Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
27 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 
O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๑ .. O






ภาพ .. ผลงาน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต.



เพลง .. สร้อยสนตัด
กอไผ่
เอื้อเฟื้อ .. เพรง.พเยีย



... ปฐมบท ...

๑. หนาวลมพรมแผ่นพื้น - - - ปฐพี
โหมสรรพเสียงราตรี - - - ตื่นก้อง
แว่วเพียงอดุระทวี - - - เทวษสู่ จิตเฮย
แทรกหนึ่งนัยร่ำร้อง - - - รับรู้เพียงเรียม ฯ


๒. โสมกลางสรวงเช่นดวงอัจกลับ
ท่ามหริ่งหรีด .. กรีดรับขึ้นขับเสียง
ลมเฉื่อยโชยพฤกษ์เบนต้นเอนเอียง
วิเวกเพียง .. แว่วส่วนคร่ำครวญนั้น

๓. การเวก .. กรุ่นหอมเข้าล้อมร่าง
เมื่อน้ำค้างหยาดใบจนไหวสั่น
แผ่วพิณพาทย์ซ้อนซ้ำเสียงรำพัน
จนจิตหวั่นไหวซ้ำ .. กลางคร่ำครวญ

๔. .. แต่สิ้นชาติ .. วาสนาชะตาคู่
ตราบเช้าสู่คืนค่ำ .. เพียบกำสรวล
ตั้งจิตมุ่งหมายภพบรรจบจวน
หวังกาลทวนย้อนกลับมารับรอง

๕. โอ้ .. รอบกรรมวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
ล้วนสร้อยโศกทุกข์ทนความหม่นหมอง
แต่พลัดพราก .. ซากขันธ์ล่วงครรลอง
ยังมั่นพ้องภพสู่ เป็นคู่เคียง ..

๖. ดาษดาวเลื่อนเดือนล่วงลับสรวงแล้ว
เมื่อพาทย์แผ่วจบสิ้นไม่ยินเสียง
กระซิบหนึ่งลึกล้ำ .. ส่งสำเนียง
ว่าสุดเลี่ยง .. เสน่หา .. ที่อาวรณ์

๗. บทเพลงโศก .. แผ่วผ่านฝ่าม่านพลบ
ลงซ้อนทบแทรกหมายสุดถ่ายถอน
ร่างสัญญาเพรงกรรม .. เริ่มกำจร
ภพภูมิเลื่อนเหลื่อมซ้อน .. แต่ตอนนั้น

๘. กรุ่นราตรีล้อมถิ่นด้วยกลิ่นรื่น
ดั่งเฝ้าฝืนโบยโบกสร้อยโศกศัลย์
ปลิดปลงล่วงลำดับห้วงกัปกัลป์
ย้อนสู่ทัณฑ์ทรมา .. ผู้อาลัย


๙. พระพายรื่นพลิ้วผ่าน - - - ผันขบวน
ปรนกรุ่นหอมลำดวน - - - ดอกแก้ว
พิณพาทย์แผ่วคร่ำครวญ - - - คลอโสต
เสียงขับเอื้อนฤๅแคล้ว - - - คลาดได้ฉันใด


.. ฟากฟ้าเก่า ..


๑๐. ล่องลอยเหล่าเรือน้อยพายคล้อยเคลื่อน
ฟากคลองเกลื่อนกล่นหน้าผู้อาศัย
นาย .. บ่าวพูดยินแทรกฟังแปลกนัย
อาภรณ์ใส่ .. พิศแรกก็แปลกตา

๑๑. โน่น .. อาวาสศาสน์พุทธท่านอุดหนุน
ผู้บาปบุญสำนึกใฝ่ศึกษา
เหลืองจีวรขับเลศข่มเวทนา
เผยมรรคาพรหมจรรย์ .. บ่มบรรเทา

๑๒. วอแห่งผู้บุญหนักทรงศักดิ์ใหญ่
มีร่มให้ลดทอนความร้อนเร่า
สี่คนคอนขึ้นไหล่ก็ใช่เบา
ลิ่วสู่เหย้าเรือนตน .. รับปรนเปรอ

๑๓. กำแพงวัง .. ขอบคูก็ดูลึก
แต่ตรองตรึกนึกไปด้วยใจเผลอ
บางชีพชนม์แต่เกิดช่างเลิศเลอ
แทบเสมอเทวัญในชั้นฟ้า

๑๔. หากทรงธรรม .. นำหน้าประชาราษฎร์
ใช้อำนาจช่วยกันร่วมฟันฝ่า
อำรุงเขตคามแคว้นเพิ่มแสนยา
จักอัปราล่มลับ .. ด้วยทัพใด ..?

๑๕. มโหรีปี่ฆ้องทำนองเสนาะ
เหมือนหลั่งเซาะโสตสดับเสียงขับไข
ขบวรนาคแหนแห่เห็นแต่ไกล
มุ่งหน้าไปทอนตัด .. อีกอัตตา


.. ดั่งรุ่งอรุโณทัย ..





๑๖. รูปหนึ่งห่มสไบกรอง .. เจ้าผ่องพักตร์
พิไลลักษณ์โดยชาติพิลาสสถา-
นะภาพในศานติกริยา
ส่งคุณค่าขับขจ่างขึ้นกลางใจ

๑๗. มีร่มบังกันให้พ้นไอแดด
ท่ามกลางแวดล้อมก้าวของบ่าวไพร่
ตาดแพรทองงามควรห่มนวลใย
จึงผ่องใสหยัดอยู่ไม่รู้จาง

๑๘. มาร่วมบุญงานบวชฟังสวดพระ
หวังลดละ .. ทุกข์ผองสิ้นหมองหมาง
แต่กราบก้มงามควรทุกส่วนนาง
ตราบเยื้องย่างสง่าล้วนให้ควรมอง

๑๙. พร้อมงานบุญแถวถิ่นได้ยินเสียง
กลองกรับฉิ่งฉาบเคียงสำเนียงก้อง
มวลดอกไม้โกสุมพานพุ่มทอง
เคลื่อนสู่ท้องโรงทานข้างลานวัด

๒๐. ชั่วเพียงลมปัดปลิวผ่านริ้วหน้า
ก็สบตาอกต้อง .. เกินป้อง .. ปัด
ลมดั่งช่วยถ่ายร้อนไม่ผ่อน .. พัด
จากร้อนอกอึดอัด .. เจ้าพัดย้อน

๒๑. ประจงจีบจับของประคองถวาย
ขณะคล้ายแววตาชายมาก่อน
กระแจะจันทน์กรุ่นอายจากกายอร
อวลกลิ่นซ้อนหอมฟุ้งอำรุงยาม

๒๒. ชม้ายมองแปลกหน้า .. ช้อนตาสบ
ดั่งเพรงภพ .. พลันสาปให้วาบหวาม
ประเทียบถ้วนล้วนบทอันงดงาม
ได้เริ่มลามลุกช่วงสืบบ่วงกรรม

๒๓. ชายสไบทอดผืนบนพื้นนั่ง
เหมือนว่าทั้งใจทอดให้พลอดพร่ำ
สืบเยื่อใยสานร้อยแทนถ้อยคำ
ช่วยหยัดย้ำเพิ่มค่า .. แรงอาวรณ์

๒๔. เหมือนบาปบุญหนุนสร้างแต่ปางหลัง
จึงสุดรั้งจิตชายให้ถ่ายถอน
อาลัยนั้นเหนี่ยวหน่วงทุกช่วงตอน
จนสุดผ่อนผันพักแม้นสักครา



.. คร่ำครวญแห่งชายชาญ ..





๒๕. โอ้ .. ธิดามนตรีเจ้ามีศักดิ์
ย่อมตระหนักแก่ใจผู้ใฝ่หา
ที่ลอยดวงเด่นนั้น .. คือจันทรา
พสุธาต่ำล่าง .. จนห่างแล้ว

๒๖. เพียงหนึ่งชายเชี่ยวกล้าทางอาวุธ
อาจเข้ายุทธศัตรูทั้งหมู่แถว
ใช่เชี่ยวกล้านารี .. ชาญวี่แวว
จะรู้แนวสืบสมเข้ากลมเกลียว

๒๗. ถวิลถึงก็วิตกสะทกสะท้อน
ทิฆัมพรก็แต่แลชะแง้เหลียว
หวังก็เหมือนฟากสวรรค์คืนจันทร์เรียว
ย่อมมืดเปลี่ยวเปล่าแสงจนแล้งร้าง

๒๘. เมื่อโดยชาติต่างชั้นเกินฝันถึง
จะเหนี่ยวดึงเกรงต้องให้หมองหมาง
หากน้ำใจเอ่ออยู่ไม่รู้จาง
ฤๅจักพรางกลบเกลื่อนให้เคลื่อนคลาย

๒๙. เสร็จงานบุญถึงตอนเจ้าย้อนกลับ
จะเลยลับรูปไปก็ใจหาย
ท่วมเอ่อล้วนอาลัย .. นะใจชาย
ฤๅจักวายวางสวาดิ .. จากนาฏน้อง

๓๐. สไบผืนทิ้งปลายดั่งสายสร้อย
ที่ล่ามร้อยจิตผู้หวังคู่สอง
แม้นรูปเลือนลับหลังก็ยังมอง
แต่ตามตรองใฝ่เห็นไม่เว้นวาย

๓๑. สุดสมเพชชายชาญทหารกล้า
มัวเหนียมหน้าอับจนไม่ขวนขวาย
เห็นมณีเรื่อรองน้ำผ่องพราย
กลับไม่หมายฉาบฉุดเข้ายุดยื้อ

๓๒. อันดวงแก้วเนื้อวามงดงามแสน
จะมาแขวนให้เหนี่ยวเอาเจียวหรือ
ใครเล่าจักเกี่ยวดึงส่งถึงมือ
กระนั้นคือชื่อชั้น .. เขาหยันเย้ย

๓๓. กระท่อมทับก้องกรีดเสียงหรีดหริ่ง
ใจหนึ่งยิ่งกลับเหมือนยากเอื้อนเอ่ย
คำนึงรูปหลงใหลด้วยไม่เคย
หวังแนบเชยชวนชิด .. เฝ้าคิดย้อน



.. คำนึงนวล ..


๓๔. คืนนี้จันทร์งดงามอร่ามแสง
ประโลมแหล่งโลกอยู่ไม่รู้ผ่อน
คะนึงผู้แปลกหน้าให้อาวรณ์
อกสะท้อนพลอยสะท้านด้วยหวานซ้ำ

๓๕. แต่ล่วงพุทธาสถานถึงบ้านช่อง
อุระต้องตื่นเต้นไม่เป็นส่ำ
รัญจวนนั้นน้อมแนบเข้าแอบอำ
ลงหยั่งย้ำแรงถวิลในจินตนา

๓๖. แต่สบเนตรเลศหนึ่งค่อยซึ้งซ่าน
แล้วเบ่งบานเป็นเล่ห์เสน่หา
มาร่วมบุญบ่มวัตรเพาะศรัทธา
กรรมฤๅพาย้อนภพบรรจบเป็น

๓๗. โอ้ .. จักนานนับปีไม่มีชื่น
ทิวาคืนแต่จะคอยละห้อยเห็น
ไฉนเล่าจะหลุดจำจากลำเค็ญ
จนว่างเว้นปรารถนา .. แห่งอาลัย

๓๘. เกิดเป็นหญิงยากครันจะฟันฝ่า
เที่ยวเผยผ่านพบหน้าร่วมปราศรัย
ความเพียงนิดแพร่งพรายก็อายใจ
ต้องข่มไว้..คิดย้ำแต่ลำพัง

๓๙. พี่เอย .. ดูผึ่งผายสมชายชาติ
ไยไม่มาดหมายชมให้สมหวัง
ตัวน้องนี้ยากล้ำเหลือกำลัง
ไม่อาจพลั้งออกหน้า .. บ่งอาวรณ์



.. ในฝัน ..



๔๐. ใครหนึ่งท่ามยศถาบรรดาศักดิ์
ถวิลนักก็แต่ทอดฤทัยถอน
หวังย่อมหวังสายตาเหลือบอาทร
รับรู้ร้อนรอยเลศในเจตนา

๔๑. เหมือนสืบชาติปางหลังแต่ครั้งเก่า
พอเห็นเข้าเฝ้าคอยละห้อยหา
เสมอรูปพิมพ์ร่างท่านสร้างมา
ให้หลอนตาลอบเร้นไม่เว้นวาย

๔๒. พี่เหมือนไม้ลอยแช่กระแสสินธ์
จะดับดิ้นก็ย่อมแต่กระแสสาย
ลำธารเล่ห์เสน่หาไหลท้าทาย
อาจดับหมายแห่งถวิลจนสิ้นลม

๔๓. รอคอยความปรานีใครมีให้
ต่ออาลัยเป็นพลังพลอยสั่งสม
แนบช่วงกาลชุ่มชื่นมอบรื่นรมย์
ดั่งห้อมห่มกรุ่นมนต์สุคนธา

๔๔. เหนี่ยวพุ่มพวงบุปผาบรรดาสี
แทนใจที่มุ่งมาดด้วยปรารถนา
วางกำลังสุจริตเป็นฤทธา
เพื่อคุณค่าเผยในน้ำใจเดียว

๔๕. บำบวงทิพสังคีตให้กรีดกล่อม
ใจหนึ่งน้อมเผื่อแผ่ช่วยแลเหลียว
ค่ำคืนจักแขวนขวัญกับจันทร์เรียว
ทั้งลอบเหนี่ยวอีกขวัญผูกกันไป

๔๖. ร้อยวาจาแทนใจมอบให้เจ้า
อยู่กับเหย้ารอหน้าได้อาศัย
ค่ำคืนนี้จะแทรกฝ่านิทราใคร
เตรียมเถิดใจ .. รอท่า .. ผู้อาทร

๔๗. ค่ำดึกแล้วไม่หลับกระสับกระส่าย
จิตวนว่ายรอบชู้เกินรู้ถอน
แว่วเหมือนใครโลมเล้าความเว้าวอน
กระซิบอ้อนริมหูจนรู้นัย

๔๘. พรุ่งนี้แม่ .. โปรดนั่งอยู่ยังท่า
จะลอยลำเรือมาร่วมปราศรัย
มะลิร้อยแทนหมายแห่งสายใย
เตรียมเอาไว้สำหรับการรับรอง



.. มาลัยหอม ..


