Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 

O เพ็ญเดือน ๖ .. O








ชมพูทวีป พศ.(-๔๕)
O งดงาม ณ ยามธรรมะประนอม-
สัตะหลอมประโลมลง-
แนบดำริทำนุอุปสง-
คะประจงขจิตใจ

O แขเพ็ญ ฤ เร้น สิริพิลาส
ขณะภาสะอำไพ
ฟ้านิลและจินตนะไฉน-
อุปไมยจะเปรียบเหมือน

O บนฟ้า .. วลาหกะกระหยับ
รวิดับ, และขับเดือน-
ลอยดวง ณ สรวง, ภวะสะเทื้อน-
ดุจะเคลื่อน ณ ใจคน

O ลมเห่ และเจตนะขจ่าง-
ปะทุกลางประเล่ห์กล
เพิกเหตุและเภทะทุระพล
ปะทะรณและทำลาย

สุวรรณภูมิ พศ.๒๕๕๖
O ท่ามกลางพยางคะบริภาษ
วิปลาสะกำจาย
เลือนรางระหว่างรัถยะหมาย
ขณะบ่ายบ่รายเรียง

O เขาว่า..เพราะว่าผิวะสดับ
เสนาะศัพทะสำเนียง
ปานว่าจะพาทิพยะเสียง
ประลุเคียงประคองขวัญ

O ยินว่า..เพราะว่าคติวิจิตร
ผิวะคิดก็คมครัน
จึงว่าเพราะกว่าอรรถะสวรรค์
กละคันถะควรขวาย

O ยากแต่จะแปรศิระชะเง้อ
ผิวะเพ้อเพราะบรรยาย
เปรียบเข็ญจะเร้นอัตะสยาย
ธิระผายและเพียรเผย

O เกินกาลจะผ่านอริยะวาท
อธิชาติชมเชย
ล่วงถิ่นมุนินทระจะเผย
สัจะเกยมโนกรรม

O จึงภาษประหลาดระบุระบือ
มุหะถือผิว์คือธรรม
จึงพาละผ่านบทะกลัม-
พระซ้ำกระหน่ำเสริม

O อักโขมโนทัศนะอ้าง
นยะต่างสิแต่งเติม
ผ่านวาทะปราชญะเฉลิม
จิตะเหิมบ่เคยหาย

O ดั่งโลมและโหมวตะสะบัด
ชะธวัชะปลิวปลาย
อวดอยู่ก็ภูษิตะสยาย
สิละม้ายจะง่ายเห็น

O เฉดรงคะบ่งรัฐะประจักษ์
บริรักษะร่มเย็น
บอกผู้ศัตรูสุขุมะเพ็ญ
ผิวะเร้นจะรุกราน

O ลมฤทธิ์อวิชช์ผิวะกระชั้น
ฤจะทันจะทัดทาน
เห็นแต่จะแปรมุหะผสาน
อวตาระรูปหลง

O มิจฉาประดาขณะกระหวัด
ปริวัตระเวียนวง
ฤๅรู้จะสู่มรรคะประสงค์
ชินะทรงและสืบสอน

O อวดอยู่ก็ภูษิตะประหลาด
วิปลาสะอาภรณ์
แรงฤทธิ์อวิชช์ขณะสะท้อน
ฤ จะผ่อนสะพัดผืน

O หลงศรัทธ์ระบัดทิฐิพิลาป
รสะซาบก็ยากคืน
เว้นผู้เพราะรู้วิชช์จะขืน
ประลุตื่น ณ ในตน

O เศร้านั้นเพราะนันทิวิปลาส
คติทาสะจำนน
สิ้นหวัง ฤ ดั่งอุตริฉล
ทุพพละปล้นธรรม

O งดงามก็ยามทิฐิวิพุธ
บริสุทธิเนื่องนำ
นัยแท้จะแผ่ศักยะล้ำ
สัทะค้ำบ่คลายคลอน

O อัญชลิตพระพุทธน้อม - - - นำใจ
ต่างประทีปชวาลไข - - - ขจ่างเรื้อง
ปลิดป่นมืดหม่นใน - - - สำนึก สิ้นนา
ครวญใคร่หมายปลิดเปลื้อง - - - เท็จถ้อยเดียรถีย์ ฯ




