Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 

O น้ำค้างเดือนสิบ .. O








1 ..
O ค่อยค่อยก่อรูปวาง .. ก่อนสางหม่น-
จะเคลื่อนพ้นผ่านล่วง .. เมื่อดวงสูรย์-
ลอยเลื่อนขึ้นโชนช่วงเป็นดวงกูณฑ์
ผ่านจำรูญจำรัสโลมปัถวี
O เงียบงันทั้งเหน็บหนาว .. ที่พราวหยาด
พร้อมโอภาสดวงศศินใกล้สิ้นสี
จบสิ้นแล้วรมยาแห่งราตรี
จักเลือนลี้ตรู่สางจนจาง .. คลาย
O วารีหยดหยาดรอ .. จะล้อแสง
เพื่อแต้มแต่งงามระยับก่อนลับหาย
อย่างยินยอมแสงพลอดตราบวอดวาย
ก่อนเวียนว่ายหยาดซ้ำ .. อีกค่ำคืน
O เพียงเพื่อจะระเหิดระเหยร่าง
อยู่ท่ามกลางร้อนแรงของแสงคลื่น
ให้แผดเผารุมร้อนได้ย้อนกลืน
กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ
O กลั่นหยาดพิลาสร่วง-เป็นดวงประดับ
เรียงหยดรอแสงระยับ .. มาขับไข
กรรทบโลมเม็ดน้ำ .. อย่างร่ำไร
ก่อนมอดไหม้ระเหยช่วง .. จนล่วงรอย
O ที่บรรจบแห่งศิวาและราตรี
หยดวารีหยาดแล้ว .. จากแผ่วค่อย-
ตราบเติมงามเต็มพื้น-ด้วยผืนพลอย
เพื่อจักลอยระยับยวง .. ล้อดวงวัน
O เผาเถิดให้ระเหิดระเหยแห้ง
ทอดทอแสงงามระยับ .. ลงรับขวัญ
จะยอมรูปแหลกร่าง .. เป็นรางวัล-
การกีดกันแววระยับ .. ที่ลับเลือน
O จะหยาดให้เผาอยู่ทุกตรู่สาง
พลอยผืนจะหยาดวางทั่วทางเถื่อน
และจะรอร้อนเกรียมมาเยี่ยมเยือน-
เพื่อกลบเกลื่อนงามระยับลงกับกาล

2 ..
O เช้านี้ลมพลิ้วไหว .. โลมไม้ดอก
แล่นระลอกเข้าประนอม-รสหอมหวาน
ภุมรินรุดเร่งรับเบ่งบาน
เมื่อกรอบกาลเลื่อนช่วงรับดวงไฟ
O อ้อยอิ่งกลาง-หมอกเช้าอันขาวขุ่น
คืออกอุ่นอาวรณ์-ผู้อ่อนไหว
ริ้วลมร่ำแผ่วผ่านดอกมาลย์ไกว
เช่น-อาลัยไหวอยู่ .. ไม่รู้วาง
O ร่อนเร่เสาะสุมาลย์รสหวานหอม
ผึ้งบินล้อมเรณู .. แต่ตรู่สาง
ละม่อมรูปอิริยากอปรท่าทาง
ก็ล้อมขวางกักกันคอยบัญชา
O เฝ้าคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงหัวใจแต่ละห้อยเฝ้าคอยหา
ห้วงคำนึงทั้งผอง, ในสองตา-
จึงเหมือนว่าประทับอยู่แต่ผู้เดียว
O หรือพิมพ์ลงสัญญาแต่คราที่-
ร่วมวาทีพร่ำพร้อง .. ขอข้องเกี่ยว
จะกี่ภพกี่ชาติ, สวาดิเกลียว-
จงรัดเหนี่ยวผูกกันนิรันดร
O อ่อนหวานศัพท์สำเนียงความเอียงอาย
พร้อมแววตาเหลือบชม้ายจะคล้ายอ้อน-
นั้น-แต่งรอบเสน่หาให้-อาวรณ์-
จำเริญตอน .. ลุกลามขึ้นล่ามดึง
O อุษากาลผ่านคล้อย .. สูรย์ลอยเด่น
ค่อยแฝงเร้นอาลัยส่งไปถึง
หวังอีกทรวงห่วงหา .. จักตราตรึง
กับหวานซึ้งอาวรณ์ .. ส่งย้อนคืน
O รอเถิดรูปนิรมิตโศภิตผู้-
รอบแรงชู้โอบกระหวัด .. อย่าขัดขืน
นัยหนึ่งเมื่อหยัดหยั่ง .. จักยั่งยืน
อย่าคิดฝืนฝ่าหักแม้สักครา
O จะยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
ภายใต้อ้อมแขนหวง .. ผู้ห่วงหา
ย่อมมีเพียงหอมหวานแห่งมารยา
รอเจ้าถาโถมลง .. อย่างปลงใจ
O หมอกขุ่นขาวลับล่มกับลมร่ำ
เมื่ออกคร่ำครวญฝัน .. ยังฝันใฝ่-
อยู่กับความปรารถนา .. แรงอาลัย
ด้วยรูปพักตร์ผู้พิไล .. ตรึงนัยน์ตา
O อ้อยอิ่งกลางแดดสาย .. และอายอุ่น
กับงามหนึ่งละเมียดละมุนด้วยคุณค่า
แผ่วลมพลิ้วโรยสายปัดป่ายมา
คล้ายรอท่ารอทีผู้มีใจ
O หวังยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
คือ-หลงอ้อมแขนชู้ .. เกินกู้ไหว
หวังอาวรณ์เร้ารุม .. เช่นขุมไฟ-
โหมเข้าใส่อกนั้น .. ค่ำยันเช้า
O อย่าได้มีหมองหมาง .. เป็นอย่างอื่น
ทุกตาตื่นหัวใจแต่ใฝ่เฝ้า
ถวิลหาอ้อมแขนห้อมแหนเงา
โอบรูปเยาว์หยอกยั่วทุกชั่วยาม
O รอคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงอกใจต้องสาปจนวาบหวาม-
กับชั่วตาจบจูบ..ด้วยรูปนาม
ก็ถูกล่ามรัดไว้ทั้งใจกาย