๔๙. เสมือนแรงปรารถนาบัญชาคิด
จึงสัมฤทธิ์เรื่องราวครบข้าวของ
หมากพลูจับม้วนใบ .. มาลัยกรอง
ด้วยมือน้องหยิบยื่นแต่ตื่นตา

๕๐. ไม่มีแม้สักคำจะล้ำล่วง
ทิพฤๅหน่วงสองชาติร่วมวาสนา
กระทั่งเรือลำน้อยล่องลอยมา
ก็รู้ว่าเพรงกรรมนั้นนำทาง

๕๑. เรือลำน้อยเคลื่อนมาถึงท่าน้ำ
พายก็ค้ำลำแอบเข้าแนบข้าง
มือจับราวบันไดเรือไหวพลาง
เงยก็สบหน้านาง .. งาม .. อย่างใจ

๕๒. กรประนมก้มไหว้อกใจสั่น
อุทธัจนั้นท่วมทับเกินขับไส
แต่คางก้มคอค้อมกายน้อมไป
อีกคนย่อมรีบไหวมือไหว้รับ

๕๓. แสนฉงนรูปฝันมาผันต้อง
ดลดวงใจทั้งสองมาพ้องศัพท์
คงเวทย์มนต์เทพนำช่วยสำทับ
พาสองใจติดกับ .. สุดยับยั้ง

๕๔. พี่ .. คือแกล้ว .. กำลังแห่งวังหน้า
เป็นขุนหมื่นเสนาผู้กล้าหลั่ง-
หยาดเลือดโลมปฐพีให้จีรัง
ในคำสั่งสีหราชเดโช

๕๕. บิดาเจ้า .. เคารพเคยพบหน้า
นับเนื่องว่าโดยกาลก็นานโข
มนตรีแห่งธานินทร์ผู้ภิญโญ
ไม่เคยโอ้อวดเกียรติ .. หรือเหยียดใคร

๕๖. ไม่เคยรับรู้ว่า .. คุณค่าหนึ่ง
จะงามซึ้งสมหน้า .. อัชฌาศัย
แม่เอย .. แม่หอมกว่า .. หอมมาลัย
ทั้งโดยนัย .. นึกน้อม .. ยิ่งหอมล้ำ

๕๗. รายรอบด้วยบริวาร .. ยังหวานนัก
ใจก็หนักหนาเต้นไม่เป็นส่ำ
หวานใดเล่ายิ่งรส .. หวานพจน์ทำ
แต่หยอดย้ำอกหนึ่งจนอึงอล

๕๘. แม่ดั่งดวงดาราทิพามาศ
เลื่อนลีลาศวับวาวทั่วหาวหน
ท่ามคืนแรมจันทร์ล้าลับสากล
เอื้อสรวงบนระยิบตาทั้งราตรี

๕๙. มอบสดใสส่องงามอยู่ท่ามพื้น
ให้ตามตื่นแห่หาเฝ้าราศี
ชวาลเชื้อช่วงหล้างามท่าที
คือโดยศรี .. สำแดงยิ่งแสงจันทร์

๖๐. หวังโฉมเลื่อนเงาเงื้อมให้เอื้อมถึง
จักเหนี่ยวดึงโอบต้องประคองขวัญ
ฟังหัวใจกระซิบคำที่รำพัน
จักคงมั่นเคียงนาฏไม่คลาดคลา



.. ความรัก ..


๖๑. อันใดเล่างดงามเท่าความรัก
ดังรุ้งถักทอดลงที่ตรงหน้า
ความอ่อนหวานซ่านแล้วในแววตา
เมื่อเหว่ว้าหลบเร้นไม่เห็นเงา

๖๒. ไม่เห็นกันเพียงนิดเฝ้าคิดถึง
ห่างเพียงชั่วยามหนึ่งก็ถึงเศร้า
ข่มอาวรณ์ยากครันจักบันเทา
แต่หงอยเหงาถวิลเห็นไม่เว้นวาย

๖๓. ปรารถนาอ้อมใจของใครหนึ่ง
ซบหน้าซึ้งอุ่นอยู่อย่ารู้หาย
สองแขนหวังโอบตอบอยู่รอบกาย
อย่าได้คลายห่างตัวตราบชั่วกาล ..!

๖๔. เหมือนอบร่ำใจบนสุคนธรส
พร้อมชิวหาจ่อจดด้วยรสหวาน
เอิบอิ่มย่อมซาบซับอยู่นับนาน
แลจักซ่านซึ้งสู่เพียงผู้เดียว

๖๕. เฉก .. สดใสจำรูญแสงสูรย์ส่อง
เช่น .. หม่นหมองคืนแรมจันทร์แย้มเสี้ยว
ดุจ .. ธาราบ่าสายเป็นหลายเกลียว
ดั่ง .. ดายเดียวดาวตกเกินวกย้อน

๖๖. เช่นปลายศรพุ่งทะลวงปักทรวงอก
ทุกย่างยกบีบคั้นไม่ผันผ่อน
ทั้งวาดหวัง/ปรารถนาทั้งอาวรณ์
จนรุ่มร้อนหัวใจดั่งไฟเร้า

๖๗. หอมหวานล้ำกุสุมาที่ว่าหวาน
แต่ตฤปผ่านโลมลิ้นถึงสิ้นเศร้า
หลับตาล้วนพาดทับอยู่กับเงา
หวังทุกเสียงหนักเบาเป็น .. เขา .. แล้ว

๖๘. หนักหนาจนสาหัสทุกสัดส่วน
กรรทบล้วนส่งเสียงใช่เพียงแผ่ว
ทั้งจากรอยรูปสร้างอันพร่างแพร้ว
ทั้งจากแถวสร้อยโศกที่โกรกย้ำ

๖๙. กำเนิดเพื่อกำหนดความสดชื่น
แต่ตา .. ตื่น ..อกเต้นไม่เป็นส่ำ
กำจายลงสำนึกจนลึกล้ำ
และหวานฉ่ำหอมชื่น .. สุดฝืนพ้น



.. จำพราก ..


๗๐. ถึงกาลต้องจำพรากไปจากหน้า
เหมือนดั่งว่าดวงจิตจะปลิดป่น
จาก .. ลับรูปรอยร่างใครบางคน
ความ .. อับจนส่งเสียงถึงเพียงนี้ .. !

๗๑. อำนาจแห่งกำลัง .. ของวังหน้า
ดั่งเดือนจ้าข่มกระพริบดาวริบหรี่
ใช่จะเพื่อมุ่งปองเข้าลองดี
หากเพื่อที่ป้องปัดผลาญศัตรู

๗๒. บัดดลยินกึกก้อง .. เสียงกลองลั่น
คือเรียกพลฉับพลัน .. ให้หันสู่
ที่ตั้ง .. เตรียมพร้อมสรรพ .. รอรับรู้
คำสั่งผู้เป็นนายจักถ่ายย้ำ

๗๓. เพ่งพิศรูป .. ล้วนรอยละห้อยหา
เทวษอาดูรหวน .. เนตรครวญคร่ำ
รอเถิดแก้วจักกลับ .. มารับคำ
เตรียมไว้ย้ำหยอดใจ .. ผู้ใยดี

๗๔. ถนอมใจรอคอย .. อย่าสร้อยเศร้า
รักษาตัวเถิดเจ้า .. รอข่าวพี่
เสร็จการณ์กลับรับขวัญในทันที
ให้สมที่ถวิลเห็นไม่เว้นวาย

๗๕. สิ้นเรื่อง .. จะเรียนการณ์ให้ท่านรู้
หวังช่วยสู่ขอขวัญ .. ช่วยหมั้นหมาย
สมเกียรติศักดิ์เทือกเถาชั้นเจ้านาย
คอยเถิดสายสวาดิเรียม .. เจ้าเตรียมตัว

๗๖. เรือลำน้อยคัดท้าย .. ค่อยพายจ้ำ
ใจก็กรำเหว่ว้าดั่งฟ้าหลัว
เรือค่อยเลือนลับล่อง .. ใจหมองมัว
คนก็กลัว .. จากลับไม่กลับคืน

๗๗. พบกัน .. หรือ .. เพื่อจากจำพรากสิ้น
เกรงจะดั่งแผ่นสินธ์ไหลรินผืน
ไม่ทวนย้อน .. ตราบภพเวียนกลบกลืน
จิตใครเล่าอาจฝืน .. เป็นชื่นบาน





๗๘. ข่าวเจ้าสองพี่น้องดังก้องกึก
เมื่อเปิดศึกชนช้างเข้าล้างผลาญ
ด้วยมุ่งหมายบัลลังก์ .. โอหังการ
รอบยุทธก็สะท้านสะเทือนแดน

๗๙. เจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ .. ผู้มีศักดิ์
เข้าหาญหักชีพล่วงด้วยหวงแหน
อำนาจ .. เกียรติยศ .. หมายทดแทน
ราชันย์แคว้นดั่งชนก .. เคยปกครอง

๘๐. แต่ไร้ซึ่งบุญญา .. ชะตาขาด
คมง้าวฆาตชีพพังกันทั้งสอง
แกล้วสองฝั่งล้มตายเสียก่ายกอง
ห่วง .. ผู้ล่องเรือนัก .. ใคร่จักรู้

๘๑. เมื่อเจ้าสาม .. ขึ้นนั่งบัลลังก์ราช
ใครหนึ่งขาดหายหน้าไม่มาสู่
แม้นยากเข็ญป่วยไข้ .. มีใครดู
พี่เอย-อยู่ .. ไหนกัน .. ณ วันนี้

๘๒. ยอดทหารกำลังของวังหน้า
หรือ .. ถูกพล่าผลาญชนม์เสียป่นปี้
ปล่อยให้น้องละห้อยหาทุกนาที
จนดื่มกินโศกนี้แทนข้าวปลา

๘๓. เจ้าพระยายังเอื่อยยังเรื่อยไหล
เมื่อหนึ่งใจกำสรวลคร่ำครวญหา
พี่เลือนล่วงลับเลยไม่เอ่ยลา
ทรมา .. น้องนี้ชั่วชีวัน ..



.. ประดาบก็เลือดเดือด ..


๘๔. พันหมื่นมวลหมู่แกล้วเกลื่อนแนวป่า
ค่อยยาตราเหยียบย่ำเข้าห้ำหั่น
หมู่เสนารุดโถมเข้าโรมรัน
อ้อ .. เลือดไทยสำคัญ .. ฆ่ากันเอง

๘๕. ขุนหมื่นใต้ร่มเงา .. ของเจ้าอ้าย
ควงดาบหมายเข้าล่มผู้ข่มเหง
ตวัดเชือดเลือดชั่วไม่กลัวเกรง
เอาละเลงแผ่นดิน .. โลมสินธู

๘๖. โอ้ .. ขมขื่นด้วยผ่าวกลิ่นคาวเลือด
หลั่ง/แห้ง/เหือดกลางบท .. ควรอดสู
ลมหรือเคยผ่านพัดเลือดศัตรู
คาวฤๅสู้เลือดไทย .. ที่ไหลนอง ..?

๘๗. ที่กำเนิดภายใต้ร่มไอยศูรย์
ดั่งมีกูณฑ์ลวกลนให้หม่นหมอง
หมายอำนาจเสร็จสรรพ .. มุ่งจับจอง
จนพี่น้องแปลกหน้า .. เข่นฆ่ากัน

๘๘. ยอดทหารกำลังของวังหน้า
ท่วงทีท่าองอาจไม่หวาดหวั่น
เด็ดชีพฝ่ายเจ้ายี่หลายชีวัน
ก่อนจะพลัน .. หายลับไปกับยาม

๘๙. ไข้ระบมข่มปวดเร้ารวดแผล
รอยดาบแล่กายต้องใช่สองสาม
หากปวดนั้นปวดใจ .. ที่ไกลงาม
คือแม่ทรามสวาดิน้อย .. ผู้กลอยใจ



.. คืนรับขวัญ ..


