Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2560
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 กรกฏาคม 2560
 
All Blogs
 

O ฟ้าคร่ำลมครวญ .. O










O กัมปนาทวิชชุโชติ .. เหมือนโกรธเกรี้ยว
จันทร์รูปเรียวเคยประดับก็ลับหาย
อัสสุชลหล่นฟ้า .. กลับพร่าพราย-
ด้วยชม้ายชายตา .. แฝงท่าที
O ครั่นครื้น-เสียงลมฟ้า .. เสียงห่าฝน
หากใจคนกลีบสุมาลย์เริ่มบานคลี่
วิชชุเฟื้อยเส้นปราด .. ลงฟาดตี
และกลีบสีบุษบันเริ่มสั่นสะทก
O รับรู้ - คลื่นลมฝนอีกฝนหนึ่ง
พร้อมทั้งความหวานซึ้งติดตรึง .. อก
ไร้แสงดาวดื่นเรียง, ไร้เสียงนก-
ความสาธกไร้เสียง .. จักเลี่ยงฤา ?
O พระท่านว่าตาจบกรรทบรูป
จิตอาจวูบด้วยพฤติ .. แล้วยึดถือ
ตั้งแต่เนตรเหลือบเหลียว-เยี่ยงเรียวมือ-
เข้ายุดยื้อเพรียกถวิลให้ดิ้นรน
O พอสิ้นเสียงธรรมพระ .. ก็จะแจ้ง-
ถึงนัยแฝงเร้นผจง .. ให้ส่งผล
สาธุการแผ่วพลิ้วกลางริ้วสุคนธ์
และใจคนอบอุ่นละมุนละไม
O เบื้องนอก-ลมเฉื่อยโชย .. ฝนโปรยปราย
เบื้องหน้า-สายตานั้นเหมือนสั่นไหว
วาบวิ่งแสงวิชชุยังคุไฟ
และวาบวับตาใครเล่าไหววน
O นับเนื่องแต่บ่วงกรรม .. พาจำพราก
สืบช่วงจากแดดอุ่นถึงฝุ่นฝน
ตราบ-ธรรมแว่ว, เพทนา, นัยน์ตาคน-
หวานหอมกลีบสุคนธ์ .. ก็หล่นคอย
O สิ้นคาบยามน้ำหยาดบำราศแล้ว
เหลือเพียงคีตผ่านแว่ว อย่างแผ่วค่อย
พร้อมคู่ดาววาบแสงลงแฝงรอย
เพรียกละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นยาม
O ดึกดื่นเสียงกัมปนาทค่อยขาดช่วง
หากแต่ท่วงทีละม่อม .. กลับล้อม-ล่าม
อิริยาพฤติจริตย่อมติดตาม-
เข้าคุกคามถวิลอยู่แต่ผู้เดียว
O ภาพ-กบก้มประนมกรอันอ่อนช้อย,
เนตรชม้อยชม้ายตอบยามลอบเหลียว,
พร้อมสายลมแผ่วพลิ้ว-ด้วยนิ้วเรียว-
กบ-เหมือนเหนี่ยวจิตชายอย่าคลายคะนึง
O ผมหล่นล้อมรูปหน้าเมื่อหน้าก้ม
เพียงสายลมขวางอยู่เมื่อรู้ถึง-
ความอาวรณ์ในจิต .. ว่าติดตรึง-
กับรูปซึ่ง .. ธรรมพระ-ต้องละวาง !
O ทุกลอบเหลือบเหลียวอยู่ก็รู้เลศ
เหมือนดลเวทย์มนต์อุบัติขึ้นขัดขวาง
ธรรมพระแว่ว .. ดวงขวัญก็กั้นกลาง
อนัตตาความว่างก็ห่างไกล
O จาก-อ่อนเอนแกว่งไกวของไม้พุ่ม-
ถึงลมรุมเร้าผ่าน .. กิ่ง .. ก้านไหว
ฤาต่างความรุมเร้า – รูปเงาใคร-
เผยผ่านงาม .. สดใส .. คอยไหววน
O กี่ปีกนกล้อลม .. กี่ร่มพฤกษ์-
ผ่าน .. รำลึกย้อนหลัง, สักครั้งหน-
ที่รูปคราญโลมไล้ .. หัวใจคน-
จัก .. ฝ่าพ้นผ่านงาม .. สักงามนั้น ?
O สิ้นจันทร์ .. สิ้นคืนค่ำ .. ลมร่ำ-หนาว
หากเนตรวาววับนัย ยังไหวสั่น-
เหมือนคอยยั่วคอยย้ำ .. แทนรำพัน-
โอบอุ้มแรงใฝ่ฝันให้สั่นรัว
O กุมเหงนั่นเพียบพร้อม .. ละม่อมหน้า
เติบเต็มโหมคุณค่ากลางฟ้ารั่ว
มธุรสบุษบันก็กลั่นตัว
หยาดโลมทั่วดวงจิต .. รอชิดเชย
O พร่างพรายจันทร์อีกดวงในทรวงนี่
หากหลีกลี้ .. อ้อยอิ่งทำนิ่งเฉย-
หนี้อาวรณ์ทบต้น .. จักล้นเลย-
ความอันเคยเอ่ยนับทุกกัปกัลป์
O พร่างพรายแล้วเสน่หา .. คันธารส
แต่เผยบทบาทน้อม .. เข้าล้อมขวัญ
เถิด-ถ้อยคำบวงโอ่ .. ทั้งโลกันต์
เพียงเศษเสี้ยวส่วนอนันต์ .. รำพันนี้ !










