Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 

O บ่วงอาวรณ์ .. O








เพลง ..ลาวสวยรวย
คุณพระช่วย



O กลิ่นดอกแก้ว .. หอมแล้วเจ้า
ปีบก็เร้ารุมกลิ่นแต่สิ้นสาง
ปีกแมงปอโบกเคลื่อนฝ่าเลือนลาง
เมื่อน้ำค้างระเหยหายกับสายลม
O จึง-มโนภาพร่างที่สร้างไว้
รูป, มาลย์, ไม้-ใจตื่น, กลิ่นรื่นฉม
บรรจบร่วมปรารถนา .. แรงอารมณ์
จน-สุดข่มขับล้างให้จางรอย
O แผ่ความหอมรุมเร้า .. ให้เช้าชื่น
แฝงลมรื่นเย็นเยียบ .. อย่างเงียบหงอย
เกสรฟุ้งฟายละอองปลิวล่องลอย-
เช่นใจ-คอยละห้อยอยู่ไม่รู้วาย
O จึง-แววตาวาบไหวอยู่ในยาม-
ค่อยเผยความอ่อนโยนออกโชนฉาย
เติมอบอุ่นลึกล้ำ .. ลงกล้ำกราย-
หัวใจชาย-ให้ถวิลแต่ดิ้นรน
O อ่อนหวาน .. อ่อนโยนมีในที่นั้น
วาบไหวสั่นตอกย้ำซ้ำซ้ำหน
โอ้ .. ว่าความอ่อนไหวของใจคน
ช่างมากล้นลึกล้ำ..เกินรำพัน
O ถวิลถึง..ก็วิตกสะทกสะท้อน
ฑิฆัมพรลิบไกล .. เฝ้าใฝ่ฝัน
หะหายกระต่ายน้อยเฝ้าคอยจันทร์
ด้วยว่ามันมิเจียมตัว .. แม้ชั่วยาม
O ที่ .. อาวรณ์อาลัยอยู่ในอก
ย่อมเวียนวกวนย่ำในคำถาม
อุปสรรคเพียงใด .. หนอใจงาม-
อาจข่มข้ามสู่ปลายที่หมายไว้
O ที่ .. อาลัยอาวรณ์สุมซ่อนอยู่
ย่อมรับรู้ขีดขั้นแห่งฝันใฝ่
แม้น-ความมี ความเป็น .. บีบเค้นใจ
ยัง-คงไหวสั่นเต้น .. อยู่เช่นเดิม
O แฝงเร้นฝากละอองฝัน .. สู่ม่านเมฆ
รุจิเรขรูปสล้างเอาสร้างเสริม
ประทิ่นมาลย์ .. ถ้วนแหล่งเอาแต่งเติม
ประจงเจิมเจตนัง .. ร่วมสั่งการ-
O เข้าเปลี่ยนฟ้าแปลงฝัน .. ของวันใหม่
บันดาลให้วัฏฏะวงแห่งสงสาร-
เข้าแตะตื่นละห้อยหวง .. บางดวงมาน-
จนค่อยซ่านซึ้งฤทธิ์ .. สุดบิดเบือน
O จง .. มโนภาพร่างที่สร้างสม
ร่วมปรารมภ์รอบชู้-แล้วรู้เคลื่อน-
คล้อยบรรจบ .. รสสุมาลย์ที่ผ่านเยือน-
เอาหวานเปื้อนปนหอม .. รอน้อมรับ
O จง .. มโนภาพร่างที่สร้างเสริม
พึงต่อเติมอาวรณ์คืนย้อนกลับ
ทุก-ปากตาแย้มยิ้มหรือพริ้มพรับ
นั้น-สำหรับ .. มอบ-หมาย .. เพื่อชายเดียว !




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2557
7 comments
Last Update : 20 กรกฎาคม 2557 6:08:55 น.
Counter : 357 Pageviews.

 

ชายเดียว...

ยังไม่หายจาก อิ่มเอมใน ฉันท์ ...
ตื่นมาก็..." กลิ่นดอกแก้ว .. หอมแล้วเจ้า"
"O แผ่ความหอมรุมเร้า .. ให้เช้าชื่น
แฝงลมรื่นเย็นเยียบ .. อย่างเงียบหงอย
เกสรฟุ้งฟายละอองปลิวล่องลอย-
เช่นใจ-คอยละห้อยอยู่ไม่รู้วาย "

"O ที่ .. อาลัยอาวรณ์สุมซ่อนอยู่
ย่อมรับรู้ขีดขั้นแห่งฝันใฝ่
แม้น-ความมี ความเป็น .. บีบเค้นใจ
ยัง-คงไหวสั่นเต้น .. อยู่เช่นเดิม"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 20 กรกฎาคม 2557 13:02:02 น.  