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2556
3 comments
Last Update : 24 พฤษภาคม 2556 8:55:18 น.
Counter : 70 Pageviews.
Add to Share/Save/BookmarkShare/Save/BookmarkShare/Save/Bookmark

 

สวัสดีครับท่านสดายุ
เมื่อครั้งที่อ่านสัททุลวิกกีฬิตฉันท์
ซึ่งท่านประพันธ์โดยอาศัยเค้าโครงจาก
หนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

(ซึ่งท่านเริ่มต้นว่า...
O อานนท์ ! จำเพาะอฐานะกาละจะอุบัติ
สองพุทธะร่วมวัฏ
ฏะกัน)

ผมชื่นชอบมาก
ทั้งยังเกิดแรงบันดาลใจ อยากแต่งบ้าง
ผมเลยหาหนังสือดังกล่าวมาอ่าน
และลองแต่งดูครับ
(แต่สั้นกว่าของท่านมากครับ แหะๆ)

--- สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ ---
(พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์,
ภิกษุทั้งหลาย และพราหมณ์)

๏ อานนท์ ! หนึ่งขณะฐานะปรากฏพระสรร -
เพชญพ้องพิภพกัน
มิมี

๏ ยุคหนึ่งย่อมจะอุบัติพระสากิยมุนี
หนึ่งเดียวอดุลปรี -
ชญา

๏ พุทธันดรจิรกัลป์อนันตคณนา
จึงบรรลุเศรษฐา -
ธิวาร

๏ ครั้นตรัสสอนจตุสัจจ์, วรัจฉริยการณ์
โดยจัตุภาคดาล
อุดม

๏ (๑) ผู้เกลือกกลั้วรติกามก็น้อมมนประนม
เจิมเจตนารมณ์
สดับ

๏ (๒) ผู้มากอัสมิมานะทราบสุคตศัพท์
ซึ้งโสตปสาทซับ
ปสันน์

๏ (๓) ผู้เพ็ญภาวะอุธัจผิว์พบพระอภิธรรม์
ผ่อนจิตพิจลพลัน
พิจารณ์

๏ (๔) ผู้เมาโมหจริตอวิทยวิการ
อาบธรรมะเอาทาร
อุทัย

๏ ธรรมนี้เพื่อเพาะเขษมพิเศษศุภสมัย
แผ่เกื้อประโยชน์ไกล
สกล

๏ ดำรงพุทธสถานะเพื่ออนุเคราะห์ชน
เป็นผู้ประพฤติพ้น
มุหันธ์

๏ ตรัสธรรมคัมภิรอรรถพิบูลยพยัญชน์
เพริศไพเราะพ้นพรร -
ณนา

๏ เป็นแบบอันบริบูรณ์เพราะเลิศปฏิปทา
ฝึกสัตว์ประดุจสา -
รถี

๏ เป็นครูผู้อนุศิษฏ์ประสิทธิทฤษฎี
ดับมูลมุหัคคี
มลาย

๏ เป็นปราชญ์ผู้ระบุชัดวิวัฏฏะและอุบาย
ลบเหตุเกลศหายน์
ประหาร

๏ เธอพึงทำนุประโยชน์ประโมทย์กมลมาน
ยังโยคะสืบศานติ์
ตริตรง

--- วิเชียรดิลกฉันท์ ๒๕ ---
(พระพุทธเจ้าทรงสนทนากับโทณพราหมณ์
เริ่มด้วยพราหมณ์ทูลถาม)

๏ ท่านผู้อภิญญาณ
อภิยศยรรยง
เป็นเทพสถิตสุคติทรง
สุรฤทธิ์กระนั้นฤๅ ?

๏ พราหมณ์เอย ! นิวรณ์อา -
สวะเทวดาถือ
เราล้วนละแล้ว; ดนุจะคือ
สุรชาติไฉนหนา...

๏ ท่านผู้เจริญจิต
สุจริตสุจรรยา
คนธรรพชาญดุริย์วิชา
ภวะท่านกระนั้นฤๅ ?

๏ พราหมณ์เอย ! เพราะคนธรรพ์
พหุพันธะยังถือ
เราล้วนละแล้ว; ดนุจะคือ
ภวะนั้นไฉนหนา...

๏ ท่านผู้ประเสริฐสิท -
ธิมหิทธิเดชา
ดำเกิงเถลิงยศพญา
อสุราภิมุขฤๅ ?

