

๑๐๑๒. ขวัญเมืองพิมพ์มาศแม้น - - - เหมือนโฉม แม่ฤๅ
เผยลักษณ์ร่วมบรรโลม - - - จิตไว้
เจ้าเอยดั่งดวงโคม - - - ฟ้าส่อง ใจแล
ปันอบอุ่นโอบไล้ - - - สุดล้างจางเลือน ฯ

๑๐๑๓. บ่าวใช้ค่อยปลีกพ้น - - - ลับตา
เมื่อร่องรอยปรารถนา - - - สื่อรู้
สองร่างนิ่งงันภา- - - - วะสบ กันเนอ
สองร่างสองจิตผู้ - - - อยู่พร้อมหลอมถวิล ฯ

๑๐๑๔. รูปเอยรูปแน่งน้อย - - - ในคะนึง
เผยลักษณ์เหนี่ยวจิตตรึง - - - ตอกไว้
ผองพากย์ที่รำพึง - - - ฝากผ่าน ลมนา
ลมช่วยผ่านโลมไล้ - - - มอบรู้ปรารถนา ฯ







๑๐๑๕. ก้าวประชิดโอบเนื้อ - - - นวลประคอง
ดูเถิดเนตรใครนอง - - - หยาดน้ำ
โผหาอกอุ่นตระกอง - - - ก่ายกอด
แก้มเกลือกกลิ้งอกย้ำ - - - ยากเว้นวางถวิล ฯ

๑๐๑๖. แขนเรียวกอดร่างไว้ - - - เวียนซบ พักตร์แล
พร้อมปากใครโน้มจบ - - - จูบแก้ม
เนตรงามเมื่อช้อนสบ - - - ซึ้งอยู่ นั้นนา
รอปากน้อมแตะแต้ม - - - ตอบรู้แรงภิรมย์ ฯ

๑๐๑๗. หน้าแนบเนื้อกรุ่นเนื้อ - - - นงพาล
นาสิกจบเนื้อคราญ - - - ข่มละห้อย
ปากจบรูปปากนาน - - - นิ่งอยู่
ตราบระทวยร่างน้อย - - - อ่อนไร้แรงขืน ฯ

๑๐๑๘. ทอดน่องเดินเกี่ยวก้อย - - - เคียงขวัญ
แรงบาปพาแยกกัน - - - พรากร้าง
แรงบุญร่วมรังสรรค์ - - - สืบวาส นาแฮ
บุญข่มบาปบาปล้าง - - - ลบเศร้าคืนสรวล ฯ

๑๐๑๙. ถึงท่าน้ำว่างไร้ - - - คนรอ
รูปแน่งน้อยเคลียคลอ - - - เคลิบเคลิ้ม
เนตรช้อนสบราวพะนอ - - - รอกล่อม ขวัญนา
ปากจบ-คนสั่นเทิ้ม - - - อกสะท้อนระทดระทวย ฯ

๑๐๒๐. ขวัญเจ้าจึงสะเทิ้น - - - ทรมาน
เหมือนทิพท่านเตรียมการณ์ - - - กลั่นแกล้ง
โอนฤทธิ์เดชอ่อนหวาน - - - วาบสู่ อกนา
ล่วงข่มความแห้งแล้ง - - - เหือดสิ้นหทัยสาว ฯ

๑๐๒๑. แต่สบรูปลักษณ์แล้ว - - - ฤๅเลือน
ใจหนึ่งประหนึ่งเหมือน - - - ม่านห้อม
คันธะรสกรุ่นกลิ่นเยือน - - - ย้อนจู่ อกเนอ
พาอ่อนโยนรายล้อม - - - รอบเวิ้งนทีถวิล ฯ

๑๐๒๒. จำรูญจำรัสเบื้อง - - - บูรพา
เมื่อหัตถ์ทิพนำพา - - - พบพ้อง
โอนฤทธิ์แห่งอิฏฐา - - - ทอดบท
สัมผัสความนัยต้อง - - - ต่างไว้ถวิลหวัง ฯ

๑๐๒๓. สีสันกุสุมะพร้อม - - - พันแสง
งามย่อมเห็นด้วยแรง - - - โรจน์เรื้อง
โดยรูปจริตสำแดง - - - ภาพหนึ่ง
ภาพงดงามประณีตเปลื้อง - - - ปิดได้ฉันใด ฯ



ปรารมภ์แห่งใจชาย ..