 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2560
26 comments
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 16:36:12 น.
Counter : 454 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

จะรออ่านจนจบค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 13 กรกฎาคม 2560 16:43:51 น.  

 

สดายุ..

สะดุดตาตรงคำว่า "กบ"ที่ใช้

"O ภาพ-กบก้มประนมกรอันอ่อนช้อย,
เนตรชม้อยชม้ายตอบยามลอบเหลียว,
พร้อมสายลมแผ่วพลิ้ว-ด้วยนิ้วเรียว-
กบ-เหมือนเหนี่ยวจิตชายอย่าคลายคะนึง"

คำว่า"กบ" นี่มาจาก "ประกบ"ที่เป็นคำกิริยา(verb) ใช่ไหม
เพราะระยะนี้ ชินแต่คำว่า "กบในกะลา"ซึ่งเป็นคำนาม(noun) 555

วิวัฒนาการของภาษา กับความหมายที่หายไป


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 92.78.25.168 13 กรกฎาคม 2560 22:27:04 น.  

 



สวัสดีครับแม่เอื้อย ..
จบแล้วครับ





มินตรา ..
ใช่ครับ .. บางคำที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีความหมายอย่างที่ต้องการไหม ผมก็จะเปิด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ตามลิงค์ขวามือนี่แหละครับ .. ลำดับที่ 3 .. โดยต้องเลื่อนหน้าเพจลงไปหาอักษรตัวที่เราต้องการก่อน ...

แล้วจะได้ความหมายคำว่า กบ มาหลายความหมาย ..
.
.
กบ ๑ น. - เรียกคำหรือพยางค์ที่มีตัว บ ป พ ฟ ภ สะกด ว่า แม่กบ หรือมาตรากบ.

กบ ๒ น. - ชื่อสัตว์สี่เท้าสะเทินน้ำสะเทินบกในวงศ์ Ranidae ไม่มีหาง ตีนแบน มีหนังติดเป็นพืด กระโดดได้ไกล ว่ายน้ำดําน้ำได้เร็ว มักวางไข่ในน้ำ เมื่อยังเป็นตัวอ่อนจะมีหาง อยู่ในน้ำเรียกว่า ลูกอ๊อด ภายหลังจึงงอกขา หางหดหายไป แล้วขึ้นอาศัยบนบก หน้าแล้งอยู่แต่ในรู ไม่ออกหาอาหารชั่วคราว เรียกว่า กบจําศีล มีหลายชนิด เช่น กบนา (Rana tigerina).

กบ ๓ ดู - คางคก ๒.

กบ ๔ น. - เครื่องมือช่างไม้สําหรับไสไม้ ทําหน้าไม้ให้เรียบ ให้เป็นราง หรือลอกบัวลอกลวด มีมากชนิดด้วยกัน เช่น กบกระดี่ กบบรรทัด กบบัว; อุปกรณ์ใช้เหลาดินสอ.

กบ ๕ น. - (๑) ชื่อทุเรียนพันธุ์หนึ่ง. (๒) ชื่อไม้ล้มลุกมีหัวชนิดหนึ่งในสกุล Geodorum วงศ์ Orchidaceae หัวมีลักษณะเหมือนกบ เชื่อกันว่าใช้ในทางอยู่ยง คงกระพันได้, ข้าวอังกุลี ก็เรียก.

กบ ๖ ว. - เต็มมาก, เต็มแน่น, เช่น ข้าวกบหม้อ มะพร้าวมีลูกกบคอ.

กบ ๗ ก. - ประกบ.