๏ พราหมณ์เอย ! ธุลีไคล
อนุสัยอสูรถือ
เราล้วนละแล้ว; ดนุจะคือ
อธิแทตย์ไฉนหนา...

๏ ท่านผู้ประพฤติพรต
จรบถอรัณยา
ภูมิจิตสถิตนรสถา -
นประดุจดนูฤๅ ?

๏ พราหมณ์เอย ! เกลศอัน
ชนสรรพ์กระสันถือ
เราล้วนละแล้ว; ดนุจะคือ
นรชาติไฉนหนา...

๏ ท่านผู้ประหารเหตุ
ปฏิเสธเสมอมา
วอนท่านเฉลยศุภสภา -
ววิสัชนาเรา

--- สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ ---
(ทรงขนานนามพระองค์เองว่า "พุทธะ")

๏ พราหมณ์ ! เปรียบบงก์ บ ละเลงสโรชสิริเสลา
เลอสินธุล้วนเสา -
วภา

๏ ฉันนั้น, โลกิยธรรม บ ทาบมนตถา -
คตผู้ลุสัมมา
วิมุตติ

๏ เพิกภพชาติอนุชิตพิสิฐศุภพิสุทธิ์
พึงพร้องสมัญญ์ "พุท -
ธะ" เทอญ

 

โดย: ศารทูล IP: 61.19.199.150 24 พฤษภาคม 2556 13:04:41 น.  

 



คุณชายหมอศารทูล .. 55

ตอนนี้คำว่า"คุณชายหมอ"กำลังดัง .. อย่าลืมหาแว่นกรอบทองใส่ด้วยนา .. แล้วหมั่นเดินไปแถวคณะที่สาวสวยเยอะ บ่อยๆ .. เดี๋ยวได้เรื่องได้ราวเอง

ใกล้จบรึยัง .. เห็นว่าเรียน 6 ปี .. ตอนนี้เรียนปีไหนแล้ว ?

ต้องขอชมว่า .. ฝีมือเขียนฉันท์ก้าวหน้ากว่าเก่ามากทีเดียว .. แม้คำแขกนั้นยากจะเลี่ยงได้พ้นในการเขียนฉันท์ โดยเฉพาะเนื้อหาแบบนี้ .. แต่คนที่สนใจจริงก็คงหาความหมายได้ไม่ยากนัก ..

ฉันท์ใหญ่อย่างสัททุลฯ เป็นหนึ่งในความลงตัวของลีลาและจังหวะ .. ผมชอบตั้งแต่ นายผี อัสนี พลจันทร์ เอามาเขียน "ชะนะแล้วแม่จ๋า"

อ้าราตรีขณะนี้มิมีสินะสำเนียง
แสนเงียบ บ งึมเสียง - - - สงัด

อ้าราตรีขณะนี้สิพฤกษบ่สบัด
ใบลมบโลมพัด - - - และพาน

อ้าราตรีขณะนี้พิกลกลพิการ
ดาวเดือนบันดาลหาย - - - ฤ เห็น

เห็นแต่แสงนยนาอนาถและลำเค็ญ
คราวปริบกระพริบเป็น - - - ประกาย

มีแต่แม่แลมามองตระกองกรบคลาย
เคลื่อนบุตรอันสุดสาย - - - สวาท

ยินแค่บุตรอันครางระคางกลจะขาด
ใจหวาดผวาวาบ - - - วะหวำ

อ้ออ้อลมยังระรวยระทวยบรู้จะทำ
ท่าไรตะลึงคลำ - - - บคลา

หาหายาจะมายาแลยาก็บมียา
ไยหาบซื้อหา - - - ฤๅเห็น

ฯลฯ

สังเกตุดูว่าสัททุลนายผียังคงลีลาฉันท์โบราณที่ใช้เสียงหนักเสียงเบา แทนที่จะเป็น เสียงสั้นเสียงยาว อย่างยุคตั้งแต่ ร.6 เป็นต้นมา อย่างที่ต้องอ่านช่วยรวบเสียงกันเลยทีเดียว ..

แต่การใช้คำอุทานขึ้นต้นบทอย่างที่เห็นนั้น ถูกใจผมนักแล้ว 555


ส่วนที่พูดถึงคงหมายถึงบทนี้ ..



