Group Blog
 
<<
มีนาคม 2558
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 มีนาคม 2558
 
All Blogs
 

อริยสัจจากพระโอษฐ์ .. การดับทุกข์สิ้นเชิงไม่เนื่องด้วยอิทธิวิธี

แม้กระทั่งวิโมกข์ที่ไม่เกี่ยวกับการสิ้นอาสวะ

(นักบวชเดียรถีย์อื่น ชื่อ สุสิมะ หาอุบายเข้ามาบวชในพุทธศาสนา เพื่อจะบรรลุคุณวิเศษสำหรับนำเอาไปทำให้คณะของตัวเจริญรุ่งเรืองด้วยลาภยศสักการะ เหมือนสังฆบริษัทของพระพุทธองค์; ครั้นบวชแล้ว ได้เข้าไปหาพวกภิกษุปัญญาวิมุตต์ โดยคิดว่าภิกษุพวกนี้มีอภิญญาหก

เมื่อได้ทราบว่าภิกษุพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอภิญญาหก และได้รับบอกเล่าว่าความเป็นอริยะบุคคลไม่เนื่องด้วยอภิญญาหก ก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ซักไซ้ถึงเรื่องอภิญญาหกว่าเกี่ยวข้องกันอย่างจำเป็นกับความสิ้นอาสวะตามความเชื่อของเขาหรือไม่,

พระพุทธองค์ได้ทรงใช้วิธีทำให้เขาเกิดธัมมฐิติญาณและนิพพานญาณ โดยทรงนำเอาเรื่องเบญจขันธ์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไม่ควรเห็นว่าเป็นของเรา เป็นเรา เป็นอัตตาของเรา จนเป็นธัมมฐิติญาณขึ้นมาก่อน จนกระทั่งจิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้น และรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว อันเป็นนิพพานญาณ ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หรืออาจจะหาอ่านดูได้จากที่ทั่วไป

จนกระทั่งนักบวชชื่อสุสิมะนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในเรื่องความดับทุกข์หรือความสิ้นอาสวะนั้น ว่าเป็นไปได้ตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง จนกระทั่งนักบวชชื่อสุสิมะเห็นชัดในความจริงข้อนี้แล้ว จึงตรัสแก่เขาต่อไปว่า :-)


สุสิมะ!
เธอเห็นไหมว่า ชรามรณะ มี เพราะชาติเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"

สุสิมะ
เธอเห็นไหมว่า ชาติ มี เพราะภพเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้นพระเจ้าข้า!"

สุสิมะ!
เธอเห็นไหมว่า ภพ มี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"

สุสิมะ!
เธอเห็นไหมว่า อุปาทาน มี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"

สุสิมะ
เธอเห็นไหมว่า ตัณหา มี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"

สุสิมะ!
เธอเห็นไหมว่า เวทนา มี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เธอเห็นไหมว่า ผัสสะ มี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้นพระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เธอเห็นไหมว่า สฬายตนะ มี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เธอเห็นไหมว่า นามรูป มี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เธอเห็นไหมว่า วิญญาณ มี เพราะสังขารเป็นปัจจัย ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เธอเห็นไหมว่า สังขาร ทั้งหลายมี เพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัย?

"อย่างนั้นพระเจ้าข้า !"

(ต่อไปได้ตรัสชักนำ ให้เห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร โดยรูปแบบแห่งถ้อยคำอย่างเดียวกับข้อความข้างบนนี้ ครบทั้ง ๑๑ อาการ แล้วได้ตรัสว่า :-)


สุสิมะ !
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มี อิทธิวิธีมีอย่างต่าง ๆ อยู่อีกหรือ คือ ..
..คนเดียวแปลงรูปเป็นหลายคน,
..หลายคนเป็นคนเดียว, ....ฯลฯ....๑
..และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้ ดังนี้.

"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มี ทิพพโสต อยู่อีกหรือคือมีโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ....ฯลฯ....๑ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ดังนี้.

"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มี เจโตปริยญาณ อยู่อีกหรือ คือกำหนดรู้ใจแห่งสัตว์อื่น ....ฯลฯ....๑ จิตไม่หลุดพ้นว่าไม่หลุดพ้น ดังนี้.

"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"

สุลิมะ !
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อยู่อีกหรือ คือระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนมีอย่างต่าง ๆ ....ฯลฯ....๑ พร้อมทั้งอาการและอุทเทส ด้วยอาการอย่างนี้ดังนี้.

"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"

สุลิมะ !
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มีทิพพจักขุญาณ อยู่อีกหรือ คือ มีจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงจักษุของสามัญมนุษย์ ....ฯลฯ....๑ รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ดังนี้.

"ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า!"