๑๐๒๔. รอคอยแต่ภพเบื้อง - - - บุพกาล
เริ่มเมื่อชีวาตม์ลาญ - - - ลับเจ้า
จำพรากสู่ทรมาน - - - มืดหม่น
ลอยช่วงวิญญาณเฝ้า - - - ฝ่าเวิ้งไฟสวรรค์ ฯ

๑๐๒๕. ร่วมภพร่วมภาคพื้น - - - ปฐพินทร์
บรรจบบรรเจิดถวิล - - - ผ่านเร้า
ประหนึ่งประณีตพิณ - - - พาทย์กล่อม
ให้ประโมทย์คลอเคล้า - - - สดับคล้อยรอยคำ ฯ

๑๐๒๖. รูปเอย-ขออาจเอื้อม - - - โดยใจ
ฟังเถิดฟังความใน - - - อกฟ้อง
ขวากหนามมรรคาใด - - - มุ่งฝ่า
เช้าค่ำจักพร่ำพร้อง - - - ผ่านร้อยพจีเรียง ฯ

๑๐๒๗. ล่องลอยผ่านฟากฟ้า - - - สู่ขวัญ
ผู้ผ่านรังสีพรรณ - - - พิลาสให้
ประเทียบแต่วงจันทร์ - - - จางรูป
โอนอบอุ่นแอบไว้ - - - หว่างห้วงคะนึงหา ฯ

๑๐๒๘. สุดรอคอยค่อยแย้ม - - - เยือนตา
งามรูปงามลักขณา - - - เนตรเจ้า
ลอยรูปทุกอัสสา- - - - สะช่วง แม่เอย
จนจับใจใฝ่เฝ้า - - - สุดล้างจางสลาย ฯ

๑๐๒๙. ใจเอยต่อแต่นี้ - - - นับนาน
จนบาปกรรมบันดาล - - - ดับดิ้น
ขอเคียงอยู่ด้วยคราญ - - - ครองคู่
โลก-จักรภพจบสิ้น - - - ห่อนสิ้นอาลัย ฯ

๑๐๓๐. อุ่นอยู่กลางอ้อมกอด - - - ในกาล
ร่วมหล่อหลอมวิญญาณ - - - อยู่-ยั้ง
ร่างแอบจักอุ่นนาน - - - นิรันดร์อยู่ แม่เอย
แม้นขอบฟ้าเหนี่ยวรั้ง - - - พรากร้าง-ขอขืน ฯ

๑๐๓๑. กำลูนมาเลศสร้อย - - - ทรามสงวน พี่เอย
อกหนึ่งรอพักตร์ซวน - - - ซบอ้อน
รอเนื้อนิ่มแขนนวล - - - เหนี่ยวโอบ รอบแม่
รอเกลือกแก้มเนตรช้อน - - - ฉ่ำซึ้งแววผสาน ฯ

๑๐๓๒. กฤษฎางค์ชุลิตน้อม - - - นอบกร
ปรุงภาษเป็นอนุสรณ์ - - - สืบไว้
สองใจตราบม้วยมรณ์ - - - ขอมั่น รักนา
อย่าจืดจางร้างได้ - - - ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ



อวสาน








 

Create Date : 26 มีนาคม 2553
12 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 13:10:58 น.
Counter : 6924 Pageviews.

 

...สวัสดีค่ะ

...แวะมาอ่านค่ะ

...ไพเราะทั้งคำประพันธ์..
และเนื้อหาค่ะ

 

โดย: แสงสว่าง IP: 97.123.85.29 26 มีนาคม 2553 21:47:11 น.  

 

พี่กาย

อ่านเพลินค่ะ ...แรงแห่งรัก กาลเวลาก็ไม่อาจขวาง จินตนาการล้ำเลิศ...บทร้อยกรองไพเราะ

ขอบคุณสำหรับความรื่นรมณ์ ที่มอบให้คนอ่านนะคะ

 

โดย: ทิพย์ IP: 202.149.25.235 26 มีนาคม 2553 22:54:52 น.  

 

ระทึก....
อ้าว...จบแล้วเหรอ

 

โดย: ม่านเอง IP: 112.142.9.155 27 มีนาคม 2553 5:54:53 น.  