๙๐. รอเถิดรอแสงเย็น .. ของเพ็ญค่ำ
พายจะจ้ำเรือคล้อยล่องลอยไหล
เพื่อว่าช่วงปรารถนา .. แรงอาลัย
จะอาจไขแทนแข .. ให้แม่รู้

๙๑. เมื่อโคมสรวงเช่นดวงอัจกลับ
ให้รอรับอาวรณ์พี่ย้อนสู่
จะไหลหลั่งระริกรินเช่นสินธู
ประโลมขวัญตราตรู แต่ผู้เดียว

๙๒. รูปเคยห่างต่างช่วงจักหน่วงให้
เคลื่อนชิดใกล้แนบนวลทุกส่วนเสี้ยว
เทวษรอบอารมณ์เคยกลมเกลียว
จักปลิดเปลี่ยวเปล่าถนอม .. ด้วยอ้อมใจ

๙๓. บุหลันโรจน์อำไพที่ในฟ้า
คะนึงหนึ่งถึงหน้าเคยปราศัย
ค่ำคืนจะนิทราเคียงหน้าใคร
อันจะไขขับโฉมประโลมทรวง

๙๔. โสตจะเคียงประณีตสังคีตป่า
กล่อมวิญญาณ์ด้วยโฉมแห่งโสมสรวง
ใจจะล่องเสน่หาสุดาดวง
ตะวันช่วงแสงทองจะล่องเรือ

๙๕. แต่สิ้นศึกกลางเมืองหมดเรื่องแล้ว
มวลหมู่แกล้วหยุดผลาญร่วมสานเกื้อ
เจ้าสามฯ .. ทรงการุณช่วยจุนเจือ
ทุกเหล่าเชื้อร่วมสัตย์ในรัชกาล

๙๖. หากศึกแห่งหัวใจยังไม่สิ้น
ยังโบกบินรูปเงาคอยเผาผลาญ
ตราบแรกพิศก็สำทับอยู่นับนาน
จนรอยหวานลึกถึง .. ก้นบึ้งใจ

๙๗. กราบเรียนสีหราชเดโช .. ท่าน
ช่วยจัดการติดต่อสู่ขอให้
แม่หญิงมณีจันทร์ .. โดยทันใด
หวังผู้ใหญ่ .. รับ-ส่งจำนงนั้น

๙๘. เขา .. ขุนหมื่นเสนาเดชาวุธ
ผู้หาญยุทธศัตรูให้รู้หวั่น
เข้าผู้ใหญ่พูดพร่ำ .. ยากจำนรรจ์
แต่สำคัญ .. มั่นคงจำนงน้อง



.. ช่วงกัปกัลป์ ..


๙๙. เรือลำน้อย .. ลอยลำพายจ้ำ .. จ้วง
ใครจะห่วงแสงแข .. เที่ยวแลส่อง
เมื่อเผยหนึ่งเพ็ญพักตร์ .. จำหลักรอง
ได้พาดผ่องภาพไว้ที่นัยน์ตา

๑๐๐. เหนี่ยวร่างน้อยทอดทับอยู่กับอก
แขนป้องปกด้วยรัก .. อยู่หนักหนา
อธิษฐาน .. ร้อยถวิลสองวิญญาณ์
ร่วมดินฟ้า .. เกิด-ดับทุกกัปกัลป์

๑๐๑. ครั้นเหรียญทองรูปพระ .. แม่กระทบ
บันดาลพลบ .. วาบแจ้งด้วยแสงสวรรค์
เรือนริมน้ำ .. วารี .. มณีจันทร์
ก็ฉับพลัน .. เลือนลับไปกับตา

๑๐๒. กระแจะจันทน์ห้อมห่มกลางลมโบก
พลอยเสียดโศกสร้อยเศร้าพุ่งเข้าหา
จากเลือนลับล่วงเลย .. ก่อนเอ่ยลา
ย่อมเหว่ว้าโหยเห็นไม่เว้นยาม

๑๐๓. แสนอาลัยเพรงภพ .. มาจบสิ้น
เมื่อธานินทร์หมุนเคว้งน่าเกรงขาม
อาวรณ์ล่วงช่วงยุค .. กลับลุกลาม
พลอยวาบวามในอก.. เกินยกย้าย

๑๐๔. แม่เอยโปรด .. มองจันทร์ในชั้นฟ้า
จงรู้ว่าแสงงามคือความหมาย
แห่งรักผู้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
ที่เผยผายให้เห็นผ่านเพ็ญจันทร์ ..



.. ภพแห่งผู้รอคอย ..


๑๐๕. อาดูรแต่รูปลับเลือนกับแสง
อกยังแฝงอุ่นอ้อมเมื่อกล่อมขวัญ
วิเวกแว่วนกค่ำ .. ดั่งรำพัน
ว่าจะมั่นรอบกัป .. เวียนกลับคืน ..

๑๐๖. แต่เหรียญต้องมือทาบ..ร้อนวาบวูบ
ธานินทร์สูบภพแตกแล้วแยกผืน
เลื่อนตาวันข่มพลบจนลบกลืน
น้ำแตกคลื่นหมุนติ้วเป็นริ้วเกลียว

๑๐๗. สะท้านห้วงใจนุช .. ปานหลุดขั้ว
อกสั่นรัววูบเร้าด้วยเปล่าเปลี่ยว
เหมือนนรกทวงบาปในคาบเดียว
ลงรุมเหนี่ยวความรักจนหักคา

๑๐๘. จักรอพี่ตราบสิ้น .. ธานินทร์สูญ
โลกันต์กูณฑ์เปลวแดงครอบแหล่งหล้า
ปาริชาติโชยกลิ่นรวยรินมา
จนเชื่อมฟ้า/วัน/คืน/เป็นผืนเดียว

๑๐๙. .. แต่สิ้นชาติ .. วาสนาชะตาคู่
ที่เคียงอยู่ล้วนเงาความเปล่าเปลี่ยว
ตั้งจิตสืบอารมณ์หมายกลมเกลียว
รอ .. กาลเหนี่ยวรั้งภพบรรจบกัน

๑๑๐. ปรารถนาจิตน้อง .. จงพ้องพี่
ทุกแห่งที่หนทางสิ้นขวางกั้น
หมุนโลกให้ย้อนทาง .. สู่ปางบรรพ์
สืบภพภูมิผูกพัน นิรันดร




จบปฐมภาค





Create Date : 27 กรกฎาคม 2549
Last Update : 10 เมษายน 2557 20:23:59 น. 57 comments
Counter : Pageviews.

 
พี่สดายุ...

นางกำลังเปิดหน้าแรก
ของนิราศ...เรื่องที่อยากอ่านที่สุด

จริงๆ นะ




คุณบูรพกาล...

ภาพนางรำภาพนี้
เป็นภาพที่ชอบมากอีกภาพค่ะ


โดย: เพรง.พเยีย IP: 221.128.100.166 วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:15:50 น.  

 
พี่สดายุ

นางเอาเพลงมาฝากอีกเพลง
เพราะมากๆ อยากให้พี่ลองฟังดูนะคะ


โดย: น้องเอง IP: 221.128.100.166 วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:12:44:42 น.  

 
บูรพกาล
ท่าทางจะชอบลิลิตพระลอ
หรือจะชอบโคลง ?

สังเกตอะไรอย่างหนึ่งไหม
มีวรรณกรรมเพียงเรื่องเดียว
ที่ผู้แต่งเน้นความงามของเพศชาย
จนโดดเด่น...อย่างน่าแปลกใจ !

ยุคสมัยแห่งการประพันธ์ ดูเหมือนจะอยู่
ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:22:56:39 น.  

 
น้องนาง
เพลงที่เอามาให้ใหม่ เพราะมาก
ดูๆจะมีหลายลีลาในเพลงเดียวกัน
พี่เอามาเปิดใน นิราศนี่
น้องว่าบรรยากาศมันเข้ากันไหมคะ

บล็อคความเห็นนี่ก็สวยจัง
ขอบคุณมากนะคะที่เป็นธุระให้พี่


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:23:00:15 น.  

 
พอนางได้ยินครั้งแรก
ก็นึกถึงนิราศที่พี่เขียนอยู่ทันที

จินตนาการเห็นภาพ...
แม่หญิงห่มสไบ ชายพลิ้วปลิวอยู่ไหวๆ
ขณะเดินออกจากบริเวณวัด
หลังเสร็จจากทำบุญ

ดีใจที่พี่ชอบนะคะ




โดย: นางเอง (เพรง.พเยีย ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2549 เวลา:7:21:20 น.  

 


๏ งามยงงามยิ่งแม้................แมนมา แต่งฤๅ
โฉมระทวยทอตา....................แหล่งหล้า
สมนักบ่านี้นา........................สรบ่า นี้นา
สรดกว่าสรดโอ่อ้า..................อ่าโอ้เอาใจ


(รบกวนลบความเห็นที่ 7 ด้วยนะเจ้าค่ะ(ผิดประจำ))


โดย: บูรพกาล (กลกาล ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2549 เวลา:22:05:47 น.  

 
น้องนาง
พี่คิดว่าเราชอบอะไรคล้ายกันอยู่หลายส่วน
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องรสนิยมที่พ้องกัน ตรงกัน
ความสวยงามของบล็อคนี้
จะมีไม่ได้เลยหากปราศจาคน้อง
ทั้งรูปและเสียง

โดยเฉพาะภาพแม่หญิงห่มสไบ
นั่งพับเพียบรูปนี้

เหมือนอย่างใจพี่ต้องการจริงๆ
ขอบคุณคนวาด ใช่ อ.จักรพันธ์ หรือเปล่านะ
คงต้องบอกไว้ใต้รูปสักหน่อย
เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ท่าน

ขอบคุณในน้ำใจไมตรีนะคะ



โดย: สดายุ... วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:23:31 น.  

 
บูรพกาล

รูปนั้นช่างงามนัก
เดาว่าคงเป็น เพื่อน แพง
ผู้หลงใหล พระลอราช ผู้งดงาม

ขอชมคนวาด
ว่าวาดได้สวยอย่างกว่าที่จินตนาการ
เสียอีก

คงเป็นรูปแบบความงามแบบ
ล้านนา ยุคก่อน
ขณะที่รูปประกอบกระทู้
เป็นรูปแบบความงามอย่าง
สุพรรณภูมิ อยุธยา ในยุคสมัยใกล้เคียงกัน
โดยดูจากลักษณาการแห่งทรงผม
และอาภรณ์เป็นเกณฑ์

ส่วนโคลงนั้น ภาษาค่อนข้างโบราณ
ยากแก่การเข้าใจ
คำว่า สรด เปิดหาความหมายไม่พบเลย
ถ้าจะกรุณา เอาความหมายมาลงด้วย
จักเป็นคุณยิ่ง



โดย: สดายุ... วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:10:26:25 น.  

 


๐ เสาวภาคโสภิตพ้น............รำพัน
ราชธิดาองค์ราชันย์..............ลักษณ์ล้ำ
สุดาเลิศลักขณากัญ-............ญานุช โฉมเอย
ราวนิมิตสรวงซ้ำ..................ส่วนฟ้ามาดิน ฯ

๐ โฉมแม่อาจเปรียบแม้น.......ลักษมี
เทียมอัครราชเทวี...............แว่นฟ้า
เคียงพระปิ่นจักรี.................อิศเรส
ลอยเลื่อนลงแหล่งหล้า.........โลกล้วนตะลึงแล ฯ

จาก...อตีตาภาคพิสดาร


โดย: สดายุ... วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:14:54:15 น.  

 
.....มาคุยที่นี่ละกัน..เพราะรู้สึกว่าที่เก่า....จะลึกเกินไป...
..วรรณคดี .เราได้รับอิทธิพลมาจากเขมรมากที่สุด ซึ่งเขมรก็รับมาจากอินเดียอีกครั้ง...ภาษาเก่าแก่...บางคำเป็นสันสกฤต...ซึ่งเก่าแก่กว่าบาลี.....

....เคยเรียนภาษานี้เหมือนกัน....ยากมาก....เคยมีชื่อภาษานี้ด้วยนะ อืม.. ...นิตยาเปรมา....Niityaprema..(แปลว่า Universal Love) "อาจริยาดี้ดี้อนันดากอรี่" เป็นคนสอน......แต่ลูกศิษย์ไม่ได้เรื่องเลย...จริงจริง...

....ไม่แปลกที่อาจจะหาความหมายไม่ได้...

...ถ้ากล่าวถึง....อาณาจักรล้านนาเก่าแก่.....นานมาก...ถ้าศึกษาจริงๆยาวทีเดียว ไม่ว่าพม่า มอญ ลาว เขมร ...วัฒนธรรมเราข้ามไปมาหากันอยู่เสมอ.....พม่ายังมีหมู่บ้านโยเดีย(พวกโดนกวาดต้อนตอนเสียกรุงครั้งที่ 2).หรือรัฐกลันตัน ยังมี...พวกเสียม.. ..เป็นต้น

....แม้กระทั่งคุณย่าซึ่งเป็นชาวมอญเอง..ก็ต้องอพยพจากเมืองหงสาฯ เข้ามาทางระนอง...พ่อแม่ตายเสียระหว่างทางก่อนที่พม่าจะตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ..
...นางรำในราชสำนักมอญ.....(อ้าวนึกถึงเรื่องตัวเองเสียแล้ว)


..........สมัยอยุธยาก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง ผู้หญิงจะนิยมไว้ผมยาว..... พอมีศึกสงครามจึงตัดผม....เพื่อไม่ให้ข้าศึกรู้.......ตามที่ทราบกันดี...




โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:15:25:33 น.  

 
ขอขอบคุณที่มาให้ความรู้อย่างที่
ไม่ทราบว่าจะหารู้ได้ที่ไหน

เรื่องภาษาเขมรนี่
เคยมีวิวาทะกับเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน
ว่าผมเขียนฉันท์ แล้วอ่านยักเยื้องเอา
อย่างบาลี สันสกฤต ได้ หรือ ไม่ได้

เพราะเท่าที่รู้
ชนชาติขอมรับพราหมณ์จากอินเดีย
จนมีปราสาท เทวาลัย เต็มไปหมด
มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะรับเอาเรื่องภาษามาด้วย
ซึ่งก็คงมีสันสกฤตเป็นหลัก

เพราะบาลี หรือ ประโยค หรือ มคธ เป็นเพียง
ภาษาถิ่น มิได้ใช้จดจารพระเวท เช่นสันสกฤต
แต่อย่างใด

เดี๋ยวจะมาใหม่
การสนทนานี้...น่าสนใจมากๆ



โดย: สดายุ IP: 193.173.157.254 วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:16:55:36 น.  

 
......ขอขอบคุณที่ให้กำลังใจ...
...บางครั้งเรารู้สึก...ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

....แม่ชอบสอนให้ทำอาหาร ขนม ฯลฯ ...ซึ่งมักจะถามแม่เสมอว่า.ทำไมไม่ซื้อเค้าละคะ..
...แม่จะโกรธมาก ....แม่จะพูดว่าแม่เป็นคนโบราณ....
...การทำกับข้าว..ให้อร่อย.....ถ้ามีสามีและลูกจะทำให้ครอบครัวอบอุ่น..(ซึ่งเถียงในใจเสมอว่ามันเกี่ยวอะไรกัน) หลายๆอย่างทำไม่ถูกใจแม่...เช่น การเกล้าผม..การทำอาหารให้อร่อยๆไปถวายพระ....เรากระโดกกระเดกมากมาก....แย่จริงจริง....

ส่วนเรื่องการเรียกยศศักดิ์ ถ้าได้เจอผู้รู้จะถามให้.....

...ลิลิต ส่วนใหญ่มีภาษาสันสฤตปน...ทั้งนั้น...
เพราะเป็นภาษาชั้นสูง...ใช้ในวรรณะกษัตริย์
พรามหณ์..ไม่ใช่ใครจะใช้ได้ทั่วไป......

...เคยมีการกล่าวว่าพระพุทธเจ้าตรัสภาษาสันสฤต
...จริงเท็จเพียงใดไม่แน่ใจ....

รู้สึกจะมีเวปที่กล่าวถึงภาษาสันสฤตนี้เหมือนกัน
สามารถหาอ่านได้....

....ขอขอบคุณ....ที่มาคุยด้วยเหมือนกัน


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:17:18:03 น.  

 
โองการแช่งน้ำ..

....ผีดงผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา มาหนบกหนน้ำ ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ หล่อหลวงเต้า ทังภูตเหง้าพนัศบดี ศรีพรหมรักษ์ ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า หน้าเท่าแผง แรงไกเอาขวัญ ครั้นมาถึงถับกับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียชระรางชระราง รางชางจุบปากเยียจะเจี้ยวจะเจี้ยว เขี้ยวสระคานอานมละลาบละลาบ...................ฯลฯ..........ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บ่ดีบ่ซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา.......

...โองการแช่งน้ำ ...ไม่น่าจะอยู่ยุคเดี่ยวกับ ลิลิตพระลอ และลิลิตยวนพ่าย

ผู้น้อยงเห็นด้วยกับวิธีคิคของเวปดังกล่าวนี้ ...http://www.thaioctober.com/yabbse/index.php?board=27;action=display;threadid=2021


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:20:19:09 น.  

 
โลกสมัยก่อนหมุนช้า
อย่างช่วงพระเจ้าอู่ทอง ถึงราวๆ
พระมหาจักรพรรดิ
หากนับเวลาก็ประมาณ พศ ๑๘๙๓ ถึง ๒๐๙๑
ช่วงห่างกันถึงประมาณ ๒๐๐ ปี
จากพายเรือ...จน..ยังคงพายเรือ...ขี่ช้าง....
อยู่เหมือนเดิม

เทียบกับสมัยปัจจุบัน ย้อนกลับไปราวๆ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๒๐๐ ปีเหมือนกัน
แต่ความเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาล
จากพายเรือ...จน..เหยียบดวงจันทร์

อ้อ...เพิ่งทราบ
ว่ากำลังพูดคุยอยู่กับสาวมอญตาคม
ผิวพม่า นัยน์ตาแขก
คงได้ยินมานักต่อนัก
มอญ พม่า แม้มิใช่หนึ่งเดียวกัน
หากลักษณะทางกายภาพคงไม่ต่าง
กันมากนัก

เคยไปเกาะเกร็ด
เข้าใจว่าจะเป็นเชื้อสายรามัญ
เป็นส่วนมาก
ไทย มอญ เป็นมิตรกันมาตลอด
ตั้งแต่ ท่านมะกะโท สมัยพระร่วงโน่น
จนบุเรงนองเอา หงสาวดี เมืองมอญ
เป็นเมืองหลวงพม่าด้วย
ชื่อนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในหมู่คนไทย
มากพอๆกับ
เมาะตะมะ ทวาย ตะนาวศรี
ที่ไทยเสียให้อังกฤษไป เข้าใจว่าเป็น
แดนมอญทั้งนั้น

เท่าที่ทราบ
มอญมีที่ พระประแดง เกาะเกร็ด
ที่อื่นๆไม่ทราบ
และไม่ทราบว่ามีภาษาพูดที่สืบทอดมา
เป็นของตนเองหรือไม่

แต่เป็นธรรมดาที่รุ่นหลังๆ
จะพูดไม่ได้กันเป็นส่วนมาก
เหมือน จีน จาม และ เชลยไทยอยุธยาที่
หมู่บ้านโยเดีย ก็คงพูดพม่าหมดแล้ว



โดย: สดายุ IP: 58.136.203.68 วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:20:41:56 น.  

 
...เคยมีการกล่าวว่าพระพุทธเจ้าตรัสภาษาสันสฤต

คงใช่หากข้อสังเกตที่ว่า
พระพุทธเจ้า เป็นอารยัน เป็นจริง
เพราะสันสกฤตเป็นภาษาของ อารยัน

ใน ธรรมแห่งอารยะ...ของท่านคึกฤทธิ์
มีข้อมูลมากมายของชนชาติอารยันนี้

แต่เท่าที่ทราบ
รูปแบบร้อยกรองของเรามีที่มาสองทาง

โคลง ร่าย มาจากตระกูลภาษาไทย ลาว
ล้านนา ล้านช้าง ผ่านมาทางการปกครอง
การกวาดต้อนพลเมืองกันไปมา ระหว่างทำศึก

ฉันท์ กาพย์ มาจากตระกูลภาษาอินเดีย
คือ สันสกฤต ผ่านมาทางศาสนา
พระเวท พระไตรปิฎก

ลิลิต คือ โคลง ที่มีร่าย สลับ
อาจมีทั้งโคลง สอง สาม สี่
เมื่อแต่งร้อยเรียง อยู่ในเรื่องราว
เดียวกัน เรียกเข้าลิลิต

ในเวปที่อ้างถึงก็คงเอาแนวคิด
มาจากกลุ่ม
นักวิชาการ ประวัติศาสตร์

จิตร ภูมิศักดิ์
สุจิตต์ วงศ์เทศ
ศรีศักร วัลลิโภดม
ฯลฯ

ที่พยายามอธิบายต่อสังคมยุคปัจจุบัน
ถึงเหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากกว่า
ที่รับรู้กันอยู่เดิม
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเหมาะสมมาก

แล้ว
ทำขนมอร่อยหรือยัง
เกล้าผมสวยหรือยัง


โดย: สดายุ... วันที่: 2 สิงหาคม 2549 เวลา:21:15:33 น.  

 
สวัสดีค่ะ
พี่สดายุ
คุณไกลแสนไกล

มาอ่านอย่างตั้งใจ
เรื่องราวที่คุณไกลแสนไกลคุยด้วย
มีความรู้หลายเรื่องน่าสนใจจริงๆ
โดยเฉพาะวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวมอญ
ที่ไม่อาจเห็นได้ เมื่อเราไป เกาะเกร็ด หรือ สังขละบุรี

ถ้าจะแวะมาขอความรู้ด้วยบ่อยๆ
คงไม่ว่ากันนะคะ

วันนี้เอาเพลงนางครวญ ที่บรรเลงด้วยขิมโดยเฉพาะ
มาฝากคุณไกลแสนไกลด้วยค่ะ
บรรเลง 3 ชั้น เต็มเพลง
คิดว่าโน๊ตเพลงคงจะใกล้เคียงกับที่เรียนอยู่

ตอนที่นางเรียน โน๊ตก็คล้ายกันแบบนี้
ต่างกันไปบ้าง ก็แล้วแต่ลูกเล่นของอาจารย์ที่สอน
สำหรับนาง เรื่องท่องจำโน๊ตนี่แหล่ะค่ะ ยากจริงๆ
เพราะแต่ละท่อนบางทีจะคล้ายกันมาก
ถ้าไม่แม่นโน๊ต ก็จะหลงท่อนไปเลย

มีครั้งหนึ่ง คุณครูเล่นซอตามไปด้วย
แต่นางเล่นหลงผิดท่อนไป
ครูเขาก็ไม่ทักท้วง เล่นไปกับนางได้จนจบเพลง
แล้วครูเขาก็หัวเราะ
ว่านางเปลี่ยนเวอร์ชั่นให้เพลงใหม่
นึกขึ้นทีไร ก็ต้องยิ้มให้กับตัวเองทุกที

ถ้าคุณไกลแสนไกล อยากได้เพลงไหน
บอกไว้ได้นะคะ ถ้าหาได้ จะหามาฝากให้ค่ะ





พี่สดายุ...

แม่หญิง...นางเอก ของนาง
จะได้พบ พูดคุย กับพระเอก อย่างไรนะ
รู้ไหมคะ นางมานั่งตาแป๋วรออ่านทุกวัน

แล้วตอนท้าย นางต้องเตรียม
ผ้าเช็ดหน้า ไว้ด้วยหรือเปล่า
เหมือนอย่าง...อตีตา



โดย: เพรง.พเยีย (เพรง.พเยีย ) วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:6:02:56 น.  

 
หวัดดีค่ะ พี่สดายุ คุณนาง คุณไกลแสนไกล

เพลงเพราะจัง ขอก๊อปเป็นซีดีสักแผ่นได้มั้ยคะ
แบบรวมฮิตน่ะ จะไว้เปิดกล่อมเจ้าจอมซน

นี่..ยายของหญิงเป็นลูกครึ่งนะ จะบอกให้
พ่อเป็นเงี้ยว แม่เป็นมอญ

แล้วแม่ของหญิงก็เป็นลูกครึ่งเด้อ
พ่อของแม่เป็นพม่า ยายบอกว่าชื่อ หม่องปู่เส่ง
ไม่เคยเห็นหรอกค่ะ แกตายไปนานแล้ว

มิน่าล่ะ เราเกิดมาจึงมีลักษณะพันทาง ฮ่าๆๆๆ

ส่วนเจ้าตัวเล็ก ขวบสามเดือน นี่
เชื้อสายคุณบิดามาจากซัวเถา เสื่อผืนหมอนใบ
ตอนนี้เหลือแต่หมอน เสื่อพังไปแล้ว

ดวงตาเจ้าลูกชาย จึงฟ้องตามสายเลือดว่ามีเสน่ห์ อิอิ..
มีอยู่ชั้นเดียว!!

รายการฉลาดสุดสุด เขาบอกว่า ทำไมการเลือกคู่ครอง
ส่วนใหญ่จึงเลือกคนที่หน้าตาดี รูปร่างดี คำตอบคือ
เพื่อให้มีสายพันธุ์ที่ดี อื้มมมม..ต่อไปในอนาคต
จะไม่มีคนขี้เหร่อีกแล้ว เพราะเขาจะสูญพันธ์โดย
ธรรมชาติ.....ดีใจแท้ ชาติหน้าเราจะเกิดมาดีกว่านี้ ฮ่าๆ

คุยเรื่อยเปื่อยนะคะ ว่าง ๆ มานั่งเล่นใหม่


โดย: หญิงซอมฯ (doomun ) วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:11:11:00 น.  