 

มินตรา ..

คำฉันท์สง่างามก็จริง .. แต่หากจะเอามาเขียน "เพลงยาว" เกรงว่าสาวเจ้าจะแปลไม่ออก 55

กวีโบราณจึงเขียนแต่กลอนสำหรับใช้เป็นเพลงยาว หรือไม่ก็โคลงสี่สุภาพและนั่นสำหรับสาวชาววังที่เป็นลูกหลานขุนนางที่มีการศึกษาเท่านั้น .. ชาวบ้านที่อ่านออกเขียนได้มีแต่ที่บวชเป็นพระ เท่านั้น

มินตราคงเคยอ่านขุนช้างขุนแผนมา
และคงคุ้นเคยชื่อ "พระพันวสา" ในเรื่องดีนะ ..และเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ในเขตสุพรรณบุรีต่อมาถึงอยุธยา

พระพันวสา นี้ คือสมเด็จพระบรมรามาธิบดีที่ 2 หรือสมเด็จพระเชษฐาธิราช จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีพระชนนีเป็นเจ้านางในราชวงศ์สุโขทัย จากเมืองพิษณุโลกตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเสด็จขึ้นไปบัญชาการรบกับกองทัพล้านนาของพระเจ้าติโลกราช

ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมไตรฯ ได้โปรดให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระโอรสจากมเหสีสายสุพรรณภูมิเป็นผู้ดูแลงานราชการในกรุงศรีอยุธยา และพระโอรสพระองค์นี้เองที่นักประวัติศาสตร์สัณนิษฐานว่า เป็นกวีที่แต่งโคลงยวนพ่าย (ยวน คือ โยนก คือ ล้านนา คือเชียงใหม่ภายใต้พระเจ้าติโลกราช) อันเป็นโคลงสดุดีพระบรมไตรฯ กษัตริย์อยุธยาผู้เป็นพระบิดา

โคลงทั้ง 3 คือ ยวนพ่าย .. ทวาทศมาส .. กำสรวลสมุทร (ที่ชอบเรียกกันผิดๆว่า กำสรวลศรีปราชญ์ ) มีข้อสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่น่าเชื่อถือมากกว่าข้อมูลเดิม .. ว่าน่าจะเป็นพระนิพนธ์ใน "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3" พระโอรสองค์โตในสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาของ "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2-พระเชษฐาธิราช ที่มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงของราชวงศ์สุโขทัย" ..

พ.ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี - ท่านจันทร์) ได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าโคลงดั้นทั้ง ๓ คือ ..
- ยวนพ่าย (แต่งประมาณ พ.ศ.2017-2025)
- กำสรวลสมุทร (แต่งประมาณ พ.ศ.2025-2030 (หรือ 34))
- ทวาทศมาส (แต่งประมาณ พ.ศ.2027-2031)

พระบรมไตรโลกนารถครองราชนานถึง 42 ปี เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระบรมราชธิราชที่ 3 ก็ขึ้นครองราชต่อ เข้าใจว่าตอนนั้นพระองค์เองก็ทรงชราภาพแล้วเพราะเป็นพระโอรสรุ่นโต จึงครองราชยได้เพียง 4 ปีก็สวรรคต แล้วพระบรมรามาธิบดีที่ 2 หรือพระเชษฐาธิราช หรือ พระพันวสาในขุนช้างขุนแผนนี้เอง ที่เป็นพระอนุชาต่างมารดาจึงครองราชย์ต่อ และยาวนานถึง 38 ปี

จึงเห็นได้ว่า วรรณกรรม เรื่องขุนช้างขุนแผนที่ติดหูคนไทยมากกว่า โคลงดั้นทั้งสามเรื่อง .. จึงน่าจะแต่งขึ้นในสมัยนี้เอง ที่บ้านเมืองสงบสุขยาวนาน

รุ่นปู่คือ เจ้าสามพระยา ไปตีขอมที่นครวัดแตกจนต้องไปสร้างเมืองพลวงใหม่ที่พนมเปญ แล้วกวาดต้อนปุโรหิต อำมาตย์ขอมเป็นเชลยศึกกลับมา ..