O องค์ธรรมแห่งวิสาขะมาส .. O

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
000110101112 - - - 00102 - - - 13
1=ลหุ นอกนั้นครุ
เลขเดียวกัน = สัมผัสสระ



O อานนท์ ! จำ-เพาะ-อ-ฐานะกา-ละ-จะ-อุ-บัติ
สองพุทธะร่วมวัฏ- - - - ฏะกัน

O ย่อมเพียงหนึ่ง-เฉพาะ-ผู้เพราะรู้-วิ-มุ-ติ-ฉัน-
ทามรรคตระหนักบรร- - - - ลุผล

O รอบแห่งปรา-ก-ฏะ-ภาค-ตถา-ค-ตะ-พิ-มล
ยากเกิดประเสริฐสน- - - - ธิกาล

O สงฆ์เอย ! เกิด-จ-ตุ-อัศจรร-ยะ-พิ-ส-ดาร
เมื่อพุทธะดวงมาน - - - อุบัติ

O ไป่เคยปรา-ก-ฏะ-มีพิถี-พฤ-ติ-วิ-วัฒน์
ฟังธรรมะตรองอรรถ - - - ประสาร

O ที่มัวเมา-หะ-กะ-กา-มะ-คุณะ-วิ-ต-ถาร
เมื่อธรรมะแว่วพาน - - - ก็ฟัง

O ที่มัวเมา-ทิ-ฐิ-มานะภา-วะ-คละ-ประ-นัง
เมื่อธรรมะแว่วดัง - - - สดับ

O ที่วุ่นวาย-อ-ล-เวงบ่เพ่ง-จิ-ตะ-ระ-งับ
แว่วธรรมะตรองศัพ- - - - ทะตาม

O ที่มืดบอด-เพราะ-อ-วิชชะมิจ(ะ)-ฉะ-ละ-ลาม
ฟังธรรมะย้ำความ - - - ก็ตรอง

O สงฆ์ทั้งหลาย ! พระ-สุ-คตและบท-วิ-นั-ยะ-ผอง
เพื่อจิตประดาปอง - - - ละปรุง

O สงฆ์ทั้งหลาย ! พระ-สุ-คตกำหนด-มรร-คะ-ผ-ดุง
พร้อมวิชชะบำรุง - - - ประชา

O รู้แจ้งโลก-ดุ-จะ-ครูเพราะรู้-พิ-ท-ยะ-พา-
ปวงศิษยะศึกษา - - - พระสอน

O สงฆ์ทั้งหลาย ! พระ-วิ-ทูเพราะรู้-มรร-คะ-อ-มร
ทางไทจะไถ่ถอน - - - ระทม

O สำแดงธรรม-พิ-เราะ-ความพิราม-บ-ทะ-ป-ฐม
กลาง, ปลาย-พระผายพรหม- - - - ะจรรย์

O สมบูรณ์พร้อม-อรร-ถะ-ปวงและช่วง-วรร-คะ-พ-ยัญชน์
รสธรรมพระนำผัน - - - พะใจ

O สงฆ์ทั้งหลาย ! ค-ติ-ธรรมและสัม-มรร-คะ-ประ-ไพ
เอื้อชนพิมลใน - - - คะนึง

O ย่อมเกื้อกูล-นุ-เคราะห์-โลกละโศก-ทุ-ขะ-ระ-รึง
จิตเทพมนุษย์พึง- - - - ภิรมย์

O พราหมณ์เอย ! เมื่อ-รัต์-ติ-กาลประสาร-ภ-วะ-ประ-สม
กลับว่าทิวากลม- - - - ภะกาล

O พราหมณ์เอย ! เมื่อ-ทิ-วะ-ผ้ายผกาย-รุ-จะ-ประ-สาร
ว่ารัตติคาบดาล - - - ประดัง

O ย่อมว่าพราห-ม-ณะ-นั้นมุหันธ์-จิ-ตะ-ประ-นัง
เสพคลุกกะทุกขัง - - - บ คลาย

O พราหมณ์เอย ! นา-มะ-ด-นูเพราะรู้-อ-นุ-เคราะห์-กาย
โมหันธะบั่นหาย - - - ก็เรา

O เกิดขึ้นเพื่อ-ม-หิ-ศาลประการ-คุ-ณะ-เฉลา
เอื้อชนะป่นเมา- - - - หะมี

O กาลเมื่อเหล่า-กุ-ละ-บุตรตระกูล-คฤ-ห-บ-ดี