กบ ๘ น. - สลักไม้ที่ใส่ไว้ด้านในส่วนล่างตอนกลางของบานหน้าต่างหรือประตูทําหน้าที่คล้ายกลอน เมื่อปิดหน้าต่างหรือประตู ใช้กบนี้สอดเข้าในช่องเจาะตัวไม้ธรณี.

ผมเลือกใช้ความหมายที่ ๗ .. ประกบ - มือพนม ..

บางครั้งจังหวะคำอาจต้องการคำสะบัดสะบิ้ง .. เพื่อทำให้กลอนน่าอ่าน .. แต่หากคำเกินไปมากทำให้อ่านแล้วสะดุดหู ไม่ไพเราะ ..

และใจคนอบอุ่นละมุนละไม -
ละมุนละไม นี่คือ "คำสะบัดสะบิ้ง" รวมเสียงแล้ว 9 คำ แต่คำครึ่งเสียงมันเบา อ่านรวบเร็วๆได้ จึงเหมาะสำหรับใส่ต่อจากเสียงเอก (อบอุ่น) เพราะทำให้เหมือนมี 8 คำ เหมือนปกติ

ดังนี้ ขอรับ

 

โดย: สดายุ... 14 กรกฎาคม 2560 6:56:38 น.  

 

เข้ามาคุยทักทายในยามบ่ายค่ะคุณสดายุ
- ไม่สันทัดในการคุยเรื่องการเมือง
- ไม่นิยมคุยเรื่องต่างชาติ
- ไม่ชอบการดูถูกแผ่นดินเกิด
- ไม่ชอบการคุยโวโอ้อวด

แต่บางครั้งต้องการมาพักสายตาอ่านบทกลอนดีๆจากคนที่มีฝีมือในการแต่งได้เยี่ยม หาคนเทียบได้ยากค่ะ

จะมีพื้นที่ให้แม่เอื้อยคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ประเด็นดังกล่าวหรือเปล่า แม่เอื้อยเป็นคนชอบพูดตรงๆค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 18 กรกฎาคม 2560 15:05:03 น.  

 


แม่เอื้อย ..
เชิญตามสบายครับ .. ผมคุยได้ทุกเรื่อง

ที่จริงบล็อก นารีปราโมช เขียนเพื่อให้นารีปราโมชอยู่แล้ว
ตามความหมาย

ส่วนใน ปริภาษวาจก กับ นรกวาที ถึงจะเป็นการเมือง

คนชอบอ่าน มักเป็นคนละเอียดนะครับ
คนละเอียดมักทำอะไรประณีตมากกว่าคนทั่วไป
ซึ่งมันมักเกิดแต่วัยเด็ก .. การเขียนลายมือตัวหนังสือจึงมักสวยงามตามความประณีต

บทกลอนเหมือนกัน .. ในความเห็นผม
เพียงอ่านแค่บรรทัดแรก .. เราก็พอรู้แล้วว่า
คนเขียน เขียนแบบหวัดๆ ขอไปที หรือ บรรจง ตั้งใจ
ซึ่งให้ความรู้สึกที่อยากอ่าน ต่างกันมากมาย

แม่เอื้อยเห็นอย่างไรครับ

 

โดย: สดายุ... 18 กรกฎาคม 2560 15:47:46 น.  

 

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นกลอนหรือฉันท์ของคุณ แค่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัดก็เห็นถึงความชัดเจนในความปราณีต และมีการกลั่นกรองในการใช้คำ รวมทั้งเรียบเรียงเนื้อความได้สละสลวยเป็นอย่างดี

นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิรู้ของผู้แต่งที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้มาอย่างยาวนานและมีฝีมือจัดเจนมาก

คนเราย่อมมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน นี่คือส่วนที่ดีของคุณที่แม่เอื้อยยอมรับว่าเก่งแท้แน่นอนจริงๆ

แม่เอื้อยสนใจในความเป็นอัจฉริยะของคุณในเรื่องนี้ จึงอยากมาคุยด้วยในยามที่ว่าง และชมด้วยใจจริงไม่ชอบเสแสร้งค่ะ

ไว้คุยเรื่องอื่นๆแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไป ในฐานะแฟนคลับคนหนึ่งค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 18 กรกฎาคม 2560 17:23:43 น.  

 



แม่เอื้อย ..
ชมเกินไปครับ ..

