Group Blog
 
 
ธันวาคม 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
1 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 

O นิราศลำปาง... O









O และแล้วโลกดั่งคล้าย - - - รอคอย
ให้เรื่อรังสีทะยอย - - - เยี่ยมฟ้า
เลื่อนมืดหม่นเงียบหงอย - - - เหงาผ่าน พ้นเนอ
พร้อมคีตครวญแว่วช้า - - - ร่วมเชื้อเชิญสูรย์ ฯ

O ตราบเมื่อชายฟ้าเลื่อน, - - - ลมบน-
ก็เลื่อนสาย-วกวน - - - แวดล้อม
หอมรื่นกลิ่นเสาวคน - - - ธรสจู่ จบนา
จึงบัดนั้นพรั่งพร้อม - - - รื่น, ริ้วระลอกลม ฯ

O จากเรือนมุ่งจบน้อม - - - วันทนา-
องค์พุทธในมรรคา - - - เคี่ยวเค้น-
ล่มเท็จล่มทุกขา - - - ครวญตัด สิ้นแฮ
ล่มอัตตาแฝงเร้น - - - หมดสิ้นสูญสลาย ฯ

O เพ่งพักตร์ผู้ผ่านพ้น - - - ภัยมาร
คล้ายดั่งคอยล่มลาญ - - - โลกให้-
ชนผู้ทุกข์ทรมาน - - - มอมจิต
ถ้วน-อยากมีอยากได้ - - - ดับสิ้นดับสูญ ฯ

O เห็นเนื้อทองอร่ามเรื้อง - - - องค์พระ
แทนรูปผู้สัจจะ - - - ผ่านแจ้ง
สรรพเสียงวิสาสะ - - - แทรกอยู่ นั้นนา
คล้ายมิจฉาจิตแว้ง - - - วกข้องทุกขัง ฯ



พระธาตุลำปางหลวง - ลำปาง


O เข้าสายสุริยะแปล้ - - - ปลาบสรวง
พระธาตุลำปางหลวง - - - เหลื่อมสะท้อน
พร้อมก้าวย่าง, คำบวง - - - บอกเจต นาเฮย
เวียนรอบให้แดดร้อน - - - ดับร้อนสูญสลาย ฯ

O ธูปเทียนส่งกลิ่นฟุ้ง - - - ฝ่าสมัย
กร-กบ, คอค้อม, ใจ - - - จับ-สร้าง-
หนึ่งคน, หนึ่งความ, ใน - - - หนึ่งโลก
กี่โลกเกิดดับร้าง - - - หว่างถ้อยสื่อธรรม ฯ

O โอภาสสุริยะเรื้อง - - - โรยทาง
ผลักมืดมัวสลัวลาง - - - เลื่อนพ้น
เมื่อแสงส่องผ่านกลาง - - - อากาศ
ล้วนฝุ่น-ลอยตราบล้น - - - ออกพ้นลำแสง ฯ

O ทั้งยอดปรางค์, ช่อฟ้า - - - ฝากรูป
รอจิตใจ, เทียน, ธูป - - - เทียบตั้ง
บุญกรรมแต่งไว้ลูบ - - - โลมอก
ใดเล่าอาจฉุดรั้ง - - - ล่มทิ้งมิจฉาพิถี ฯ

O ยอดพระธาตุเหยียดชี้ - - - ชูทาง
ให้ฝ่าหล่มหลุมขวาง - - - ขวาก-พ้น
ธรรมแท้เทียบไว้ถาง - - - ถากมิจ ฉาแล
แล้ว-ฝุ่นลอยมากล้น - - - ยากล้นลำแสง ฯ

O เรื่อยเรื่อยรถเลียบท้อง - - - ทางถนน
สองฟากทางผู้คน - - - เคลื่อนคล้อย
มุ่งกอปรกิจดิ้นรน - - - รองรับ ชีพนา
ตาพิศเพ่ง, ใจละห้อย - - - ห่วงด้วยนางเดียว ฯ

O พักตราไตรเตรียบสร้อย - - - เสาวคนธ์
หอมกว่าหอมมาลย์บน - - - แมกไม้
เผยรูปอิริยาปรน - - - เปรอจิต
เปล่งปลั่งแววเนตรไว้ - - - แวดล้อมประนอมคะนึง ฯ

O นึก-รูปเคยเอ่ยอ้อน - - - ออกแสดง
ครวญคร่ำร่ำความแสลง - - - สลดเศร้า
ยามบำราศรูปแพง - - - ทองพี่ นุชแม่
เบิกบทรำพันเฝ้า - - - ฝากรู้แรงถวิล ฯ

O โอบองค์กับอกพร้อง - - - รำพัน
เชยรูปพักตร์ถนอมขวัญ - - - นิ่ง, ช้า
อยู่เดียวแค่เพียงวัน - - - วายรูป นะแม่
จักกลับย้อนคืนหน้า - - - โอบเนื้ออุ่นนวล ฯ



สี่แยกห้าเชียง - ลำปาง


O ถึงทางแยกตั้งชื่อ - - - ห้าเชียง
จากประวัติเคยเคียง - - - เกี่ยวข้อง-
ร่วมเหง้า, บัดนี้เพียง - - - แยกแผ่น ดินนา
ศัพท์สำเนียงยังฟ้อง - - - ว่าใกล้เคียงกัน ฯ

O ฟ้าคราม, แดดจับห้วง - - - หนหาว
ขับผ่านเส้นทางยาว - - - คดโค้ง
รถใหญ่, รถเล็ก, ราว - - - น้ำหลาก สายแล
บนเที่ยวทางลิบโหล้ง - - - ลิ่วพ้นผ่านหาย ฯ

O ขึ้นสูง, ลงต่ำ, เลี้ยว - - - วกวน
เห็นยอดไม้เยี่ยงปฎล - - - ประดับข้าง
ปลายปีกนกคลี่บน - - - ลมโบก ว่อนเวย
ก่อนหรุบปีกร่อนคว้าง - - - ลิ่วคว้างเลือนหาย ฯ

O ลงจากเขาเข้าเขต - - - ลำพูน
เมื่อแดดสายบริบูรณ์ - - - บท, พร้อม-
แก่นหลักศรัทธาปูน - - - เสาปัก ใจเนอ
องค์พระธาตุ-รอน้อม - - - จิตน้อมวันทนา ฯ

O ยอดปรางค์เปล่งปลั่งใต้ - - - ดวงวัน
ทองเหลื่อมแสงเฉิดฉัน, - - - ช่อฟ้า-
ก็เหยียดรูปเคียงกัน - - - ใกล้อยู่
ยลยิ่งสูรย์ส่องหล้า - - - ส่องล้อมใจชน ฯ



พระธาตุหริภุญชัย - ลำพูน


O อยู่รอหยัดรูปโน้ม - - - นำใจ
พระธาตุหริภุญชัย - - - บ่งชี้-
แก่นธรรมผ่านยุคสมัย - - - สืบต่อ นานนา
ทางหนึ่งเดียว, ทางนี้ - - - ช่วยพ้นกิเลสเผา ฯ

O ควรเห็น-ชนแน่น-น้อม - - - นมัสการ
กุมธูปเทียนช่อมาลย์ - - - มั่น-พร้อม-
ศรัทธาจิต, สังขาร - - - คอยดับ สิ้นเนอ
เอาแก่นธรรมเข้าล้อม - - - ล่มเชื้อมิจฉา ฯ

O กลับเห็น-ชนแน่น-น้อม - - - นฤมิต
เอาศรัทธาเป็นสิทธิ์ - - - แต่ง-สร้าง
บุญกรรม, ชาติภพ, คิด - - - ครวญอยู่
เปลือกกระพี้จับอ้าง - - - แอบอ้างเป็นธรรม ฯ

O โวหาร, ภาพพจน์-คล้อย - - - คลาขบวน
กลางธูปเทียนควันอวล - - - เอ่ยซ้อง-
ขอทิพเทพ, ชักชวน - - - ท่านช่วย
มืดมิดใต้แดด, พร้อง - - - พร่ำสร้างสิ่งประสงค์ ฯ

O ที่เดิมเดียว, นึกย้อน - - - ยามสมัย-
โคลงนิราศหริภุญชัย - - - แต่งครั้ง-
ต้นกรุงอยุธยา, ใน - - - ยามจาก นางเฮย
กราบพระธาตุ, สม-ตั้ง - - - จิตไว้คอยหวัง ฯ

... ศุภสารเรียงร่ำถ้อย - - คราวคราน
หริภุญชัยเชษฐ์สถาน - - ธาตุตั้ง
สาระพัดเขตขาพาล - - พังด่ำ บนเทอญ
ยามม่อนมั่วรสยั้ง - - จุ่งตั้งสดับสาร ฯ

... สงสารทุกข์แต่งตั้ง - - อื่นฉงน
นิราศสัตวชน - - กล่าวได้
จักริร่ำยุบล - - บำราศ นุชนี
เป็นคะโลงหื้อให้ - - โลกแจ้งใจคะนึง ฯ

... ดวงเดียวดูยิ่งฟ้า - - อัปศร
เป็นปิ่นกามาวจร - - เจื่องเจ้า
บุญบาปแต่ปางก่อน - - ทักทำ นายนี
แสนชาติยังยั้งเฝ้า - - จึ่งล้วนลุคะนึง ฯ

... ดวงเดียวอาสาศเสี้ยง - - ภัทรกัป
ทั้งสี่สรรเพ็ชญ์ลับ - - ล่วงแล้ว
อาไรยมีทันผับ - - วรศาส นาแฮ
เจียนจุ่งละน้องแก้ว - - ก่อนแล้วดุสิดา ฯ

O โคลงโบราณพร่ำถ้อย - - - ถวิลถึง-
รูปอ่อนน้อยผู้ตรึง - - - ติดให้-
ห้วงจิตนึกคำนึง - - - น้อมสู่
กรองพากย์เขียนฝากไว้ - - - หว่างละห้อยคอยหวน ฯ

O นึก-พากย์เอ่ยอ้างดับ - - - อาดูร
เมื่อเดชบำราศพูน - - - เพียบพร้อม
ตระกองโอบรูปผอูน - - - เอนแอบ
อกอุ่น, สองแขน-อ้อม - - - กอดรั้งปลอบประโลม ฯ

O ใครหนอกระซิบซ้ำ - - - สั่งความ
ว่าจักขอติดตาม - - - กราบไหว้-
องค์พระธาตุทั่วคาม - - - แคว้นเขต
ก่อนจบจุมพิตให้ - - - ห่วงเนื้อคะนึงนวล ฯ

O พิมพ์ดวง, ผินพักตร์เชื้อ - - - เชิญใจ
พร้อมเนตรรูปเรียวไหว - - - วุ่นว้า
รับเถิดสั่นระทึก, ใน - - - ห้วงอก
เมื่อปากจบนิ่งช้า - - - ร่วมเชื้อเชิญโฉม ฯ

O สั่งสารเสาวณิตสร้อย - - - สายสมร
โอบนิ่มเนื้อกุมกร - - - กล่าวย้ำ
บำบวงภิวาทวอน - - - หว่างโสต
ว่า-รักพี่ลึกล้ำ - - - ตราบสิ้นลมสลาย ฯ

O กราบน้อมพระธาตุด้วย - - - ดวงใจ
รำลึกย้อนกลับไป - - - เมื่อครั้ง-
กำหนดที่ทางใน - - - สมัยหนึ่ง
หล่อพระธาตุขึ้นตั้ง - - - คู่บ้านคู่เมือง ฯ


...ราชธิดาแห่งกรุงละโว้...






O รูปพักตร์งามเด่นล้ำ - - - เลอสมร
เนตรแล่นแววเว้าวอน - - - เลศไว้
รูปขนงดุจคันศร - - - ยามเหนี่ยว สายเนอ
นาสิกโด่ง, โอษฐ์ไซร้ - - - สบแล้วยากเลือน ฯ

O ทนต์เรียบขาวสะอาดแม้น - - - ไข่มุก
ยามยาตรราวจะปลุก - - - ปลอบไห้
ดั่งหงส์ย่างกรายรุก - - - รอบถิ่น
กายกรุ่นกลิ่นบัวไซร้ - - - สยบสิ้นถ้วนหอม ฯ

O ตำนานมุขปาฐะอ้าง - - - อิงการณ์
ว่า-ที่สมภพคราญ - - - คาบนั้น
หนองดู่, ป่าซางสถาน - - - คามถิ่น
อยู่เขตลำพูน, ครั้น - - - อุบัติแล้วสามเดือน –

O – นกยักษ์โฉบสู่ฟ้า - - - ไป่บี ฑาเฮย
ผ่าน-สบจิตฤๅษี - - - สื่อให้-
นกปล่อยร่าง, พัดวี - - - วาดรับ รูปเนอ
แล้วชุบเลี้ยงเอาไว้ - - - ศาสตร์สิ้นระบิล-สอน ฯ

O ครั้นเมื่ออายุได้ - - - สิบสาม ปีแล
สำเร็จศาสตร์ครบตาม - - - ที่ได้-
ฤๅษีผู้ชุบเลี้ยง-ทราม - - - วัย, สั่ง สอนแฮ
หลังตรวจสอบชะตาให้ - - - จึ่งรู้วาสนา ฯ

O ว่า-บุตรผู้ชุบเลี้ยง - - - เลิศบา รมีเฮย
ดวงจักเป็นกษัตริยา - - - เยิ่ยงผู้-
เพ็ญบุญที่จะสถา- - - ปนาคู่ เมืองแล
จำส่งกรุงละโว้, รู้ - - - ระเบียบบ้านระเบียบเมือง ฯ

O แพถูกเนรมิตขึ้น - - - ลอยสา ครเฮย
ส่งบุตรผู้ปัญญา - - - ยิ่งแก้ว
หมู่ลิงแห่งพญากา - - - กะปก ป้องแล
ตราบลุเขตละโว้, แล้ว - - - ธิราชเจ้าจึ่งเห็น ฯ

O ราชาเมืองละโว้สั่ง - - - แกล้วชัก-
แพที่ลอยพร้อม-พักตร์ - - - ผ่องแผ้ว
แต่ไป่อาจรู้หัก - - - ให้ขยับ เขยื้อนนา
แจ้งแก่พระทัยแล้ว - - - อาจแล้วด้วยพระองค์ ฯ

O เมื่อหัตถาธิราชเจ้า - - - จับดึง
แพกลับลอยจนถึง - - - ท่าน้ำ
ฝูงชนเพ่งติดตรึง - - - ต่อเหตุ การณ์เนอ
แซ่-พระบารมีมากล้ำ - - - กว่าล้ำเลิศไหน ฯ

O จากโฉมงามล้ำเลื่อง - - - ลือไป
เป็นที่ปองอาลัย - - - ยิ่งแล้ว
จึงหนุ่มจากเมืองไกล - - - หวังเกี่ยว ข้องแฮ
ตราบผิดหวัง, ทัพแกล้ว - - - ยกล้อมชิงนาง ฯ

O ออกศึกคุมทัพเข้า - - - ต่อตี-
ชายชาติจากโกสัมพี - - - อริผู้-
กำแหง, หั่นไมตรี - - - ตราบขาด
ดาบประดาบ, เชิงสู้ - - - ยากสู้ดาบสาว ฯ

O ชายชาติประดาบแพ้ - - - นงพาล
ย่อมรับความทรมาน - - - หม่นเศร้า
ขัตติยะมานะการณ์ - - - จึงก่อ มรณังนา
ดาบเชือดศอ, เลือดเคล้า - - - คลุกเปื้อนชีพปลง ฯ

O หลังกำราบเศิกเสี้ยน - - - สิ้นความ
จึงอภิเษกด้วย-ราม - - - ราชเจ้า
เริ่มการณ์พระนางจาม - - - เทวีนั่ง เมืองนา
เคียงคู่องค์เหนือเกล้า - - - ที่ละโว้เวียงวัง ฯ

O ตราบสยุมพรเสร็จสิ้น - - - จึ่งลี-
ลาศสู่เมืองสวามี - - - เพื่อให้-
ปรับปรุงรับไพรี - - - ข้าศึก
เป็นปึกแผ่นเอาไว้ - - - ตราบพร้อมเหมาะสม ฯ


...เสด็จไปหริภุญไชย...


O หลังฤๅษีเสกบ้าน - - - สร้างเมือง
ถ้วนจำเป็นบรรเทือง - - - ครบถ้วน
ความร่มรื่นรุ่งเรือง - - - อาจร่วม อยู่เนอ
หากประมุขแต่ล้วน - - - คิดให้ชนเกษม ฯ

O แจ่มแจ้งด้วยจิตรู้, - - - ฤๅษี-
เพียงพระนางจามเทวี - - - ระบุไว้-
เชิญขึ้นปกครองบุรี - - - ท่านก่อ สร้างนา
ขอราชแห่งละโว้, ให้ - - - เอ่ยถ้อยสนับสนุน ฯ

O จึงเสด็จคืนกลับบ้าน - - - เมืองนอน
เข้าปกครองประชากร - - - แต่นั้น
กรุณาเมตตาสอน - - - เสมอแก่ ภูมิแล
ป้อง-เบียดเบียน, บีบคั้น - - - ชีพล้วนสุขเขษม ฯ

O สืบทอดสายเลือดไว้ - - - ครองลำ พูนแฮ
สืบศรัทธาพุทธธรรม - - - สถิตไว้
สืบจารีตร่วมบำ - - - รุงจิต ชนเนอ
สืบช่วงภพชาติให้ - - - คู่ล้านนาเหนือ ฯ

O จวบสามศตวรรษพ้น - - - ผ่านยาม
อาทิตยราชโดยนาม - - - ธิราชไท้-
จัดสร้างพระเจดีย์ตาม - - - แต่นิมิต สบนา
บรรจุพระเกศธาตุไว้ - - - อยู่ค้ำศรัทธาชน ฯ

O ปาฏิหารย์พระธาตุได้ - - - ออกแสดง-
ในนิมิต, เผยรูปแผลง - - - เลื่อนพ้น-
ดินสามศอก, ดุจแฝง - - - ฝากสื่อ ราชเนอ
จึง-โกศทองงามล้น - - - จัดให้ครอบ-องค์ ฯ

O กำหนดในพื้นที่ - - - วังประทับ
ที่นิมิตกำชับ - - - บอก-ไท้
เจดีย์ครอบ, ลำดับ - - - จากโกศ ทองนา
เผยรูป-รับศรัทธาไว้ - - - ชั่วฟ้าดินสลาย ฯ







O กราบไหว้พระธาตุน้อม - - - นำใจ
รำลึกรูปอาลัย - - - อ่อนเนื้อ-
ที่เหงาเงียบอยู่ใน - - - ห้องหับ
หวัง-คาบยามผ่านเอื้อ - - - จักเอื้อนัยธรรม ฯ

O อีกเช้า, ลมร่ำล้อ - - - ล้อมลน,
เมื่อแดดส่องฟ้าจน - - - แจ่มแจ้ง
พลิ้วแผ่วลูบมาลย์บน - - - ก้านกิ่ง พฤกษ์นา
เมื่ออกใจวกแว้ง - - - สู่เวิ้งนิวรณ์ถวิล ฯ

O เช้านั้น-มาลย์, กับ, ข้าว - - - ถือรอ
เอื้อมใส่บาตรผู้ขอ - - - อ่อนน้อม
สำรวมจิตโน้มคอ - - - ก้มต่ำ
รูปหนึ่ง, โสตหนึ่งพร้อม - - - กล่าวถ้อย, สดับธรรม ฯ

O เสร็จสิ้นโปรดสัตว์ผู้ - - - ยังเพลิน โลกแฮ
สาธุการจำเริญ - - - ร่ำอ้าง
ทางพระ, พระดำเนิน - - - ตรงแน่ว
ทางโลก, โลกจักล้าง - - - ทุกข์ร้อนฤๅสลาย ฯ

O จีวรปลิวปัดล้อ - - - ริ้วลม
พร้อมปัดปลิวเส้นผม - - - หนึ่งผู้
ขันข้าว, อีกเนตรคม - - - คอยอยู่
คอยพระ, คอยตา-รู้ - - - รูปเนื้อรอยนวล ฯ

O ของถวายจีบจับเอื้อม - - - เอาวาง
นาสิกเสี้ยวนวลปราง - - - โผล่-เร้น
พระจำพรากสู่ทาง - - - ควรที่ พระนา
ตาหนึ่งจักพราก, เว้น - - - ว่าง, พ้นรูปไฉน ฯ

O งามภาคงามพักตร์พ้น - - - พรรณนา
งามท่วงทีอิริยา - - - อ่อนช้อย
รูปเอยแทรกลงตา - - - สุดต่อ ต้านเนอ
สุดต่อต้านเนตรชม้อย - - - ลอบชม้ายชายเมิน ฯ