ขอมพวกนี้เป็นชนชั้นปกครองมีความรู้ตามหลักไตรเภทของพราหมณ์ จึงเป็นต้นคิดให้เจ้าในราชวงศ์อยุธยาเปลี่ยนระบบการปกครองในยุคพระบรมไตรโลกนารถเป็น จตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา และใช้มาจน รัชกาลที่ 5 ของกรุงเทพ

"สมมุติเทพ" จึงเริ่มต้นจากบรรดาปุโรหิตเชลยขอมที่กวาดต้อนมาจากนครวัดตั้งแต่ครั้งเจ้าสามพระยา อันสืบเนื่องจากระบบเทพหลายองค์ของพราหมณ์ ..

ขณะที่ก่อนหน้านี้เราใช้ระบอบ "พ่อปกครองลูก" ตามคติพุทธเถรวาทอันสืบเนื่องมาจากยุคสุโขทัย

รุ่นพ่อคือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ รบกับเชียงใหม่ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ตอนหลังสงบศึก

รุ่นลูกคือ พระบรมราชาธิราชที่ 3 และพระบรมรามาธิบดีที่ 2 (พระพันวสาในขุนช้างขุนแผน) จึงมี วรรณกรรมเฟื่องฟู

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็นราชวงศ์ยุคต้นที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค

ราชวงศ์แรก คือ ราชวงศ์อู่ทอง หรือ ราชวงศ์ละโว้อโยธยา มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มขอมแห่งนครวัด

ราชวงศ์ที่สองคือ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ กษัตริย์องค์แรกคือ ขุนหลวงพะงั่ว ผู้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าอู่ทองและยอมให้เพื่อนขึ้นครองบัลลังก์ก่อน ..

แต่พอพระเจ้าอู่ทองสวรรคต พระโอรสคือ พระราเมศวร จะขึ้นครองราชย์ต่อ คราวนี้ ขุนหลวงพะงั่ว ยอมไม่ได้ ก็ยกทัพสุพรรณเหยียบเมืองหลวงแล้วขับพระราเมศวรไปอยู่ลพบุรี ..

พอขุนหลวงพะงั่วสวรรคต เจ้าทองลันที่ยังเป็นเด็กก็ขึ้นนั่งบัลลังกต่อได้ 7 วัน พระราเมศวรก็ยกทัพจากลพบุรีเข้าอยุธยาจับเจ้าทองลันทุบด้วยท่อนจันทน์ ตามพระบิดาไปสวรรค์ ..

จบศึกครั้งแรก ราชวงศ์ละโว้อโยธยา (อู่ทอง) ก็ครองบัลลังก์ต่อ จนมาถึงรุ่นลูกของพระราเมศวรคือพระยาราม
ได้มีเจ้านครอินทร์แห่งสุพรรณบุรีเชื้อสายขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพเข้ามายึดบัลลังก์อยุธยาอีกครั้ง ขับพระยารามไปอยู่ ปท่าคูจาม (สันนิษฐานว่าจะเป็นชัยนาท)

เจ้าสามพระยา ก็คือ โอรสของเจ้านครอินทร์องค์นี้เอง .. โดยที่พี่สองคนคือ เจ้าอ้ายพระยา กับเจ้ายี่พระยา ชนช้างแย่งบัลลังก์กันหลังเจ้านครอินทร์สวรรคต จนต่างถูกง้าวของกันและกันขาดคาคอช้าง ตายไปทั้งคู่

น้องเล็กจึงส้มหล่น ขึ้นนั่งบัลลังก์ต่อ เป็นราชวงศ์สุพรรณภูมิองค์ที่ 3 รอบที่ 2

วันนี้พูดเรื่องประวัติศาสตร์สักหน่อย ..
ผมชอบประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาช่วงต้นนี่เป็นพิเศษเพราะมันสร้างจินตนาการได้เลิศหรูอลังการงานสร้างดี 55

โคลงเรื่องยาว "ชั่วฟ้าดินดับ" ก็เอาประวัติศาสตร์ช่วงนี้มาเขียน

ธิดาสาวแสนสวยของปุโรหิตขอมแห่งนครวัดผู้ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่รุ่นปู่ .. กับ ทหารหนุ่มผู้ทรนงชาวอยุธยา ..

หลับตาแล้วเห็นภาพไหม มินตรา 555

 

โดย: สดายุ... 20 กรกฎาคม 2557 20:40:24 น.  

 

สวัสดีค่ะ แหะๆ หายไปนาน แอบซุ่มมาเรียนต่อค่ะ ตอนนี้อยุ่อังกฤษ คิดถึงอยู่นะคะ ^^

 

โดย: medkhanun IP: 94.23.252.21 20 กรกฎาคม 2557 21:20:07 น.  