 
....แม่ครูก็มีเชื้อมอญ และเป็นคนอยุธยา...กลัวเรือ กลัวน้ำมาก....จึงไม่ค่อยได้ไปไหนทางเรือเลย...บ้านเราอยู่ปากเกร็ด...น้องชายที่เรียนศิลปกรรม ก็บวชวัดมอญ...เจ้าอาวาสเป็นคนมอญ..วัดมอญแตกต่างกับวัดไทยหลายอย่างเหมือนกัน....

.....ภาษามอญยังมีอยู่....เจ้าอาวาสเคยพูดให้ฟัง รู้สึกท่านจะคุยกับแม่ครู....

....
....อันเรื่องราวหลายอย่างเกี่ยวกับโคลงฉันท์กาพย์กลอนนั้น ท่านรู้เรื่องดีอยู่แล้ว ...ตามที่คิดไว้จริงจริง
(เกือบเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเสียแล้ว)

....แต่ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม.....ไม่เป็นไร.....


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:13:05:17 น.  

 
ท่านเพรง.พเยีย
...ขอบคุณมากมายสำหรับเพลงขิม

..ต่อไปคงจะไปฟังที่นั่นล่ะ

...ครูจะให้แผ่น...มาฟังเหมือนกัน..แต่ไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ดนตรี ประจวบเหมาะกับมาเจอกลอนประกอบ..ทำให้เข้าใจได้มากขึ้น.....

..ดนตรีไทยโน้ตคล้ายกันมาก..บางทีเคยหลงเล่นเพลงนี้ไปออกอีกเพลง ก็เคย....
...ครูชอบเป็นแบบนี้จริงจริง......เราเล่นผิดท่านจะพยายามนำเราให้เราเล่นตาม....
.

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับเพลงที่จะหามาให้...มากมากเลย...แค่นี้ก็รู้สึกรบกวนมากแล้ว......

(คงต้องบอกกล่าวนิดนึง คือ..เป็นคนไม่ค่อยมีความรู้อะไรเท่าไร....นะคะ... เกรงว่าจะทำให้ผิดหวัง)


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:13:19:21 น.  

 
....หญิงซอมฯ

ขอบคุณสำหรับ...เรื่องที่เล่าสู่กันฟัง.
.....ฝากความระลึกถึง "เจ้าตัวเล็ก....อายุ 3 ขวบ

...ตอนนี้ลักษณะแบบดาราเกาหลี กำลังได้รับความนิยม....

.....คนพม่าแท้ๆจะตาเล็กๆเหมือนคนจีน...แต่ถ้าพม่าที่อยู่ติดกับอินเดียก็จะอีกแบบ..

...คนมอญกับคนพม่า(ดูเหมือนจะเหมือนกัน)แต่ไม่เหมือนกันเลย ทั้งรูปร่างและลักษณะนิสัยใจคอ.........

เสียใจจริง......ที่มอญไม่มีชาติเสียแล้ว..เมืองหงสาวดีกลายเป็นเมืองเล็กๆ พอพอกับลำพูน...คนที่นั่นก็ลำบาก....(เพื่อนซึ่งเป็นทหารไปที่นั่น ....เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงที่นั่นทุกข์มาก..และได้ถามว่าอยากได้อะไร ผู้หญิงส่วนใหญ่จะตอบว่า อยากหลุดพ้น หรืออยากไปนิพพาน )


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:13:31:42 น.  

 
น้องนาง

พี่ตั้งใจจะเขียนไปอย่างที่
คิดจินตนาการ
คงไม่เศร้ามากหรอก
เพราะตัวอิจฉาไม่มี
สำหรับพี่แล้ว มือที่สามเป็นเรื่อง
ที่ไม่มีในชีวิตจริง

เนื้อเรื่องตอนนี้อยู่ในช่วง
พระบรมไตรโลกนาถ
ต่อเจ้าสามพระยา

จะเขียนไปเรื่อยๆ
มีหลายภพ หลายชาติ

เพลงนางครวญ เสียงขิม เพราะจัง
หาเพลงเก่งอย่างนี้
ต้องเลี้ยง สเวนเซ่น สักมื้อ เอามั๊ยคะ


หญิงซอมฯ
วันนี้เข้ามาในถ้ำเสือ รูมังกรได้
เพิ่งรู้นะนี่ว่ามีเชื้อมีสายกะเขาด้วย
มีทั้งฝ่าย รามัญ พม่า
มิน่าล่ะ ถ่ายรูปออกมา....ขาวปื๊ด ฮิๆๆ

ชีวิตแถวลำปางเป็นไงบ้างล่ะ
ตั้งแต่ มีคนสามคนติดคุก ....
อิๆๆ
ลูกชายคงเดินตัวปลิวแล้วล่ะซี
ได้เวลาแห่งความวุ่นวาย เวียนเฮด



โดย: สดายุ... วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:20:33:01 น.  

 
ไกลแสนไกล

ใครว่ามอญไม่มีชาติแล้ว
ขบวนการกู้ชาติก็ยังอยู่นะ
อาจไม่โด่งดังอย่าง กะเหรี่ยง
หรือ ไทยใหญ่ แต่ความเป็นชาติ
ยังอยู่นะ

เคยประเมินกันไหมว่า
คนมอญมีจำนวนเท่าไร
ทั้งในดินแดนเดิม และในไทย

เรื่องราวใน ราชาธิราช มีความ
สมจริงของความเป็นรามัญแค่ไหน ?
เชื่อว่าคงเคยอ่านกันมา
เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับมอญ
ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
มากที่สุด

ส่วนผู้ชนะสิบทิศ หมายถึงบุเรงนอง
แต่ตัวนาง
ทั้งตะละแม่จันทรา
ทั้งตะละแม่กุสุมา
คลับคล้ายว่าจะเป็นรามัญ...ไม่ค่อยแน่ใจ


โดย: สดายุ... วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:20:46:00 น.  

 

....ท่านทราบดีอยู่แล้ว...


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 4 สิงหาคม 2549 เวลา:12:29:47 น.  

 

...........เรื่องราวต่างต่าง
.....ท่านทราบดีอยู่แล้ว.......



โดย: ไกลแสนไกล IP: 203.121.166.162 วันที่: 4 สิงหาคม 2549 เวลา:13:03:47 น.  

 
สวัสดีเจ้าค่ะ

ท่านสดายุ
แม่หญิง เพรง.พเยีย
ตะละแม่ไกลแสนไกล

....มิได้มาเสียหลายเพลา...
อันตัวเราก็คนมอญ (ขนาดแท้
แถมมีเชื่อ อินตาละเดียอีกต่างหาก )




วาดโดย Pyle



โดย: บูรพกาล IP: 203.113.86.156 วันที่: 4 สิงหาคม 2549 เวลา:14:35:48 น.  

 
สวัสดีค่ะ........ พี่สดายุ หญิงซอมฯ คุณไกลแสนไกล คุณบูรพกาล

พี่สดายุ....
ตามที่เรียนมา
นางว่า ในยุคของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เป็นยุคที่น่าสนใจศึกษามากอีกยุคหนึ่ง

เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ตลอดจนวางรากฐาน ที่ทำให้
อยุธยามีการปกครองแบบเป็นศูนย์รวม

ด้วยยกเลิกการแต่งตั้งเจ้านายในพระราชวงศ์
ที่เคยให้ไปปกครองเมืองสำคัญ ให้มาอยู่ในพระนคร
แล้วแต่งตั้งให้ขุนนางจากส่วนกลาง ไปปกครองแทน

มีการสร้างระบบศักดินา
แบ่งยศ ตำแหน่ง บรรดาศักดิ์
เพื่อแสดงความสำคัญ และ สิทธิพิเศษของแต่ละคน
ทำให้พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ
เพราะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
อีกอย่าง ก็เป็นการสร้างความจงรักภักดี
ต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง

และ ตราบัญญัติระบบศักดินานี้
ก็ได้กลายมาเป็น "กฎหมายตราสามดวง"
เมื่อครั้งมีการสังคายนาขึ้นใหม่
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

แต่อย่างว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงยกใหญ่แบบนี้
ย่อมสร้างความไม่พอใจแก่เจ้านาย ขุนนาง ที่เสียผลประโยขน์ไป
โดยเฉพาะเจ้านายทางฝ่ายสุโขทัย
ก็เลยไปเอาใจออกห่างจากรุงศรี
ไปเข้ากับอาณาจักรล้านนา
ซึ่งขณะนั้น พระเจ้าติโลกราช
กำลังรวบรวมเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักล้านนา

ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ต้องเสร็จขึ้นไปประทับที่เมืองพิษณุโลก
เพื่อบัญชาการสู้รบกับกองทัพจากนครเชียงใหม่
อยู่นานถึง 7 ปี


อิอิ เขียนตั้งยาว
นางกำลังเอามะพร้าวมาขายสวนแท้ๆ เชียว


เกี่ยวกับนิราศที่พี่เขียน
นางขออนุญาตออกความคิดเห็นสักนิด ได้ไหมคะ

เพราะพอเห็นพี่ใส่ชื่อของฉากต่างๆ ให้
ทำให้นางมีความคิด
เกี่ยวกับฉากของการดำเนินเรื่อง

คือ ถ้าเราใช้ร้อยแก้วเข้ามาช่วยบรรยาย
เพื่อให้รู้ที่มาของฉากที่เรากำลังเอ่ยถึงอยู่ได้ชัดเจนขึ้น
พี่เห็นว่าเป็นอย่างไรคะ


แล้ว พี่รู้มั้ยคะ
นางชอบทานไอศกรีมมากๆ ด้วยสิ



โดย: นางเอง IP: 61.47.126.159 วันที่: 5 สิงหาคม 2549 เวลา:13:26:01 น.  

 
พี่หญิงซอมฯ ...
เท่าที่ทราบ เพลงนี้บรรเลงโดยวงกอไผ่
มีเพลงไทยบรรเลงเพราะๆ หลายเพลง
กำลังจะไปหาซื้อมาเก็บไว้อยู่เหมือนกันค่ะ
ไม่รู้จะยังพอหาซื้อได้หรือเปล่า
แล้วจะมาส่งข่าวนะคะ





คุณไกลแสนไกล.....
ไม่รบกวนหรอกค่ะ กลับรู้สึกยินดีมากกว่า
ที่มีคนสนใจในสิ่งเดียวกัน

และ อย่าถือว่าเป็นการขอความรู้อะไรเลยนะคะ
คิดว่าเป็นเพื่อน มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน

มิตรภาพ...ที่เกิดขึ้นบนความไม่คาดหวัง
มักเกินความคาดหวังเสมอ

นิยามเชยๆ ที่เพิ่งนึกได้เมื่อครู่นี้เอง





คุณบูรพกาล....
ดีจัง มีเพื่อนชาวมอญเพิ่มขึ้นอีกคน
แล้วชื่อมอญ ชื่ออินเดีย ชื่ออะไรคะ
มีความหมายเกี่ยวกับชื่อ
"กลกาลของกาลเวลา" ด้วยหรือเปล่านะ



โดย: เพรง.พเยีย IP: 61.47.126.159 วันที่: 5 สิงหาคม 2549 เวลา:13:44:32 น.  

 
ไกลแสนไกล

ผมคงไม่ทราบไปหมดทุก
เรื่องหรอก
ก็คงเฉพาะเรื่องที่สนใจเท่านั้น
แต่อะไรก็ตามที่สืบเนื่องไปหา
สิ่งที่คล้ายกับว่าจะผูกพัน
ย่อมมักจะจุดความสนใจ
ได้มากมายเสมอ

อยากไปนั่งตรงหน้า
คนที่สามารถบอกอดีตของเรา
ได้บ้างจัง




บูรพกาล
รูปที่เอามาลงสวยงามมาก
เหมือนศิลปแบบกรีก ที่รูปวาด
หรือรูปปั้นจะเห็กล้ามเนื้อชัดเจน
รูปนี้แสดงความรู้สึกได้ดีมาก

น่าสนใจ





นาง
ประวัติศาสตร์ช่วงนี้น่าสนใจ
แต่เราหาอ่านได้ไม่ง่ายนัก
เพราะเรื่องราวต่างๆ เหมือนถูกยุค
สมัยของพระนเรศวร พระนารายณ์
บดบัง ไปหมด

ที่จริงแล้ว
เกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงรุ่น ชนก อัยยกา
ของพระบรมไตรโลกนาถ ก็น่าสนใจไม่
น้อยเลย
โดยเฉพาะ กรณีสามเจ้า....