O รอคอยวันพระหน้า - - - คงนาน
คิดมาดหมายร่นกาล - - - กุดสั้น
ให้ธรรมวกล่มลาญ - - - ร้อนรุ่ม อกเนอ
ที่-เนตรคมคู่นั้น - - - วาบน้ำผกายหนุน ฯ

O อกเอยอุโฆษครื้น - - - เกินควร
เหมือนรื่นรมย์เริงขบวน - - - บุกเร้า
ที่ถูกย่อมต้องทวน - - - ธรรมบท
กลับถูกรูปยั่วเย้า - - - เยี่ยมหน้านวลเสนอ ฯ

O แรมหนึ่ง, รูปหนึ่งโน้ม - - - จินตนา
ดั่งโลกโน้มจันทรา - - - เคลื่อนห้อม
จันทร์ฤๅผลักวงพา - - - ผ่านหลุด พ้นเนอ
ใจจักหลุดวงล้อม - - - รูปนั้นทำไฉน ฯ

O ข้าว, ใจ, ช่อดอกไม้ - - - ล้วนหอม
รอบาตร, รอใครยอม - - - เยี่ยมหน้า
ข้าว, มาลย์มอบผู้ออม - - - อัตภาพ
มอบอีกใจวุ่นว้า - - - หว่างเงื้อมมือสมร ฯ

O คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำวาง
ทำอีกใจริมทาง - - - ทุกข์ร้อน
เกรงบุญช่วยบังพราง - - - ผูกจิต ใครนา
หวั่นเนตรปลาบไม่ช้อน - - - ฉ่ำซึ้งขึ้นผสาน ฯ

O จีวรพระพลิกพลิ้ว - - - พะนอลม
เมื่ออกหนึ่งพะนอคม - - - เนตรค้อน
ธรรมสัจจ์และรูปสม - - - รอสืบ เสาะนา
สืบบท, เสาะหวานย้อน - - - อยู่เลี้ยงอาลัย ฯ

O กำสรดสร้อยฟ้าคลี่ - - - คลุมขวัญ
หวังแต่รูปถวิลบรร - - - ลุ-รู้
คร่ำครวญฝากดวงวัน - - - วามส่อง แลแม่
จักกลับคืนถนอมชู้ - - - ไป่ช้าเลยโฉม ฯ

O พร้อมพรัด-นรนารถน้อย - - - นางเมือง
กรอมโศกกำสรดเนือง - - - เนิ่นช้า
ร้างรูปรสบรรเทือง - - - ถนอมแอบ อิงนอ
อ้อมอกอุ่น-แต่ว้า - - - เหว่ไว้รองถวิล ฯ

O เข้าบ่าย, แดดบ่ายย้อม - - - โพยมบน
เมื่อโลกต่ำ-ทางถนน - - - แน่นด้วย-
รถราวิ่งสับสน - - - สู่ที่ หมายเนอ
ธรรมพระฤๅอาจฉ้วย - - - กระชากร้อนสิ้นแรง ฯ

O เรื่อยเรื่อยรถเลียบเส้น - - - ทางจร
เมื่อรูปผู้อาวรณ์ - - - วาบให้-
เอ็นดูแต่เมื่อตอน - - - โอบตอบ
เรียวปาก, แก้ม-จบไว้ - - - หว่างอ้อมอกแขน ฯ

O พิมพ์ดวงเจ้าอ่อนด้อย - - - เดียงสา
ตื่น-รับรู้รมยา - - - ยั่วเย้า
แก้มเรื่อหากดวงตา - - - พริ้มหลบ
ไหวหวั่นที่รุมเร้า - - - อาจเร้นเลือนหรือ ฯ




พระธาตุดอยสุเทพ - เชียงใหม่



O ถึงเชียงใหม่รถอ้อม - - - เลี่ยงเมือง
ถิ่นที่วัฒนารุ่งเรือง - - - รอบล้อม
หลีกหงุดหงิดขุ่นเคือง - - - จากรถ ติดแล
เพื่อมุ่งไปกราบ, น้อม - - - มนัสซึ้งนัยธรรม ฯ

O พระธาตุดอยสุเทพตั้ง - - - ตระหง่านองค์
รอจิตผู้ลุ่มหลง - - - โลก-ไหว้
เยี่ยงแสงส่องรอ-บง - - - กชโผล่ ต้องนา
จักเบ่งบานโลมไล้ - - - แดดนั้นไฉนหนอ ฯ

O หยั่งรอยหยัดรูปชี้ - - - ชวนใจ
ทองเหลื่อมเรื่อ, แดดใส - - - ส่องต้อง
ลมแผ่วผ่าน, แผ่นใบ - - - โพธิ์แกว่ง
คือรูป, คือความ-ฟ้อง - - - ฝากรู้ลุอารมณ์ ฯ

ร่าย
O ศรีสวัสดิเดชะ - - - ยอธรรมะบรรยาย
ยกความหมายขึ้นตรอง - - - ในครรลองเหตุผล
หวังทุพพลสบภาษ - - - พ้นจากทาสมิจฉา
ดั่งชนกาลามะ - - - หมายสัททะเป็นฐาน
สืบสันดานกล่าวอ้าง - - - เพื่อสืบสร้างทางชอบ
พระจึงตอบจึงตั้ง - - - สิบทางรั้งลุ่มหลง
เพื่อธำรงพรหมจรรย์ - - - กล่อมเกลาขวัญดวงมาน
ชั่วกัปกาลโลกนี้ - - - คอยช่วงชี้โลกหน้า
ล่มบอดบ้าหลงผิด - - - เพื่อสอบจิตสอบใจ
บ่งความนัยแห่งพุทธ - - - หวังฉวยฉุดงมงาย
ทุบทำลายโฉดเชื้อ - - - ดลเนตรนั้นก่อเกื้อ
ตรึกรู้แก่นธรรม - - - ท่านนา






O ครวญคิดตอนก้มกราบ - - - องค์พระ
เป็นห่วงธรรมสัจจะ - - - จักสิ้น
จากนัยแห่งพุทธะ - - - ที่บิด เบือนนา
สืบทอดมาแหว่งหวิ้น - - - ยากรู้แท้เทียม ฯ

O บูชิตบูชนียะผู้ - - - พ้นผลาญ
ยกอรรถบุพาจารย์ - - - จับปลิ้น
ให้เห็นเลศแทรกลาญ - - - หลักพุทธ
จนผิดความหมายสิ้น - - - สู่รู้รจนา ฯ

O พระเปรียบธรรมดั่งไม้ - - - มวลพนา
เพียงหยิบมือนำมา - - - มอบให้
แต่ส่วนโทษทุกขา - - - ควรกร่อน
จำแนกเหตุผลไว้ - - - ครบถ้วนกระบวนความ ฯ

O อรรถะ, สัททะ, ทั้ง - - - ศรัทธา สิ้นเนอ
แทรกส่วนของอัตตา - - - แต่งแต้ม
ตามภูมิแห่งปัญญา - - - ตั้งอยู่
ถ้อยยกบรรยายแย้ม - - - จึ่งเพี้ยนแผกผัน ฯ

O สืบเสียงพระพุทธผู้ - - - เหนือพรหม
ช่วยปราชญ์รับปรารมภ์ - - - ร่วมชี้
ให้เห็นแง่เงื่อนปม - - - จุดเปลี่ยน
แทรกอยู่ในธรรมนี้ - - - แน่นแฟ้นเหลือฝืน ฯ

O ธรรมใดอุบัติตั้ง - - - แต่เหตุ
พระตรัสธรรมแจงเลศ - - - เริ่มต้น
ตรัสความดับฤทธิเดช - - - โดยขจ่าง
ตรัสมรรคาฝ่าพ้น - - - พิษร้อนผ่อนสลาย ฯ

O กรรมพราหมณ์บังพุทธแย้ม - - - บรรยาย
วงวัฏฏ์มิอาจสลาย - - - สลัดพ้น
วนรอบ-เกิด, แก่, ตาย - - - ว่าหนึ่ง เดียวเวย
ชีพหยุด, วิญญาณด้น - - - แหวกฟ้าหาภูมิ ฯ

O กรรมเก่าคงยากย้อน - - - ยล-ยิน พ่อเอย
ยากผ่านสภาพ-อจิน - - - ตยะได้
เชื่อหรือภาษวศิน - - - อวดวิเศษ
ล้วนมิจฉาแทรกไว้ - - - หว่างถ้อยเดียรถีย์ ฯ

หมายเหตุ..
อจินไตย [จินไต] ว. ที่พ้นความคิด, ไม่ควรคิด,
สิ่งที่เป็นอจินไตยมีอยู่ ๔ อย่างด้วยกัน คือ
๑. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๒. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน
๓. วิบากแห่งกรรม
๔. ความคิดเรื่อง โลก
(ป.=ประโยค=บาลี, อจินฺเตยฺย; ส.=สันสกฤต, อจินฺตฺย)



O หมกมุ่นสิ่งยากรู้ - - - รุงรัง ใจเอย
แปรเปลี่ยนเป็นอนิจจัง - - - บอกแจ้ง
เกิด, โต, แก่, ตาย-ฝัง - - - ร่างฝาก ดินนา
รูปดับ, จิตเลือนแล้ง - - - ละร้างสัญญาสลาย ฯ

O เสียงเพรียกเสียงพร่ำพร้อง - - - พะนอบุญ
เสียงย่อมอ่อนหวานละมุน - - - ละเมียดแจ้ว
เหนี่ยวสรวงแนบพิรุณ - - - ร่วมหยาด
ทิพกระพริบพร่างแพร้ว - - - ผ่านให้ใจเห็น ฯ

O ตู้บุญ, ตู้บาปตั้ง - - - ตำตา
รอ-หมู่ผู้ละลา - - - กิเลศใช้
หลุมขวากหล่มศรัทธา - - - ทวยเหล่า
สร้างวัตถุขวางไว้ - - - หว่างถ้อยรอยธรรม ฯ

O อิ่มอกใจคลับคล้าย - - - ลอยโพยม
บาปล่ม, บุญหล่อ-โสม - - - ะนัสแผ้ว
หวังตัดอัตตาโซรม - - - ลดเสพ ตรองเนอ
หรือ-มุ่งภพพร่างแพร้ว - - - ภาคหน้าดังไฉน ฯ

O เมื่อเอาอนัตตลักษณ์ตั้ง - - - เทียบตน
แต่-เกิดวิวัฒน์, วน - - - ว่าง, สร้าง
รูปจิตเปลี่ยนแปรจน - - - ผิดแผก
ใครเล่าอาจเอ่ยอ้าง - - - ชีพนั้นเดิมเดียว ฯ

O อารามอร่ามเรื้อง - - - องค์พระ
กรรมพิธีวาทะ - - - ท่วมท้น
สนทนาวิสาสะ - - - เสนาะอยู่ พ่อเอย
ตาบอด-คลำช้าง, ด้น - - - ดุ่มหน้าสาธยาย ฯ

O สมณะศักดิ์เสนาะล้ำ - - - เลิศนาม ท่านเอย
สมเด็จ, พรหม, เทพ-ตาม - - - แต่ตั้ง
เหนี่ยวโลกกอดแน่นหวาม - - - หวิวอก
ใครเล่าอาจหยุดยั้ง - - - ศักดิ์ย้อมพรหมจรรย์ ฯ

O พระจอมคนละแล้ว - - - บัลลังก์
เกียรติศักดิ์พระฝากฝัง - - - สู่พื้น
ก่อนจำพรากจากวัง - - - วงศ์ราช
เพียงจะพลิกหทัยฟื้น - - - ฝ่าห้วงสงสาร ฯ

O ลูกชาวบ้านยากแค้น - - - ขัดสน
บวชพระปฏิบัติตน - - - แต่ง, สร้าง
อามิสอาบห้วงกมล - - - กระมิด- กระเมี้ยนเนอ
เรือนอยู่ไม่ว่างร้าง - - - วิจิตรล้ำปรนเปรอ ฯ

O น้อมมโนชุลิตผู้ - - - จอมภพ
ภาษพระ-ผ่าน, มารสบ - - - สยบสิ้น
ต้น, กลาง, จวบปลายครบ - - - ความบอก
หลั่งล่มใจเดือดดิ้น - - - กร่อนร้อนทารุณ ฯ

โคลง ๒
O สืบสัจจ์หนุนโลกนี้ - - - สาปส่งมดเท็จชี้
ก่อนกี้สำแดง

O วิชชาแหว่งสิ้นแล้ว - - - แต่มิจฉาเจื้อยแจ้ว
เผือดแผ้วทางเพียร

O มรรคาเธียรมุ่งพ้น - - - ตาบอดคลำช้างด้น
ท่วมท้นศรัทธา

O บ่งโลกหน้าโลกนู้น - - - ไกลห่างด้านก่อนพู้น
ผ่องหน้าสาธยาย

โคลง ๓
O โลกในกายวกเวียน - - - แลพากเพียรบีบคั้น
จักกร่อนเกรียนกีดกั้น - - - หั่น, ห้ำ-ฤๅหาย ?

O เสพรูปหมายงดงาม - - - ด้วยตาตามจับจ้อง
เสพส่ำเสียงโสตพ้อง - - - เพราะ, พร้อง-ฤๅเลือน

O หอมเอยเตือนนาสิก - - - ฤๅจักพลิกหักห้อม
สัมผัสนุ่มเนื้อพร้อม - - - อุ่นอ้อมอกเอย

O หวานชิดเชยสุขสม - - - ทุกปรารมภ์ไขว่คว้า
หมายเสพใจห่อนล้า - - - วุ่นว้าวนเวียน

O เรื่องราวเพียรคิดย้อน - - - รำลึกตอนโกรธ, ยิ้ม
ใจตื่น, ตาหลับพริ้ม - - - เสพลิ้มอาการ

O เพียงเพื่อตัดทุกข์สิ้น - - - สูญสลาย
ใช่เพื่ออัตตาขยาย - - - ขยับตั้ง
ศักดิ์สิทธิ์ที่มากมาย - - - มอมโลก
ล่อหลอกเขลาเหนี่ยวรั้ง - - - จิตให้หฤหรรษ์ ฯ

O บัวบานดอก-ล่อล้อ - - - ภุมริน
หอมอบหวานเวียนถวิล - - - ว่อนล้อม
ใจเอยแต่เมื่อจิน - - - ตนาส่าย ซัดเนอ
ฤๅต่างภู่ผึ้งน้อม - - - นอบสร้อยเกสร ฯ

O โอ..ภาพ, โอภาสพ้น - - - พันแสง
พจน์พร่ำพระธรรมแสดง - - - รอบรู้
ลิ่มลมระดมแถลง - - - ไหลหลั่ง
ผุดพลุ่งเข้ากอบกู้ - - - เหล่าผู้กิเลศเผา ฯ

O สอนสั่ง-ให้มอดม้วย - - - อาตมา
มุ่งบั่นวิจิกิจฉา - - - อื่นผู้
ดำรงมั่นคงสภา - - - วะปราชญ์
ทุกคำตอบรอบรู้ - - - เร่าร้อนสื่อสาร ฯ

O ไวพจน์ธรรมท่วมทั้ง - - - ธานี
ยึดจับพุทธวิถี - - - ท่องก้อง
สอดแทรกพระบาลี - - - ประโลมอก
โอ-เผ่านกผกร้อง - - - แซ่ซ้องยุคสมัย ฯ

O ธรรมภาษล้วนเพริดแพร้ว - - - พิสดาร
ถ้อยถกก็โอฬาร - - - ลึกล้ำ
ปุชฉาวิสัชนาการ - - - ซึ้งกล่าว
โอ-เยือกเย็นเปรียบน้ำ - - - ย่อมน้ำลายกระเซ็น ฯ

O ว่า-กาลามสูตรตั้ง - - - เป็นทิศ
ไย-บุพกรรมนิรมิต - - - หมดสิ้น
เห็น-บุญ, บาป-วิปริต - - - รับส่ง ได้ฤๅ
ตาทิพย์หรือปากปลิ้น - - - เป่าฟุ้งจรุงขวัญ ฯ

O ไกลพู้นแต่ก่อนสร้าง - - - สังขาร
ใครเล่ามีจักขุทวาร - - - วกย้อน
อภิญญาหก-บรรสาร - - - เสียง, ภาพ กระนั้นฤๅ
ฤๅ-วิชช์สาม, เหลื่อมซ้อน - - - ภพพู้นจึงเผย ฯ

O พระผู้มีพระภาคเจ้า - - - จอมคน
พระสั่งสอนทุพพล - - - หยุดสร้าง
เหตุแห่งอัตตาตน - - - ตามตัด
กรรทบผลป่นมล้าง - - - ลบสิ้นเลือนสูญ ฯ

O สับสนจากสู่รู้ - - - รจนา
ไตรเพทพราหมณ์นำมา - - - แทรกให้-
พระร่วงพร่ำถ้อยกถา - - - เทียมต่อ นานเนอ
ครอบจิตเขลา, ปิดไว้ - - - ระหว่างเวิ้ง-นรก, สวรรค์ ฯ

O สองกึ่งสหัสวรรษพ้น - - - พุทธกาล
แทรกส่วนอรรถาจารย์ - - - จาบจ้วง
ตู่ด้วยพละการณ์ - - - เองกล่าว
เมื่อขาดการทักท้วง - - - ที่รู้-คือหลง ฯ

O หากกรรมเก่าก่อเกื้อ - - - บงการ
เหตุอยู่ภพก่อนวาน - - - วก-แก้
สู่เหตุ, ล่วงภพ-อฐาน - - - จักเกิด ได้นา
ฤๅ-ชาติภพที่แท้ - - - แค่ห้วงอึดใจ ฯ

O ไม่มีตาทิพย์ให้ - - - เห็นกาล ก่อนเวย
ฟัง-อ่านคำจดจาร - - - จับอ้าง
กาลามสูตรหรือลาญ - - - เลือนลับ แล้วพ่อ
จึงเชื่อ-ไม่คัดง้าง - - - แง่เนื้อความหมาย ฯ

O ต้นทุนอริยะคล้าย - - - คมคิด
ครวญใคร่"ความ"ตามติด - - - เหตุตั้ง
มองผลลัพท์เป็นทิศ - - - ตรวจสอบ
สุข, ทุกข์-ทุกคราวครั้ง - - - หยุดได้ไฉนหนอ ฯ

O ไกลห่างด้านก่อนพู้น - - - ฤๅพาน
ไกลห่างด้านหน้า-อฐาน - - - ยากรู้
มีแต่ปัจจุบันทวาร - - - เวียนเสพ กามแฮ
กับหนึ่งวิญญาณผู้ - - - พ่าย, พ้น-โลกวิสัย ฯ







O วันทาวรโพธิไหว้ - - - เติมหวัง พี่แม่
กราบพระ, จิตเพ่งประนัง - - - นิ่งช้า
เหมือนธรรมแว่วให้ฟัง - - - ฝากคิด
กล่อมจิตใจวุ่นว้า - - - ระหว่างเคลิ้มคลอถวิล ฯ

O เรื้องแสงสุริเยศเมื้อ - - - เมฆบน
เหลื่อมละลานอำพน - - - แผ่นฟ้า
แว่วสังคีตประณีตดล - - - โสตสดับ
แทรกศัพท์เสียงเหว่ว้า - - - หว่างละห้อยคอยเห็น ฯ

O อาวรณ์ถวิลผ่านฟ้า - - - เฟือนวัน
หมายส่งข้ามฝั่งฝัน - - - ฝากชู้
แทรกความกล่อมทรวงขวัญ - - - เฝ้าใฝ่ คอยนา
จนรัก-นั้นรับรู้ - - - ว่าล้นความเฉลย ฯ

O อาสูรรูปสวาดิสร้อย - - - สายสมร
ด้วยกิจจึ่งพราก-จร - - - จากหน้า
บัดนี้รอบอาวรณ์ - - - เวียนอยู่
หวังอ่อนน้อยคอยถ้า - - - เทียบเนื้อให้ถนอม ฯ

O ยอดพระธาตุเหยียดชี้ - - - ชูธรรม
ให้หมู่ชนได้สัม - - - ผัส-พร้อม-
ครวญความไตร่ตรองทำ - - - นุจิต ตนนา
กรรทบชอบ, ชัง-ล้อม - - - รอบแล้ว-รู้สลาย ฯ

O ยอดพระธาตุเหยียด-คล้าย - - - คอยคน
หยัดรูปหยั่งนาม, สน- - - ธิ-ให้-
ปวง-ชาติภพบัว-บน - - - น้ำ-สื่อ รู้เนอ
แทนรูปองค์, ดุจไต้ - - - จุดสะท้อนส่องทาง ฯ