ฟังธรรมะคัมภี- - - - ระตรอง

O ครั้นตรองแล้ว-ธรร-มะ-สัจจ์วิวัฒ(ะ)-นะ-คระ-ลอง
ดาลศรัทธ์ระบัดครอง - - - กมล

O ย่อมตรึกเห็น-บรร-พ-ชาจะอา-ศั-ยะ-ระ-คน-
พรหมจรรยะบันดล - - - ละเรือน

O ปลงผม, ภู-ษิ-ตะ-ย้อมประนอม-บ-ทะ-เสมือน-
ผู้ยึดประพฤติเลือน - - - ละงาม

O ธรรมอันซึ่ง-พระ-สุ-คตกำหนด-พฤ-ติ-พิ-ราม
เพื่อดับระงับทราม - - - ประทัง

O นั้นคือชา-ติ-ช-ราและภา-วะ-ม-ร-ณัง
ต้นเหตุอุบัติยัง - - - สุคต

O สามธรรมนั้น-ด-ละ-เหตุพิเศษ-อุ-บั-ติ-บท
พรหมจรรย์ถวัลย์รส - - - ดำรู

O เพื่อโลกนี้-สั-ทะ-ธรรมจะค้ำ-ม-ฤ-ต-ยู
เกื้อกูลวิทูรรู้- - - - ละวาง

O เพื่อจิตชำ-นะ-จะ-รู้จะสู่-วิ-มุ-ติ-ทาง
ล่มมาระผ่านขวาง - - - ระคาย

O สงฆ์ทั้งหลาย ! ม-ร-คาตถา-ค-ตะ-สยาย
ภาษชี้พิถีกลาย - - - เคราะห์กรรม-

O –ย่อมเปิดโล่ง-เฉพาะ-ผู้จะรู้-ประ-พฤ-ติ-สัม-
มาวัตรสมรรถทำ- - - - นุใจ

O พึงเสพบท(ะ)-เกษมะเขม-ร-สะ-ประ-ไพ
ล่วงภาวะอาลัย- - - - ะลาญ

O เธอพึงเนา-กะ-ประ-โมทย์และโภ-ช-นะ-ประ-การ
จากโยคะโอฬาร - - - เถอะรา


................................................................


O เบญจางค์ประดิษฐ์น้อม - - - นอบกร
นบดิลกชิเนนทร - - - อธิกไท้
คุณพระยิ่งอาภรณ์ - - - พาดห่ม-
คลุมทั่วตรีภพไว้ - - - หว่างถ้อยธรรมกถา ฯ

O นบธรรมุตม์เทียบพร้อม - - - พากย์สอน สัตว์แฮ
คลี่อรรถขัดอาวรณ์ - - - ข่มไว้
โกรธเกลียดลุ่มหลงถอน - - - ถอดจาก จิตนา
ตัดเหตุสู่ผลได้ - - - ดับสิ้นสังสาร ฯ

O ส่ำสัตว์อันอยู่ด้วย - - - โดยโม หะเอย
ยกภาษยิ่งภิญโญ - - - หยัดชี้
เผยทางผ่านทุกข์โท- - - - มนัสจิต แจ้งแฮ
ส่องมืดหม่นก่อนกี้ - - - กลับเรื้องจำรูญ ฯ

O พระล่วงพระล่องล้น - - - โลกลับ
สู่อมฤตกลายกลับ - - - เกลศร้อน
เหลือธรรมแผ่รำงับ - - - เงาโศก
พจน์ภาษคอยปรุงป้อน - - - ป่นร้ายคลายแสลง ฯ

O กอปรประนมนัขน้อม - - - บังคัล
คุณพระไตรปิฎกธรร- - - - มุตม์แม้น-
สายธารอมฤตบรร- - - - โลมซาบ-
ซับจิตชนทั่วแคว้น - - - ผัสสะห้วงนิรวาณ


http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=16-05-2011&group=41&gblog=26

 

โดย: สดายุ... 24 พฤษภาคม 2556 16:44:01 น.  