เจ้าอ้ายพระยา...ผู้ครองเมืองสุพรรณบุรี
เจ้ายี่พระยา...ผู้ครองเมืองแพรกศรีราชา
เจ้าสามพระยา...ผู้ครองเมืองพิษณุโลก..สองแคว
สมัยนั้น..เพราะพระราชมารดาสืบสาย
ราชวงศ์สุโขทัย..และสองแควก็เป็นพื้นที่
ของทางนั้น

สามพี่น้อง โอรสในพระนครินทราชาธิราช
ที่เมื่อสิ้นพระบิดาแล้วนั้น
สององค์แรกได้ทรงกระทำยุทธหัตถี
แย่งราชบัลลังก์กัน จนขาดคอช้างลงพร้อมกัน

พูดได้ว่า...วาสนาไม่ถึง...จะขึ้นนั่งบัลลังก์

น้องเล็ก...เจ้าสามพระยาจึงได้ขึ้นครองราช
ชื่อนี้จึงยังเป็นที่รู้จัก...ในนามพิพิธภํณฑ์
เจ้าสามพระยา...ตั้งอยู่ใกล้ๆบริเวณอุทธยาน
ประวัติศาสตร์อยุธยา

และเจ้าสามพระยานี้ก็คือพระบิดา
ของพระบรมไตรโลกนาถ ที่น้องรู้จักดีอยู่แล้ว

รัชสมัยสมเด็จพระนครินทราชาธิราช
เป็นระยะที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มเป็น
ศูนย์กลางของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง
มีอาณาเขตกว้างขวางอันเนื่อง
มาจาการรวมสุพรรณภูมิและสุโขทัย
เข้ามาไว้ในอำนาจ

พระองค์เมื่อดำรงพระยศเป็น
เจ้านครอินทร์ หรือ สมเด็จพระอินทราชา
ทรงครองเมืองสุพรรณภูมิ

สุพรรณภูมิจึงสำคัญมากในยุคนั้น
เจ้าอ้ายพระยา...ครองเมืองสุพรรณภูมิ
ทั้งเป็นโอรสองค์โต

ตัวเอก...ของเรื่องนี้เป็นทหาร
แห่งวังหน้า


โดย: สดายุ... วันที่: 5 สิงหาคม 2549 เวลา:19:01:56 น.  

 
พอดีว่ารูปนี้ใหญ่ไปหน่อย
ทำให้กลอนด้านขวามือเลื่อน
ตกบรรทัด

ขออนุญาตย่อลงมาสักหน่อย




รอยรูปอิินทร์หยาดฟ้า มาอ่าองค์ในหล้า
แหล่งให้คนชม แลฤๅ ฯ
พระองค์กลมกล้องแกล้ง เอวอ่อนอรอรรแถ้ง
ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม บารนี ฯ
โฉมผจญสามแผ่นแพ้ งามเลิศงามล้วนแล้
รูปต้องติดใจ บารนี ฯ
ฦๅขจรในแหล่งหล้า ทุกทั่วคนเที่ยวค้า
เล่าล้วนยอโฉม ท่านแล ฯ
เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า ผิบได้เห็นหน้า
ลอราชไซร้ดูเดือน ดุจแล ฯ
ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช
ประดุจแก้วเกาทัณฑ์ ก่งนา ฯ
พิศกรรณงามเพริศแพร้ว กลกลีบบงกชแก้ว
อีกแก้มปรางทอง เทียบนา ฯ
ทำนองนาสิกไท้ คือเทพนฤมิตไว้
เปรียบด้วย ขอกาม ฯ
พระโอษฐ์งามยิ่งแต้ม ศศิอยู่เยียวยะแย้ม
พระโอษฐ์โอ้งามตรู บารนี ฯ
(ลิลิตพระลอ)



โดย: บูรพกาล IP: 125.25.134.112 วันที่: 28 กรกฎาคม 2549 เวลา:23:36:32 น.


โดย: สดายุ... วันที่: 5 สิงหาคม 2549 เวลา:22:11:58 น.  

 
สวัสดีเจ้าค่ะ

คุณสดายุ
คุณเพรง.พเยีย
คุณไกลแสนไกล

นำรูปมาฝากนะเจ้าค่ะ


ชอบวรรณกรรมไทยมากเจ้าค่ะ แต่ไม่มีพรสวรรค์ในการแต่ง ชอบอ่านมากกว่าเจ้าค่ะ ชอบศิลปะไทย ๆ แล้วก็ภาพวาดทกุประเภทนะเจ้าค่ะ ลายเส้นยิ่งชอบ โดยเฉพาะผลงานของท่าน อ.จักรพันธุ์ และท่าน สุรเดช คุณเพรง.พเยียเจ้าค่ะถูกต้องแล้วละเจ้าค่ะ ชื่อจะออกความหมายของสุริยะเกี่ยวข้องกับจักรวาล นะเจ้าค่ะ


โดย: บูรพกาล (กลกาล ) วันที่: 6 สิงหาคม 2549 เวลา:0:40:26 น.  

 
....สวัสดีทุกท่าน...

...วันนี้... อยากเล่านิทานให้ฟัง...

...มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง....คงจะเกิดในสมัยอยุธยาก่อนกรุงแตกครั้งที่ สอง ..ร่ำเรียนเขียนอ่านกับพระมาโดยตลอด......จนเติบใหญ่ได้เข้ารับราชการ เนื่องจากสติปัญญาเฉลียวฉลาด.....จนมียศฐาบรรดาศักดิ์.... มีนิสัยชอบโคลงฉันท์กาพกลอน.....

.....แต่ถึงระนั้นก็มีนิสัยใจร้อน ..ฉุนเฉียว......ดูภายนอก...บุคคลิกน่าเกรงขาม ..แต่จิตใจลึกลึกแล้วเป็นคนอ่อนโยนมาก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง....อยู่กับคนที่เป็น... ที่รัก....
.....สุดท้าย....ก็ต้องจบชีวิตด้วยดาบของข้าศึก ....ลงพร้อมกับเพื่อนเพื่อน ณ. ป้อมป้อม..หนึ่ง.........การศึกครั้งนั้นไม่มีใครรอดชีวิตเลยซักคนเดียว.....

..เฮ้อ....อดีต..มีแต่จะทำให้ความเศร้าใจ..ทุกข์ใจ ...ร้าวราน .. อาลัยหา ..คร่ำครวญทุรนทุราย... จนแทบจะขาดใจ .....
...และความทรมานที่ได้รับนั้น แม้ตายยังดีกว่าอยู่เสียด้วยซ้ำ.......เป็นดังนี้แล้ว.......ทำไมคนถึงอยากรู้อดีต...หนอ...


...เพลงนางครวญ..ยังสื่อได้ไม่ชัดเจนถึงอารมณ์..เท่าที่ควรจะเป็นเสียด้วยซ้ำ..

....แต่ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป.....จนกว่าจะหมด..............โซ่กรรม.......

...สำหรับคำถามที่ทำอาหารอร่อยหรือยังนั้น... จนใจจริงที่จะตอบ....เพราะทำถวายพระเท่านั้น...


...ต่อเพลงนางครวญจบแล้ว..... ครูจะสอนเพลง 9 ทัพ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรบระหว่าง มอญและพม่า คงจะเกี่ยวกับราชาธิราชนั่นล่ะ....

......ขอบอกว่า.... ภาพสุริยเทพ...สวยมาก.....

สุดท้ายชอบ ประโยคนี้นะคะ

......มิตรภาพ...ที่เกิดขึ้นบนความไม่คาดหวัง
....มักเกินความคาดหวังเสมอ


โดย: ไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 6 สิงหาคม 2549 เวลา:15:55:59 น.  

 
บูรพกาล

ภาพอาทิตย์อัสดงงามจริง
วรรณกรรมไทยที่ชอบ
ชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษบ้างล่ะเจ้าคะ

กลอน
โคลง
ฉันท์
กาพย์

เรื่องรูปวาดสำหรับผมเองแล้ว
ชอบของ
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มากที่สุด
โดยเฉพาะภาพพุทธศิลป์

รองมาก็
ประเทือง เอมเจริญ ยุคแรก
สงัด ปุยอ๊อก ภาพบัว ภาพชนบท
ช่วง มูลพินิจ ภาพลายไทย มีเอกลักษณ์มาก
แต่ไม่ชอบ งานของถวัลย์ ดัชนี
ที่ดูดำมืดหม่น และ แดงรุ่มร้อน

ดังประโยคที่ว่า
เฉลิมชัย สวรรค์......ถวัลย์ นรก
อันเป็นคำพูดล้อเลียนลักษณะรูปแบบศิลปะ
ที่สื่อออกมา..จากยอดจิตกรแห่งยุคทั้งสอง

.............................................

คนแสนไกล

นิทานเรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว
ที่จริงมีแทรกอีกหน่อย
ตรงนี้ ในรอบศตวรรษปัจจุบัน
ก่อนเกิด...พ่อของเด็กชายคนนั้น
ฝันว่า..ช้อนได้ปลากัดตัวผู้ตัวหนึ่ง
สีเขียวเข้ม...ใต้ถุนกุฏิพระ
ดูๆไปแล้ว..ไม่พ้นเขตอาวาสไปได้เลย

แถวดินแดนบ้านนอกสมัยนั้น
กีฬาไก่ชน และ กัดปลา
เป็นที่นิยม และไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
แต่ที่อยากรู้มากขึ้นไปอีกคือ

ป้อมป้อมนั้นน่ะ...อยู่ตรงไหน ?

สมัยหนึ่งเคยไปทำงานที่ บริษัท
มินิแบร์ ตรงเลยแยกเข้าตัวเมือง
อยุธยาไปหน่อยนึง
แล้วเช่าบ้านพักอยู่ที่บริเวณไม่ไกล
จากเจดีย์วัดใหญ่ไชยมงคล สักเท่าไร
พอตกค่ำก็จะนั่งรถไปหาอะไรทาน
แถว หัวรอ
ซึ่งเป็นเหมือนตลาดนัด มีผู้คนมากมาย
เดินกันขวักไขว่
ใกล้ๆกันมีกำแพงเก่าและป้อมค่าย
เข้าใจว่าบูรณะขึ้นมาใหม่
ช่วงนั้นยังนึกๆอยู่ในใจว่า...

จะมีโอกาสที่ชายสไบ
ใครไหวผ่าน สักแวบ...
ให้เห็นเป็นบุญตาบ้างไหมนะ....

แต่ไม่เคยสมประสงค์

สงสัยจะตั้งใจมากไปหน่อย
ยิ่งหากแบบในรูปข้างบนนี้ออกมา
ให้เห็นตัวสักครั้ง...คงเขียนอะไร
ได้ไหลลื่นกว่านี้มากนัก่

ทำไงดีล่ะ...คนแสนไกล



โดย: สดายุ (สดายุ... ) วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:11:14:21 น.  

 
...ชอบให้เรียกแบบนี้....คนไกลแสนไกล...ดีจัง

.......ป้อมอะไรไม่รู้เหมือนกัน.....

..แต่เป็นป้อมที่ติดกับริมแม่น้ำใหญ่
...คงจะเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา.... เป็นเหมือนปากน้ำ
...ลักษณะเหมือนทางสามแพร่ง...ของแม่น้ำ...

...ไม่ใช่ค่ายที่ติดกับถนนหรือทางบกทั่วไป....
...ที่นั่นส่วนใหญ่บูรณะใหม่ทั้งหมด...ไม่เหลือของเดิมจริงเท่าไหร่..

....รูปแบบของวังอยุธยาให้ดูพระบรมมหาราชวัง...ที่กรุงเทพ...(แต่อยุธยาสวยกว่าหลายเท่านัก)...

....ลองนั่งสมาธิดูดีกว่ามั่งคะ....อาจจะได้เห็น..ส่งจิตไปแรงแรงหน่อย... หรืออาจจะได้เจอในความในช่วงตอนรุ่งสาง บอกกล่าวท่านบรรพชนทั้งหลายหน่อย..อาจจะเจอก็ได้...ถ้าเป็นเครื่องรับที่ดี

...แต่ขอบอกก่อนว่า...คนโบราณดุมากนะคะ....ดุจริงจริงทั้งผู้หญิงผู้ชาย...
.......น่ากลัว....น่ากลัวมาก...ถ้าทำอะไรผิด.....

....เรื่องราวในหนังสือที่มีการจด เล่าขานกันมา. ผู้น้อยไม่มีความรู้แต่อย่างใด.....

...สงสัย..จะไม่เคยเกิดมาเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต...เลยซักชาติเดียวกระมัง...แย่จัง....


...เหตุใดท่านบูรพกาล..ไม่ร่วมสนทนา.......
....มีคำถามถึงท่าน...มากมาย ..
....ไม่เป็นไร....ถึงอย่างไรก็ยังคงรอคอยคำตอบจากท่าน....แล้วกัน




โดย: คนไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:11:50:52 น.  

 
ทราบมาว่า
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ครั้ง
ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์...ให้ไปรื้อเอา
อิฐมาจากกำแพงเมืองเก่ามามากมาย
มาใช้ใหม่

ช่วงนั้นก็คงสัก ๑๕..๑๖ ปีหลังเสียกรุง
คงราวๆ...๒๓๒๕
เพราะพระเจ้าตากสินอยู่ในบัลลังก์ประมาณ
๑๕ ปี เท่านั้น

คนโบราณ
ไม่ทราบจะมีสวยงาม..อย่างเดี๋ยวนี้หรือไม่
รูปถ่ายที่เก่าสุดก็แค่ รัชกาลที่ ๔
ยังไม่เคยเห็นรูปถ่ายในรัชกาลที่ ๓ เลย
แม้แต่ครั้งเดียว...