O นึก-แผ่นน้ำเรียบกว้าง - - - ลิบไกล
ลมแผ่วผ่านโลม, ไหว - - - กระเพื่อมพื้น
บรรจบเหตุ-เผลอใจ - - - จับยึด อยู่นา
ย่อมกระเพื่อมครึกครื้น - - - ต่างน้ำไฉนหนอ ฯ

O แววตานั่น-คล้ายกระเพื่อม - - - พร้อมคะนึง
แฝงฝากความถวิลถึง - - - ออกสะท้อน
ยอรูปหยั่งความ-ตรึง - - - ตราอก
เตรียบท่าทีเหลือบ, อ้อน - - - ออด-ให้ห่วงหวง ฯ

O กลางวัตถุเตรียบไว้ - - - ประโลมหวัง
แรงกระเพื่อมคล้ายประนัง - - - หนักแล้ว
อาวรณ์อ่อนน้อย-ยัง - - - ยากข่ม
รูปพักตร์รูปพิมพ์แก้ว - - - กักล้อม-ผ่านฤๅ ฯ

O น้อมมนัสชุลิตผู้ - - - พ้นมาร
ไว้ต่อกร-สังขาร - - - ขัดค้ำ-
พิษสงแห่งรูปคราญ, - - - ตราบข่ม ได้เนอ
สบเลศ-ในเนตร, ล้ำ - - - ล่วง-พ้นแผดเผา ฯ

O ทางโค้งทอดคดเคี้ยว - - - บนเขา
เคลื่อนรถ, คล้ายรูปเยาว์ - - - ยั่ว-ยิ้ม
ทิวไม้ทอดร่มเงา - - - งำเที่ยว ทางเนอ
ตาเพ่ง, อีกตา-พริ้ม - - - หลับ-พะเน้าพะนอคะนึง ฯ



ถนนคนเดิน ประตูท่าแพ - เชียงใหม่




O จันทร์ทอ, อาทิตย์อ้อม - - - อัสดง
ม่านหม่นคลี่ตัวลง - - - ครอบหล้า
เงียบเหงาแต่ห่าง-นง - - - พาล-นิ่ม เนื้อแม่
เตรียบอกใจเหว่ว้า - - - ระหว่างข้าวของ-ขาย ฯ

O ท่าแพ-คนแน่นคล้อย - - - คลาขบวน
เดินทอดน่อง, ชี้ชวน - - - แวะซื้อ
ความอบอุ่น-อบอวล - - - อยู่รอบ
เสียงต่อรอง, ยุดยื้อ, - - - แว่วย้อมรัตติยาม ฯ

O คะนึงมวลแชล่มน้อย - - - นงคราญ
คล้อยขับศัพท์เสียงสนาน - - - เสนาะแท้
แต่รูปหนึ่งรำบาญ - - - เบียดแนบ อกเอย
พันหมื่นคราญ-ฤๅแก้ - - - กลบซึ้งเลือนสูญ ฯ

O จันทร์พ้นอุรภาคเพี้ยง - - - ภินทนา
หมายรูปในคะนึงหา - - - ห่วงละห้อย
ยามแพรแถบพัสตรา - - - คลี่ห่ม เนื้อเนอ
ใจจักคิดเคลิ้มคล้อย - - - ว่าอ้อมกอดตระกอง ฯ

O บง-โอฆ, อากาศ-ล้วน - - - ลมบน
เผยรอบเข้าล้อมลน - - - โลกหล้า
คะนึงนึกรูปนฤมล - - - เมื่อสบ
เผยรูปล้อม-ซึ่งหน้า - - - สุดหน้าจะหลีกหนี ฯ

O วงจันทร์จำรัสห้อง - - - หนหาว
เนื้อนิ่ม-เนตรดุจดาว - - - ประดับฟ้า
ห่วงเมื่อนิทรา-คราว - - - อยู่เดี่ยว นะแม่
จักละห้อยคอยถ้า - - - อกสะท้อนสะท้านไฉน ฯ

O ครั้งรูปนาริศน้อม - - - แนบทรวง
โอบตระกอง, อิ่มดวง - - - ฤดิล้น
ปรางนั่น-กรุ่นหอมพวง - - - ผกาเปรียบ ได้ฤๅ
จบจูบแล้ว, อาจพ้น - - - ผ่าน-ได้ฉันใด ฯ

O ครั้งร่างยุพเรศน้อม - - - แนบอิง
อ้อมอกยกให้พิง - - - ผ่อนล้า
เกษินีกรุ่นหอมหญิง - - - ราวยั่ว –
ให้จบจูบนิ่งช้า - - - เนิ่นช้าถนอมโฉม ฯ

O ครั้งนิลเนตรช้อนสบ - - - ซึ้งผสาน
บ่งบอกเดียงสาคราญ - - - ใคร่รู้
ว่าระทึกดวงมาน - - - ในแม่ นั้นเนอ
ด้วยตระกองกอดชู้ - - - เช่นนั้น-ฤๅไฉน ฯ

O รูปเอย-รูปแน่งน้อย - - - ในคะนึง
เผยรูปเหนี่ยวจิตตรึง - - - ตอกไว้
ผองพากย์พี่รำพึง - - - ฝากผ่าน ลมเอย
ลมช่วยผ่านโลมไล้ - - - ลูบเนื้อถนอมนวล ฯ

O รูปเอย-ขออาจเอื้อม - - - โดยใจ
ฟังเถิดฟังความ-ใน - - - อก-ฟ้อง
ขวากหนามมรรคาใด - - - มุ่งฝ่า
เช้าค่ำจักพร่ำพร้อง - - - ผ่านร้อยพจีเรียง ฯ

O ถวิลสร้อยเสาวภาคเนื้อ - - - นวลนาง
สถิตที่บรรจถรณ์กลาง - - - กล่าวอ้อน
อ้อมกอดโอบสรรพางค์ - - - เพียรกระชับ
อกอุ่น, สองแขนช้อน - - - กระชับเนื้ออุ่น-ถนอม ฯ

O ปักษีเสาวเลขล้วน - - - ลือประโคม
แต่ผ่านพิศรูปโฉม - - - ช่วยซ้อง
อกเอยเมื่ออุ่นโลม - - - รอยร่าง
ย่อมแต่ครวญพร่ำพร้อง - - - พากย์ล้ำเสียงลือ ฯ

O แสนสัตว์นาเนกล้วน - - - ระลอกสินธุ์
ทราบทุกข์เมื่ออกภินท์ - - - พ่ายแพ้
ไฟฟอนที่ในจินต์ - - - โจมจู่
สุดจิตนี้อาจแก้ - - - กลับร้อนรอนแรง ฯ

O ดาวเดือนกระดากฟ้า - - - เฟือนสี
จวนรุ่งดวงรัชนี - - - เริ่มคล้อย
คะนึงโฉมจำพราก, มี - - - แต่เงียบ เหงาแม่
เย็นหยาดน้ำค้างย้อย - - - ยะเยือกขั้วหัวใจ ฯ

O สางรุ่งสุริยะเรื้อง - - - ราศี
ลมแผ่วผ่านลำ, วี - - - วาดไม้
อกครวญรำลึกศรี - - - เสาวภาค พี่เอย
แต่รูป-เผยรูปไว้ - - - อาจเว้น-ฤๅถวิล ฯ

O เข้าสาย, แดดส่อง-แจ้ง - - - ขจ่างไกล
รถเคลื่อน, รูปอำไพ - - - ผุดล้อม
ริมทางยอดเรียวใบ - - - ไม้-ระบัด รูปเนอ
หมายอ่อนน้อยรอ-น้อม - - - แนบหน้าให้ถนอม ฯ

O ถึง-อ่อนน้อย, โอบเนื้อ - - - นวลประคอง
ดูเถิดเนตรใครนอง - - - หยาดน้ำ
โผหาอกอุ่นตระกอง - - - ก่ายกอด
แก้มเกลือกกลิ้งอก, ย้ำ - - - ยาก-เว้นวางถวิล ฯ

O แขนเรียวกอดร่างไว้ - - - เวียนซบ หน้าแล
รอปากโน้มลงจบ - - - จูบแก้ม
ตาเรียวรูปช้อนสบ - - - ซึ้งอยู่ นั้นนา
รอปากน้อมแตะแต้ม - - - ตอบรู้แรงภิรมย์ ฯ

O หน้าแนบเนื้อ, กรุ่นเนื้อ - - - นวลพรรณ-
หอมอบอวล, อบขวัญ - - - ฝ่าชู้
เรียวปากอิ่มจบ, พลัน - - - เหนี่ยวรูป-
โอบกอดไว้-รับรู้ - - - รสเนื้อกลิ่นนวล ฯ

O เจ้าเอย, จนดับ, ทิ้ง - - - ทรมาน
หรือตราบรอบสังขาร - - - หยุดสร้าง
เอกภพจักรพาฬ - - - พาล่ม ลาญแล
ไฟนอกโลกแล่นล้าง - - - ห่อนล้างอาลัย ฯ

O กฤษฎางค์ชุลิตน้อม - - - นอบกร
ปรุงภาษเป็นอนุสรณ์ - - - สืบไว้
สองใจตราบม้วยมรณ์ - - - ขอมั่น รักนา
อย่าจืดจางร้างได้ - - - ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ





 

Create Date : 01 ธันวาคม 2554
60 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 13:22:15 น.
Counter : 592 Pageviews.

 



สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

แม่มดชอบโคลงนะคะ และขอ นุญาต นำไปลงเฟสฯเด็กๆนะคะถ้าจบแล้ว...

แม่มดรอให้จบน่ะค่ะ มาอ่านทุกวัน ไม่ได้ทัก... ^^

คิดถึงคุณมินตราเธอนะคะ ป่านนี้กลับรึยังไม่ทราบ...

คุณสดายุ... รักษาสุขภาพนะคะ อากาศเย็นลงๆ
และมีความสุขมากๆนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: Witch IP: 118.172.106.226 3 ธันวาคม 2554 7:25:52 น.  

 


หนูมด..
"คิดถึงคุณมินตราเธอนะคะ ป่านนี้กลับรึยังไม่ทราบ.."
กลับแล้วซิคะ แต่ถึงจะไม่กลับมาก็คิดถึงค่ะ โผล่มาอ่านทุกวันนะ
โดยเฉพาะเวลา นั่งประชุม หรือก่อนเวลาที่จะต้องทำงาน..
แต่"ท่าน"มิได้แต่งกลอนให้เรานี่..แต่งให้ใครก็ให้ผู้นั้นมาอ่านเองซิ!
แม่สอนว่า ห้ามอ่านเอกสารของผู้อื่น..เสียมารยาท 555

สดายุ..
เพลงไพเราะ...ลาวคำหอม...
"ไม้เอยไม้สุดสูง อย่าสู้ปอง ไผเอยบ่ได้ต้อง แต่ยินนามดวงเอย
โอ้เจ้าดวง เจ้าดวงดอกโกมล กลิ่นหอมเพิ่งผุดพ้น พุ่มในสวนดุสิตา
แข่งแขอยู่แต่นภา ฝูงภุมราสุดปัญญาเรียมเอย"

จำได้ว่า ชั่วโมงดนตรีไทยต้องเอื้อนร้องเพลงนี้ จึงชอบท่อนเพลงที่ว่า..."สุดปัญญาเรียมเอย.."มากที่สุด..ซึ่งคุณครูจะหาว่าเรา"ต่อต้าน"..."ดื้อ"...(เลือดปฎิวัติมีมาแต่กำเนิด555..ต่างกรรม ต่างวาระ...)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.150.153 3 ธันวาคม 2554 15:28:59 น.  

 

สดายุ..

O นิราศสองลำ..หนึ่งเชียง.. O

แปลค่ะ แปล..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.150.153 3 ธันวาคม 2554 15:32:27 น.  

 

สองลำ...ก็...ลำปาง...ลำพูน
หนึ่งเชียง...ก็..เชียงใหม่...55

ที่ลำปาง มีสี่แยก 5 เชียง..ที่ต้องผ่านทุกวัน
ดูกันเอาเองนะขอรับ ว่าใกล้ไกลแค่ไหน...



 

โดย: สดายุ... 3 ธันวาคม 2554 20:32:24 น.  

 


สดายุ !

แหม..นะ!ทำเอา เราโง่ สนิทใจเลย..

แม่มดขา..
มาช่วยกันรุมสดายุดีไหม..คนอะไร ช่างหาคำมาให้แปล..
นี่นิสัยส่วนบุคคล หรือนิสัยประจำภาค นะ..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.133.211 3 ธันวาคม 2554 20:43:56 น.  

 


สดายุ..
"O ที่เดิมเดียว, นึกย้อน - - - ยามสมัย-
โคลงนิราศหริภุญชัย - - - แต่งครั้ง-
ต้นกรุงอยุธยา, ใน - - - ยามจาก นางเฮย
กราบพระธาตุ, สม-ตั้ง - - - จิตไว้คอยหวัง ฯ"

ใครจากใครที่ไหนเมื่อไหร่คะ ดูแล้วพระธาตุหริภุญชัย จะมีประวัติแบบทัชมาฮาล ใช่ไหมเอ่ย..เล่าค่ะ เล่า..วิทยาทาน

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.159.251 5 ธันวาคม 2554 9:15:10 น.  

 

มินตรา


โคลงหริภุญชัย
เดิมแต่งเป็นโคลงไทยเหนือ ต่อมามีผู้ถอดเป็นโคลงสี่สุภาพสันนิษฐานว่ามีผู้แต่งคนหนึ่ง อาจชื่อทิพหรือศรีทิพแต่งไว้เป็นภาษาไทยเหนือ ต่อมามีผู้ถอดความออกเป็นภาษาไทยกลางอีกต่อหนึ่ง ผู้แต่งมีความมุ่งหมายเพื่อบรรยายความรู้สึกที่ต้องจากหญิงที่รักไปนมัสการพระธาตุหริภุญชัย ส่วนผู้ถอดโคลงนี้เป็นภาษาไทยกลางแต่ไม่ปรากฏชื่อคงมีความประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญองค์ใดองค์หนึ่ง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า อาจแต่งประมาณ พ.ศ. 2180 หรือก่อนหน้านั้นขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐานอยู่ที่เชียงใหม่ราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และกวีทางใต้คงนำมาดัดแปลงราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ได้ศึกษาโคลงเรื่องนี้ โดยเทียบกับต้นฉบับภาษาไทยเหนือที่เชียงใหม่และลงความเห็นว่าน่าจะแต่งขึ้นใน พ.ศ. 2060 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาที่พระแก้วมรกตยังอยู่ทีเจดีย์หลวงเชียงใหม่ เนื่องจากนิราศเรื่องนี้กล่าวถึงพระแก้วมรกตไว้ด้วย

เรื่องย่อ
เริ่มบทบูชาพระรัตนตรัย บอกวันเวลาที่แต่ง แล้วกล่าวถึงการที่ต้องจากนางที่เชียงใหม่ไปบูชาพระธาตุหริภุญชัยที่เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ก่อนออกเดินทางได้นมัสการลาพระพุทธสิหิงค์ ขอพรพระมังราชหรือพระมังรายซึ่งสถิต ณ ศาลเทพารักษ์ นมัสการลาพระแก้วมรกต เมื่อเดินทางพบสิ่งใดหรือตำบลใดก็พรรณนาคร่ำครวญรำพันรักไปตลอดทางจนถึงเมืองหริภุญชัย ได้นมัสการพระธาตุสมความตั้งใจ บรรยายพระธาตุ งานสมโภชพระธาตุ ตอนสุดท้ายลาพระธาตุกลับเชียงใหม่

จากวิกิพีเดีย
......................


ดังนี้ขอรับ

 

โดย: สดายุ... 5 ธันวาคม 2554 16:28:06 น.  

 


โอย..สดายุ..
เล่ามาเป็นประวัติศาสตร์เลย..วิคีพิเดียน่ะ ไม่โรแมนติกนะ..
ไม่อ่านละ หวานก็ไม่หวาน แถมยังให้พระธาตุเป็นนางเอกอีก..!
มินตรากะจะตั้งตนเป็นนางเอกในเรื่องซะหน่อย..อ่านแล้วจะได้"ซึ้ง"
หรืออย่างน้อยก็ โศรกเศร้าแบบนางเอกแขกที่ทัชมาฮาล

ชายไทยที่หวานขนาดเจ้าฟ้ากุ้ง ดูท่าจะหมดกรุงแล้วนะนี่..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.129.97 5 ธันวาคม 2554 20:31:56 น.  

 


แม่มดคะ

มินตราไม่มีอะไรจะเล่น เลยไปอ่านดวงชะตา ดู ได้มาว่า...

"ท่านมีดาวศุกร์ในราศีเกิดถึงวันที่ 19 เดือนนี้ ถ้าไม่มีสตางค์ใช้หรือเงินมีแต่ไม่มีคู่รัก หรือ "ท่านหลงรักเขาข้างเดียวเหมือนเกลียวเชือก...เขารักท่านเผื่อเลือกท่านเหงือกแห้ง..." ป่านนี้น่าจะพบใครสักคนที่พอรักได้ และเขาก็สนใจท่านพอสมควร ดาวพุธมีระยะเชิงมุมใกล้ชิดกับเสาร์อย่างยิ่ง ท่านพูดน้อยได้เท่าไรก็จะเป็นการดีขึ้นเท่านั้น "

ทายถูกหมดเลยค่ะ คือ"ไม่มีสตางค์ใช้"(แสดงว่าที่มีน่ะมีไว้เก็บ)
แล้ว "เงินมีแต่ไม่มีคู่รัก"(เพราะไม่มีคู่รักจึงมีเงิน!) หรือ"น่าจะพบใครสักคนที่พอรักได้" ก็รักไม่ได้..เพราะทะเลาะกันตั้งแต่แรกพบ 555
ที่ทำนายมาทั้งหมดนี่ไม่เดือดร้อนเลยนะคะ จนมาถึงตรงที่ว่า...
"ท่านพูดน้อยได้เท่าไรก็จะเป็นการดีขึ้นเท่านั้น " ...
..เป็นไปไม่ได้!ทายผิดหมดเลยค่ะ.มินตราน่ะรึ..เฮอะ..เฮอะ..

(รายการกระซิบนะคะนี่..แม่มดเห็น...ราชธิดาแห่งกรุงละโว้...
ของสดายุไหมคะ..หุ่นเป็นสาวงามทีเดียว แต่มินตราว่ามินตรามองเห็นหนวดที่เหนือริมฝีปากนะ...ฮึ..ฮึ..)


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.148.203 6 ธันวาคม 2554 18:15:25 น.  

 


สดายุ

"O ชายชาติประดาบแพ้ - - - นงพาล
ย่อมรับความทรมาน - - - หม่นเศร้า
ขัตติยะมานะการณ์ - - - จึงก่อ มรณังนา
ดาบเชือดศอ, เลือดเคล้า - - - คลุกเปื้อนชีพปลง ฯ"

นี่แสดงว่ายอมรับไม่ได้ว่าสตรีเก่งกว่าใช่ไหมคะ..
...ราชธิดาแห่งกรุงละโว้...ทั้งสวยทั้งเก่ง แล้วใจแข็งซินี่..
เพิ่งจะทราบในยุคนี้เองว่า สาวเหนือเด็ดขาดนุ่มนวล
" สบแล้วยากเลือน ฯ"...
ฯนี่ ย่อคำว่า ยิ่งลักษณ์ ใช่ไหมเอ่ย..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.43 8 ธันวาคม 2554 5:30:55 น.  

 


สดายุ...

ไปอ่านประวัติพระนางจามเทวีมา..งามดุจคำบรรยายในโคลงทีเดียว

"O รูปพักตร์งามเด่นล้ำ - - - เลอสมร
เนตรแล่นแววเว้าวอน - - - เลศไว้
รูปขนงดุจคันศร - - - ยามเหนี่ยว สายเนอ
นาสิกโด่ง, โอษฐ์ไซร้ - - - สบแล้วยากเลือน ฯ

O ทนต์เรียบขาวสะอาดแม้น - - - ไข่มุก
ยามยาตรราวจะปลุก - - - ปลอบไห้
ดั่งหงส์ย่างกรายรุก - - - รอบถิ่น
กายกรุ่นกลิ่นบัวไซร้ - - - สยบสิ้นถ้วนหอม ฯ"

" รูปพักตร์งามเด่นล้ำ - - - เลอสมร" ตั้งแต่กำเนิดจนโต..
ส่วน"กายกรุ่นกลิ่นบัวไซร้ - - - สยบสิ้นถ้วนหอม ฯ"นั้น
น่าจะหอมแบบเดียวกับ COCO Chanelนะ มินตราไม่ชอบหรอกกลิ่นนี้แต่ทนใช้เพื่อจะให้มี"กายกรุ่นกลิ่นบัว" บ้าง...แล้วใช้แป้งเด็กBaby Johnson ทากลบกลิ่น 555

ชอบคำว่า"สบแล้วยากเลือน"& "สยบสิ้นถ้วนหอม" นะ
มโหฬาร...นัก..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.164 8 ธันวาคม 2554 16:08:41 น.  