 

แสงสว่าง....
สวัสดีครับ....งานเก่าในชื่อ...”สองฝั่งฟ้า” อยู่ในนิราศเรื่องยาว
ครับ






ทิพย์....
เรื่องนี้ค่อนข้างยาวอยู่สักหน่อย....คร่อมหลายยุคหลายสมัย
เป็นงานที่ตอนแรกเขียนไว้แค่ 3 ภาคแรก....แล้วมาขยายเพิ่ม
อีก 7 ภาคหลัง...เพราะเรื่องราวมันยังไม่น่าจะจบอยู่แค่นั้น

เป็นการสร้างตัวละครแทรกลงไปในประวัติศาสตร์จริงค่ะ





ม่าน....
จบแล้วสิ...10 ภาคตั้ง 1000 กว่าบทแล้ว....สร้างหนังได้เรื่องนึง
555






อัล.....
ตั้งแต่ภาค 4 เป็นต้นมาจนจบ นี่เขียนไว้ 2 ปีแล้ว....อยู่ในนิราศเรื่องยาว
“สองฝั่งฟ้า ภาค 1-7” มันแยกกันอยู่ทำให้คน งง พี่เลยจับมารวมกันซะ

บางส่วนเอาโคลงบทสั้นๆที่เคยเขียนไว้แล้วมาแทรกไว้เป็นระยะตาม
แต่เนื้อหาจะสอดคล้องกัน....

ส่วนรูป...จะหารูปที่ต่อเนื่องจากรูปบนสุดแต่ไม่มี....
เลยต้องหาเอาเฉพาะที่มี”บริบท”สอดรับกันมาสื่อให้คนอ่านพอเห็นภาพ
จะหาภาพลูกครึ่งจาก ภาค 9 มาใส่ชุดปัจจุบันก็หายาก....555

ส่วนภาพของ SBS นั้น....เห้นผู้หญิงสวยดี....พี่อยากได้ท่าทางประมาณนั้น
หาใน google – immage มันไม่มีอะ

 

โดย: สดายุ... 27 มีนาคม 2553 7:52:10 น.  

 

พี่ชาย...

และแล้วก็ถึงตอน...อวสาน..สายธาร..กาลเวลา...
พี่ชายใช้จิตนาการ..ในการแต่ง..ได้ดีจริง ๆ ค่ะ..
..จิตนาการ..นี่สร้างความสูข..
ให้กับอีกหลาย ๆ คน..นะคะ..
และที่สำคัญ..มี..บางคน..
ต้องมีความสุข..มากมาย..แน่.แน่.ค่ะ..

..แบ่งปัน..ความสุข..จากบางคน..
ให้อีกหลายๆ คน..นะคะ..

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.90.243 27 มีนาคม 2553 9:58:09 น.  

 

...อ๋อ..เหรอค่ะ



 

โดย: แสงสว่าง IP: 97.123.85.29 27 มีนาคม 2553 13:48:32 น.  

 

พี่กาย

กลับมาอ่านอีกหลายรอบค่ะ

บทนี้ไพเราะมาก โดยเฉพาะ

"ช่วยร่นน้ำร่นหล้า…………....…ร่นฟ้ารวมฝัน ฯ"


๖๐๙. เพรงกรรมคงร่วมรู้........รับรอง
บาปแยกห่างเราสอง.............ฝั่งฟ้า
บุญกลับเชื่อมครรลอง...........รอยเหลื่อม กาลเนอ
ช่วยร่นน้ำร่นหล้า…………....…ร่นฟ้ารวมฝัน ฯ

 

โดย: ทิพย์ IP: 202.149.25.235 27 มีนาคม 2553 16:27:24 น.  

 

ฟางน้อย....

จินตนาการสร้างเรื่องราวได้สารพัดค่ะ...
ภาค 1 นั้นเป็นจินตนาการบางส่วนจาก..somewhere in time..เรื่องเหรียญเงินแห่งยุคอนาคตจะสัมผัสกับ"รูปธรรม"ที่มีอยู่ก่อนเหรียญนั้นไม่ได้...

หากสัมผัสกันเมื่อไร"ความรู้สึกที่เหมือนจริง" ก็จะกลายเป็นแค่ความฝันไปทันที !

การย้อนอดีต...ในความคิดของเรื่องมีเค้าโครงความคิดมาจากวิทยาศาสตร์ของคลื่นแสงที่ว่า...