3 ..
O เยี่ยงไรหนอคิดย้อน .. แล้วร้อนรุ่ม-
กับเพลิงขุมอาวรณ์ .. เกินผ่อนหาย
หน้าผากเนียนแก้มหน้า .. นัยน์ตาชาย-
สบ-แพ้พ่าย .. ละห้อยเห็น .. อยู่เช่นนั้น
O อาจรู้ฤๅ .. คะนึงหาบรรดามี-
ค่อยวาดวีพาใจ .. แกว่งไกวสั่น
สื่อเลศนัยเร้นอยู่ให้รู้ทัน
ด้วยสุดกั้นกีดงามที่ลามทรวง
O หวังถึงเนตรอ่อนโยน .. ค่อยโชนฉาย-
แวววาบคล้ายโลดแล่น-ด้วยแหนหวง
หวังถึงแรงบุญบาป .. จักทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงล้อมขวัญรัด-พันธนา
O ลับรูป .. หากคะนึงยังตรึงอยู่
ด้วยแรงชู้ปรุงชาติ .. สืบปรารถนา
จากท่วงทีอ่อนหวานที่ผ่านตา
ตรึงสัญญาบีบเค้น .. อยู่เช่นนั้น
O ลบเลือนฤๅ .. เพียงพรับคล้ายกับว่า
บางรูปหน้าผุดขวางขึ้นกลางฝัน
จะฝ่าพ้นอาลัย .. อย่างไรกัน
เมื่อกางกั้นทิศทาง .. ทุกย่างเดิน
O คล้ายกับการ-หมดสิ้นแรงดิ้นรน-
คือใจคนต้องหวาน .. อยู่นานเนิ่น
พ่ายแพ้ต่อรูปธรรมที่ก้ำเกิน
แล้วลุกลามจำเริญ .. อยู่เนิ่นนาน
O โหดร้ายกันจริงหนอ .. ลออลักษณ์
มากุมกัก .. รัดล้อมด้วยหอมหวาน
แล้วแทรกซึ้งซ่านล่วงสู่ดวงมาน
จนสะท้านสะท้อนอยู่ .. ด้วยผู้เดียว
O พาใจคนเฝ้าคิด .. หมายชิดเชย
จากรูปเผยให้ตา .. ละล้าเหลียว
จนยกเหยียดก้าวย่างของร่างเพรียว
เข้าล่มความเปล่าเปลี่ยว .. สิ้นเดี๋ยวนั้น !
O ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง

4 ..
O จากนี้-คือพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน-
ถ้อยคำวอน, สำหรับ .. พร้องศัพท์ .. ส่ง-
สื่อความหมายลึกล้ำแห่งจำนง
จำหลักลงใจงาม .. ไว้ล่ามคา
O หวังถึง-ความอาวรณ์..ที่ซ่อนเร้น
จักเพิ่มแรงบีบเค้น .. ให้เห็นท่า-
เห็นที-แววอ่อนหวานในม่านตา-
เผยออกให้รู้ว่า .. ใคร-อาวรณ์ ?