 

มินตรา

อ้อ นี่ใช้น้ำหอมตราดอกบัวหรอกรึ 555
Isey Miyake สิหอมในนาสิกวิญญาณของผม

คนเมืองหนาวชอบใช้น้ำหอมนะ...สงสัยจะไม่ค่อยอาบน้ำดังว่า...จึงต้องกลบกลิ่นตัว..555

ที่จริงแล้ว พระนางจามเทวี ครองลำพูนก่อน แต่พอดีมีลูกแฝด
จึงให้คนพี่ครองต่อ คนน้องเลยอยากมีเมืองของตัวเองบ้าง จึงมาสร้างลำปาง หรือ อาลัมภางค์ ให้ เรียกว่า สองลำนี่เป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน สมัยนั้น รมิงค์ ซึ่งก็คือเชียงใหม่ ยังอ่อนกำลังกว่าทางลำพูนอยู่เลย

สมัยนั้นคือสมัยไหน ?

พศ.ประมาณ 1100-1200 ซึ่งเป็นช่วงยุคอาณาจักรทวารวดี
คือช่วงพระชนม์ชีพของพระนางจามเทวี

พศ.1792-1981 คือยุคสุโขทัย

พ.ศ. 1893-2310 คือยุคอยุธยา

จะเห็นว่ายุคพระนางจามเทวี นั้น ก่อนยุคพ่อศรีอินทราทิตย์ของสุโขทัยถึง 400 ปี ซึ่งเท่ากับ 2135+400=2535 คือยุคปัจจุบันห่างจากปีที่พระนเรศวรกระทำยุทธหัตถี โดยประมาณ
แปลว่าห่างจากยุคปัจจุบันไปถึง 1200-1300 ปี ซึ่งเป็นยุคกึ่งกลางระหว่างปัจจุบันกับยุคพุทธกาลเลยทีเดียว

กับชนชาติที่ไม่ค่อยมีการจดบันทึกเรื่องราว...ตำนานของพระนางจามเทวีที่ปรากฎให้อ่านนั้น แทบต้องถอดเอา"ฤทธิ์ ปาฏิหารย์ ศักดิ์สิทธิ์ วาสนา บารมี" ที่เป็นประเด็นการสรรเสริญ ยกย่องออกไปก่อนแล้วมาพิจารณาความจริงกัน

สมัยรัชกาลที่ 5 พระจุลจอมเกล้า คนไทยมีประมาณ 10ล้านคน
นั่นคือประมาณ 2411-2453 คือ 100 ปีที่ผ่านมา...เมื่อคิดต่อว่าจำนวนประชากรจะต้องเพิ่มในอัตราก้าวหน้า...(เพราะ 100 ปีล่าสุด คนเพิ่มขึ้นถึง 50 ล้านคน คือ 60 ล้านของปัจจุบัน - 10 ล้านยุคพระจุลจอมเกล้า)

แล้ว 100 ปีถัดไป ควรมีประชากรสักเท่าไร คือยุค 2325 คือยุครัชกาลที่ 1 หรือช่วง กรุงศรีแตก2 - กรุงธนตั้ง - กรุงเทพต่อ ซึ่งผมประเมินว่าไม่ควรเกิน 1-2 ล้านคนเท่านั้น

ทีนี้ห่างจากยุคกรุงศรีแตก2 (2310..กลมๆคือ 2300) ไปอีก 200 ปีคือ กรุงศรีแตก1 (2112..กลมๆคือ 2100)คนไทยน่าจะมีสักเท่าไร ? ผมว่า 2-3 แสนเท่านั้น

2100 ย้อนกลับไป 1000 ปี คือ พศ. 1100 คือยุคพระนางจามเทวี...คนไทยควรมีเท่าไร ?

ผมกำลังคิดถึง...
หมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าเมือง...
มีเรือนใหญ่โตกว้างขวางของหัวหน้าหมู่บ้านที่ถูกเรียกว่า วัง
ลูกหญิงชายของหัวหน้าหมู่บ้านที่ถูกเรียกว่า องค์ชาย องค์หญิง

มากกว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันแล้วเอาไปเป็นกรอบมองภาวะการณ์ยุคนั้น

พระนางจามเทวี อาจเป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านหญิงคนหนึ่ง เท่านั้น
ขอรับ

 

โดย: สดายุ... 8 ธันวาคม 2554 21:23:27 น.  

 


สดายุ...

"อ้อ นี่ใช้น้ำหอมตราดอกบัวหรอกรึ 555"...ของชาเนลนะจ๊ะ..
"Isey Miyake สิหอมในนาสิกวิญญาณของผม"..ฮื่อ..เรารักผู้หญิงคนละคนกัน...มิใช่ซิ มินตรารักผู้ชายคนละคนกัน..

"พระนางจามเทวี อาจเป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านหญิงคนหนึ่ง เท่านั้น
ขอรับ"...มิได้ค่ะ..ในวิคีพิเดียกล่าวไว้ว่า..

"ในการเดินทางจากละโว้ไปสู่เมืองลำพูนนั้น พระนางได้เชิญพระเถระ 500 รูป หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล 500 คน บัณฑิต 500 คน หมู่ช่างแกะสลัก 500 คน ช่างแก้วแหวน 500 คน พ่อเลี้ยง 500 คน แม่เลี้ยง 500 คน หมู่หมอโหรา 500 คน หมอยา 500 คน ช่างเงิน 500 คน ช่างทอง 500 คน ช่างเหล็ก 500 คน ช่างเขียน 500 คน หมู่ช่างทั้งหลายต่างๆอีก 500 คน และช่างโยธา 500 คน "

ฉะนั้นพระนางมิใช่ "ผู้ใหญ่บ้านหญิงคนหนึ่งเท่านั้น" แน่แน่..
มินตราเคยเห็น"พระนาง"ของประเทศที่มีประชากรหกสิบห้าล้านคน มีคนตามเสด็จเครื่องบินข้ามทวีปกันไปเพียง หกสิบคนเท่านั้น..!

ท่าเดิน"ดั่งหงส์ย่างกรายรุก - - - รอบถิ่น" นี่..
ต้องได้รับการฝึกมาแต่อ้อนแต่ออกจนติดเป็นนิสัยที่ขัดเกลามาอย่างดี...มินตราน่ะโดนเคาะตาตุ่มประจำเวลา"ย่างกราย"เลย..555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.164 9 ธันวาคม 2554 1:26:39 น.  

 

มินตรา...

ช่าง 500 ต่างๆนั่นน่ะ มาจาก"ตำนาน" หาใช่เอกสารทาง"ประวัติศาสตร์" ไม่

ลองคิดเล่นๆดูสิว่า ปี 2100 (ยุคพระนเรศวรนั่นแหละ) มีคนแค่ 2-3 แสนและกระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่กว้างใหญ่ขนาดประเทศไทยปัจจุบัน จะมีชุมชนไหนมีคนเกินหมื่นคน ?

แล้ว ย้อนไปอีก 1000ปี พศ.1200 ผมว่ามีคนไม่เกิน 5 หมื่นคนในอาณาจักรทวารวดีทั้งหมด จากนครปฐมจนถึง หริภุญชัย ซึ่งมีละโว้(ลพบุรี) เป็นเมือง(หมู่บ้าน)หนึ่ง ตั้งอยู่ริมทางน้ำป่าสัก ดังนั้นละโว้ควรมีคนสักเท่าไร

ในคน 100 คนควรมีช่างไม้ได้กี่คน ?
โดยไม่ต้องพูดถึงช่างทอง ที่งานค่อนข้างยากกว่า

ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้สำหรับข้อความในตำนนพวกนี้ทั้งประเด็นของเรื่องราว และ ประเด็นของบุคคลแวดล้อม คนโบราณเวลาเขียนตำนานยกย่องใครนั้น สิ่งที่ขาดอย่างมากคือความสมเหตุสมผลในองค์ประกอบของเรื่องราวที่อ้างไว้

และสำหรับผมแล้ว...สุโขทัยคือ เมืองเล็กๆรอบสุโขทัยปัจจุบันที่รวมตัวกันเป็นชุมชนที่ยอมรับคนคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้า...ยังห่างจากความเป็นชาติเมื่อเทียบกับปัจจุบันมากนัก

เราจึงไม่ควรนับเป็นจุดกำเนิดชาติไทยโดยรวม แต่เราน่าจะมองในลักษณาการเดียวกับ อาณาจักรล้านนา ล้านช้าง มากกว่า

ทำนองเดยวกับ แคว้นบาวาเรีย ในเยอรมัน หรือ ควีเบค ในแคนนาดา นั่นแหละ ไม่อาจเป็นตัวแทนของเยอรมัน หรือ แคนาดาทั้งประเทศได้

เนาะ

 

โดย: สดายุ... 9 ธันวาคม 2554 5:54:02 น.  

 


สดายุ...

"ทำนองเดียวกับ แคว้นบาวาเรีย ในเยอรมัน หรือ ควีเบค ในแคนนาดา นั่นแหละ ไม่อาจเป็นตัวแทนของเยอรมัน หรือ แคนาดาทั้งประเทศได้

เนาะ"

ค่ะ..ทราบค่ะว่ากำลังนำ"บทสรรเสริญพระบารมี"มาเถียงกับ"ข้อมูลทางประวัติศาสตร์"...เห็นคนไทยทำกันบ่อยบ่อยเลย "เข้าเมืองตาหลิ่ว"บ้าง..มิทราบนี่นะว่า สดายุ จะไม่หลงทาง..555

ก้อ..เห็นเถียงเอาประเทศเป็นเดิมพันกันด้วย การใช้เรื่องเช่นนี้เป็นเหตุเป็นผล..แล้วคนก็ชมกันนักกันหนาว่า..เก่ง..ว่าเป็นนักวิชาการอาวุโส...
อยู่เยอรมันน่ะ คุณครูไล่ไปห้องสมุดให้ไปเรียนมาใหม่แล้ว..
"ทฤษฎีในการเถียง"ก็ยังไม่รู้ แล้วจะมาเรียนอะไรอีก..นะ..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.153.70 9 ธันวาคม 2554 12:32:41 น.  

 



สวัสดีค่ะ คุณสดายุ... คุณมินตรา...


ท่านทั้ง 2 คุยเรื่องอะไรกันเนี่ย...แม่มดพูดด้วยไม่ได้เลยค่ะ บอกแล้วว่า วัยรุ่นคุยกัน แม่มดมิสามารถร่วมวงได้เลย ได้แต่นั่งอ่าน ขนาดอ่านอย่างเดวยังไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะ

แม่มดต้องไปเรียน "ทฤษฎีในการเถียง" มาก่อนก็มะรุนะคะ... อิอิ


มีความสุขมากๆมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ ทั้ง 2 ท่าน :")

 

โดย: Witch IP: 118.172.105.79 9 ธันวาคม 2554 17:34:54 น.  

 


แม่มด...

"วัยรุ่น"ที่มาเล่าเรื่องพันปีกว่าซะคล่องแคล่ว อย่างสดายุน่ะ ทำเอา สาวสองพันปีอย่างมินตรา คว้าตำราไหนมา"ย้อน" ก็ไม่ทันน่ะซิคะ เลยแกล้ง"กระแทก"ซ้ายกระแทกขวา เล่นเล่นซะงั้นเอง..ฮึ..ฮึ..

นึกว่าหายไปกับสายลมสายน้ำแล้วนะคะนี่..

ท่านอุตส่าห์ นิราศ ให้คนลำปาง..นึกว่าสาวลำปางจะไม่วนมาอ่านซะอีก..
"O ใครหนอกระซิบซ้ำ - - - สั่งความ
ว่าจักขอติดตาม - - - กราบไหว้-
องค์พระธาตุทั่วคาม - - - แคว้นเขต
ก่อนจบจุมพิตให้ - - - ห่วงเนื้อคะนึงนวล ฯ"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.153.70 9 ธันวาคม 2554 23:58:49 น.  

 


สดายุ..

"O งามภาคงามพักตร์พ้น - - - พรรณนา
งามท่วงทีอิริยา - - - อ่อนช้อย
รูปเอยแทรกลงตา - - - สุดต่อ ต้านเนอ
สุดต่อต้านเนตรชม้อย - - - ลอบชม้ายชายเมิน ฯ "

ไพเราะทุกคำ..
ยังมีอีกรึที่"เนตรชม้อย - - - ลอบชม้ายชายเมิน ฯ "
สตรีสมัยนี้ที่จะ "ชม้อย" "ชม้าย" เป็น...

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.148.88 11 ธันวาคม 2554 14:17:42 น.  

 

มินตรา...

ก็ยังพอเห็นอยู่นะ แต่จะเป็น.."อาการตามยุคสมัย"..เสียมากกว่า...แต่มองภาพรวมแล้ว คืออารมณ์ประมาณเดียวกัน..

เพราะ"วัย" เป็นเรื่องของธรรมชาติ และอารมณ์แห่งวัย ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น เพียงแต่การแสดงออกจะต่างกันไปตามยุคสมัยและตามจารีตแห่งสังคมที่อบรมกันมา...

การแสดงออกของหญิง"วัยสาวน้อย"ของไทยอย่างไรเสียจะให้เหมือนสาวๆแถวละตินนั้น..คงยากจะเห็น....

นอกจากหญิงแถวพัฒน์พงศ์ หรือ พัทยา เท่านั้น

เชื่อไหม ว่าแค่เห็นย้อมสีผมเป็นแดง..น้ำตาล..หรือทอง...ก็เขียนนารีปราโมชชมโฉมไม่ออกแล้ว...เพราะภาพลักษณ์แบบนั้นมันดูจะไม่เข้ากับ ร้อยกรองไทยเลยแม้แต่น้อย...555

 

โดย: สดายุ... 12 ธันวาคม 2554 5:35:02 น.  

 


สดายุ..

"O เรื่อยเรื่อยรถเลียบเส้น - - - ทางจร
เมื่อรูปผู้อาวรณ์ - - - วาบให้-
เอ็นดูแต่เมื่อตอน - - - โอบตอบ
เรียวปาก, แก้ม-จบไว้ - - - หว่างอ้อมอกแขน ฯ"

แสดงว่าผู้ที่"เอ็นดูแต่เมื่อตอน - - - โอบตอบ"
มิได้ "ย้อมสีผมเป็นแดง..น้ำตาล..หรือทอง." ซินะ..
และที่"ก็ยังพอเห็นอยู่นะ"น่าจะมาจากครอบครัวไทยเก่าเก่าซิคะ..

"นอกจากหญิงแถวพัฒน์พงศ์ หรือ พัทยาเท่านั้น"..
.แหม..เล่นตีตราไว้เลย..เข้าใจนะ..แต่หากมาอยู่ในเยอรมันนานเท่าที่มินตราอยู่นี่ จะเกิดความคิดอีกอย่างว่า..สังคมไทยเอาเปรียบสตรีมาก..นอกจากไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาแล้ว..ยังโดนชายไทยเอาเปรียบ..ไม่มีใครรับผิดชอบทั้งตัวเค้าเองและลูกที่เกิดมา..จึงมีทางออกทางเดียว..เห็นชายเยอรมันรับปัญหานี้ไปแก้ให้สังคมไทยหลายต่อหลายราย..แต่ยังมี"ชายไทย"ที่"ยังรักภรรยา"ซะเหลือเกิน..ตามมาขอ"โอกาสตั้งตนใหม่"หลายแสนบาท หรือไม่ก็"รักลูก"ซะเหลือเกิน มิยอมยกให้เป็นลูกบุญธรรมใคร..จนกว่าจะมีค่าชดเชยอีกหลายแสนบาท มาทดแทนความรักได้..จึง"จำใจ"ต้องให้ลูกไปเป็นลูกบุญธรรมคนเยอรมันผู้รักครอบครัวจนยอม"ซื้อความสุข"ให้ภรรยา...

ขออนุญาต "ดุ"เพื่อสังคมหน่อยนะคะ...ที่สตรีไทยยังยอมชายไทยน่ะ เพราะความรักความผูกพัน และ"สงสาร"...ถามกี่รายกี่รายก็ตอบว่า รู้..แต่สงสาร..
ทราบไหมคะว่า ใครใครเค้าสรุปกันเป็นทฤษฎี แล้วว่า สตรีไทยน่ะฉลาด ขยัน ต่อสู้ชีวิต..(คือไม่หยิบโหย่งสำรวย)..แต่ชายไทยน่ะ"ยังไม่เคยปรากฎ"ว่าเก่งกว่าหญิงไทยเลย...

ฟังแล้ว..ลองตรองดู..อึ้งค่ะ.จะให้"ตอบเพื่อชาติ"ว่าไงดีคะนี่..

555อย่างนี้ เค้าเรียกในภาษาไทยว่า ดายุ โดน"หยิก"แล้วล่ะ
โทษฐานมาว่า หญิงไทยใจกล้า..ฮึ..ฮึ..

มินตราน่ะน่ารัก ทำหน้าที่"ประสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"
แล้วที่มาอยู่เยอรมันน่ะ เพื่อจะ"ยึดเยอรมันมาเป็นเมืองขึ้นไทย"...นี่เป็นสำนวนรมต.เยอรมัน ท่านหนึ่งนะคะนี่..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.175 12 ธันวาคม 2554 10:22:13 น.  

 

มินตรา...

นี่ผมกำลังคุยกับ feminist หรือไง

ปัญหาพื้นฐานที่พุดถึงน่ะรับรู้กันอยู่มานมนานในสังคมไทย

ยากจน ->เรียนน้อย ->วุฒิภาวะต่ำ ->คิดเรื่องซับซ้อนเองไม่ได้ ->จัดการวางแผนชีวิตตนเองไม่ได้ ->ต้องทำงานใช้แรงงาน ->รายได้น้อย ->ยากจน

นี่คือวงจรอุบาทว์ที่เกิดรอบแล้วรอบเล่าสำหรับชนชั้นล่างระดับกินค่าแรงขั้นต่ำรายวัน 200-300 บาท

เมื่อจัดการวางแผนชีวิตตนเองไม่ได้...
ก็จะมีคู่ครองไปตาม "สัญชาติญาณแห่งเพศตามวัย" โดยไม่ได้ดูองค์ประกอบอื่นใดว่าจะไปกันได้ไหม...ความรับผิดชอบ...ความขยันขันแข็งในการงาน...ความเป็นผู้ห่างจากอบายมุข

เพราะคิดไม่เป็น...จึงไม่สนใจ ไม่คำนึงถึงประเด็นค่าครองชีพ...แล้วดันมีลูกเข้าไปอีก ก็เลยกลายเป็นวงจรอุบาทว์จากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน...

หากค่าแรงขั้นต่ำสองคนคิดจะร่วมชีวิตคู่กัน...มันยากไหมกับสังคมไทยที่ค่าครองชีพยังไม่สูงเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว...

รายได้...250+250=500/วัน = 3,000/สัปดาห์(ทำงาน 6วัน/สัปดาห์)

รายจ่าย
กินมื้อละ 50 บาท (25+25) อาหารในโรงอาหารโรงงาน
3มื้อ 7วัน = 50x3x7=1,050/สัปดาห์
ที่อยู่ 1,200/เดือน = 1200/4.5= 270/สัปดาห์
ค่าน้ำ ไฟฟ้า = 400/เดือน = 90/สัปดาห์
อื่นๆ = 280/สัปดาห์
รวมรายจ่าย = 1,690 คิด 1,700/สัปดาห์

คิดคร่าวๆ เหลือ 1,300/สัปดาห์
5,200/เดือน คิดแค่ 5,000/เดือน
60,000/ปี
300,000/5ปี

อยู่กันตอน 22-23 มีลูกตอน 27-28 ก็ไม่แก่เกินไป
แล้วค่อยมีลูกคนเดียว...แล้วจะพ้นจากความยากจน

แล้วไม่ต้องมาเอาผัวเยอรมัน....55

ที่เป็นปัญหาคือส่วนใหญ่คิดแจกแจงอะไรแบบนี้ไม่ได้...
และนี่คือสาเหตุของปัญหา...ที่ความยากจนมันวนรอบจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน

นี่ยังไม่พูดถึงค่าแรงขั้นต่ำที่จะได้กัน 300/วัน เลยนะ..ที่เขาจะเหลือมากกว่าที่แจกแจงมาอีก...เผลอๆภายใน 10 ปี เก็บเงินซื้อนิสสันมาร์ชได้เลย...55


 

โดย: สดายุ... 13 ธันวาคม 2554 6:01:30 น.  