แต่ยอมรับว่า หากทำอะไรก็มักตั้งใจทำให้ดี เท่าที่ความสามารถจะมี .. จนจบ

ที่จริงในวัยเรียน ผมไม่เคยชอบกลอน แค่เฉยๆกับมัน
เพียงแต่พอลองเขียนครั้งแรกๆที่ M-Thai .. แล้วมา ThaiPoem .. แล้วต่อที่ ถนนนักเขียนพันทิปยุคก่อนมี bloggang

เหมือนมันจะสนุกดีที่ได้คิดคำ ก็เลยยืดเยื้อเรื่อยมา ..
พอทำ blog ตั้งแต่ปี 2548 ก็เลยมีพื้นที่ของตัวเอง
ก็ดันทุรังเขียนมันเรื่อยมา ..

ใช้จินตนาการส่วนตัว เดินผ่านช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ โดยมีความสวยงามแห่งยุคสมัยปัจจุบันเป็นภาพสวมทับ พาย้อนยุคสมัย .. จึงเป็นที่มาของบรรดาเรื่องยาวทั้ง กลอน โคลง ฉันท์

แม่เอื้อยชอบอ่าน .. แล้วได้เขียนเองบ้างหรือเปล่าครับ



 

โดย: สดายุ... 18 กรกฎาคม 2560 19:02:03 น.  

 

เขียนได้ดีแบบนี้ ก็ไม่น่าเสียดายเวลาที่อุตส่าห์ดันทุรังเขียนเรื่อยมา มันอาจจะเป็นพรสวรรค์ของคุณพร้อมไปกับพรแสวงก็ว่าได้

แม่เอื้อยชอบอ่านบทประพันธ์เฉพาะที่มีเวลาว่าง. เพราะสมองจะสแกนถ้อยความได้งามยิ่ง

ถ้าถามว่า เขียนได้ไหม? ก็พอได้บ้างแบบเป็ด หรืองูๆปลาๆเท่านั้น ไม่มีคำศัพท์สลับซับซ้อนใดๆให้คมคายหรือเพิ่มความลึกซึ้ง

ถ้าอยากจะลองอ่านงานของแม่เอื้อยจะได้พยายามแต่งให้อ่านค่ะคุณสดายุ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 19 กรกฎาคม 2560 9:22:12 น.  

 



.
สมัยก่อนยุคอินเตอร์เนต ..
เวลาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ .. ผมชอบอ่านบทบรรณาธิการ
ที่ค่อนข้างเป็นภาษาทางการที่สละสลวยอยู่สักหน่อย ..

เวลาอ่านบทวิเคราะห์การเมือง ..
ก็ในทำนองเดียวกัน คือ ประเภทเขียนเป็นนัยๆให้เข้าใจกัน
อย่างคนที่เป็นคอการเมืองระดับลึก ..

บทความที่เน้นความหมายเป็นนัยๆ ไม่โจ่งแจ้งเกินไป
ผมจะชอบอ่านมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเครือมติชน

ภาษาที่สื่อความหมายเป็นนัยๆ ไม่โจ่งแจ้งเกินไป
สื่อให้เฉพาะคนที่รับได้ .. ผมมองว่ามีเสน่ห์มาก

ทำให้ผมชอบงานของ มนตรี ศรียงค์ - หมี่เป็ด มากกว่า
ซีไรต์คนอื่นๆ ..

รออ่านที่แม่เอื้อยเขียนครับ ..

 

โดย: สดายุ... 19 กรกฎาคม 2560 10:49:41 น.  

 

คนอ่านมากย่อมได้เปรียบกว่าคนอ่านน้อยในหลายๆประเด็น รวมทั้งภาษาที่ใช้ด้วย

ไม่แปลกใจว่าทำไมคุณจึงมีความรู้เชิงลึกในหลายๆเรื่อง
บ่ายๆจะลองเขียนงานมาให้อ่านดูค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 19 กรกฎาคม 2560 11:28:39 น.  

 

ซ่อนความนัยเรียงไว้ในพากย์พจน์
มธุรสด้อยค่าหรือว่าขม
เชิญสดายุตำหนิคำติชม
เอื้อยระทมเรียงร้อยถ้อยรำพัน

นึกถึงรักฝังใจในวันเก่า
ภาพสองเราเคลียคลอพนอขวัญ
รื่นรมย์พากย์ร่วมรสจรดปลายวัน
รักล่มฝันร้างชืดกลับจืดจาง

คนเคยรักพลั้งผิดทำจิตช้ำ
สุดระกำยับเยินต้องเมินหมาง
เหลือเพียงรอยย้ำเตือนภาพเลือนราง
สุดอ้างว้างซึมเศร้าเงียบเหงาทรวง

ลืมแล้วหรือซื่อตรงบรรจงมอบ
ลวงด้วยตอบรักที่เคยมีหวง
จินตภาพวูบดับกับกลลวง
เหมือนเป็นบ่วงผูกฝันล่ามพันธนา

ติชมได้ค่ะ...