 

ผมกำลังขึ้นปี ๓ ครับ
เหลืออีกตั้งเกือบ ๔ ปีครับ! (เพราะปี ๓ เพิ่งจะเริ่ม)
ขอบพระคุณที่ยกฉันท์ "องค์ธรรมแห่งวิสาขะมาส" มาให้ยลอีกรอบครับ
เมื่อลีลาเสือผยอง ผนวกการกรองสุนทรศัพท์โดยท่านสดายุแล้ว
อ่านเมื่อไร ก็สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพระบรมครูทุกครั้งครับ

 

โดย: ศารทูล IP: 61.19.199.150 24 พฤษภาคม 2556 20:34:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember






O เมื่อดาวลอยดวง .. O






O เรื่อยรี้คีตะกานท์ .. ค่อยผ่านแว่ว
เมื่อลมแผ่วผ่านริ้ว .. น้ำพลิ้วผืน
กรุ่นกลิ่นแก้วอบร่ำ .. รอค่ำคืน-
คลี่ลงโอบกอดคลื่น .. ที่ตื่นฟอง

O เจื้อยแจ้วเสียงสูงต่ำ .. คล้ายรำพัน-
กล่อมดวงขวัญทอนโศกแห่งโลกผอง
มีจังหวะใจย้ำเร่งทำนอง-
เสียงพร่ำพร้องแห่งชู้ .. ให้รู้นัย

O ร้างเดือนดาวกลางพลบ, หรือ-หลบซ่อน-
จากแววตาออดอ้อน .. แสนอ่อนไหว
รื่นเย็นลมร่ำหา, แววตาใคร-
ก็ช่างแสนร่ำไร .. ล้อใจคน

O แม้น-เหมือนจันทร์ซ่อนแสงจากแหล่งที่
ทั้งราศีดาวช่วง .. ลับห้วงหน
หากแววตาหวั่นสะทก .. ยังวก-วน-
ทอดทอแสงอำพน .. เข้าดลใจ

O โบกโบยลมเย็นรื่น .. ล้อมผืนน้ำ
เมื่อคืนค่ำปรากฏความสดใส
โดยความซึ้งซ่านล้ำ, แก้มก่ำใคร-
ก็เรื่อสีแต้มใส่ .. ทุกนัยน์ตา

O ระริกสายน้ำตื่นพลิ้วผืนระลอก-
เข้ายั่วหยอกโลมหลั่ง .. ริมฝั่งท่า
รูปละม่อมเนียนแก้มยั่วแย้มมา
ปรารถนาอาวรณ์ – ฤๅถอนพ้น ?

O อ้อยอิ่งเสียงสังคีตแว่วหวีดผ่าน
พาหอมหวานทั้งปวงให้ร่วงหล่น-
ลงสู่ห้วงคำนึง .. ของหนึ่งคน-
เลื่อนระดับเอ่อล้นท่วมท้นใจ

O รูปนามเอย .. เผยลักษณ์มาดักขวาง-
หรือเพื่อรอก้าวย่างทุกย่างให้-
ย่ำเหยียบลงกลางบ่วง .. ความห่วงใย-
แล้วอาลัยเสน่หา .. ไม่ล้าเลือน ?

O พร่างพรายน้ำเหลื่อมรับอยู่วับไหว
เมื่อหัวใจคำนึง .. ซาบซึ้งเหมือน-
ว่า .. รูปนามตามติด .. คอยพิศเบือน-
สายตาเลื่อนแววชู้ .. ให้รู้การณ์

O สูงต่ำแห่งสังคีตแว่วหวีดเสียง
ยังแว่วเพียงขับกล่อมพาหอมหวาน-
เข้าโอบไล้โลมสิ้นจิตวิญญาณ
ให้สะท้านสะเทื้อนอยู่ .. แต่ผู้เดียว

O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย

O ป่านฉะนี้ .. รูปแพงจักแฝงร่าง-
ในท่ามกลางเย็นเยียบและเงียบหงอย
หรือ .. หัวใจพร่ำพ้อเฝ้ารอคอย-
อกแขนอ้อยสร้อยโอบให้แอบอิง ?

O คิดถึงกันมากไหม .. หัวใจนั่น
แล้ว .. ไหวสั่นเพียงไหนหนอ .. ใจหญิง ?
แทน-เตียงนุ่ม .. เนื้ออ่อนเจ้าผ่อนพิง-
หมาย .. เกลือกกลิ้งก่ายร่างที่กลางทรวง

O รอคอยเถิด .. รูปละม่อมในอ้อมแขน-
จักโอบรูปไว้แน่น .. อย่างแหนหวง-
เพียงเพื่อแววหวามไหวที่ในดวง-
ตาคู่ช่วงโชนความออกล่ามพัน !