 


ดายุ...

"O แรมหนึ่ง, รูปหนึ่งโน้ม - - - จินตนา
ดั่งโลกโน้มจันทรา - - - เคลื่อนห้อม
จันทร์ฤๅผลักวงพา - - - ผ่านหลุด พ้นเนอ
ใจจักหลุดวงล้อม - - - รูปนั้นทำไฉน ฯ"

เฮ้อ.........."ใจจักหลุดวงล้อม - - - รูปนั้นทำไฉน ฯ"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.175 13 ธันวาคม 2554 8:40:52 น.  

 

ลำปาง กับ ลำพัง อันไหนหนาวกว่ากันคะพี่สดายุ ^__^

 

โดย: medkhanun 14 ธันวาคม 2554 15:39:02 น.  

 


สดายุ..

"O เสียงเพรียกเสียงพร่ำพร้อง - - - พะนอบุญ
เสียงย่อมอ่อนหวานละมุน - - - ละเมียดแจ้ว
เหนี่ยวสรวงแนบพิรุณ - - - ร่วมหยาด
ทิพกระพริบพร่างแพร้ว - - - ผ่านให้ใจเห็น ฯ"

"ทิพกระพริบพร่างแพร้ว - - - ผ่านให้ใจเห็น ฯ"...
เห็นบ้างไม่เห็นบ้างนะคะ เพราะ "กระพริบพร่างแพร้ว" นี่คะ..

วันนี้มีคนขยันเขียนนะ..มีเวลามากขึ้น หรือ มีอารมณ์ขยัน..
สดายุ อยู่ในสมณะเพศ รึเปล่านี่ หรือเคยบวชมา..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.155.70 15 ธันวาคม 2554 11:45:44 น.  

 

เม็ดขนุน....
Lampang ....อ่านได้ทั้ง ลำปาง และ ลำพัง
เพราะฉะนั้น...หนาวพอกัน 55
เมื่อเช้าอุณหภูมิที่ทำงาน 16 องศา C
หนาวไหม ?







มินตรา...
ผมไม่เคยบวช...แต่ชอบอ่านหนังสือ
และอ่านงานของท่านพุทธทาสแต่เพียงรูปเดียวเท่านั้น...
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นแก่นธรรมที่เป็นหลักของศาสนาพุทธอย่างที่ทำให้อยู่ "ตรงกันข้าม" กับแนวคิดของพราหมณ์ในไตรเภท

พระร่วงเอาสิ่งที่บรรยายไว้ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรค อันเป็นอรรถกถาที่เขียนขึ้นโดยพระพุทธโฆษาจารย์ มาเขียน "ไตรภูมิพระร่วง" ซึ่งวิสุทธิมรรคนี้อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท เป็นแบบคร่อม 3 ชาติตามอิทธิพลความคิดแบบพราหมณ์ ซึ่งผิด

พระพุทธโฆษาจารย์นี้ เป็นภิกษุชาวอินเดีย ที่ไปอาศัยอยู่ในศรีลังกา และแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคขึ้น เมื่อประมาณ พศ.1500 และพระรูปนี้คนทั้งหลายเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์...เดิมทีท่านเป็นพราหมณ์มาก่อนที่จะบวชในพุทธศาสนา...จึงบรรยาย"โลก"เป็นแบบพราหมณ์ไปหมด...แต่การอธิบายเรื่องนี้ผิดเรื่องเดียวได้ทำลายความน่าเชื่อถือของท่านเสียสิ้น.....เพราะเรื่องนี้ทำให้พระพุทธองค์ทรงค้นคว้าอยู่ถึง 6 ปีจนทรงรู้แจ้งในคืนตรัสรู้นั่นเอง....

หากถามว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไรในคืนวิสาขะริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชลา....ก็ต้องตอบว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้เอง

สำนักธรรมกายก็ยึดคัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้เป็นสรณะ...ตั้งแต่รุ่นหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญที่เป็นต้นตำหรับ"ธรรมกาย"โน่นแล้ว...จึงเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดแบบพราหมณ์...แล้วผิดเพี้ยนเลยเถิดเป็นการหลงบุญ ซื้อบุญ สะสมบุญ ถ่ายโอนบุญให้กันได้ อะไรแบบนั้นไป

ทำไมถึงว่า...แนวคิดที่เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดนั้นผิด...เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่ง...เกิดจากท้องแม่..เติบโต..แก่..ตาย...วิญญาณออกจากร่าง...แล้วไปเกิดในท้องแม่ใหม่...คลอดออกมาอีก...เติบโตอีก..แก่อีก...ตายอีก...วนเวียนกันอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น...ในความหมายของคนคนเดิม

แปลว่า ความเป็นตัวตนของคนคนนั้น เที่ยง จึงไม่เปลี่ยนแปลง
จะเกิด ตาย กี่ครั้ง ก็ยังนับเป็นคนคนเดิม....พราหมณ์เขาเรียกว่าอาตมัน...นี่คือหลักอัตตาเที่ยงที่ตรงกันข้ามกับหลัก อนัตตา ของพุทธ...คือไม่มีอะไรเป็นตัวตน เที่ยงแท้ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยประกอบประชุมกันเข้า

ส่วนพุทธ บอกว่า การเกิดจากท้องแม่ ไม่ใช่ปัญหา....แต่การเกิดของการยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทานจับยึด เป็นตัวกู ของกู ...นี่แหละปัญหาที่ต้องจัดการ....

ซึ่งการเกิดของตัวกู ของกู...นี้เกิดซ้อนทับลงบนร่างกายที่เกิดแล้วจากท้องแม่และเติบโตในระดับที่..รู้เรื่อง โลกรอบตัวแล้ว...เป็นประเด็นทางจิตเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของกายเลย

คือเนื้อหนังมังสาที่เกิดจากท้องแม่ไม่เป็นปัญหาอะไร....แต่จิตที่อาศัยเนื้อหนังมังสาตั้งอยู่ต่างหากที่เป็นปัญหา...ที่จะต้องถูกฝึก ถูกควบคุม

 

โดย: สดายุ... 15 ธันวาคม 2554 22:08:26 น.  

 


ดายุ...

"ผมไม่เคยบวช...แต่ชอบอ่านหนังสือ
และอ่านงานของท่านพุทธทาสแต่เพียงรูปเดียวเท่านั้น..."
ตอบ..อย่างใครคนหนึ่งที่มินตรารู้จัก..

".ส่วนพุทธ บอกว่า การเกิดจากท้องแม่ ไม่ใช่ปัญหา....แต่การเกิดของการยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทานจับยึด เป็นตัวกู ของกู ...นี่แหละปัญหาที่ต้องจัดการ...."
ว้า..นี่จะให้มินตรามีปัญหากับศาสนาอีกนะ..ที่ิคิดว่า"ตัวกูของกู"
หลงคิดตั้งนานว่าตนเองเป็นชาวพุทธ..แสดงว่าไตรภูมิพระร่วงนี้ เข้าลึกไปใต้จิตสำนึกจนศาสนาพุทธ เข้าไม่ถึง...
แม่เคยบอกว่า..ไตรภูมิพระร่วงน่ะเป็น"กติกาสังคม"ในการอยู่ร่วมกันของคนไทย เป็นดุจกฎหมายสังคมน่ะค่ะ..มิใช่หรือคะ..

ดู ดู แล้วมินตราน่าจะเลิกคุยกับดายุแล้วนะ เพราะทำให้มินตราเป็นคนมีปัญหากับ..ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 555
(ทั้งทั้งที่มีปัญหากับสดายุคนเดียว..)
เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนสัญชาติเป็นเยอรมัน...(แบ่งประเทศกันอยู่)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.157.143 15 ธันวาคม 2554 23:17:09 น.  

 


แม่มดคะ..

หายไปไหน..น้ำก็เลิกท่วมแล้วนี่นา..
ใครใครเค้าประดาบกันไป สามสี่ตรลบแล้ว..จนแบ่งแผ่นดินกันอยู่..ยังไม่ออกมาช่วย หนูมินเลย.. ประฝีปากทีไร คนอื่นก็ชนะซะทุกทีซิ!
แล้วนิราศนี้ ท่านก็นิราศให้สาวลำปางนะ..ปล่อยให้สาวใต้มา"ออกแขก"อยู่คนเดียว..หนูมดมีหน้าที่"รับแขก"นี่นา 555

หากอ่านแล้ว เกิดอาการสะดุดสะดุดน่ะ เพราะ ภาษาไทยไม่ชัดเจนนะ มิใช่หนูมินหาความ 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.155.223 16 ธันวาคม 2554 15:45:39 น.  

 


ดายุ..

"O แฝงเร้นเถิดหัวใจ..อย่าได้เผย
ให้ล่วงเลยกันไปอย่างใจหมาย
พึงอิ่มเอมเขษมอยู่อย่ารู้คลาย
ทั้งใจกายอย่าเผย..เดี๋ยว-เคยตัว !

ผ่านมาอ่านกี่ครั้งก็ยังต้องจิต..
โดยเฉพาะ..
"ให้ล่วงเลยกันไปอย่างใจหมาย"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.155.223 16 ธันวาคม 2554 15:53:49 น.  

 


น้องพิมมาเยี่ยมค่ะ

กระทู้นี้มีแต่ สาวๆ คุยกันนะคะ พี่ชาย
ไป อยู่ เมืองเหนือ ชอบไหมคะ น้องพิมชอบ วัดอนาลโย
กับ แจ้ซ้อน

 

โดย: พิมลา IP: 192.168.49.229, 183.88.61.204 16 ธันวาคม 2554 19:34:06 น.  

 

สะใภ้เยอรมัน....

บทนี้ต่อเนื่องมาจกบท"อาวรณ์ที่ซ่อนเร้น"...เพราะรู้วามีคนแอบอ่านอยู่...ก็เลยเขียนด้วยอารมณ์นั้น บทนี้ก่อนเจอสาวลำปาง...55

ตอนนี้หากจะเขียนต้องเขียน "อารมณ์ที่ข่มไว้" คริ คริ







สวัสดีพิมลา...
พี่ชอบทางเหนือครับ...
และชอบสาวเหนือตรงที่ผิวขาว พูดจาไพเราะ...เจ้า เจ้า เจ้า
ดังนี้แล

 

โดย: สดายุ... 16 ธันวาคม 2554 20:44:43 น.  

 


สวัสดีค่ะคุณสดายุ...

มาอ่านทุกวันนั่นแหละค่ะ แต่มะรุจะคุยเรื่องไร เรื่อง โคงก็มะเก่ง เรื่องที่คุณคุยกับคุณมินตราก็วัยรุ่นไปอ่ะค่ะ... คนชราอย่างแม่มดไม่เข้าใจ...

อากาศเย็นนะคะรักษาสุขภาพด้วยนะคะ




สวัสดีค่ะคุณมินตรา...

อิอิ...แม่มดมาแอบอ่านค่ะ ทราบว่า คุณมินตราน่ะ สามารถปะทะคารมณ์กับท่าน จขบ.ได้แน่ๆ เลยไม่ออกมาค่ะ เพราะออกมาจะพากันแพ้ท่านเปล่าๆ

เรื่องแบ่งแผ่นดินนี่ อยากแบ่งจังค่ะ ด้วยใจจริงๆเลย แม่มดจะอยู่ประเทศล้านนาของแม่มดไม่อยากไปเป็นพวกชนชั้นสูงค่ะ เหม็นเน่าน้ำเน่า... อีกหน่อย คุณมินตรา และ คุณสดายุ เข้าประเทศล้านนาต้องขอวีซ่าละ...

มีความสุขมากๆนะคะ

 

โดย: Witch IP: 118.172.116.203 17 ธันวาคม 2554 13:43:39 น.  

 


หนูมดขา..

"ทราบว่า คุณมินตราน่ะ สามารถปะทะคารมณ์กับท่าน จขบ.ได้แน่ๆ เลยไม่ออกมาค่ะ เพราะออกมาจะพากันแพ้ท่านเปล่าๆ"
นี่ชมหรือ"ว่า"คะ..ใคร้ใคร จะไป"ปากกล้า"ขาแข็งเท่าท่านได้ล่ะ..สิบมินตราน่ะหรือจะ(ปากกล้า)เท่าสดายุ ฮึ..ฮึ..ฮึ..

"อีกหน่อย คุณมินตรา และ คุณสดายุ เข้าประเทศล้านนาต้องขอวีซ่าละ..."
ไม่เอานะ..อย่าแม้นแต่จะคิด..นึกถึงตอนที่เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา) วังหน้า ท่านต้องออกทัพไปรวบรวมแผ่นดิน เริ่มตั้งรัตนโกสินทร์มา..แล้วจะทราบถึงความเหนื่อยยาก..ท่านมิได้ชนะแต่ศึกชิงแผ่นดิน แต่ท่านไปชนะ"แก้วตาดวงใจ"แห่งล้านนามา"เป็นมิ่งเป็นขวัญ" ท่านผู้หญิงแห่งพระนคร ประทับในวังหน้า..ด้วย..เป็นที่เคารพกราบไหว้ของไพร่ฟ้าเจ้าพระยา(ตระกูล บุนนาค).."เจ้าศรีอโนชา"เป็นประดุจโซ่ทองคล้องสายสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรล้านนากับกรุงรัตนโกสินทร์ .อำนาจและบารมีของท่านนั้นมากมายขนาดคุมทัพสั่งรับมืออริราชศัตรูคุ้มครองรักษาประเทศได้..
ต้องให้ ดายุเล่า..น่าจะทราบดี..

เพิ่งจะภายหลังนี่เองที่แผ่นดินเริ่มร้าว..ที่ร้าวก็เพราะความโลภ..
เจ้าของที่เค้าเหนื่อย..เค้าสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจึงได้สาปแช่งไว้จนถึงลูกหลานเหลน..."ของนี้กูอุตสาห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา...ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น....นานไปใครที่มิใช้ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง
ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข.."(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ"ตำนานวังหน้า")
ลูกหลานเหลนของผู้ที่ไปยึดของใครเค้ามาจึงเสื่อมไปเอง..
เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้แล..

ประวัติศาสตร์ในบางช่วงที่เลือนหายไป..น่าจะมีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ เพื่อให้"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ"...ได้..มิต้องใช้วีซ่านะ..หนูมดนะ..หากเรามีประชารัฐ..



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.165.103 18 ธันวาคม 2554 12:01:52 น.  

 


"พี่กายขา"..

"O อาสูรรูปสวาดิสร้อย - - - สายสมร
ด้วยกิจจึ่งพราก-จร - - - จากหน้า
บัดนี้รอบอาวรณ์ - - - เวียนอยู่
หวังอ่อนน้อยคอยถ้า - - - เทียบเนื้อให้ถนอม ฯ"

สาวที่ไหนจะ มา"คอยถ้า"แถมยังจะ "เทียบเนื้อให้ถนอม"อีก!
เหลือเกินนะ..ท่านกวี..

(หันกลับมา"ปรับพื้นที่"ให้ปกติค่ะ..เข้าสู่โคลงฉันท์กาพย์กลอน
ก่อนที่เจ้าของบล๊อกจะโดนบล๊อก..)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.165.103 18 ธันวาคม 2554 12:12:00 น.  

 

มินตรา...

ต้องบอกว่ามี !
คนที่เขาคอย"เทียบเนื้อให้ถนอม"

ความเป็นหญิงวัยสาวที่ธรรมชาติใส่กิริยาอาการให้มานี้..
ทำให้โลกรื่นรมย์น่าอยู่มากมาย...ที่มิอาจขาดได้โดยเด็ดขาด

วันสิ้นโลก นั้นว่าน่ากลัวแล้ว...แต่
วันที่โลก ขาดผู้หญิง..น่ากลัวกว่าเป็นสิบเท่า....555

มินตรา รู้ไหมว่า...สาวน้อยวัย 24 ที่ลำปางคนนั้น
น่ารักเพียงไหน เวลาอ้อน ?

เฮ้อ...

 

โดย: สดายุ... 18 ธันวาคม 2554 21:21:09 น.  

 


สดายุ...

"ต้องบอกว่ามี !
คนที่เขาคอย"เทียบเนื้อให้ถนอม""
....เฮ้อ.."บุญฉันมีแต่คงไม่ถึง ฟ้าจึงไม่เวทนา..คอย....เฝ้าแต่คอยทุกครา ดวงจันทรา ไม่ลอยเลื่อนมาใกล้เรา"...555


"วันสิ้นโลก นั้นว่าน่ากลัวแล้ว...แต่
วันที่โลก ขาดผู้หญิง..น่ากลัวกว่าเป็นสิบเท่า....555"
สาวไทยควรคำนึง..น้าน..นาน.. ความดีของเราจะปรากฎ!!

"สาวน้อยวัย 24 ที่ลำปางคนนั้น
น่ารักเพียงไหน เวลาอ้อน ?"
ทางเราขอแนะนำ"สาวลำปาง"นะคะว่า ให้รีบติดต่อช่างเพชร หรือช่างทองตามอัธยาศัย..หรือไม่เราก็มีบริการส่งแค๊ตตาล๊อกของ ทิฟฟานี่..ให้ถึงบ้าน..ในโอกาสคริสต์มัสนี้ เราขอแนะนำบริการอาหารเช้าที่ทิฟฟานี่(Breakfast at Tiffany's)ค่ะ..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.153.147 19 ธันวาคม 2554 10:28:33 น.  

 

มินตรา...

สำหรับชาวพุทธเช่นผม..คริสต์มัส ไม่มีความหมายอะไร...555
แต่ว่า...ทิฟฟานี่ นี่ที่ไหนกันนะ...แล้วอาหารเช้าที่นี่น่ะวิเศษเยี่ยงไรฤๅ...ถ้าเกินจานละ 40 บาทคงไม่เอา...สาวน้อยขอผมเธอเป็นคน "มัธยัสถ์" มากถึงมากที่สุด....อิๆๆ

ส่วน..หากโลกไร้หญิงสาว..End of Girl
http://www.youtube.com/watch?v=VVoea4ZRZ90&feature=related

ลองเปิดดู...55

 

โดย: สดายุ... 20 ธันวาคม 2554 5:37:49 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่สดายุ

ในที่สุดก็รวมเป็นนฺณษศลำปาง ^__^

อากาศวันนี้หนาวจริงๆ เลยค่ะ

 

โดย: medkhanun IP: 202.28.45.10 20 ธันวาคม 2554 7:26:39 น.  

 


สดายุ..

"..หากโลกไร้หญิงสาว..End of Girl"
นี่โฆษณาAXEเครื่องหอมของผู้ชายรึเปล่าคะนี่..เห็นชายเยอรมันใช้กัน..คงมิใช่เรื่องแม่เหล็กโลกสลับขั้ว(Geomagnetic Reversal)ในปี2012หรอกนะ..

"ทิฟฟานี่ นี่ที่ไหนกันนะ"...ประโยคนี้ผู้ชายทั้งโลกจะพูดติดปากทีเดียว!555

ไม่ต้องกลัวค่ะ "สาวลำปาง"เรามาช่วย"ปิดกันให้แซด"เลย..
Tiffany & Co.เป็นร้านที่Charles Lewis Tiffanyยืมเงินพ่อมา"หนึ่งพันเหรียญสหรัฐ" เพื่อตั้งร้านเครื่องเขียนในปี1837 เห็นกูเกิ้ลบอกว่า ภายในสามวันแรกขายได้เงินทั้งหมดเพียง$4.38

แต่ตอนที่มินตรารู้จักน่ะ เป็นร้านเพชรและเครื่องเงินที่ขึ้นชื่อของโลก ตั้งอยู่ถนนFifth Avenue(มิใช่"ตรอกข้าวสาร"นะ)นิวยอร์ค..ไปแล้ว...
ที่ดัง..น่าจะดัง..เพราะพวกจ้าวจ้าวทราบกันว่าเป็นร้านที่เคยซื้อมงกุฎของราชวงศ์ฝรั่งเศส..(แต่เพชรสีน้ำเงินของพระนางมารีอังตัวเนต..ยัง มิกล้าบังอาจเป็นเจ้าของ..ต้องปล่อยให้"หาย"ไปในราชวงศ์ซาอุ..แล้วมาเปร่งประกายครั้งเดียว..ครั้งเดียวจริงจริง..แถบ"ถนนข้าวสาร"..ซึ่งตอนนี้ทราบว่า เจ้าของไปประมูลกลับ..มาจาก"ร้านขายของเก่า"ระดับ ซอเธอบี้(Sotheby's)
เท็จจริงเยี่ยงไรมิมีใครเห็นด้วยตา..มีแต่หลักฐานว่านี่เป็นเหตุให้ประเทศอิสลาม23ประเทศใช้เป็นหลักฐานในการเลิกคบค้า..ประเทศที่ขายข้าวสาร...)..แหม..วงเล็บซะยาว...