คนเรามีกระจกตารับภาพได้ในช่วงคลื่นความถี่แสงหนึ่งๆเท่านั้น...หลังจากแสงตกกระทบรูปธรรมใดๆ..แล้วสะท้อนเข้าตา...เราจึงเห็นภาพนั้น

แล้วหากเป็นคลื่นความถี่แสงที่อยู่นอกขอบเขตที่สายตาคนจะรับได้ล่ะ...เรามองไม่เห็นก็จริง...แต่มันจะไม่มีอยู่หรือ...?

ในเวทีการแสดงละคอนที่มืดมิด...คนดูจะเห็นตัวละคอนเฉพาะในวงแสงที่ฉายลงมาบนพื้นเวทีเท่านั้น...วงหนึ่งก็เหมือนช่วงเวลาหนึ่ง...อีกวงหนึ่งก็อีกช่วงเวลาหนึ่ง...จนสองวงเกิดมาทับซ้อนกัน...คนที่อยู่ตรงช่วงทับซ้อนก็จะเห็นคนทั้งสองวงแสงนั้นพร้อมกันได้...

นี่คือการมองเห็นที่คนอื่นมองไม่เห็นเพราะการทับซ้อนอาจเกิดเพียงวูบเดียว...

คนที่อยู่ในวงทับซ้อนที่เกิดก้าวผิดทางไปใน"วงเก่า"ก็จะกลายเป็นย้อนสู่อดีต...

ส่วนคนในวงเก่าที่ก้าวหลงมาใน"วงใหม่"ก็เหมือนกระโดดข้ามมาในโลกอนาคต..! นั่นเอง

คนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์เวลาจินตนาการก็จะออกมาแนวนี้แหละ...ไม่ค่อยจะไปทางโลกแห่งวิญญาณเอาซะเลย.....อิๆๆ







แสงสว่าง...
ตามนั้น






ทิพย์....
บทนี้พี่เอามาจากบท"สองฝั่งฟ้า" ในนารีปราโมชค่ะ...
เขียนไว้เยอะ...พอเขียนเรื่องยาวก็ไปเอามาลงได้เลยค่ะ...ไม่ต้องขออนุญาตคนเขียนมันอีก...555

บทนี้คล้ายๆกับว่า...
การที่ต้องอยู่กันคนละฟากฟ้า...ทำให้ได้รู้จักกันจนเกิดความผูกพันนั้น...เป็นเพราะบาปเคยสร้างเอาไว้...
จนเมื่อรอบบุญตามทัน...ก็มีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน...แล้วมาคอยอ่านกลอนบล็อคนี้ต่อไงคะ...

ทีนี้ก็คิดถึงคนเขียนทุกวันล่ะสิ...เพราะเคยให้สัญญาไว้อย่างนั้น...ผิดสัญญาไม่ได้-บาปมาก....อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 27 มีนาคม 2553 17:27:13 น.  

 

พี่กายขา..ทิพย์ ไม่ทราบเลยนะคะ ว่าบทนี้ แปลความตามที่พี่กายว่าได้ด้วย...

คิดว่าพระเอก คิดถึงนางเอก ที่อยู่ต่างกันคนละช่วงเวลา

แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณ..ที่ช่วยแปลความนะคะ

"บางคน" น่าจะ กำลังหมั่นไส้ ใคร "บางคน" อยู่นะคะ

 

โดย: ทิพย์ IP: 202.149.25.225 27 มีนาคม 2553 17:55:43 น.  

 



ค่อยๆ ละเลียดอ่าน ฮิฮิ จักได้ซึ้งซาบ คุณกายเก่งมากนะคะ ในนารีปราโมชว่าเยี่ยม มาอ่านเรื่องยาวทั้ง 10 ภาค เยี่ยมยิ่งกว่าเยี่ยม ถือได้ว่า สุดยอดค่ะ บัวชื่นชมมากมายแล้วนะคะ

 

โดย: สโรชินี IP: 203.172.141.227 12 พฤษภาคม 2553 23:46:52 น.  

 

อ่านเเล้วรู้สึกดี๊ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ

 

โดย: อุไรพร IP: 192.168.212.157, 118.173.244.51 5 สิงหาคม 2553 12:24:51 น.  

 

ดีครับพี ครั้งแรกที่เข้ามาอ่าน รู้สึกดีมากมากครับ
ขอบคุณครับที่นำบทความดีดีมีความหมายดีดีมาให้อ่าน
มีเวลาจะเข้ามาอ่านบ่อยบ่อยนะครับ

 

โดย: วายุ IP: 117.47.66.73 6 ตุลาคม 2553 2:19:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 146 คน [?]