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 19 กรกฎาคม 2560 17:12:28 น.  

 

สดายุ...
รับรู้ - คลื่นลมฝนอีกฝนหนึ่ง !

"O รับรู้ - คลื่นลมฝนอีกฝนหนึ่ง
พร้อมทั้งความหวานซึ้งติดตรึง .. อก
ไร้แสงดาวดื่นเรียง, ไร้เสียงนก-
ความสาธกไร้เสียง .. จักเลี่ยงฤา ?"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 19 กรกฎาคม 2560 18:06:14 น.  

 



แม่เอื้อย ..

คงเขียนมานานแล้วนะครับ แบบนี้
สำนวนนี่พอดูได้ค่อนข้างชัดว่าคนเขียน
เป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเขียนครับ ..

แม้เพียง 3 บท .. แต่ก็ครอบคลุมเรื่องราวได้ครบ ..
สัมผัสชิด สัมผัสคร่อมท้ายวรรค ก็วางได้แนบเนียน

ผมกลับมองว่า การเดินเรื่องได้กระชับแบบนี้
แม่เอื้อยน่าจะเขียนโคลงได้ดี .. เพราะโคลงเน้นเดินความ

ความแตกต่างที่เห็นชัดในระหว่างบทกลอนที่
ผู้หญิงเขียน กับที่ผู้ชายเขียนคือ "คำใหญ่คำโต"
ที่จะมีในงานของ ผู้ชายมากกว่า ..

เป็นไปได้ว่า ญ มักมีอารมณ์ไม่โลดโผนรุนแรง
เหมือนชาย ..

 

โดย: สดายุ... 19 กรกฎาคม 2560 18:25:05 น.  

 

ขอบคุณที่ชี้แนะค่ะ

เรื่องโคลงนี่พอเขียนได้. แต่ไม่ค่อยสันทัด. โอกาสหน้าคงต้องรบกวนคุณสดายุช่วยแนะนำให้ค่ะ

ฉากสีแดง. ลำบากตาแม่เอื้อย ต้องเพ่งมาก คงด้วยวัยหลายทศวรรษค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 20 กรกฎาคม 2560 11:35:03 น.  

 



อ้อ เหรอครับ ..
ผมทำเป็นแดงเข้มแล้วนะครับ ..
งั้นจะลองเป็นน้ำเงินเข้มดูครับ

 

โดย: สดายุ... 20 กรกฎาคม 2560 15:44:53 น.  

 

สบายตาขึ้นค่ะ สีนอกจากจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกแล้ว
ยังมีผลต่อสายตาด้วย

เหมือนงานเขียนของคุณสดายุในบางบท ที่มีผลต่อความรู้สึกกับคน เป็นเหมือนดังกระจกเงา อ่านแล้วก็เกิดมโนเข้าข้างตัวเองแตกต่างกันไป

ยกเว้นแม่เอื้อยที่อ่านแล้วจะรู้สึกชื่นชมในความเก่งของคนเขียนมากกว่าค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 20 กรกฎาคม 2560 16:44:20 น.  

 




มินตรา ..
บทที่ยกมาเป็นอย่างไรครับ ?

 

โดย: สดายุ... 20 กรกฎาคม 2560 20:14:33 น.  

 



แม่เอื้อย ..
ส่วนมากเขียนให้สาวๆอ่านครับ ..
เรื่องจินตนาการเข้าตัวเองเป็นเรื่องปกติครับ ..
มีมาก่อนทำบล็อกนี้อีก ..

เข้าใจว่า คนที่ชอบกลอนแนวนี้ จะเป็นคนที่มีจินตนาการ
เกิดได้ง่าย เกิดได้เร็ว น่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวครับ

 

โดย: สดายุ... 20 กรกฎาคม 2560 20:17:42 น.  