มินตรารู้จักทิฟฟานี่มาจากภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany'sเมื่อตอนตามแม่ไปดู ออเดรย์(Audrey Hepburn)แสดง..เธอว่าทิฟฟานี่เป็น"สถานที่ดีที่สุดในโลกที่ไม่มีสิ่งใดแย่แย่เข้าไปได้"
("the best place in the world, where nothing bad can take place."
ฟังแล้ว สะอาดสดใส..จนน่าสัมผัส..

แล้วยิ่งคุณมาริลีน(Marilyn Monroe)เธอร้องเพลง"เพื่อนตายของสาวสาวคือเพชร" "Diamonds Are A Girl's Best Friend".ยิ่ง..นะ..
เมื่อสาวสาวเก่งเก่งของเจมส์ บอนด์(Bond girl)ยังคลอเพลง"เพชรไม่สิ้นสุด" Diamonds Are Forever..
จะมิให้สาวธรรมดาอย่างมินตรามิเกิดกิเลส รึ..

แถมทิฟฟานี่ยังส่งแคตตาล๊อก"สีฟ้าทิฟฟานี่"(Tiffany Blue)มาให้มินตรา"ดูเล่น"ปีละครั้งนี่..ยิ่ง..แหม..นะ..
แต่ผู้ชายในเยอรมันเจอหน้ากันช่วงคริสต์มัส ก็จะทักกันว่า..บ้านเธอมาแล้วยัง เจ้าบลูบุ๊ค"Blue Book" นี่...ถามกันตอนจบงบประจำปี นี่ล่ะ "เพื่อจะใช้เศษเศษเงินที่เหลือประจำปีอย่างมีประสิทธิภาพ"..ฮึ..ฮึ..

ดายุขา..อาหารเช้าที่ทิฟฟานี่มีเพียง แชมเปญ(เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก)กับสตรอเบอรี่สด ผลงามงามรสดีดีเพื่อจะมา"เน้น"รสแชมเปญให้เด่นเท่านั้น..นะ..ใคร้ใคร จะเข้าร้านเพชรแล้วไปรับประทานข้าวแกงสี่สิบบาทจ๊ะ..!มีเพชร ก็อิ่มทิพย์แล้วล่ะ..ลองซิ ประหยัดไปตั้งสี่สิบบาทแน่ะ..

"สาวน้อยของผมเธอเป็นคน "มัธยัสถ์" มากถึงมากที่สุด.."
นี่แหละ คนมัธยัสถ์ โปรด...ไม่ต้องจ่ายค่าแชมเปญและแถมมีสตรอเบอรี่สดเลือกมาอย่างดี"ด้วยอภินันทนาการจากทิฟฟานี่"อีก...
(คำว่า"ฟรี"น่ะ ดูจะราคาถูกไปหน่อย..)

รสกวีระดับสดายุนี่ เหมาะกับทิฟฟานี่นะ.."the best place in the world, where nothing bad can take place."

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.94 20 ธันวาคม 2554 14:51:05 น.  

 


ดายุขา..

"สำหรับชาวพุทธเช่นผม..คริสต์มัส ไม่มีความหมายอะไร...555"
เกิดการ"ขัดข้องทางเทคนิค" แล้วนะคะ..
แม้นวันคริสต์มัสจะมีกำเนิดมาอย่างไร แต่ความหมายกลับเป็นว่า ช่วงเวลานี้จะเป็นเวลาของครอบครัวมารวมกัน อย่างน้อยก็ปีละครั้ง..และ ใครที่มีอะไรอยู่ในความฝัน ก็จะตั้งความหวังว่าจะได้เป็นจริงในช่วงนี้ ..
เพราะเหนื่อยกันมาทั้งปี น่าจะมีโบนัสบ้าง..อีกอย่างในการทำงบจบปี..ก็จะเห็นกำไรขาดทุนกัน..พอจะแจกจ่ายกันได้..หรืองบที่วางไว้เหลือ แทนที่จะส่งคืนก็หาเรื่องมาใช้ให้หมดหมดไป..เพื่อว่าจะไม่ถูกลดงบในปีหน้าว่าไม่มีปัญญาจะใช้เงิน!..ฮึ..ฮึ..

คนในยุโรปไม่มีเงินจะซื้อของกันทุกวัน..อะไรที่ราคาสูงไปนิดแพงไปหน่อย ก็คอยขอจากซันตาครอส..แล้วกัน..เมื่อคุณสามีหมดประสิทธิภาพ!
ซึ่งในกรณีนี้ ชายไทยไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด!555
ดายุ เลยไม่ต้องง้อ ซานตา ไงคะ..
ที่น่ารักคือ..เป็นการเริ่มต้นในแต่ละปี ให้คนประเมินความสามารถของตนในแต่ละปี และมุ่งมั่นว่า...

"ปีหน้า"เราเริ่มกันใหม่ ต้องดีกว่าปีนี้ แน่นอน..
Merry Christmas ประชาชนชาวไทย..

Merry Christmas ดายุ
Merry Christmasหนูมด

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.94 20 ธันวาคม 2554 17:03:19 น.  

 


หนูมด..

มาช่วยกันคุยซิคะ..ชักจะอายอายแล้วนะว่า มานั่ง"ออกแขก"อยู่คนเดียว
แม่บอกว่าเป็นมาแต่เด็กเด็กแล้ว หมู หมา แมว โต๊ะ เก้าอี้..ชวนคุยได้หมด..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.94 20 ธันวาคม 2554 17:13:20 น.  

 

หวัดดีค่ะลุง

ตกลงไปดูเรือนหอ เอ้ย! ที่ออกกำลังรึยังคะ
มานั่งนึกอีกที ไม่เห็นต้องไปเสียตังค์ที่ไหนเลย
ก็สวนสาธารณะหลังบ้านเราก็มี ติดวัดนั่นเลย
มีเครื่องเล่นออกกำลังกายหลายเครื่อง ฟรีด้วย
เปิดถึงค่ำ 3-4 ทุ่ม เลิกงานแล้วจะกลับหอก่อน
แล้ววิ่งออกไปที่สวนก็ยังได้...

แล้วก็มีอีกที่นึงค่ะ อยู่ตรงถนนเลยจากวัด หน้าหมู่บ้าน
จิตต์อารีย์ 4 จะไปออกถนนสายลำปาง-แม่ทะนั่นแหละ
เป็นตึกแถวเขาเปิดฟิตเนส ชั่วโมงละ 10 บาท เพื่อนบอกนะ ตอนนี้ไม่รู้ขึ้นราคารึยัง ว่าง ๆ ลองสำรวจดูก่อนก็ได้ อยู่ใกล้ร้าน
ลาบศรีชุม2 ถ้าไปสำรวจฟิตเนส ก็เลยไปสำรวจร้านลาบต่อ
ร้านนี้สาวสวย ฮี่ๆ.....

แอบกระซิบให้น้อง ๆ ฟังหน่อย
ลุงเขากลัวพุงยื่น ก็เลยหาที่รีดไขมัน ป้าก็เลยจัดให้ ฮี่ๆๆ..

ได้ผลประการใด โปรดแจ้งให้ทราบด้วย

ปล.พยากรณ์อากาศว่าจะหนาวอีก ไม่ต้องลำบากไป
ขึ้นดอยที่ไหน แถวบ้านก็หนาวสุดๆแล้วเนี่ย ว่ามั้ย?

 

โดย: ญ. IP: 119.42.103.190 20 ธันวาคม 2554 21:06:37 น.  

 



ตรงหน้าจิตต์อารีย์ เล็กมาก ไม่ได้เรื่อง ...

สวนสาธารณะนั่น เครื่องเล่นมันเป็นแบบทำให้ใช้ฟรี ส่วนมากใช้สปริง+กลไกแมคคานิค ไปลองดูแล้ว ไม่ได้เรื่อง...

ส่วนที่สนามกอล์ฟยังไม่ได้ไป เพราะผ่านเมืองแล้วกลับค่ำเกิน

สรุป เล่นที่เดิมไปก่อน รอแคลิฟอร์เนียมาเปิดที่เซ็นทรัลลำปาง
แล้วค่อยว่ากันอีกที

555

 

โดย: สดายุ... 21 ธันวาคม 2554 6:27:55 น.  

 

รับทราบฮ่ะ...

กะหรี่ปั๊บอร่อยป่าว ถ้าเจออะไรลำๆ จะเอาไปฝากนะคะ
สงสารคนพลัดบ้านพลัดเมืองมา (น่าสงสารรึเปล่าเนี่ย ยังสงสัย) ว่าจะซื้อน้ำพริกตาแดงให้ ก็เกรงหนุ่มใหญ่ไฮโซจะไม่พิศมัย เฮ่อ! คิดหนัก...

 

โดย: ญ. IP: 10.21.131.225, 202.129.0.34 21 ธันวาคม 2554 9:15:05 น.  

 


อะไรลำๆ ....น่ะคืออะไร...
ท่าทางจะภาษาพื้นเมืองล่ะสิ...555
กะหรี่ปั๊บอร่อยขะรับ...ขอบคุณเป็นเด็ดขาด...ซื้อที่ไหน
วันหลังมาเขียนแผนที่บอกไว้หน่อย...จะซื้อให้สาวน้อย
ลองสักหน่อย..อกกจากบ้านเดือนละหน ไม่รู้จะเคยทานรึเปล่า..

อิๆๆ






แม่มดตัวน้อย...
ตั้งใจทำงานนะขอรับ...
ปีใหม่นี้ผู้มีอายุอาจจะมาเที่ยวเขลางค์ได้ขอรับ








มินตรา
รับทราบขอรับ...กับความหมายของคริสต์มัส...
ก็คงทำนองเดียวกับ สงกรานต์ของไทย...ทีมาขยายความกันจนกลายเป็นประเพณียิ่งใหญ่สมัยน้าชาติเป็นนายกฯ นี่เอง

สมัยเด็กๆอยู่ที่สมุย ก็แค่หยุดวันเดียวคือ 13 เมษายน แล้วทางใต้ก็ไม่มีอะไรพิเศษ...

เพิ่งมาเห็นหลังๆนี่แหละที่ทางอีสาน ทางเหนือ จับยึดเอาใหญ่โต ถึงขนาดนายจ้างไม่ยอมให้ "ลางาน" ก็ขอ"ลาออกจากงาน" ไปรวมญาติเลยทีเดียว...นี่พูดถึงระดับ"รายวัน"เน้อ

รู้ไว้ซะ...ที่เยอรมันคงไม่มีขนาดนี้ใช่ไหม 555

แล้วอีกี่ชาติจะได้สักครึ่งของเยอรมัน (GDP) เฮ้อ...



 

โดย: สดายุ... 22 ธันวาคม 2554 6:38:04 น.  

 


สดายุ..

"ถึง-อ่อนน้อย, โอบเนื้อ - - - นวลประคอง
ดูเถิดเนตรใครนอง - - - หยาดน้ำ
โผหาอกอุ่นตระกอง - - - ก่ายกอด
แก้มเกลือกกลิ้งอก, ย้ำ - - - ยาก-เว้นวางถวิล ฯ "

Happy Ending นะคะ เพราะ"ถึง-อ่อนน้อย" แล้วนี่..


"แก้มเกลือกกลิ้งอก, ย้ำ - - - ยาก-เว้นวางถวิล ฯ "
ยาก...เว้นวางถวิล...ไพเราะ..แต่อ่านแล้ว ดูจะยังโหยหากันอยู่

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.155.251 22 ธันวาคม 2554 11:46:25 น.  

 


ดายุ..

ไปอ่านข่าวโฆษณาที่เยอรมัน ว่าตอนนี้บริษัทขายเครื่องหอมของผู้ชายกำลัง "รุกแรง" โดยเฉพาะโฆษณาที่ชื่อว่า AXE Thai Massage แต่ที่เห็นมีในเยอรมัน มิใช่"มุกจีบสาวที่จตุจักร"แต่เป็น
AXE Effect
http://www.youtube.com/watch?NR=1&feature=endscreen&v=I9tWZB7OUSU

แทนที่จะมา..."เจ้าเอย"..
"O เจ้าเอย, จนดับ, ทิ้ง - - - ทรมาน
หรือตราบรอบสังขาร - - - หยุดสร้าง
เอกภพจักรพาฬ - - - พาล่ม ลาญแล
ไฟนอกโลกแล่นล้าง - - - ห่อนล้างอาลัย ฯ"

จน เอกจักรภพ พาล่ม ลาญแล...เพราะ..
"ไฟนอกโลกแล่นล้าง - - - ห่อนล้างอาลัย ฯ" น่ะ

ดายุ ลองทดลองซื้อ เครื่องหอมของAXE มาใช้ซิ ..
ผลของAXE(AXE Effect)อาจจะทำให้สาวสาววิ่งตามกันเป็นพรวน..ไม่ต้องมานั่ง นิราศ ให้ เหนื่อยยาก..นะ 555


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.155.251 22 ธันวาคม 2554 14:51:07 น.  

 

มินตรา....

การใช้รูปแบบร้อยกรองโบราณที่มีมาแต่ดั้งเดิมเป็นตัวสื่อแสดงออกถึงความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก...แต่มีคุณค่าต่อการเก็บรักษาเอาไว้ต่อไปได้ นั่นคือจุดประสงค์...

หากนายนรินทร์ ทหารตัวเล็กๆที่ไปราชการทหารแล้วไม่เขียน นิราศนรินทร์ ขึ้นมา...ป่านนี้เราก็ไม่รู้จักชายคนนี้เลย...เหมือนกับบรรดาทหารที่เหลือรวมทั้งตัวแม่ทัพที่ไม่มีใครเอ่ยถึง...คือหายสาปสูญไปกับกาลเวลา

ทหารตัวเล็กๆจึงถูกพูดถึงกล่าวขวัญมานานนับ 200 ปีแล้วก็เพราะ การสื่อความรู้สึกผ่านรูปแบบโบราณนี้เอง...

ดังนั้น อีก 200 ปีข้างหน้า โลกจะยังรู้ว่ามี "นิราศลำปาง หรือ นิราศสามพระธาตุ" อยู่ แต่จะไม่มีใครรู้จัก AXE Effect อีกแล้วตลอดกาล

นี่คือเหตุผล...

5555

 

โดย: สดายุ... 23 ธันวาคม 2554 5:10:02 น.  

 


ดายุคะ..

"หากนายนรินทร์ ทหารตัวเล็กๆที่ไปราชการทหารแล้วไม่เขียน นิราศนรินทร์ ขึ้นมา."

"นายนรินทรธิเบศร์" (อิน) นายนรินทร์เป็นโอรสกรมขุนอินทรพิทักษ์์ (พระราชโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรี) กับ หม่อมเจ้าหญิงโสภา (ธิดากรมหมื่นสุนทรเทพ) เมื่อหม่อมเจ้าหญิงโสภาทรงครรภ์นั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ แต่ตีไม่สำเร็จ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกริ้ว จึงให้หม่อมเจ้าหญิงโสภาไปเป็นภรรยาเจ้าพระยาสวรรคโลก
ซึ่งตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อทารกเกิดได้ชื่อทองอินทร์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเมตตาทองอินทร์เสมอ เมื่อทองอินทร์โตขึ้นให้ไปอยู่ด้วยเจ้าพระยาสุรสิห์...........

ไปหาข่าวที่"ปิดกันให้แซด"มา...
จากคำว่า"ประวัติของนายนรินทร์นั้น ไม่เป็นที่ทราบกันแน่นอน".

แต่ทางราชวงศ์อังกฤษเมื่อโดนนักข่าวในศตวรรษที่ี21ถามว่า
ข่าวเกี่ยวกับเจ้าชายแฮรี่ ที่มีใครเขียนหนังสืออ้างตนเป็นบิดาน่ะ..
มีข้อเท็จจริงเพียงใด..
เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงตอบว่า ..เมื่อทรงเป็นบุตรในเจ้าหญิงแห่งเวลส์ บิดาจะเป็นใครมิได้นอกจากเจ้าชายแห่งเวลส์"เท่านั้น"!
.......English Gentleman!........
เล่นเอานักข่าวผู้ตั้งคำถาม"เซ่อ"ไปเลยที่ความรู้เพียงเท่านี่ยังไม่รู้(แล้วจะมาเป็นนักข่าวได้อย่างไรในเมื่อขาดความรู้ขั้นพื้นฐาน!)

พระเจ้ากรุงธนบุรีนี่ ท่านทรงมี ราชการ"บู๊ บู๊" อย่างนี้บ่อย..
เจ้าจอมท่านหนึ่งก็ทรงมอบให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช..ทั้งทั้งที่ทรงพระครรภ์อ่อน อ่อน..จนเจ้าเมืองนครศรี มิกล้า"แตะ" ได้แต่ให้ทรงเป็น"แม่เมือง"มิ่งขวัญเมืองอยู่อย่างสง่างาม..มิมัวหมอง..

นายนรินทร์เป็นถึง"หลานพระเจ้ากรุงธน" แถมทาง"ตา"ก็ยัง ทรงกรม..
ผู้ที่จะ"ทรงกรม"ได้นี่..ต้องหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์..ซิคะ

แล้วนายนรินทร์ก็"โปรด" โคลงมากกว่า.."กลอนชาวบ้าน"กลอนแปด อย่างสุนทรภู่ึ่ซึ่งถนัดนัก..นี่กรมพระยาดำรง..ท่านว่า..(ท่อนเปรียบเทียบน่ะ มินตราเองแหละ..)

"๑๐. โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ
เกรงเทพไท้ธรณินทร์ ลอบกล้ำ
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชักช้ำ ชอกเนื้อเรียมสงวน"

นี่หนุ่มหนุ่มสมัยมินตรา จะเฉียดมาใกล้ใกล้..ให้เรา"ทำเป็น"ไม่ได้ยินแต่เดินช้าลงช้าลงผ่านไป..โดยมิ"เชิด"ใส่..555
ความจริงเมืองไทยมีอะไรกุ๊กกิ๊ก ที่น่ารักน่ารักนะ...(มินตราว่า)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.153 23 ธันวาคม 2554 14:04:39 น.  

 

มินตรา...
อืม...ชักชอบคุยกับคนรู้อะไรแบบนี้แล้วสิ...