O ลมรำเพย .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O แซ่ศัพทะรับคุณะประพจน์
ระบุบทะรำบาย
เสียงรับก็รับเฉพาะจะหมาย-
อธิบายกะหมู่เขลา
O ทวยเทพ, วิเลปนะประนอม-
จิตะน้อมและแนบเนา
พร้อมสรรพะอัปสระเฉลา-
ทะนุ-เฝ้าประคองฝัน !
O ปวงวรรคและอักษระประดิษฐ์
นฤมิตะเมามัน
สรรค์ศัพทะรับมุหะมหัน-
ตะกระนั้น สิ หนักหนา
O คีตพร้องตระกองยุคะสมัย
อุปไมยะไปมา
ไท-ทาส ก็พาดบทะ, สถา-
ปนะภาวะพร้อมเพ็ญ
O โอ .. โสตอุโฆษสรรพะประภาษ
ทะนุฆาตและลำเค็ญ
ดี-ชั่ว, เหมาะ-มั่ว, พิศะก็เห็น-
มุสะเต้นกระจ่างตา
O โอ .. โสตอุโฆษบุญะและบาป
สุรภาพะพึ่งพา
เทียนธูป .. วะวูบ, สติวิสา-
มัญะคว้า-ก็เพียงควัน
O ปรารมภะสมมุติวิกฤติ
กระอุอิทธิฤทธิ์ .. อัน-
ยื้อยุดจะฉุด-ยุคะและผัน-
บุพะบรรลุรำบาย
O โวหาระผ่านคตินิมิต
ตละคิด ก็ คมคาย
เกลี่ยชั่วเกรอะกลั้ว-บุญะละม้าย-
อธิบายะบิดเบือน
O ไป่รู้จะชู-ธรรมะ ฤ โทษ
พฤติโฉด-ก็แชเชือน
เพียงรู้จะชู-ฉละและเหมือน-
จะเลอะเลือนเพราะความหลง
O สามัญะนันทิพิสมัย
ระบุไว้กะว่านวงศ์
เว้นปากและพากยะประสง-
คะผจงจะ-จับ"ใจ" !
O แววตาวิสามัญะประเล่-
หะคะเนคะนึงนัย
ปรุงแต่งแสดงคติพิสัย-
ะประไพประพิณเหลือ
O อวลอรรถและปรัชญะประดัง
ตละครั้งก็คลุมเครือ
เลือกจับและรับบทะอะเคื้อ
อรรถะเพรื่อ สิ พร่ำเผย
O ศรัทธาเกาะบารมินิมิต-
กระอุพิษะรำเพย
สื่อสู่ ก็รู้ บทะเฉลย
ตละเปรย สิ ปลอมปน
O โมหันตะบันดละสมา-
คมะวาทะวกวน
ปรุงศัพทะรับรหัสะฉล
อนุสนธิสื่อสาร
O พิมพ์พันธุอันมุสะมุสา
กระแหนะหน้า สิ นับนาน
เท็จแถก็แปรบทะผสาน
อุปการะเกื้อกูล
O ตามอง, สมองพิเคราะหะตาม-
นยะพล่าม, ก็ไพบูลย์
จากชอบเพราะครอบคติวิทูร-
อนุกูละนำการณ์
O เชื่องเชื่อ .. เพราะเชื้อบุรพะผู้-
ศิระคู้และหมอบคลาน
ปราศรู้ ก็ชู ปทัสถาน-
อปการะกอปรกิน
O ทั้งมวลและถ้วนมรรคะพระผู้-
ประลุ-รู้, .. ก็พังภินท์
ผลเหตุเภท .. ระบุระบิล
ดุจะสิ้นกะสงสาร
O ใช่เพียง-เพราะเสียง, ตรรกะประกอบ-
ศิระนอบก็ชำนาญ
ทั้งฉวย-และช่วยมุสะประสาร
พิเราะซ่านหทัยชน
O โอวาทเพราะอาชวะประคอง
ดุจะกลองกระหน่ำกล
เคลือบทรามกะงามและอนุสน-
ธิพิมลกะมัวหมอง !
O มืดมัวสลัวยุคะสมัย
อุปไมยะเมื่อมอง
แฉก-ลิ้น .. แดะดิ้น, มุสะสนอง
สุตะพ้อง .. วิหคไพร !











free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.