สุลิมะ!
เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำให้มี อารุปปวิโมกข์อยู่อีกหรือ คือ วิโมกข์เหล่าใด อันสงบรำงับ เป็นอรูปเพราะก้าวล่วงรูปเสียได้ เธอถูกต้องวิโมกข์เหล่านั้นด้วยนามกายแล้วแลอยู่ ดังนี้

"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !"

สุสิมะ !
คราวนี้, คำ พูดอย่างโน้นของเธอกับการที่ ( เธอกล่าวบัดนี้ว่า ) ไม่ต้องมีการบรรลุถึงอภิญญาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ก็ได้, ในกรณีนี้นี้เราจะว่าอย่างไรกัน.
.
.
.
นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๓-๑๕๕/๒๙๔-๓๐๒.


๑. ลักษณะแห่งอภิญญาแต่ละอย่าง ๆ โดยละเอียดออกจะยืดยาว ในที่นี้นำมาใส่ไว้แต่โดยย่อพอเป็นเครื่องสังเกต ผู้ปรารถนาจะทราบโดยละเอียด พึงดูได้ที่หัวข้อว่า "ธรรมธาตุต่าง ๆ ที่เป็นผล ของสมถวิปัสสนาอันดับสุดท้าย" ที่หน้า ๔๙๕ แห่งหนังสือนี้.




 

Create Date : 05 มีนาคม 2558
0 comments
Last Update : 5 มีนาคม 2558 20:54:51 น.
Counter : 80 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 110 คน [?]










O คอยเจ้า .. O





-1-
O ดังช่อมาลย์ช้อยกลีบขึ้นบีบกลิ่น
เพื่อหอมรินร่ำรู้ .. ว่าอยู่ไหน
ท่ามกลางช่อขาบเขียวแห่งเรียวใบ
นั้นซ่อนงามสดใส .. อยู่ในวัน
O หากมิใช่โกสุม .. เร้ารุมกลิ่น
เพียงส่วนจินตนาสร้างเป็นร่างฝัน
ในคาบยามชาติภพบรรสบกัน
หล่อเลี้ยงขวัญรอคอย .. สืบรอยกรรม
O แผ่วโผยเพลงพลิ้วระลอก .. เหมือนบอกเล่า-
เผยใจเยาว์ออกสู่ให้รู้สัม-
ผัสความอุ่นอาลัย .. ผ่านนัยคำ
เพื่อตอกย้ำพิสมัย .. เป็น-นัยเดียว
O หวานหอมเอย .. มธุรสแห่งพจน์เจ้า
ค่ำตราบเช้าเฝ้าแต่ชะแง้เหลียว
ใช่สุมาลย์กิ่งทอด .. ช้อยยอดเรียว
แต่เป็นเสี้ยวหน้านั้น .. ที่มั่นคอย
O จะขอเพียงใฝ่เฝ้า .. อยู่เท่านี้
ด้วยเหลือที่จะคิดคืบเข้าสืบสอย
รูปแพงเอย-อวลกลิ่น .. อย่าสิ้นรอย
เพื่อหอมลอยล่องลมเข้าบ่มทรวง
O ละครั้งคราว .. รื่นฉมกลางลมร่ำ
ก็ตอกย้ำงดงามเพรียกความหวง
และทุกครั้งจบงาม, ถ้อยความปวง-
ก็ลามล่วงยั่วเย้า .. ให้เฝ้ารอ
O จากเรือนห่างไกลพ้น .. มีขวนขวาย-
จากจิตชายแหนหวง .. บำบวงขอ-
พรเทวัญชั้นฟ้าให้มาออ-
แอบหวานซึ้งเคล้าคลอ .. โลมล้อใจ
O จักรู้กันบ้างไหมหนอใจนั่น
ว่าอีกความผูกพัน .. แสนหวั่นไหว-
อยู่ร่ำรอปรารถนาแรงอาลัย
ช่วงชี้ให้เจตจินต์ร่วมยินดี
O ปฏิพัทธ์แห่งชายเมื่อบ่ายโบก
ผ่านลมโลกแล่นระลอกยั่วหยอกศรี
จะเปรียบหวานละลานค่าด้วยมาลี
เหมือนหลู่ค่าราศีให้มีรอย
O ด้วยว่าหอมหวานมวลแห่งมาลี
จักต้องเกณฑ์ราคี .. บัดพลีถ้อย
เปรียบคันธารสหอม .. โน้มน้อมคอย
ฤๅเปรียบหอมละม่อมน้อย .. รูปรอยเดียว
O รอเถิด .. รูปแพงน้อย .. เจ้าคอยรับ-
การปรุงศัพท์เตรียบพากย์ .. อันกรากเชี่ยว-
ด้วยอาวรณ์รำบาย .. เพื่อคลายเกลียว-
รัดทุกเสี้ยวใจนั้น .. แล้วพันธนา
O รอเถิด .. รูปแพงเจ้า .. จงเฝ้ารอ
ความพร่ำพ้อผู้คอยละห้อยหา
เพื่อรายล้อมดวงขวัญ .. มอบฉันทา
ร่วมรูปรอยเสน่หา .. แนบอารมณ์
O รอเถิดรูปแพงเจ้า .. จง-เจ้ารู้
เมื่อรอบชู้หลอมหลั่งเข้าสั่งสม
ก็ด้วยความอาทรจากพร-พรหม-
ผูกเป็นปมเงื่อนตาย .. สุดคลายแล้ว !