ที่เป็นคนไม่ชอบไปเจ๊าะแจ๊ะที่ไหนนอกบล็อค เพราะ"คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ" นั่นเอง 555

ที่จริงแล้วช่วงเวลาตรงนั้น...ไม่อยากนับสักราชวงศ์
บ้านพลูหลวง ก็มาจากไพร่ คนเลี้ยงช้างแท้ๆ ที่เป็นต้นราชวงศ์
คือ"นายคชบาล" ที่ร่วมมือกับ"ลูกพระนารายณ์ที่เกิดกับหญิงลาวลูกเจ้าเมืองเชียงใหม่" ชิงราชสมบัติจากลูกมเหสีพระนารายณ์

พระนารายณ์เองก็ลูกพระเจ้าปราสาททอง ที่เคยเป็นสมุหพระกลาโหมในสมัยพระเจ้าทรงธรรม หรือขุนหลวงสรศักดิ์ ก็คือสามัญชนธรรมดา...แม้จะมีตำนานกล่าวว่าพระเอกาทศรถไปประพาสแล้วได้หญิงชาวบ้านเป็นเมียจนเกิดขุนหลวงสรศักดิ์ก็ตาม...อาจเป็นเพียงการพยายามโยงความเป็นเจ้าเข้าหาตัวของพระเจ้าปราสาททอง..ก็ได้

ลูกพระนารายณ์ที่เกิดกับหญิงลาวลูกพระเจ้าเชียงใหม่ต่อมาคือ พระเจ้าเสือ พ่อของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระและพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ...ก็เป็นเพราะอับอายที่ได้เมียลาว กลัวสนมในวังดูถูกเลยยกสาวลาวที่ท้องแล้วให้"เจ้ากรมช้าง"ที่ต่อมาคือพระเพทราชานั่นเอง แล้วเกิดเป็นพระเจ้าเสือ

และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระสนมหลายพระองค์ซึ่งพระราชโอรสชั้นพระองค์เจ้าที่มีพระชันษาที่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่มี 4 พระองค์ด้วยกัน ได้แก่ พระองค์เจ้าแขก พระองค์เจ้ามังคุด พระองค์เจ้ารถ และพระองค์เจ้าปาน ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแห่งกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระราชบิดาของพระองค์แล้ว พระองค์เจ้าทั้ง 4 พระองค์ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรม ได้แก่

พระองค์เจ้าแขก ได้รับการสถาปนาที่ กรมหมื่นเทพพิพิธ
พระองค์เจ้ามังคุด ได้รับการสถาปนาที่ กรมหมื่นจิตรสุนทร
พระองค์เจ้ารถ ได้รับการสถาปนาที่ กรมหมื่นสุนทรเทพ
พระองค์เจ้าปาน ได้รับการสถาปนาที่ กรมหมื่นเสพภักดี

จะเห็นได้ว่าไม่มีความต่อเนื่องของราชตระกูลที่เหมาะสมเลยตั้งแต่หลังพระเอกาทศรถแห่งราชวงศ์สุโขทัยแล้ว...ที่พระเจ้าทรงธรรมลูกสนมแย่งชิงบัลลังก์มาจากลูกมเหสีของพระเอกาทศรถ....แล้วลูกพระเจ้าทรงธรรมก็ถูกหัวหน้าอำมาตย์จับฆ่าเสียแล้ว อำมาตย์นั้นก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์ให้คนกราบไหว้ คือพระเจ้าปราสาททองพ่อพระนารายณ์ ปู่พระเจ้าเสือ ทวดพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ/บรมโกศ

แล้วพระเจ้าเอกทัศน์ลูกพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ถูกทหารเลวของพม่าฆ่าตายอยู่ริมทางตอนกรุงแตกครั้งที่ 2 นั่นเอง...ส่วนน้องชายพระเจ้าอุทุมพรก็ถูกกวาดไปเป็นเชลยในพม่าจนตายคาผ้าเหลือง..พร้อมกับชาวอยุธยาจำนวนมาก (ตรงนี้ให้นึกถึงชุมชนชาวมอญปากเกร็ด...หรือชาวจามจากเวียดนามใต้ที่ถูกกวาดต้อนมาสมัยต้นกรุงเทพที่ปัจจุบันคือชุมชนมุสลิมบ้านครัว..ริมคลองแสนแสบ...ที่จะถูกกลืนทางภาษาเดิมจนหมดสิ้น)

สองพี่น้องนี่..หมดสภาพความเป็นชาติกษัตริย์โดยสิ้นเชิง...

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราชวงศ์กรุงธนบุรี..ที่ดำรงสถานภาพอยู่เพียง 15 ปี และลูกหลานจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นตอนพ่อยังเป็นทหารของพระเจ้าเอกทัศน์นั่นเอง ...คือ ไม่มีความเป็นครอบครัวกษัตริย์ หรือ ราชนิกูลอะไรเลย ราชาศัพท์อาจพูดไม่เป็นด้วยซ้ำ

ลองนึกถึงบ้านทหารสักบ้าน ที่ลูกโตแล้ว วันดีคืนดีพ่อได้เป็นพระราชาขึ้นมา จะเรียกพ่อว่าอย่างไรกัน ?...ทูลกระหม่อมพ่อ ! 55

ที่จริงช่วงนี้ในฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์พอดี
2310 กรุงแตก
2325 จบสิ้นกรุงธนบุรี
การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นหลังรัชกาลที่ 1 ครองราชย์แค่ 7 ปี

การปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรป เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2332 - 2342 เป็นการปฏิวัติที่โค่นล้มสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศส และสถาปนาสาธารณรัฐขึ้น

คนฝรั่งเศสนอนกลางวันเหมือนคนขี้เกียจ...แต่มักมีความเปลี่ยนแปลงก่อนชาวบ้านนานโข...เพียงแต่ทำอะไรก็สู้เยอรมันไม่ได้สักอย่าง...เหมือนแพ้ทางกัน...

รบ...ก็สู้ไม่ได้
คุณภาพรถยนต์...ก็สู้ไม่ได้
มาตรฐานอุตสาหกรรม...ก็สู้ไม่ได้
ความขยัน อดทน...ก็สู้ไม่ได้
ฟุตบอล...ก็สู้ไม่ได้

อ้อ...น้ำหอม แฟชั่น...ดีกว่าเยอรมัน...เก่งแต่เรื่องฟุ่มเฟือยไม่เป็นเรื่องทั้งนั้น...

ขณะที่เยอรมันไม่เคยมารุกรานไทยเลย...ไทยเราจึงรู้สึกดีต่อเยอรมันตลอดมา...รวมทั้งสาวไทยหลายคน...555

ว่าด้วยเรื่องนายนรินทร์...ทำไมมาตรงนี้ได้...

 

โดย: สดายุ... 23 ธันวาคม 2554 21:59:56 น.  

 

อีกสักหน่อย....

ความเป็นชาติไทยที่เต็มตามสภาพอย่างปัจจุบัน ควรเริ่มที่สมัย"เจ้าสามพระยา" มากที่สุด...เมื่อยกทัพไปตีขอมทำเอา"นครวัด" ถึงล่มสลาย...ขอมต้องย้ายเมืองไปพนมเปญตั้งแต่ตอนนั้น...

ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์คือ "การขยายดินแดนให้ไพศาล" เช่นอเล็กซานเดอร์มหาราช...เจงกีสข่าน...อโศกมหาราชแห่งแคว้นมคธหลังพุทธกาล 300ปี.....นั่นเอง

การแค่เพียงขับไล่ผู้รุกราน...สำหรับผมแล้ว ยังไม่เพียงพอต่อคำ"มหาราช"

ยังแปลกใจว่า ทำไมยกย่องพระนารายณ์เป็นมหาราช แทนที่จะเป็น พระบรมไตรโลกนาถโอรสเจ้าสามพระยา ที่สถาปนาระบบ จตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ขึ้นมาใช้ยาวนานจนถึงรัชกาลที่ 5 โดยมองว่าเป็นประเด็นของการปกครองที่เป็นงานโดยตรงของความเป็นกษัตริย์ที่ต้องจัดการ

พระนารายณ์นั้น ที่มาก็ไม่ค่อยสง่างาม...คือแย่งบัลลังก์เขามาอีกที...แต่งฉันท์ก็ไม่ได้เรื่อง...สู้พระโหราธิบดีไม่ได้เลย...55

 

โดย: สดายุ... 23 ธันวาคม 2554 22:11:43 น.  

 


ดายุ...

"อืม...ชักชอบคุยกับคนรู้อะไรแบบนี้แล้วสิ..."
ว๊าย...หนูมีแฟนแล้วค่ะ...555

"ที่เป็นคนไม่ชอบไปเจ๊าะแจ๊ะที่ไหนนอกบล็อค เพราะ"คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ" นั่นเอง "
ฮื่อ..ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเพราะอ่านแต่ Netbookไงคะ..


"สองพี่น้องนี่..หมดสภาพความเป็นชาติกษัตริย์โดยสิ้นเชิง..."
"อายุเยาวเรศรุ่นเจริญศรี......พระเพื่อนพี่แพงน้องสองสมร
งามทรงงามองค์อรชร........ดังอัปสรหยาดฟ้าลงมาเอย"
(ลิลิตพระลอ)...ใช่ไหมล่ะ..ฮึ..ฮึ..
คุณย่าเคยสอนให้ร้องเพลงนี้ บอกว่ามีอยู่สมัยหนึ่ง คนไทยร้องเพลงนี้กัน เพื่อที่จะชมโฉมของ"สองพี่น้อง"...ดูจะสมัยที่ถูกบังคับให้เลิกเคี้ยวหมากและต้อง"สรวมมาลานำชาติ"กัน..
สมัยที่คนเป็นเพียง"หลวง"จะบังคับให้แต่งตั้งเป็น"สมเด็จเจ้าพระยา"ให้ได้..เมื่อไม่ได้เลยยกเลิกการใช้บรรดาศักดิ์ซะเลย..

"เค้าว่า" มีคนเห็นพระนารายณ์มีสี่กรนี่ ตอนไฟไหม้แล้วยังไม่ไหม้ไฟเลยนะคะ..
แต่ที่มินตราตื่นเต้นคือ...ขึ้นกลอนได้..งดงามมาก...จนติดปากคนทั่วไป..ตรงนี้มินตราก็ยก..มหาราช..ให้แล้วนะ
"อันใดย้ำแก้มแม่..... หมองหมาย
ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย.... ลอบกล้ำ"

น่าจะสู้"ลูก"พระโหราธิบดีไม่ได้เลย...มากกว่ากระมังคะ
หรือสดายุ อยู่ในกลุ่มนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่ไม่ยอมรับว่ามีศรีปราชญ์ ตัวจริง...

ทราบไหมว่ามีข้อมูลของคน"วงใน"อยู่..ที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังที่มาจากเสื่อผืนหมอนใบเข้าไม่ถึงข้อมูล..จึง"ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ"กันอยู่ได้..เพราะไม่เชื่อในปรัชญาว่า"ความลับไม่มีในโลกนี้"

นี่หากบอกว่า พระเจ้าตากสิน น่ะเป็นลูกพระเจ้าบรมโกศกับนางนกเอี้ยง ก็ไม่เชื่อใช่ไหม..ไปอ่านประวัติดูซิคะว่า ใครรับเป็นบุตรบุญธรรม ตำแหน่งสูงสุดของประเทศรองจากพระประมุข ใช่ไหม..แล้วตั้งแต่เด็กมาจนโตน่ะ เป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานมากับใคร..ลูกหลานข้าราชการสูงสุดของประเทศใช่ไหม..ทำไมคะ..

เหมือนที่ใครใครคิดว่า"ผู้สืบสกุล" ปัจจุบัน มีคนเดียว..ใช่ไหม..

แหมน่าจะมีประวัติศาสตร์ฉบับมินตรานะ..คงจะแข่งกับความสามารถของนักหนังสือพิมพ์มรว.ท่านหนึ่ง ที่ใครใครยกย่องว่าเก่ง ในขณะที่"คนข้างใน"กลัวความ"ช่างเล่า"..555

"ทำไมยกย่องพระนารายณ์เป็นมหาราช แทนที่จะเป็น พระบรมไตรโลกนาถ..ที่สถาปนาระบบ จตุสดมภ์...ประเด็นของการปกครองที่เป็นงานโดยตรงของความเป็นกษัตริย์ที่ต้องจัดการ"

อาจจะเป็นเพราะ กษัตริย์อาจจะมิได้"จัดการ"เอง แต่เป็นระบบที่ขุนนาง"นำเข้ามาใช้"ในประเทศก็ได้..แทรกซึมมาเรื่อยเรื่อย ในการค้าระหว่างประเทศ..แบบการใช้เงินหยวน..เป็นเงินพดด้วง..อะไรนี่..สังเกตุไหมคะว่าทำไมไทยจึงเจริญมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านรอบรอบตัว..มีไปติดต่อพระนางเจ้าวิคทอเรียของอังกฤษ..ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่..
อ่านประวัติศาสตร์ไทยจากนอกราชอาณาจักร..แล้วจะทราบ..ว่าสายใยอยู่ตรงไหน..ช่องว่างของเหตุและผลของประวัติศาสตร์อยู่ที่ใด...ผู้ที่รู้น่ะรู้อยู่กับอก !
(เก่งใหญ่แล้ว ยายมินตรา 555)



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.153 24 ธันวาคม 2554 4:51:17 น.  

 

มินตรา...
หลวงพิบูลย์สงคราม คิดแปลก ทำแปลก เพราะชื่อแปลก...555

เพราะคนคนนี้มีแนวคิดเพิ่มจำนวนพลเมือง ห้ามหญิงที่มีลูกไม่ถึง 3 คนทำหมัน จึงทำให้พลเมืองไทยเพิ่มปริมาณแบบก้าวกระโดด...จนเกือบต้องลงสำเภาไปแสวงหาแผ่นดินใหม่ที่ๆมีอาหารพอกินอยู่รอมร่อ...

เหมือนบางชาติที่ลงสำเภา เรือใบ มาสุวรรณภูมิ..เพราะถูกคติไร้สาระของตาขงจื้อเป่าหัวว่า "ไม่มีบุตรหลานสืบตระกูลนับเป็นความอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ" เลยออกลูกกันบ้านละเป็นสิบ..จนไม่มีจะกิน อดอยากนอนตายข้างทางเป็นเรื่องปกติ จนต้องเกิดองค์กรแบบ ปอเต๊กตึ๊ง ขึ้นมาช่วยเก็บไปฝังไปเผา ...เฮ้อ

ล้วนเป็นมิจฉาทิฐิโง่เง่าของคนรุ่นโบราณทั้งนั้น....

เทียบกับสแกนดิเนเวียร์ดู แผ่นดินกว้างใหญ่ คนนิดเดียว...แต่มาตรฐานชีวิต คุณภาพชีวิต ขนาดไหน เพราะของมันมีเหลือเฟือไม่ต้องแย่งกัน...


ส่วนคุณชายราชนิกูล"ช่างเจรจา" นั้น ใครยกย่องก็ยกไป ผมไม่มีความรู้สึกนั้น 555

ตั้งแต่ได้อ่านการ"ตะแบงเอาสีข้างเข้าถู" ในประเด็น "ความว่าง" กับท่านพุทธทาสแล้ว...เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียวทำลายความน่าเชื่อถือของภูมิปัญญาเสียหมด เรื่องอื่นๆเลยระแวงไปด้วย...5555


เรื่องศรีปราชญ์...ไม่เชื่อจริงอย่างที่ว่านั่นแหละ...
ผมเชือในการวิเคราะห์ค้นคว้าของนักประวัิศาสตร์รุ่นใหม่มากกว่า เพราะมีความหลากหลายทางข้อมูล...

ลองนึกถึงว่ายุคพระนารายณ์นั้น ทั้งฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลแลนด์ ญี่ปุ่น เข้ามาป้วนเปี้ยนเต็มกรุงศรีแล้ว...แถมบางส่วนรับราชการมีบรรดาศักดิ์ด้วย...แล้วชนชาติที่ช่างจดบันทึกนี้ต้องจดบันทึกเรื่องราวเก็บไว้แล้วอาจอย่ในหอสมุดแห่งชาติของตนอยู่รอให้เราไปค้นคว้าค้นหา....

ยุคกรมดำรงฯ จะมีอะไรสู้ยุคนี้ได้...ในแง่ของข้อมูล จริงไหม
(ดูอย่าง ไตรภูมิพระร่วงฉบับกรุงศี ยังไปปรากฎอยู่ในหอสมุดฝรั่งเศศ...ให้คนไทยไปถ่ายสำเนามาเลย...ทำนองเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ...)

นักประวัติสาสตร์รุ่นใหม่ ต้องมีเหตุผลประกอบมากพอทีเดียวจึงจะทำให้คนในยุคปัจจุบันคล้อยตามได้ อย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น...เหตุผลของคนรุ่นปัจจุบันที่ใช้มองเหตุการณ์ย้อนกลับไปในอดีต สำหรับคนโบราณแล้วย่อมมีน้อยมาก...

ลองไปอ่านคำให้การชาวกรุงเก่าดู...นั่นแหละรูปแบบคิดเชื่อแบบไทยแท้ๆ...ที่ห่างไกลจากหลักศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง...

จะเห็นได้ว่า กษัตริย์ไทยในอดีต ที่พยายามเอาคติศาสนามาแทรกในหนังสือที่เขียนเช่นไตรภูมิพระร่วงนั้น ไม่เคยเอาประเด็นของการตั้งข้อสงสัย ข้อสังเกตุ อย่างหลัก"กาลามสูตร" มาขยายความให้เป็นที่รู้จักเลย....เพราะจะทำให้คนหัวหมอและ "ปกครองยาก" 555

จึงต้องไปเน้นเรื่อง นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด บุญ บาป กรรม ที่อธิบายกันไว้ผิดๆทั้งนั้น

เพราะคนไทยเชื่อง่าย หัวอ่อน ไม่ค่อยคำนึงถึงความน่าจะเป็นไปได้ของเรื่องราว...ฟังใครมาก็เชื่อเลยแถมเอาไปพูดต่อเป็นคุ้งเป็นแคว

....

เมื่อเจ้าสามพระยาไปตีนครวัดได้ ก็กวาดต้อนปุโรหิต อำมาตย์ ช่างฝีมือ จากเขมรมาไว้ในกรุงศรีจำนวนมาก...

ขอมนั้น ศรัทธาในไตรเภทของพราหมณ์ จึงสร้างเทวาลัยไว้บูชาเทพเจ้ามากมาย ตั้งแต่นครวัด นครธม จนถึงปราสาทหินเต็มไปหมด

รวมทั้งเชื่อในหลักวรรณะสี่...พวกเชลยขอมที่เป็นชั้นปัญญาชนก็มาเพิ่มแนวคิดลงในระบบการปกครองเชิงพ่อลูกของสุโขทัยที่ต่อเนื่องมาจนต้นกรุงศรี ให้ค่อยเปลี่ยนเป็นเทวนิยมในที่สุด....เพิ่มคำที่ใช้เฉพาะในกลุ่ม"เชื้อสายเทวดา" โดยเอาภาษาของตนเองเข้ามาแทรกเพื่อพยายามสร้างความสูงส่งให้สถานภาพของกลุ่มตน...

ราชาศัพท์จึงมีภาษาเขมรปะปนอยู่มากมาย...ดังนี้แล

หากพระเจ้าแผ่นดินใช้ภาษาใด ภาษานั้นก็นับเป็นภาษาของชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นสูง...เชลยขอมเขมรก็จึงค่อยๆแปรเปลี่ยนสถานภาพเป็น ปุโรหิต อำมาตย์ ในราชสำนักอยุธยาแต่นั้นมา

1.กรมเวียง มีขุนเวียงเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของบ้านเมืองและราษฎร...
คือความมั่นคง คือพวกนักรบ คือวรรรณะกษัตริย์

2.กรมวัง มีขุนวังเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ดูแลราชสำนัก คดีความ แต่งตั้งยกกระบัตรไปประจำยังหัวเมือง (ทำหน้าที่รายงานข่าวมายังพระนคร)...
คือพวกใช้ปัญญา สร้างกฎเกณฑ์ ระเบียบ นำความเชื่อความศรัทธา คือ วรรณะพราหมณ์ (ขุนวรวงศาธิราช ชู้รักศรีสุดาจันทร์ก็อยู่ในกลุ่มนี้..พนักงานเฝ้าหอพระ..มีรากเหง้ามาจากกลุ่มละโว้ อโยธยา ที่เป็นขอมมาแต่สมัยสุโขทัย)

3.กรมคลัง มีขุนคลังเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่เก็บรักษาและจ่ายพระราชทรัพย์ในราชการ...
คือพวกที่ดูแลรายรับ รายจ่าย จัดการเรื่องส่วย อากร คือ วรรณะแพศย์

4.กรมนา มีขุนนาเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ตรวจการทำไร่นา ออกสิทธิ์ที่นา และเก็บส่วนแบ่งข้าวมาไว้ในฉางหลวง...
คือพวกทำงานหนัก เกษตรกรรม การผลิตอาหาร คือ วรรณะศูทร



ส่วนเรื่องราว ใครสร้างเรื่องให้ใครเพี้ยนแล้วจับประหารนั้น...ไม่ต้องไปอ่านที่ไหนก็ได้...อ่านเอาจากใจที่ยก ชอบ ชัง ออกเสียก็ได้แล้วว่า....

ครั้งนั้นดุลยภาพทางทหารเปลี่ยน เพราะใน 3 ทหารเสือที่คุมกำลังนั้น 2 คนเป็นพี่น้องกัน...

เหมือนสมัยที่ จปร 7 กร่างคับบ้านคับเมือง เพราะคุมกำลังทหารอยู่หลายกองพัน จึงเข้าใจว่าดุลยภาพทางทหารอยู่ในมือและไม่มีรุ่นไหนสู้ได้....จนถูก จปร 5+APC+บ้านที่มีเสาสี่ต้นแถวเทเวศ ร่วมกัน.... ดับซะ


จบข่าว 555


 

โดย: สดายุ... 24 ธันวาคม 2554 6:16:37 น.  

 


สวัสดีค่ะ... คุณสดายุ... คุณมินตรา

แอบอ่านท่านทั้ง 2 คุยกัน ได้ความรู้ทีเดียว...แล้วจะจัดแม่มดอยู่ในกลุ่มไหนคะ? ชอบเจ๊าะแจ๊ะ หรือพวกไม่ชอบอ่านคะ?