 

เม็ดขนุน

เพิ่งรู้นะนี่ ลางานมาเรียนสินะ
รู้สึกเหมือนตัวพี่เองจะอยู่กับระดับ ดอกเตอร์ ในอนาคตหลายสาวอยู่นะ

เก่งกันจริง .. มหาลัยอะไรอะ

 

โดย: สดายุ... 21 กรกฎาคม 2557 10:18:28 น.  

 

สดายุ..

"ทหารหนุ่มผู้ทรนงชาวอยุธยา .. " มีม้าสีหมอก และ
ดาบฟ้าฟื้น..ใช่ไหมเอ่ย.. 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 21 กรกฎาคม 2557 19:18:42 น.  

 

สดายุ..

"รวมพลปฏิวัติอักษร
คนกล้าร่ายกลอนรากหญ้า
ร้อยแก้วร้อยกรองส่องมา
ทายท้าขานต่อก่อการ" ...รุ่งศิลา...

ผู้ทรนงแห่งรัตนโกสินทร์

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 22 กรกฎาคม 2557 3:21:02 น.  

 

มินตรา ..

กลอนที่ยกมา ทั้งคำทั้งความ ไม่งาม
นี่คือลักษณะกลอนของรุ่นใหม่ๆ จะเอาความ ไม่สนใจคำ
หากคมคิดเฉียบแหลมก็ดีไป แต่หากไม่ใช่คนอ่านแล้วจำไม่ได้เลย ..

เมื่อร่วมมือต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนจะมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

บทนี้เป็นของ วิสา คัญทัพ
คำไม่งาม แต่ความดี จึง"ติดหู"คนมาจนเดี๋ยวนี้
กี่ปีแล้วจาก 14 ตุลา และวิสาก็ยังเขียนอยู่เรื่อยๆเป็นกวีฝั่งเสื้อแดง

สักบท ..
O กาย้อมสีหงส์ O

O หลังร่างหล่นร่วงผล็อย, เพียงรอยเลือด-
กับความเดือดในอกแทบหมกไหม้
กลางกระสุนดินปืน, ผู้ชื่นใจ-
ย่ำเหยียบความจัญไรของใจตน
O วาบล้ม, วาบล้มกลางลมร่ำ
จากผู้ใจตกต่ำซ้ำซ้ำหน
สังขารพลุ่ง .. โมหันต์ก็บันดล-
ความเป็นคนสิ้นคิดให้ติดตา
O ปืนคำราม, ระเบิดลั่น, ชีพบรรลัย
ผู้จัญไรเถื่อนถ่อยก็ลอยหน้า-
ขึ้นยั่วเย้ย ดีดสี บทคีตา
หยัน-เมตตา .. ด้วยเลือดอันเดือดแดง
O แต่แรกเชื่อเบ็ดเสร็จว่าเพชรแท้
กลับเป็นแค่เม็ด-กรวดเที่ยวอวดแสง
กาย้อมขนดำขลับ, พร้อมปรับแปลง-
หงอนสีแดงภายนอกไว้หลอกตา
O คิดว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม
ช่างแปลงปลอมท่วงทีจนมีค่า
ดั่งแสร้งสรงมุจลินท์ .. กลางถิ่นกา
ครั้นลับตาสองหงส์ก็ลงโคลน !

 

โดย: สดายุ... 22 กรกฎาคม 2557 6:09:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 83 คน [?]










O ทาสที่ปล่อยไม่ไป .. O





O จะแช่แข็งประเทศไทย .. !
น้ำลายไหล .. แผดเสียง-บอกเดียงสา ?
อีกครั้งของชีวะ .. ใต้กะลา
ส่งเสียงกลางวรรษา .. เย้ยฟ้าดิน !
O จะแช่แข็ง .. ประเทศชาติ ?
คล้าย-เสียงทาส .. รันทดไม่หมดสิ้น
ถูกปลดปล่อย .. ไปแล้ว-ยังแว่วยิน-
น้ำตารินร่ำไห้ – อาลัยนาย !