รูปเขียนในหนังสือประวัติศาสตร์
ที่ชาวตะวันตกเขียนไว้ก็ไม่ค่อยได้
เห็นหน้าตาผู้หญิงสักเท่าไร

ต้องฝึกนั่งสมาธิเหรอ...อืมม์..น่าสนใจ
เคยคิดเล่นๆว่า
ใครสักคนที่มีสมาธิดีเมื่อเห็นอะไรแล้ว
จะยังมีสัญญาภาพเหลืออยู่ในแก้วตาหรือไม่

หากว่ามีอยู่

เมื่อลองให้เพ่งฟิล์มถ่ายรูปในห้องมืด
จะปรากฏภาพบนฟิล์มหรือไม่...?
และหากเอาฟิล์มมาล้าง
จะสามารถเห็นภาพนั้นหรือไม่..?

น่าสนใจไปเสียหมด...


โดย: สดายุ (สดายุ... ) วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:13:37:12 น.  

 
..ใช่สินะ...มันคงเกี่ยวกับอะไร....เพ่งเพ่ง..แน่แน่

.คงต้องกราบขอโทษ...
...ต่อไปคงขออ่านอย่างเดียว
....ซักระยะ.......

...เวลาคุยที่นี่นึกถึงเรื่องเก่าเก่าชอบปวดหัว....คงเพราะคิด...ตามที่ท่านถามนั่นเอง.....
....จริงจริงด้วยสิ... แม่ครูสั่งห้าม.......ไม่ให้คุยกับใคร..
...การชวนคุยต่อเนื่องกัน เหมือนกับต้องเล่านิทาน อาหรับ....พันหนึ่งราตรีเลย....

....ปวดหัวมากกก.... ปวดไมเกรน...กว่าจะหายนานมากมาก
....ปวดจริง ปวด...จัง



โดย: คนไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:14:09:38 น.  

 
อ้าว..
ทำไมเป็นไมเกรนเหรอ ?
ต้องขอโทษ..หากว่ามีส่วนทำให้
ต้องทุกข์ทรมานเพราะอาการปวดหัว

เคยทราบมาว่า
โรคปวดหัวนี้เป็นข้างเดียว
อย่าพยายามคิดอะไรเครียดๆ
ทำใจให้สบาย
นึกเสียว่าพูดคุยกันฉันเพื่อน

เรื่องอะไรที่รับรู้มา
ถือว่าเป็นลักษณะพิเศษที่ได้ติดตัวมา
ไม่ได้มีกันทุกคน
และอยู่กับสิ่งนี้ด้วยความเข้าใจ
อย่าสับสน และ อย่ากระวนกระวาย
บางอย่างที่ผ่านมา
ก็คงต้องให้ผ่านไป

จะพูดหรือไม่พูดก็แล้วแต่
อย่าเอามาเป็นเครื่องบีบคั้นตัวเอง
หากอยากพูดอยากเล่า
ก็พูดไปเล่าไป
ให้เหมือนเรื่องทั่วไปอื่นๆ

การเพ่งความคิด
อาจทำให้เครียด
แล้วไมเกรนกำเริบ
คุยเรื่องอื่นก็ได้
ดีมั๊ย


โดย: สดายุ... วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:14:57:18 น.  

 
...มาลานะคะ ทุกท่าน...
...ใช้เวลาพอสมควรสำหรับที่นี่แล้ว

...เพียงแค่เวลามาชนกันโดยบังเอิญเท่านั้น..
..ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเวลาเป็นของตนเองทั้งสิ้น

...ดอกไม้มีตูม ก็มีบาน มีร่วงโรย.... และเราไม่สามารถเหนี่ยวรั้งหรือฝืนธรรมชาติได้...
เปลี่ยนแปลงไป และก็เปลี่ยนแปลงไป...

.........สิ่งใดที่ล่วงเกินทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งอดีตชาติ ก็ดี ในปัจจุบันก็ดี ....ขอขมากรรมและขออโหสิกรรมให้ด้วย......

........เราไม่เคยผูกพยาบาทสิ่งใดหรือ....กับใคร.....
...เรายังคงรู้สถานะแห่งตนเป็นอย่างดี
และมีความสุขมากแล้วกับสถานะที่ดำรงอยู่..

..ต่อเพลงนางครวญจบแล้ว ได้รับอนุญาตแต่เพียงเท่านี้

....ความเป็นเพื่อนที่มีสายใยอันบางเบา.......คงจบแล้วในชาตินี้

....ต่อไปอาจนั่งสมาธิได้...หรือเห็นนิมิตรต่างๆในความฝัน....เราคงให้พรท่านอยู่ไกลไกล....

.....เราเพียงมาเตือนเรื่องปฏิบัติ... เท่านั้น.....อาจารย์ของท่านไปไกลจนลับตาแล้ว ..แต่ท่านล่ะ..

....ท่านหนีไม่พ้น.....ต่อให้กี่ภพชาติก็หนีไม่พ้น เขตอาวาสไปได้...... เพราะท่านอธิษฐานไว้..ด้วยแรงอันนี้เอง....ทำให้เราได้มาเจอกัน...




โดย: คนไกลแสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 9 สิงหาคม 2549 เวลา:13:31:46 น.  

 
จะบอกว่า...ใจหาย
ที่จะต้องมีการจากลา

การที่มี...มือที่มองไม่เห็น...ช่วยจัดการ
เรื่องราว ให้

คนพบกัน...
คนคบค้าสมาคมกัน...
คนจากกัน...

แม้นมิอาจบังคับให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ
เสียทั้งหมด...แต่ก็ได้สร้างความอบอุ่น
ขึ้นในจิตใจได้ระดับที่ต้องจดจำ..ทีเดียว

สถานภาพของคนอาจมีภูมิหลัง
ที่แตกต่างกัน...โดยการกระทำ
ที่ผ่านมาในอดีต

สถานภาพในอดีตยุคสมัยหนึ่ง
ย่อมมิอาจนับว่าเที่ยงแท้ได้เลย

สมมุติ...ในยุคสมัยหนึ่งๆ
จะมายึดถือให้เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ในยุคต่อๆมาคงไม่ได้
เพราะอย่างน้อยสังขารขันธ์อันเป็นที่ตั้ง
แห่งสมมุตินั้น..ยังมิอาจดำรงได้โดยตลอด

ตัวสมมุติแห่งจิตย่อมแปรปรวน
เปลี่ยนแปลง
สถานภาพอันเนื่องอยู่กับสมมุติไฉนเลย
จะไม่เปลี่ยนแปลงไปได้เล่า

ที่จริงยังไม่อยากให้จากลา...ในลักษณะนี้

ยังมีเรื่องราวที่อยากรู้อยากถามอีกไม่น้อยเลย

หากไม่สะดวกที่จะพูดให้รู้ในที่นี้
ก็พูดให้รู้ในที่อื่นได้

ความเป็นเพื่อนเองก็..
ยังไม่น่าจะจบลงเพียงแค่นี้นะ
เพราะความเป็นเพื่อนนั้นควรจะจบ
เมื่อจริตทั้งสองฝ่าย..ปลิดปลดความต้องการ
ที่จะเป็นเพื่อน...นั้นลงพร้อมกัน

มิใช่โดยฝ่ายเดียวเช่นนี้กระมัง
การขออโหสิกรรม...หรือการให้อโหสิกรรม
เป็นเป็นไปโดยทางเดียวได้หรือ

การได้รับหรือไม่ได้รับอนุญาต..ให้อยู่ต่อ
ให้มีปฏิสัมพันธ์กันต่อ
ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ ของผู้มีกรรมร่วมกันดอกรึ
ที่จะลงความเห็นพ้องต้องกัน

ใครเล่าควรมีสิทธิ์อนุญาต..ในการณ์นี้

แรงอธิษฐานนั้น...เมื่อมีส่วนทำ
ให้คนสองคนเจอกัน
แล้วไม่น่าจากกันเร็วเกินไป
โดยที่ยังไม่บอกกล่าวอะไรกันให้มากกว่านี้

aasdang@yahoo.com

ด้วยที่อยู่ข้างบนนี้
สามารถพูดในสิ่งที่..ใครๆ..
ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ควรรู้ได้

อยากจะย้ำว่า...ยังไม่น่าจะจากลา...
กันในลักษณะนี้



โดย: สดายุ... วันที่: 9 สิงหาคม 2549 เวลา:19:40:55 น.  

 

-- พานพบแล้วลาจาก ช่างเศร้าใจนัก---






.
.


โดย: บูรพกาล... (กลกาล ) วันที่: 10 สิงหาคม 2549 เวลา:10:23:38 น.  

 
สวัสดีค่ะ พี่สดายุ, คุณไกลแสนไกล, คุณบูรพกาล

......คุณแสนไกลคะ
สำหรับตัวนางเอง ยอมรับ และ เข้าใจ
กับภาวะการเปลี่ยนแปลงเสมอ

แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า
ทำไมช่วงเวลาแห่งมิตรภาพ ณ ที่นี่ เวลานี้
สั้นเพียงเท่านี้

เป็นไปได้ไหมคะ...ที่เราจะอยู่กับปัจจุบันได้
อย่างกลมกลืนไปกับอดีตที่รับรู้มา

เพราะ เราคงไม่สามารถกลับไป
เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตได้
แต่ปัจจุบัน เราเลือกกำหนดเองได้
แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

ความเป็นเพื่อน สามารถสิ้นสุดลงได้
ด้วยเพราะอดีตที่รับรู้มา เท่านั้นหรือคะ

นางอาจจะถามอะไรที่ไม่เข้าท่านัก
แต่ก็ด้วยความจริงใจ
ต่อมิตรภาพหนึ่งที่กำลังจะจากไป

อยากให้คุณแสนไกล ได้รู้ว่า
สำหรับตัวนางเอง
ยังอยากฟัง อยากคุยกับคุณอยู่เสมอ

และ คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก
หากจะเห็นคุณแสนไกลที่นี่ อีกครั้ง



..... พี่สดายุ
นางยังเดินติดตามรอยเรื่องราว
ของแม่หญิงมณีจันทร์
กับขุนหมื่นเสนาเดชาวุธ
อยู่เรื่อยๆ นะคะ


โดย: นางค่ะ IP: 58.136.232.26 วันที่: 10 สิงหาคม 2549 เวลา:12:37:51 น.  

 
บูรพกาล

รูปสวยงามเกือบทุกรูปเลยนะ
เก่งจัง
หารูปหญิงโบราณที่มิใช่นางรำนะ
อยากได้อีกสักรูป
มาเขียนทวิภาค




น้องนาง
ปฐมภาคน่ะจบแล้ว
กำลังจะต่อทวิภาค
อาจไม่ยาวมากเหมือน
ตอนแรก
ยังคิดๆอยู่ว่าจะลงฉันทลักษณ์
อะไรดี

ที่จริงกาพย์และกลอนนี่เขียน
ได้เร็วที่สุดแล้ว
หากเป็นโคลงจะช้าและดัดแปลง
ลำบาก
ฉันท์เองก็เขียนหวานๆลำบาก
อาจปนกันไป

มีเพลงจากขิมอีกไหมคะ


โดย: สดายุ... วันที่: 10 สิงหาคม 2549 เวลา:17:57:59 น.  

 
พีสดายุ

เรื่องเพลงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
เดี๋ยวหามาให้พี่เลือกฟังดูนะคะ

แต่เรื่องรูปนี่ คงหายากพอสมควร
ยังไงจะพยายามลองหาดูให้...นะเจ้าคะ


โดย: นางค่ะ IP: 221.128.104.229 วันที่: 11 สิงหาคม 2549 เวลา:5:55:44 น.  

 
น้องนาง
พี่ก็นึกๆอยู่ว่ารูปชายไทยโบราณ
จะมีใครวาดขึ้นมาบ้าง

ประเภทไม่ใส่เสื้อหมอบกราบ
อยู่ในท้องพระโรง
ต่อหน้าพระที่นั่ง


๑. แสงจันทร์สู่โลกพร้อม....อำไพ
เสนาะแต่สดับเรไร............ร่ำร้อง
สงบสงัดพฤกษ์ไกว...........กวัดกิ่ง
ประณีตคะนึงพร้อง............ผ่านพู้นจักรพาฬ ฯ



โดย: สดายุ... วันที่: 11 สิงหาคม 2549 เวลา:10:48:39 น.  

 
รูปสวย
ขอบคุณมากนะเจ้าคะ


โดย: สดายุ... วันที่: 12 สิงหาคม 2549 เวลา:5:56:48 น.  

 
สวัสดีเจ้าค่ะ
....รูปที่มิใช่นางรำจะนำมาสะแกน ให้ชมนะเจ้าค่ะ
ตอนนี้ชมรูปนกยูงรำแพนก่อนนะเจ้าค่ะ งามดีนะเจ้าค่ะ



โดย: บูรพกาล IP: 125.25.158.51 วันที่: 13 สิงหาคม 2549 เวลา:22:28:47 น.  

 


โดย: บูรพกาล IP: 125.25.158.51 วันที่: 13 สิงหาคม 2549 เวลา:22:30:05 น.  

 
ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ
มีรูปภาพสวยงามมาฝากตลอด
ไม่รู้จะบอกอะไรได้มากกว่า
ซาบซึ้งนะขอรับ


โดย: สดายุ IP: 124.120.197.152 วันที่: 15 สิงหาคม 2549 เวลา:7:50:34 น.  

 
...ยอมรับว่าอ่านแล้วตกใจมาก........