แต่จะให้คุยด้วยบอกไปหลายครั้งแล้วว่า คุยแบบนี้ไม่เป็นค่ะ แต่ชอบอ่าน ที่ "วัยรุ่น" 2 ท่านนี้คุยกัน วัยชราอย่างแม่มด ตามไม่ทัน...

รักษาสุขภาพนะคะ คุณมินตรา มีความสุขมากๆนะคะ

ส่วนคุณสดายุ ออกกำลังกายทุกวันอยู่แระ สุขภาพคงแข็งแรง งั้น...ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ...

ขอบคุณมากเจ้าค่ะ

 

โดย: Witch IP: 118.172.116.26 24 ธันวาคม 2554 8:44:11 น.  

 


สดายุ..

".แล้วชนชาติที่ช่างจดบันทึกนี้ต้องจดบันทึกเรื่องราวเก็บไว้แล้วอาจอยู่ในหอสมุดแห่งชาติของตนอยู่รอให้เราไปค้นคว้าค้นหา.."

มีซิคะ โดยเฉพาะนักเดินเท้า..เดินเรือจากทวีปหนึ่งถึงทวิปหนึ่ง ที่ใช้เข็มทิศ..ดวงดาวในรูปของดาราศาสตร์..นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์..
เราอาจจะหมดทางค้นคว้าเพราะเป็นภาษาในโลกอิสลามก็ได้..เก่งสุดเราก็ค้นคว้าได้เพียงอังกฤษฝรั่งเศส..
เมื่อปีคศ.2000 ทีวีเยอรมันNDR ร่วมกับARD&ZDF ทำภาพยนตร์เรื่อง"เส้นทางสายเครื่องเทศ"ในวาระครบ สองพันปีออกมา
เป็นการค้าขายระหว่างยุโรปจนถึงญี่ปุ่นจีน โดยผ่านไปทาง"เกาะเครื่องเทศ"(หมู่เกาะอินโดนิเซีย)..เป็นการเดินทางบกและทางน้ำโดยพ่อค้าเปอร์เซีย..ซึ่งความลับของเส้นทางการค้านี้จะเก็บไว้ในกลุ่มมุสลิม..
มินตราเพิ่งอ่านข่าวเร็วเร็วนี้ว่า ประเทศจีนกำลังสร้างแสนยานุภาพทางน้ำอีก โดยการย้อนการเดินทางเส้นทางสายเครื่องเทศนี้..เพื่อคุมน่านน้ำ..(ในขณะที่รัสเซียอเมริกาไปสนใจเรื่องอวกาศ)...
ปัตตานี..อยุธยา..สยาม เป็นเส้นทางพัก(transit)ที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียมาตั้งรกราก จนกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับราชวงศ์ไทย
และราชวงศ์หยวนของจีนที่แตกออกมาและมาเป็นจีนฮกเกี้ยนที่อาศัยที่สิงคโปร์และตามชายฝั่งแหลมมลายู..
แปลกที่"จีนปนลาว"อย่างอาจารย์นิธิ(นี่ท่านเรียกตัวท่านเอง) ไม่สนใจ..อย่างน้อยก็มิเอ่ยถึง..และปลายปลายเสียงที่พูดถึงชาวมลายูก็ดุจจะไม่ลึกซึ้ง..ในขณะที่นักประวัติศาสตร์อังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า ชาติเดียวที่ประสพความสำเร็จในการค้ากับสยามคือเปอร์เซีย..ปัญหาคือตำแหน่งทางราชการไทยทำให้ยากที่จะค้นได้ว่า ใครคือบุคคลที่เปลี่ยนชื่อไปสิบตำแหน่ง..เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของคนวงใน(ขุนนางไทย)และเป็นเรื่องของชนชั้นที่ นักประวัติศาสตร์"รุ่นใหม่"ของไทยต่อต้านก็ได้..

ในยุโรปนั้น นักประวัติศาสตร์"ต้องรับวัฒนธรรมของชนทุกชั้นทุกชาติ"(culture diversity)

ปลายปลายเสียงของสดายุ ก็ดูจะเป็นเช่นนั้น..

นี่มินตราห่างไทยมานานถึงสามสิบปี จึงอาจจะมิทราบถึงความโด่งดังและสามารถของ "นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่"ก็ได้..แต่เรื่องที่เล่ากันในชีวิตประจำวันในบ้านมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดนี่..ยังรับทราบกันอยู่..ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยุโรปจะตื่นเต้นกันนัก หากได้เจอ"เทือกเถาเหล่ากอที่แท้จริง" แทนเจอกระดาษ..
จะฟังกันแล้วหาหลักฐานมาค้านหรือมาประกอบ(pro&contra)







 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.136.153 24 ธันวาคม 2554 16:11:44 น.  

 


หนูมด..

"แล้วจะจัดแม่มดอยู่ในกลุ่มไหนคะ? ชอบเจ๊าะแจ๊ะ หรือพวกไม่ชอบอ่านคะ?"
ขอมดำดินค่ะ "เมื่อเจ้าสามพระยาไปตีนครวัดได้"555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.136.153 24 ธันวาคม 2554 16:20:49 น.  

 

แม่มดตัวน้อยๆ....
ดูแลสุขภาพนะขอรับ...ไปไหนอย่าขี่ไม้กวาดแล้วลืมใส่เสื้อกันหนาว....55





มินตรา...
ว่าด้วยโลกอิสลาม...ลองแตะของร้อนดู 55
ข้อความที่ยกมา..มาจากวิกิพีเดีย

ลองใช้หลักกาลามสูตรของพุทธกระทำ"วิภาษวิธี"ดูสักหน่อย...

"....มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น...."

"....เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดามูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน....."
.
.
เท่าที่ทราบ...ภาษาในอัลกุรอาน เป็นภาษาอาหรับชั้นสูงที่รจนาไว้ไพเราะมาก...แล้วคนที่เขียนหนังสือไม่เป็นนั้น ใช้อะไรทำให้ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา ?

ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ จริงไหม ?

แต่ข้อสงสัยนี้กลับไปเสริม ตอกย้ำ ความ"ศักดิ์สิทธิ์"ของเรื่องราวว่า มุฮัมหมัด ทำหน้าที่เป็นเพียง"รูปธรรม"ให้อัลลอห ผ่าน"เจตจำนง" ที่เป็น"นามธรรม"สู่มวลมนุษย์...จึงทำให้เชื่อว่าอัลกุรอานเป็นพระวจนะจากอัลลอห ที่แท้จริง ....คล้ายๆการบังคับรูปกายให้ทำไปภายใต้การถูกครอบงำทางจิตใจอยู่โดยอัลลอห

อิสลาม จึงต้อง "เชื่อ" เท่านั้น...ห้ามถาม...ห้ามสงสัย
คือหลักศรัทธานั่นเอง...

ทีนี้ในมุมมองคนที่ไม่ใช่อิสลาม...ทั้งไบเบิล..ทั้งอัลกุรอาน ล้วนสงสัยได้ทั้งนั้น...เพราะไม่เคยถูกครอบไว้ด้วยหลักศรัทธามาแต่เด็ก (ความศรัทธาที่มีอาการเดียวกับคนเกาหลีเหนือร้องไห้แก่"ท่านผู้นำที่รัก"..เสียจนยิ่งกว่าคนไทยร้องไห้ตอนพ่อแม่ตายเสียอีก...555..นี่คือพิษสงของการครอบงำทางความคิดมาตั้งแต่เกิด....ตั้งแต่ยุค"ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" คิมอิลซุง ผู้พ่อโน่นแล้ว....)

13 ที่หายไป"ทางตะวันออก" ของเยซู
อัลกุรอาน ในถ้ำที่ได้จากคนเขียนหนังสือไม่เป็น

ประมาณ 500 ปีที่เยซูสิ้นไป จึงเกิดมุฮัมหมัด แนวคิดจากไบเบิลยังไม่ทันได้ตั้งไข่เลย...ทำไม อัลลอห หรือ ยโฮวาห์ จึงต้องหาคนใหม่เผยแพร่อีก ????

มีความ"ไม่เหมาะสม"เยี่ยงไรหรือจึงต้องเปลี่ยนคนใหม่ ?

หากมีความไม่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้น...นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ชี้ว่า..นิยามของคำว่า "the perfect one" เป็นเท็จ

ทีนี้เรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นมายาวนานนั้นเป็นเรื่องยากที่จะค้นคว้ามาทำการ วิภาษวิธี กัน

มาดู"แบบจำลอง"ของสิ่งสมบูรณ์แบบสูงสุด ที่ควรจะสมบูรณ์แบบเช่นกัน...ด้วยว่าเกิดแต่สิ่งสมบูรณ์แบบ"ทำให้มีขึ้น"บนดาวเคราะห์ดวงนี้....

ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่...

ในประดิษฐ์กรรมของคนในโลก....ไม่เคยสมบูรณ์แบบภายในครั้งเดียว...แต่กลับมีลักษณาการแบบค่อยเป็นค่อยไปอันสอดคล้องกับ ทฤษฎีวิวัฒนาการมากกว่า...

ลองนึกถึงการสร้างรถยนต์ คันแรก....แล้วจนถึง เฟอร์รารี่รุ่นล่าสุด....ว่าแตกต่างกันมากมายเพียงใด....และมันค่อยพัฒนารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยวิศวกรคนแล้วคนเล่า...ผ่านกาลเวลาวันแล้ววันเล่า....

ทำไมมันไม่เกิด เฟอร์รารี่ รุ่นล่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่คนเราสร้างขึ้นมา ?

รวมทั้ง เครื่องบิน...รถไฟ...จรวด...ตึกรามบ้านช่อง...ฯลฯ

ในเมื่อ"แบบจำลองของสิ่งสมบูรณ์แบบ"...มันไม่สอดรับกับแหล่งกำเนิด....แปลว่า สิ่งสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีจริง...

ไม่เคยมีภาวะสมบูรณ์แบบใดๆเกิดขึ้นมาก่อนเลยแม้แต่สิ่งเดียว...แม้จนดวงดาวในเอกภพ...แต่ทุกสิ่งอยู่ภายใต้ การเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ...เพราะภาวะวิวัฒนาการนั่นเอง

วิวัฒนาการ คือ สังขาร คือ อำนาจแห่งการปรุงแต่ง(จิตใจ-สิ่งที่เป็นนามธรรม)

หรืออำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงภาวะของสรรพสิ่ง(วัตถุ หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม)ที่ไม่อนุญาตให้สิ่งใดๆอยู่คงที่ได้เลยแม้แต่ขณะเดียว...

อำนาจแห่งการปรุงแต่งนี้เองทีทำให้รถยนต์คันแรก...ไม่เหมือนกับรถยนต์คันล่าสุดโดยสิ้นเชิง...

.........


เยซู ถูกตรึงกางเขนตอนอายุ 33

".....เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูเจ้าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่อายุ 12 ปีจนถึงตอนที่รับพิธีบัพติสมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก ชาวคริสต์เรียกช่วงเวลานี้ว่าพระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า แต่เรื่องราวของพระเยซูตั้งแต่รับบัพติสมาจนสิ้นพระชนม์ที่กางเขน แล้วกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด....."

".....เมื่อพระเยซูอายุได้ 30 ปี ก็ทรงรับพิธีบัพติสมาในน้ำจากนักบุญยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน...."

แปลว่ามีเวลาเผยแผ่แนวคิดเพียง 3 ปีเท่านั้น....

ช่วงเวลาตอนที่อายุ 12-30 นั้น ไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก....แต่"ไปทางตะวันออก" ซึ่งบางข้อมูลกล่าวว่า ไปทางอาฟกานิสถาน แผ่นดินที่กลุ่มตาลีบันเพิ่งระเบิดพระพุทธรูปใหญ่ที่สลักไว้ติดภูเขาจนถล่มหักพังเมื่อไม่นานมานี้...ดูรูป


ผลงานของแนวคิดที่ริษยาลัทธิอื่น

ซึ่งตั้งอยู่ในแผ่นดินที่เรียกว่าแคว้น กัมโพชะ ในยุคพุทธกาล



ซึ่งเมื่อดูแนวการเชื่อมต่อของเขตแดนขอลยุคปัจจุบันแล้วก็คือเขตอาฟกานิสถานนั่นเอง...



ตอนเยซูเกิดนั่น พุทธศาสนาผ่านช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชแผ่ขยายดินแดน (พร้อมพาแนวคิดทางพุทธศาสนาไปพร้อมกันจนแคว้นมคธนั้นอาณาเขตจดเขตปากีสถานเลยทีเดียว) ไปได้สัก 200 ปีเล็กน้อย

 

โดย: สดายุ... 24 ธันวาคม 2554 21:39:14 น.  

 


แปลว่าแนวคิดเรื่องพระเจ้า...เป็นเรื่องไร้สาระ...

เป็นความคลุมเครือที่ใช้อธิบายสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ของคนรุ่นก่อน สมัยที่ยังเข้าใจธรรมชาติแวดล้อมได้ไม่แจ่มแจ้งนัก...ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจไปพลางๆก่อน

การบรรยายในคัมภี์ทางศาสนาพวกนี้เต็มไปด้วยเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์..ฤทธิ์..ปาฏิหารย์...ซึ่งคนรุ่นใหม่ยากจะทำใจยอมรับได้

หญิงพรมจารีย์ท้อง
คนไม่รู้หนังสือเขียนภาษาชั้นสูงจากในถ้ำ
คนแรกเกิดเดินได้เจ็ดก้าวมีดอกบัวรองรับ

ล้วนเป็นการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อเรียกศรัทธาจากคนยุคก่อนวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น...

 

โดย: สดายุ... 24 ธันวาคม 2554 22:03:39 น.  

 


เหลือเกินนะ!..สดายุ..พอหอมปากหอมคอไหมคะ..
นี่อยู่ในกลุ่มWขนเวทียกไมโครโฟนWไปบ้านสี่เสารึเปล่านี่..
มิละมิเว้นเลย....
ทำเป็นคนเยอรมันไปได้ เจออะไรจับวิเคราะห์เสียหมดเปลือกเลย..

Merry Christmas ค่ะ แล้วราวมกราคมก็จะถึงวันฮารีรายอร์..
ตามด้วยตรุษจีน..สงกรานต์..มินตราร่วมทุกชาติศาสนา ล่ะค่ะ

หนูมดก็ เป็นขอมดำดินนะ..ปล่อยให้เรารับฝีปากท่านอยู่คนเดียว!

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.136.153 24 ธันวาคม 2554 23:04:46 น.  

 


ลุงสดายุขา..

แต่งโคลงหรือฉันท์ให้หนูสักหน่อยซิคะ สำหรับวันที่31 ธันวา นะคะ
สั้นสั้นแบบที่ลุงเบโธเฟน แต่งให้หนูเอลิเซ่(Fuer Elise)น่ะค่ะ
กลอนไม่เอานะ อย่างหนูนี่ต้องฉันท์ค่ะ555ฉันท์แล้วก็แปลให้ด้วย..

http://www.youtube.com/watch?v=LQTTFUtMSvQ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.136.153 24 ธันวาคม 2554 23:15:56 น.  

 

มินตรา....

กำลังจะขึ้นบทใหม่อยู่พอดี...
ฉันท์ โดยเฉพาะ...วสันตดิลก ๑๔ เป็นความลงตัวทางจังหวะจะโคนที่ไพเราะที่สุด เสียแต่ต้องใช้ศัพท์แสงบาลี สันสกฤตช่วย ในการยักเยื้องแยกอ่าน ครุ ลหุ ทำให้เด็กๆรุ่นใหม่ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจความหมาย เพราะภาษาไทยอ่อนแอมาก หลังๆจึงไม่ค่อยเขียนบ่อยนัก...

กลัวจะเขียนดีกว่าพระนารายณ์.. 555


O คืนค่ำทิฆัม-พ-ระ-สะท้อน-
ศ-ศิ-ธระรูจี
ส่องสาดเพราะปราศ-สุ-ริ-ยะสี
ธ-ร-ณีก็เหน็บหนาว

O ลมโล้ชโล-ท-ระ-กระ-เพื่อม
ชุ-ติ-เหลื่อมระลอก, ราว-
แล่นรอจะยอ-บ-ทะ-สกาว
กระ-แหนะ-พราวพิลาสพร้อม

O วังเวงประเลง-บะ-ทะ-ประโลม
และโพยมประหนึ่งยอม-
พื้นสินธุ์และจิน-ต-นะ-ประ-นอม-
อุระ-น้อมประนังนวล


ขึ้นไว้แค่นี้ก่อนนะขอรับ


 

โดย: สดายุ... 25 ธันวาคม 2554 6:32:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 146 คน [?]










O ลมรำเพย .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O แซ่ศัพทะรับคุณะประพจน์
ระบุบทะรำบาย
เสียงรับก็รับเฉพาะจะหมาย-
อธิบายกะหมู่เขลา
O ทวยเทพ, วิเลปนะประนอม-
จิตะน้อมและแนบเนา
พร้อมสรรพะอัปสระเฉลา-
ทะนุ-เฝ้าประคองฝัน !
O ปวงวรรคและอักษระประดิษฐ์
นฤมิตะเมามัน
สรรค์ศัพทะรับมุหะมหัน-
ตะกระนั้น สิ หนักหนา
O คีตพร้องตระกองยุคะสมัย
อุปไมยะไปมา
ไท-ทาส ก็พาดบทะ, สถา-
ปนะภาวะพร้อมเพ็ญ
O โอ .. โสตอุโฆษสรรพะประภาษ
ทะนุฆาตและลำเค็ญ
ดี-ชั่ว, เหมาะ-มั่ว, พิศะก็เห็น-
มุสะเต้นกระจ่างตา
O โอ .. โสตอุโฆษบุญะและบาป
สุรภาพะพึ่งพา
เทียนธูป .. วะวูบ, สติวิสา-
มัญะคว้า-ก็เพียงควัน
O ปรารมภะสมมุติวิกฤติ
กระอุอิทธิฤทธิ์ .. อัน-
ยื้อยุดจะฉุด-ยุคะและผัน-
บุพะบรรลุรำบาย
O โวหาระผ่านคตินิมิต
ตละคิด ก็ คมคาย
เกลี่ยชั่วเกรอะกลั้ว-บุญะละม้าย-
อธิบายะบิดเบือน
O ไป่รู้จะชู-ธรรมะ ฤ โทษ
พฤติโฉด-ก็แชเชือน
เพียงรู้จะชู-ฉละและเหมือน-
จะเลอะเลือนเพราะความหลง
O สามัญะนันทิพิสมัย
ระบุไว้กะว่านวงศ์
เว้นปากและพากยะประสง-
คะผจงจะ-จับ"ใจ" !
O แววตาวิสามัญะประเล่-
หะคะเนคะนึงนัย
ปรุงแต่งแสดงคติพิสัย-
ะประไพประพิณเหลือ
O อวลอรรถและปรัชญะประดัง
ตละครั้งก็คลุมเครือ
เลือกจับและรับบทะอะเคื้อ
อรรถะเพรื่อ สิ พร่ำเผย
O ศรัทธาเกาะบารมินิมิต-
กระอุพิษะรำเพย
สื่อสู่ ก็รู้ บทะเฉลย
ตละเปรย สิ ปลอมปน
O โมหันตะบันดละสมา-
คมะวาทะวกวน
ปรุงศัพทะรับรหัสะฉล
อนุสนธิสื่อสาร
O พิมพ์พันธุอันมุสะมุสา
กระแหนะหน้า สิ นับนาน
เท็จแถก็แปรบทะผสาน
อุปการะเกื้อกูล
O ตามอง, สมองพิเคราะหะตาม-
นยะพล่าม, ก็ไพบูลย์
จากชอบเพราะครอบคติวิทูร-
อนุกูละนำการณ์
O เชื่องเชื่อ .. เพราะเชื้อบุรพะผู้-
ศิระคู้และหมอบคลาน
ปราศรู้ ก็ชู ปทัสถาน-
อปการะกอปรกิน
O ทั้งมวลและถ้วนมรรคะพระผู้-
ประลุ-รู้, .. ก็พังภินท์
ผลเหตุเภท .. ระบุระบิล
ดุจะสิ้นกะสงสาร
O ใช่เพียง-เพราะเสียง, ตรรกะประกอบ-
ศิระนอบก็ชำนาญ
ทั้งฉวย-และช่วยมุสะประสาร
พิเราะซ่านหทัยชน
O โอวาทเพราะอาชวะประคอง
ดุจะกลองกระหน่ำกล
เคลือบทรามกะงามและอนุสน-
ธิพิมลกะมัวหมอง !
O มืดมัวสลัวยุคะสมัย
อุปไมยะเมื่อมอง
แฉก-ลิ้น .. แดะดิ้น, มุสะสนอง
สุตะพ้อง .. วิหคไพร !











free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.