O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า

O เก็บงำแวววับวามแห่งยามเช้า-
พร้อมเหลื่อมเงาสายน้ำที่หลามบ่า
ก่อรูปนามพร่างพรายในสายตา
ให้แต่ปรารมภ์ชู้ .. ไม่รู้แล้ว

O ค่ำนี้ .. แววตาระยับเกินขับข่ม
แก้วกรุ่นกลิ่นรื่นฉม, สายลมแผ่ว-
ก็รำบัดรำบายปัดป่ายแนว
ลูบโลมความผ่องแผ้ว .. ล้อมแววตา

O ฟากฟ้า .. เมฆหม่นดำ, เสียงคำรน-
ก้องกาหลครึกโครม, ลมโหมหา
บนโลกต่ำ-รูปนาม .. ก็ล่ามคา-
ปรารถนาอาลัย .. ที่ในตน

O มีใจ .. พร้อมรูปเงา-รุมเร้าอยู่-
เมื่อรอบชู้โหมช่วง, กลางห้วงหน-
สายวิชชุเฟื้อยเส้น .. แล้วเต้น .. วน
แข่งใจคนรัวเต้นไม่เว้นยาม

O ถวิลถึง .. รูปสล้างที่กลางหมอน-
จักทอดถอนใจทราบ - รสวาบหวาม
อ้อมแขน .. อกอุ่นเอื้อ .. นิ่มเนื้องาม-
หรืออาจห้ามใจข่ม .. การสมยอม ?

O ลมลูบน้ำกระเพื่อมผิวเป็นริ้วตื่น
เสียงโอดอื้นพร่ำพ้อ .. ร่ำรอ-ถนอม-
ก็แผ่วผ่านตอกย้ำ .. ให้ด่ำดอม-
รสหวานหอมรูปนามแห่งยามนั้น

O เรื่อยรี้ .. คีตะกานท์ยังผ่านแว่ว-
ก็เมื่อแววในตา .. ค่อยพร่าสั่น
ระทึก .. ระทวยใจ .. ของใครกัน-
คงแว่วอยู่เช่นนั้น .. เสียง-สั่นเครือ

O คงแว่วอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น
รัญจวนตื่น .. ในยามก็งามเหลือ
ร้างเหน็บหนาวทุกรอย .. จะคอยเจือ-
จางช่วงเชื้ออุ่นร้อน .. ให้ผ่อนแรง

O ราวเสียงแผ่วไกลลิบ .. กระซิบกระซาบ
ก่อนนัยน์ตาสบทราบ .. แล้ววาบแสง
ออดอ้อนผ่านรูปคำ .. ก็สำแดง-
นัยฝากแฝงอาวรณ์ .. อันร้อนรน

O วูบวับความอ่อนไหว .. ผ่านนัยน์ตา
ที่เหมือนว่าไหวสั่นนับพันหน-
จากอาวรณ์สั่นสะทก .. ในอกคน-
ผู้วกวนเวียนหอมไม่ยอมร้าง

O คะเนนึก .. รูปพรรณในบรรจถรณ์-
จักออดอ้อนแวดล้อมไม่ยอมห่าง
ช่วงแขนเรียว, ดวงขวัญ, รูปสรรพางค์-
จักร่วมวางชาติภพบรรจบลง

O คะเนนึก .. เนื้อนวลคร่ำครวญถวิล
เมื่อกรุ่นกลิ่นหอมระรุม .. ให้ลุ่มหลง-
ค่อยผ่านรสรื่นล้ำ .. ร่วมจำนง-
การรับส่งหวานหอม .. รายล้อมใจ

O เรื่อยรี้คีตาพร้องทำนองประณีต
ดังแว่วหวีดโลมรุกผ่านยุคสมัย
เสียงสั่นเครือคร่ำครวญ, เนื้อนวลใย-
ค่อยพลิ้วไหวตอบรู้ .. แรงชู้นั้น

O พร้อมคีตาพร่ำพร้องทำนองประณีต
เสียงแว่วหวีดก้องรัว, เนื้อตัวสั่น-
ก็เผยผ่านแขนเรียว .. โอบเหนี่ยวพัน-
ธนา-ความใฝ่ฝัน .. บัดนั้นเอง !












free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.