O พร้อม .. แสงฟ้าวาบไหว .. น้ำไหลหล่น
คือ-กบน้อยอลวน เฝ้าขวนขวาย-
แซ่เสียงอย่างสับสน .. รับฝนปลาย
ขณะซุ่มซ่อนกาย .. อยู่ใต้กะลา !
O แม้นเส้นแสงวาบไหวอยู่ในสรวง
จะยังช่วงโชนแต้ม-ความแจ่มจ้า
หากกบน้อยริมธาร .. ฤๅ-ผ่านตา-
เมื่อเบื้องหน้า .. กะลาครอบอยู่รอบตัว ?
O ขณะรอบริมธาร .. มีลานหญ้า-
พร้อมพืชพรรณผืนป่า .. รับ-ฟ้ารั่ว
น้ำจากฟ้าร่วงหล่น .. ภาพหม่นมัว-
แผ่บังพราง .. เกลือกกลั้ว .. อยู่ทั่วแดน
O ท่ามกลางโลกเบื้องนอก .. ปวงดอกไม้-
หยุดกลิ่นไอรื่นฉม .. รอลมแล่น
ความฉ่ำชื้นโดยรอบก็ตอบแทน-
เสียงแห่แหน .. แซดล้อมอยู่พร้อมกัน
O หากใต้กะโหลกกะลาครอบ,
ร่างที่หมอบลงราบ .. กำซาบฝัน
สรรพ-เสียง .. แสงโชนช่วงแห่งดวงวัน
ทั้งพืชพรรณมวลไม้ .. ฤๅได้พบ ?
O มืดจริงหนอโลกครอบอยู่รอบตน
มืดเสียจนกักล้อมให้ยอมสยบ
ครั้น-ขยับ .. ก็ปะทะ .. ก็กระทบ-
นึกว่ารู้ครันครบ .. ทั้งภพพื้น !
O ฝนยังคงปร่าโปรยอยู่โดยรอบ
เพรียกกบในกะลาครอบ .. ให้ตอบตื่น
สายฟ้าเลื้อยเส้นโถมเสียงโครมครืน-
ก็เร้าความครึกครื่นให้ตื่นตัว
O หาก-ในกะลาครอบที่หมอบอยู่
ฤๅอาจรู้ .. เห็นระลอกการหยอกยั่ว-
ของลม .. ฝน .. ไม้พรรณ .. การสั่นรัว-
การเกลือกกลั้วกลิ่นไอ .. ร่มใบบัง
O อีกทั้งในกะลาครอบ, การนอบน้อม-
เป็น .. อยู่ .. พร้อม - ภพชาติ .. ผู้วาดหวัง
คอยขับเสียงกล่อมยาม .. ให้ตามฟัง-
วาทกรรมคลุ้มคลั่ง .. ริมฝั่งน้ำ
O อีกทั้งในกะลาครอบ .. การหมอบกราบ-
แต่ล้วนคราบไคลโศกสุมโลกต่ำ
ด้วยสังขารปรุงแต่งสำแดง .. ทำ-
ให้โลกปวงขบขำ .. เหยียบย่ำ .. เยาะ !
O ในสังคมงมงายหลากหลายชีพ-
เดินตัวลีบ .. ปากพูด .. ไว้ดูด .. เกาะ-
เกี่ยว-กับอำนาจใหญ่ .. อย่างไพเราะ
หวังบ่ม .. เพาะสัมพันธ์ .. ผูกกันไป
O พล่ามพูดด้วยความคิดที่ติดคอก
แววกลับกลอกในตาก็พร่าไหว
พูดอย่างและคิดอย่างอวดอ้างไป
เพียงเพื่อให้เชื่องเชื่อ .. คอยเชื่อตาม
O ซึ่งย่อมเป็น .. วาทกรรมอันธรรมดา
เมื่อบอดบ้าจำเริญจนเกินล่าม
ย่อมแหงนเงย แลบลิ้นล้อมถิ่นคาม
ให้ฟังพล่ามสาไถยอยู่ในวัน
O ซึ่งย่อมเป็นวาทกรรมแห่งจำอวด
กับความปวดร้าว .. เจ็บ .. เกินเก็บ .. กลั้น
เพื่อ-จัดการบ้านเมือง .. อย่าง-เบื้องบรรพ์
ป้อง-ชนชั้น .. ผู้ดี .. อยู่ - จีรัง !

O เส้นไฟยังวาบวนอยู่บนสรวง
คำพล่าม .. ปวง-พจน์ภาพ .. ก็ปลาบปลั่ง
แข่งเสียงฟ้าคำรน - เสียงคนดัง-
แผด, คลุ้มคลั่ง .. เสียงตอบ .. จาก-ครอบกะลา !
O จะแช่แข็งประเทศไทย ..
ฝนตกขี้หมูไหล .. จำได้ว่า-
คนจัญไรพบกัน .. แต่นั้นมา-
ก็เปิดครอบกะโหลกกะลา .. ร่วมฮาเฮ !













free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.