..และหลายวันเหมือนกันที่ไม่ใช้เครื่องคอมฯ..
...เลยไม่ทราบว่า...ตัวเองทำอะไรตึงเกินไป
...ไม่ยึดทางสายกลาง......

...แต่ก็ได้ขอโทษไปแล้วล่วงหน้า....

...สิ่งสำคัญคือ.."ควรจะผูกจิตไว้กับตัวเองดีที่สุด
...การไปผูกจิตไว้กับผู้อื่น....รังแต่จะมีความทุกข์"

....ถูกสอนมาว่า....ห้ามไปมองอะไร สิ่งใด หรือใคร..
..ควรมองดูตัวเอง..ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน.......

ไม่ควรเลยที่เอาจิตมาผูกไว้....ไม่ดีเลย.....
....แต่เอาเถอะ....จะส่งพิราบไปตาม..ที่กล่าวมา...

...แต่ต้องทำใจไว้ด้วยว่า ...ไม่สามารถคุยอะไรได้มากนัก...เพราะได้อธิษฐานไว้ว่า ถ้าจะต้องเกี่ยวข้องกับอะไรหรือใครก็ตาม ..ขอให้อยู่ในสายบุญเดียวกันเท่านั้น.และขอให้บุญกุศลนำพาชีวิต.....
.......ดังนั้นถ้าจะเกี่ยวข้องกับคนหรือใครก็ตามควรเป็นบุคคลที่ถือศีล สวดมนต์ ปฏิบัติ....จึงจะเกี่ยวข้องกัน


โดย: แสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 16 สิงหาคม 2549 เวลา:13:36:43 น.  

 
...ปล. ขอขอบพระคุณ สำหรับเพลงขิม..
ที่อุตส่าห์นำมาลงไว้ให้...

..ขอขอบคุณมากมาย..สำหรับกัลยาณมิตร ทั้งหลาย....

..งานยุ่งมากคะ......ไม่มีเวลาคุยกับใครเลย

..ชอบอยู่เงียบเงียบ...ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของใคร
...หวังว่าคงเข้าใจแล้วยอมรับให้ด้วยนะคะ...

...ภาพผู้หญิงไทยที่คลี่ดอกบัว.. ค่อนข้างจะตรงกับชีวิตสมัยก่อน ผู้หญิงไม่เคยได้นั่งเฉยเฉย ให้ใครมาวาดรูปตัวเองเท่าใด
..ต้องนั่งทำงานกันตลอด....การจะทำอะไรกับดอกบัว..เราจะเอาชามอ่างใส่น้ำ ตัดก้านบัวในน้ำ และพับกลีบต่างต่างอยู่ในน้ำ ....จะทำให้ดอกบัวไม่ดำและอยู่ได้นาน

......บัวเกิดจากน้ำ....

...และผู้หญิงไทยแท้ จะไม่ผิวขาว.และไม่ผอมบาง.จะมีผิวสองสี...และแขนขาใหญ่ แบบคนแข็งแรง ..แต่ไม่อ้วน...

...ถ้าผู้หญิงไทยสมัยก่อนที่มีเชื้อมอญ. เชื้อจีน ฯลฯ ผิวจะขาวกว่า....

(ขออนุญาต...ที่ไม่เข้ามาคุยในนี้อีก..
.ที่กลับมาตรงนี้อีก..เป็นครั้งสุดท้าย ก็เพราะคุณนางขอไว้งัยคะ)


โดย: แสนไกล IP: 202.28.66.23 วันที่: 16 สิงหาคม 2549 เวลา:13:50:17 น.  

 
รับทราบทุกประการ ขอรับ
ขออำนวยพรให้มีความก้าวหน้า
ในวัตรปฏิบัติยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ในห้วงกัปกัลป์นี้....

ขอความสว่างในธรรม
ได้ส่องล่วงถึงดวงใจ
ตราบล่วงสู่ภาวะที่จักไม่เปลี่ยนแปร
อีกตลอดกาล

๐ ไกลห่างด้านก่อนพู้น......ฤๅพาน
ไกลห่างด้านหน้าอฐาน......จักรู้
มีแต่ปัจจุบันทวาร.............เวียนเสพ กามแฮ
กับหนึ่งวิญญาณผู้............พ่าย-พ้นโลกวิสัย



โดย: สดายุ (สดายุ... ) วันที่: 18 สิงหาคม 2549 เวลา:15:32:51 น.  

 
คุณแสนไกล

ยินดีมากนะคะ
ที่ได้พบกันอีกครั้ง แม้จะเป็นครั้งสุดท้าย

ทุกคน...ต่างก็มีวิถีของตน
ตรงนี้ นางเข้าใจ และ ยอมรับ เสมอค่ะ

ขอบุญรักษา และ มีความสุข
ในปัจจุบัน และ ตลอดไป นะคะ


โดย: นางค่ะ IP: 61.47.100.30 วันที่: 19 สิงหาคม 2549 เวลา:6:58:25 น.  

 
เอ.... ถ้าผมอยากจะได้ไฟล์เพลงนี่ จะต้องทำอย่างไรหรอครับ พอดีอยากได้เอาไปทำ Presentation อ่ะครับ เพลงเพราะมากเลย รบกวนด้วยนะครับ หรือ ใครมีไฟล์ช่วยส่งมาที่ roong_ac@hotmail.com ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ


โดย: JEW IP: 125.24.87.193 วันที่: 27 พฤษภาคม 2550 เวลา:11:43:05 น.  

 
ซึ้งดีเหลือเกิน ผมชอบมาก เจริญพร


โดย: ผู้เดียวดาย IP: 124.120.62.34 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:21:01:12 น.  

 
รักนะ คิคิ


โดย: พีรัวส IP: 125.24.168.220 วันที่: 21 มิถุนายน 2551 เวลา:23:08:22 น.  

 
อยากให้อาจารย์วาดภาพ องค์จามเทวี ได้ไหมคะ หรือมีรูปไหมคะ ส่งมาได้ไหมคะ pocky_or@hotmail.com


โดย: มินตรา IP: 118.173.89.14 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:0:25:08 น.  

 
แสงใดเล่านำพามาซึ่งพบ เหมือนวิหคตัวน้อยลอยนที แม่นวารีไหลหลั่งดั่งห่าฝน แสนสับสนในจิตพิศมัย ยิ่ิงค้นหายิ่งเจอสิ่งลี้นัย ให้.................... ไม่คิดเลยว่าจะได้มาอ่าน และเจอตรงนี้ พอดีฝันเห็น หญิงไทยโบราณสวยมากก็เลย มาค้นหารูป มันอาจจะเป็น อะไรสักอย่าง .....หวังว่าคงได้เจอกัน


โดย: เพชรประพาย IP: 124.120.61.168 วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:19:01:25 น.  

 
เพลงประกอบเพราะมากค่ะ คอมเม้น มีสาระเหมือนได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
และบทกลอนเพราะมากๆ
ขอบคุณนะคะที่มีโอกาสได้เข้ามาอ่านและสามารถตอบความในใจได้
นับแต่เข้าห้องสมุดเมื่อายุเก้าขวบ แล้วพบภาพอิเหนากับบุษบาในถ้ำทอง ปกหลังของหนังสือสตรีสาร ทำให้รักการอ่าน การวาดภาพ
ติดตามท่านมาห่างๆและน้อมนำภาพวาดของท่านอาจารย์ไปเผยแพร่เพื่อเป็นที่เชิดชูเกียรติ มิได้มีส่วนทำลายนะคะ

ด้วยความเคารพรัก อ.จักรพันธ์มานานสามสิบห้าปี ปีนี้แล้วค่ะ


โดย: ศรีรุ่ง IP: 125.27.92.76 วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:21:52:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 95 คน [?]










O ทาสที่ปล่อยไม่ไป .. O





O จะแช่แข็งประเทศไทย .. !
น้ำลายไหล .. แผดเสียง-บอกเดียงสา ?
อีกครั้งของชีวะ .. ใต้กะลา
ส่งเสียงกลางวรรษา .. เย้ยฟ้าดิน !
O จะแช่แข็ง .. ประเทศชาติ ?
คล้าย-เสียงทาส .. รันทดไม่หมดสิ้น
ถูกปลดปล่อย .. ไปแล้ว-ยังแว่วยิน-
น้ำตารินร่ำไห้ – อาลัยนาย !

O พร้อม .. แสงฟ้าวาบไหว .. น้ำไหลหล่น
คือ-กบน้อยอลวน เฝ้าขวนขวาย-
แซ่เสียงอย่างสับสน .. รับฝนปลาย
ขณะซุ่มซ่อนกาย .. อยู่ใต้กะลา !
O แม้นเส้นแสงวาบไหวอยู่ในสรวง
จะยังช่วงโชนแต้ม-ความแจ่มจ้า
หากกบน้อยริมธาร .. ฤๅ-ผ่านตา-
เมื่อเบื้องหน้า .. กะลาครอบอยู่รอบตัว ?
O ขณะรอบริมธาร .. มีลานหญ้า-
พร้อมพืชพรรณผืนป่า .. รับ-ฟ้ารั่ว
น้ำจากฟ้าร่วงหล่น .. ภาพหม่นมัว-
แผ่บังพราง .. เกลือกกลั้ว .. อยู่ทั่วแดน
O ท่ามกลางโลกเบื้องนอก .. ปวงดอกไม้-
หยุดกลิ่นไอรื่นฉม .. รอลมแล่น
ความฉ่ำชื้นโดยรอบก็ตอบแทน-
เสียงแห่แหน .. แซดล้อมอยู่พร้อมกัน
O หากใต้กะโหลกกะลาครอบ,
ร่างที่หมอบลงราบ .. กำซาบฝัน
สรรพ-เสียง .. แสงโชนช่วงแห่งดวงวัน
ทั้งพืชพรรณมวลไม้ .. ฤๅได้พบ ?
O มืดจริงหนอโลกครอบอยู่รอบตน
มืดเสียจนกักล้อมให้ยอมสยบ
ครั้น-ขยับ .. ก็ปะทะ .. ก็กระทบ-
นึกว่ารู้ครันครบ .. ทั้งภพพื้น !
O ฝนยังคงปร่าโปรยอยู่โดยรอบ
เพรียกกบในกะลาครอบ .. ให้ตอบตื่น
สายฟ้าเลื้อยเส้นโถมเสียงโครมครืน-
ก็เร้าความครึกครื่นให้ตื่นตัว
O หาก-ในกะลาครอบที่หมอบอยู่
ฤๅอาจรู้ .. เห็นระลอกการหยอกยั่ว-
ของลม .. ฝน .. ไม้พรรณ .. การสั่นรัว-
การเกลือกกลั้วกลิ่นไอ .. ร่มใบบัง
O อีกทั้งในกะลาครอบ, การนอบน้อม-
เป็น .. อยู่ .. พร้อม - ภพชาติ .. ผู้วาดหวัง
คอยขับเสียงกล่อมยาม .. ให้ตามฟัง-
วาทกรรมคลุ้มคลั่ง .. ริมฝั่งน้ำ
O อีกทั้งในกะลาครอบ .. การหมอบกราบ-
แต่ล้วนคราบไคลโศกสุมโลกต่ำ
ด้วยสังขารปรุงแต่งสำแดง .. ทำ-
ให้โลกปวงขบขำ .. เหยียบย่ำ .. เยาะ !
O ในสังคมงมงายหลากหลายชีพ-
เดินตัวลีบ .. ปากพูด .. ไว้ดูด .. เกาะ-
เกี่ยว-กับอำนาจใหญ่ .. อย่างไพเราะ
หวังบ่ม .. เพาะสัมพันธ์ .. ผูกกันไป
O พล่ามพูดด้วยความคิดที่ติดคอก
แววกลับกลอกในตาก็พร่าไหว
พูดอย่างและคิดอย่างอวดอ้างไป
เพียงเพื่อให้เชื่องเชื่อ .. คอยเชื่อตาม
O ซึ่งย่อมเป็น .. วาทกรรมอันธรรมดา
เมื่อบอดบ้าจำเริญจนเกินล่าม
ย่อมแหงนเงย แลบลิ้นล้อมถิ่นคาม
ให้ฟังพล่ามสาไถยอยู่ในวัน
O ซึ่งย่อมเป็นวาทกรรมแห่งจำอวด
กับความปวดร้าว .. เจ็บ .. เกินเก็บ .. กลั้น
เพื่อ-จัดการบ้านเมือง .. อย่าง-เบื้องบรรพ์
ป้อง-ชนชั้น .. ผู้ดี .. อยู่ - จีรัง !

O เส้นไฟยังวาบวนอยู่บนสรวง
คำพล่าม .. ปวง-พจน์ภาพ .. ก็ปลาบปลั่ง
แข่งเสียงฟ้าคำรน - เสียงคนดัง-
แผด, คลุ้มคลั่ง .. เสียงตอบ .. จาก-ครอบกะลา !
O จะแช่แข็งประเทศไทย ..
ฝนตกขี้หมูไหล .. จำได้ว่า-
คนจัญไรพบกัน .. แต่นั้นมา-
ก็เปิดครอบกะโหลกกะลา .. ร่วมฮาเฮ !













free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.