 

"สาวๆที่คุณว่า หากอ่านบางบทขย่มใจของคุณแล้ว เช่น"

O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ

"อาจมีอาการแบบนี้. ตามมา โดยจริตแห่งวัยกำดัดแรกรุ่นค่ะ"

แววประกายโชติช่วงสองดวงเนตร
หาซ่อนเลศปิดปลุกความสุขสม
พักตร์ร้อนผ่าวซ่านเดือดด้วยเลือดลม
ยากจะข่มตื่นสิ้นด้วยยินดี

"และจะตามมาด้วยมโนวิญญาณแบบนี้ค่ะ"

อยากมอบกายถวายตัวหัวใจภักดิ์
เทิดทูนรักยอมให้มิหน่ายหนี
อุทิศชีพซื่อสัตย์เป็นบัดพลี
ตราบชีวีวางวายยากคลายคืน

แต่งกระเซ้าเย้าแหย่ตามประสาสตรีผู้มีวัยเป็นอาวุธค่ะคุณสดายุ ๕๕๕
วิจารณ์ด้วยก็ดี แต่ไม่ชอบชมนะคะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 21 กรกฎาคม 2560 7:45:38 น.  

 



แม่เอื้อย ..

ที่กลอนสุนทรภู่ไพเราะเสนาะหูมากกว่ากวีโบราณท่านอื่น
เพราะท่านลงสัมผัสคร่อมท้ายวรรคนี่เอง .. อีกทั้งท่านมี
"วรรคทอง" มากมายที่ติดหูติดปากคน

กลอนแปด จึงเหมือนเป็นราชาแห่งคำกรองตลอดกาล
เพราะคนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด

ผมเองโดยส่วนตัวจึงชอบลงสัมผัสคร่อมท้ายวรรคเกือบ
ทุกบท ..

การใช้"คำเชื่อมความ - บุรพบท ?"ให้สอดรับกลมกลืนกันก็
เป็นความงดงามของบทกลอน ..
ก็ ..
แล้ว ..
แต่ ..
ชั่วเพียง ..
เหมือนว่า ..
นั้น ..
ฯลฯ

การไม่ใช้คำคู่ควบแบบ "กลับหน้ากลับหลัง"
หลงใหล .. เป็น .. ใหลหลง
หลับใหล .. เป็น .. ใหลหลับ
คลับคล้าย .. เป็น .. คล้ายคลับ
ถ่ายเท .. เป็น .. เทถ่าย
ฯลฯ
ที่หากใช้แล้วฝืนหูอย่างแรง ..

ย่อมทำให้บทกลอนน่าอ่าน ..
ส่วนใหญ่มือหัดใหม่จะเห็นได้ชัดในคำพวกนี้ ..
ส่วนที่เขียนมานาน หรือบรรดาที่เป็นครูภาษาไทยจะรู้ดี

วัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นวัยเดียวกับ
วัยที่ประกวดนางงามกัน .. นั่นแปลว่า ผู้หญิงในวัยนี้
ธรรมชาติสร้างให้สวยงามที่สุดแล้ว

วัยนี้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของบทกลอนนารีปราโมช ..

แววประกายโชนช่วงกลางดวงเนตร
หลังต้องเลศนัยชู้ .. นั้น-จู่ถึง
ฤา-อาจเร้นหวานล้ำในคำนึง
เมื่อรำพึงแห่งคำ .. คอยก้ำเกิน

อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 21 กรกฎาคม 2560 8:43:38 น.  

 


แววประกายโชติช่วงสองดวงเนตร
หาซ่อนเลศปิดปลุกความสุขสม
พักตร์ร้อนผ่าวซ่านเดือดด้วยเลือดลม
ยากจะข่มตื่นสิ้นด้วยยินดี

แววประกายโชนช่วงกลางดวงเนตร
หลังต้องเลศนัยชู้ .. นั้น-จู่ถึง
ฤา-อาจเร้นหวานล้ำในคำนึง
เมื่อรำพึงแห่งคำ .. คอยก้ำเกิน

ดีมากเลยค่ะคุณสดายุ. ชอบๆ ที่ได้ช่วยกรองคำให้นุ่มนวลน่าอ่านยิ่งขึ้น.

การเขียนกลอนต้องอาศัยประสบการณ์และคลังคำที่สั่งสมมานาน.

แม่เอื้อย เป็นปีเป็นชาติจะเขียนกับเขาสักครั้ง ว่างๆคงต้องมาเขียนวางไว้ให้ครูสดายุช่วยฝึกให้หน่อย ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 21 กรกฎาคม 2560 10:32:30 น.  

 



แม่เอื้อย ..
ในความสังเกตของผม .. คำตายเป็นจุดอ่อนของ
การเขียนร้อยกรองในทุกฉันทลักษณ์ครับ

โดยเฉพาะคำตายเสียงสั้น .. ภพ ลบ กด บท คิด ฯลฯ

คำตาย .. เสียงมันไม่ไหลลื่น เอื้อนไม่ได้
เหมือนสบู่ตกทรายครับ .. หยุดกึก ไปต่อไม่ได้

คำตาย จึงเหมาะจะเขียนแนว อึกทึกครึกโครม
เชิงสังคมการเมือง มากที่สุด ..

แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ

 

โดย: สดายุ... 21 กรกฎาคม 2560 13:27:40 น.  

 



รับวันฝนตก ฟ้ามืดครึ้มสักบท ..

O ลมพลิ้วไม้เอนลู่ .. ฤดูฝน
ก่อนเม็ดน้ำร่วงหล่น .. ฟ้าหม่นหมอง
หยดพรมพรรณไม้ปวงก่อนร่วงนอง
เมื่อแสงทองบนฟ้า .. ค่อยล้าเลือน
O รวมหยาดที่เบื้องบน ..แล้วหล่นร่วง
เริ่มคาบช่วงสืบสายลงป่ายเปื้อน
ทีละหยดพรากหาว, เมื่อดาวเดือน-
ค่อยคล้อยเคลื่อนเลื่อนดวง .. หยุดช่วงทอ
O สายลมพลิ้วผ่านบท, ความสดชื่น-
ย่อมแตะตื่นตัวรู้ .. ให้ชูช่อ
แสงวิชชุวาบวามจึงงามพอ-
ให้คนรอพิศชมได้สมใจ
O ประจุจลน์วนแล่นเหนือแผ่นฟ้า
อวดวิโรจน์เรขาทาบทาให้-
ผืนฟ้าที่หม่นหมองได้ยองใย-
กับเส้นไฟครั่นครื้น .. ยามตื่นตัว
O อาวรณ์จึงโลดเต้น ..ราวเส้นไฟ
เมื่อความนัยเผยบอกเฝ้าหยอกยั่ว
ภาพแววตาคู่นั้น .. ที่สั่นรัว-
จากเพียงชั่ว .. สบ ..สะเทิ้น .. ขัดเขินนั้น
O ภาพหยาดฝนหล่นเม็ด .. ราวเพชรรุ้ง-
บำราศคุ้งโค้งฟ้า, แววตาหวั่น-
จึงรุ่งเรื้องเปลื้องความ .. ให้ตามทัน-
การไหวสั่น-ปริศนาแห่งอารมณ์
O พร้อมเส้นไฟพุ่งเฟื้อย .. แล้วเลื้อยวาบ
คือเนตรปลาบแววปลั่งเข้าถั่งถม-
อกผู้กรำหวานหอม .. ให้จ่อมจม
ด้วยสุดข่มข้ามเขต .. แห่งเลศการณ์
O คะเนนึกคะนึงอยู่, ความรู้สึก-
ก็จมลึกล่วงลง .. สู่สงสาร
บนฟ้า-ฟ้าครืนครั่น, แสงวันวาน-
วาบแววหวาน-ครั่นครื้น .. ล้อมผืนทรวง
O น้ำหยาดหล่นโปรยปราย, ภาพสายฝน-
ส่าย-ลูบไล้ลมวน .. แล้วหล่นร่วง
ที่แทรกบท รดหลั่ง .. ใจทั้งดวง-
นั่นคือท่วงทีท่า .. ผู้อาลัย
O จนรับรู้แสงวาม .. งดงามระยับ
จากดวงตาพริ้มพรับตอบรับให้-
แปร-รอคอยละห้อยหวง ..ด้วยห่วงใย
เป็น-สุมใส่จำนง .. กลางวงกรรม
O จากรับรู้ ระยับช่วงแห่งดวงเนตร
จนเผยเลศปรารมภ์ .. พร้อมลมร่ำ-
กลางหยาดฝนโปรยปราย .. พลิ้ว-ร่ายรำ
พา-ความ, คำ .. เร้ารุมลงสุมทรวง
O ลมเย็นรื่นร่ำโรย, ฝนโปรยปราย
เมื่อความหมายเร้นแฝง-คือแรงหวง-
ค่อยเผยออกคุกคาม, งดงามปวง-
จึงเผยช่วงชาติภพ .. บรรจบล้อม !
O ต่อหน้ากาลเวลา .. สายฟ้าแลบ
การอิงแอบส่งผ่านความหวานหอม-
ย่อมเหมือนฝนขาดช่วง .. เมื่อ-ดวงพะยอม-
ค่อยโน้มน้อมกลีบรับเข้าซับน้ำ
O สายหยุดนั้น .. หยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
หากเนตรฉายแสงผ่าน ..กลับ-หวานฉ่ำ
หยุดได้ฤๅแววระยับ .. พริ้มพรับนำ-
ด้วยอาวรณ์จองจำ .. ให้จำนน
O สิ้น .. ภาพไม้เอนลู่ - ฤดูลม
เหลือเพียงห่มร่างอุ่นแทนฝุ่นฝน
พร้อม .. ภาพแววละห้อยหา -ในตาคน-
อันหวานล้น .. รอถนอม .. อยู่พร้อมแล้ว !