-2-
O ในค่ำคืนมืดหม่น
ร้างอำพนแสงห่ม, สายลมแผ่ว-
ผ่านอ่อยเอื่อยเฉื่อยโชยค่อยโรยแนว
ภาพของแววตาอุทธัจก็รัดพัน
O แต่แรกรูปเผยงาม ฤๅ-ห้ามได้
จนทั้งช่วงดวงใจถึงไหวสั่น
แล้วค่อยเลื่อนรูปละม่อมเข้าล้อมกัน
จึงเหมือนสั่นโยกสิ้นจิตวิญญาณ
O สบชม้ายชำเลืองคนเบื้องหน้า
เหมือนในตาวาบเงาคอยเผาผลาญ
คล้ายรอยยิ้มแฝงรับอยู่นับนาน
คลี่รอยหวานบ่มไล้หัวใจคน
O ริ้วลมหนาวผ่าวผ่านอยู่นานแล้ว
โลมดอกแก้วหอมแรงทั่วแห่งหน
อีกหอมยิ่ง .. หอมซึ้งจนอึงอล
พาใจวนว่ายหอมไม่ยอมร้าง
O ลมเอย .. พลิ้วผ่านตรูให้รู้สึก
โอนรำลึกซึ้งสู่อย่ารู้ห่าง
กระซิบสื่อความนัยน้ำใจนาง
ร่วมสืบสร้างแต่ในน้ำใจเดียว
O ด้วยหนึ่งน้ำใจผู้คนรู้งาม
ที่ทุกยามร่ำร้องหมายข้องเกี่ยว
หวังอาวรณ์แฝงเร้นดั่งเช่นเกลียว-
ค่อยค่อยเหนี่ยวสองขวัญรัดพันไว้
O หมายเมื่อหอมกลิ่นแก้วสู่แก้วเจ้า
จักคอยเร้ารุมขวัญ .. เฝ้าฝันใฝ่
เพื่อลมผ่าววาดวี .. ผู้มีใจ-
จะโลมไล้สำทับ .. ให้รับรู้
O ว่า-อิริยารูปละม่อม .. คอยล้อมกัก
จะฝ่าหักขวางขวาก .. เห็นยากอยู่
เกิดแต่เมื่อรูปเห็น .. และเอ็นดู
สบเพียงครู่ .. หอมหวานก็ผ่านคอย
O ในท่ามกลางลมหนาว .. ใจผ่าวร้อน
แรงอาวรณ์รุมแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย
จากแววหวานคลุมเคลือบ ทุกเหลือบปรอย
เพรียกละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นวาย
O แอบอ้อมกอดลมหนาวมายาวนาน
จนสะท้านใจอยู่ไม่รู้หาย
ที่หวังให้คลุมครอบอยู่รอบกาย
คือรูปหมายให้ละเมียดละไมทรวง
O เมื่อถวิล .. มากครันสุดกั้นกีด
ทั้งประณีตเกินขับให้ลับล่วง
หวานย่อมไหลโลมหลั่ง .. ใจทั้งดวง
หอมก็หน่วงอกซ้ำอยู่ค่ำเช้า
O หมายดวงใจ .. ผ่องพักตร์เป็นหลักมุ่ง
บ่มบำรุงส่วนเสี้ยวเคยเปลี่ยวเปล่า
หวังบำราศโศกศัลย์แห่งวันเยาว์
จึงแนบเนาอ่อนหวานแห่งกาลนี้
O กาลที่ความงดงามลุกลามอก
จะคอยปกปิดไว้ก็ใช่ที่
จึงเผยเล่ห์เสน่หาผ่านวาที
เป็นไมตรีจบจูบ-ใจรูปคราญ
O หลังลมหนาวผ่านระลอก .. กรุ่นดอกแก้ว
ก็หอมรื่นทั่วแล้วทุกแนวผ่าน
พร้อมคาบยามเติมตวงของห้วงกาล
เติมหอมหวานเต็มช่วงทุกห้วงใจ !










free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.