 

โดย: สดายุ... 21 กรกฎาคม 2560 15:46:28 น.  

 


เข้ากับบรรยากาศยามนี้เสียยิ่งนัก
สงสัยคุณจะเป็น motivation ให้แม่เอื้อยได้ปัดฝุ่น หยิบตำหรับ ตำรามาฝึกเขียนใหม่เสียแล้ว

ว่างๆจะลองเขียน งานในแนวหนักๆมานำเสนอให้ครูได้วิจารณ์ดู

คุณเขียนได้มากมายขนาดนี้ เอาสมองที่ไหนมาคิดคะ
สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ค่ะคุณสดายุ!

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 21 กรกฎาคม 2560 17:05:35 น.  

 

สดายุ...

"O สายหยุดนั้น .. หยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
หากเนตรฉายแสงผ่าน ..กลับ-หวานฉ่ำ
หยุดได้ฤๅแววระยับ .. พริ้มพรับนำ-
ด้วยอาวรณ์จองจำ .. ให้จำนน"

หนึ่งในหลายหลายสดายุ(ความแตกต่างของการใช้ภาษา) ก็ยังมี
สดายุ คนที่"บางทีมีสัมผัส"

ความงดงาม และ ความสามารถ (competence)ของวรรณศิลป คือ "บางทีมีสัมผัส"นี่เอง
ที่ผู้ส่ง(sender )และ ผู้รับ(receiver) ถอดรหัส(code)ได้

ความมีทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน และ การเลือกใช้คำได้พอดิบพอดีที่บ่งบอกถึงการอบรมบ่มภาษามา เป็นดัชนีชี้ถึงฐานความรู้ และ ฐานชีวิตของบุคคลนั้น

ไปอ่านผลงานของ"เด็กวัดนวล" ที่ ..บางทีไม่มีสัมผัส..
ไม่ว่าจะสัมผัสนอก หรือสัมผัสในใดใดทั้งสิ้น
จึงเห็นถึงความรู้ของ"เด็กวัด" หรือ"เด็กวัง" ในระบบการศึกษาไทย

ปัญหาในสังคม ปัจจุบันคือ ภาษา ที่ไม่สามารถ"ถอดรหัส"ให้เข้าใจตรงกันได้
ประโยคเดียวกัน แปล ออกไปไม่เท่ากัน
หรือ แม้นแต่สิ่งที่ไม่พูด แต่อยู่ระหว่างบรรทัด ซึ่งผู้"แตกฉาน" ทางปัญญา ไม่ต้องใช้สัญลักษณ์อักษรทางคำพูดเลย (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ก็สามารถเข้าใจได้

ความล้มเหลวในสังคมทุกสังคม คือ ภาษา !


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.8.198.76 22 กรกฎาคม 2560 17:06:26 น.  

 



มินตรา ..
เข้าใจพูดนะครับ .. 555

นึกอยู่ 2 นาทีครึ่งว่า "เด็กวัดนวล" คนไหนที่ "ไม่มีสัมผัส" .. ไม่ว่านอกว่าใน ไม่ว่าบนว่าล่าง ..

แล้วก็ถึงบางอ้อ
ข้าพเจ้าฟินแล้ว .. 55

มินตราก็รู้นี่ว่า "ดาวเคราะห์" มันไม่มีแสงในตัวเอง
มันจึงต้องหมุนรอบ "ดาวฤกษ์" เราจึงสามารถมองเห็นการมีอยู่ของมันได้ ..

"ดาวฤกษ์" - นั่นจึงควรถูก"พูดถึง"ให้มากขึ้นมากกว่าครับ โดยเฉพาะพวกที่อยู่พ้นไปจาก"รังสีแกมม่า" แล้วทั้งหลาย .. ในดินแดนที่ผู้คน "เห็นแสง-enlightened" แล้วทั้งหลาย

เพราะในดินแดนบางแห่ง "นักตีความพื้นเมือง" ระบุ "คุณสมบัติของรังสีแกมม่า" ครอบคลุมกว้างขวางมาก ในทางเป็นอัตรายต่อผู้คน

 

โดย: สดายุ... 22 กรกฎาคม 2560 19:52:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 146 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.