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2557
10 comments
Last Update : 22 ตุลาคม 2557 21:45:49 น.
Counter : 427 Pageviews.

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ
แวะมาอ่านบทประพันธ์ที่แสนไพเราะ ภาพที่บรรยายงดงามยิ่งนัก นัยแห่งน้ำค้างสะท้อนถึงความมั่นคงแห่
งความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ไม่ได้ใช้คำว่ารักเลยสักคำ ชื่นชมในวาทะศิลป์ค่ะ

 

โดย: วลีลักษณา 23 ตุลาคม 2557 7:48:24 น.  

 

ดายุ..

"O เพียงเพื่อจะระเหิดระเหยร่าง
อยู่ท่ามกลางร้อนแรงของแสงคลื่น
ให้แผดเผารุมร้อนได้ย้อนกลืน
กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ"

หาก หยาดน้ำค้างเปรียบเสมือนความรัก...
ลงท้ายด้วย..." กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ" นี่..
มีอยู่ แล้ว ดับไป... ทุกวัน..
คงจะต้องนั่งร้องเพลง..รักวันเติมวัน..ซินะ..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 23 ตุลาคม 2557 14:44:31 น.  

 

สวัสดีครับคุณวลี
ช่วงนี้เป็นการเอาบทเก่ามาลงใหม่ครับ .. เปลี่ยนรูปเปลี่ยนเพลง เปลี่ยนชื่อกลอน .. ก็ได้บทใหม่ลีลาเก่าหนึ่งบท
ใช้เวลาไม่นานครับ ..

น้ำค้าง ..
เกิดขึ้น .. จากความชื้นสัมผัสกับความหนาวเย็น
คงอยู่ .. ชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่นานนัก
หายไป .. เมื่อโดนแดด โดนลม
เป็นวัฏจักรช่วงสั้นๆ .. เหมือนอารมณ์รักของคนเรา .. เพียงแต่ต่างกันที่ช่วงยาวนานของวงรอบมันยาวกว่าน้ำค้างมากนัก
สำหรับบางคน อาจยาวนานทั้งชีวิตจนร่างกายแตกดับ ความรักถึงจะดับหายไปได้

ยินดีที่แวะมาทักทายนะครับ








มินตรา ..
ลำดับการเกิดขึ้นของน้ำค้างกับความรักเหมือนกัน .. คือ เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป
หากแต่ต่างกันที่ความยาวนานแห่งวงรอบการเกิดดับ

สำหรับกับบางคน .. เกิดขึ้นแล้ว อาจคงอยู่จนชั่วชีวิต และจักดับหายไปพร้อมกับลมหายใจแห่งชีวิตทีเดียว
คือตัดกันไม่ขาด .. แยกกันไม่ได้ .. ตลอดกาล

แต่สำหรับบางคน .. เหมือนความสวยงามแห่งดาวหาง ที่ .. “เพียงวูบเดียวแวบดับจนลับล่วง”
คือสั้นนิดเดียว และอาจพังโค่นลงมาอย่างง่ายดาย

 

โดย: สดายุ... 23 ตุลาคม 2557 21:16:36 น.  

 

คือสองบทนี้ค่ะ

ทีงดงามมากมายแม้จะแห้งเหือดไป ก็จะกลับมาใหม่ให้เผาอยู่อย่างนั้น

O เผาเถิดให้ระเหิดระเหยแห้ง
ทอดทอแสงงามระยับ .. ลงรับขวัญ
จะยอมรูปแหลกร่าง .. เป็นรางวัล-
การกีดกันแววระยับ .. ที่ลับเลือน
O จะหยาดให้เผาอยู่ทุกตรู่สาง
พลอยผืนจะหยาดวางทั่วทางเถื่อน
และจะรอร้อนเกรียมมาเยี่ยมเยือน-
เพื่อกลบเกลื่อนงามระยับลงกับกาล

น้ำแม้จะเปลี่ยนสถานะก็ยังคงเป็นน้ำและพร้อมจะกลับมาใหม่ วลีแปลเป็นแบบนี้ค่ะ

"รักเมื่อรักแล้วแม้ใจต้องแหลกลาญก็จะยังรัก"

สำนวนแบบนี้หาอ่านได้ที่นี่ที่เดียว ในกลอนไม่มีคำว่ารักเลยสักคำ แต่อ่านแล้วก็ตีความได้แบบนั้นค่ะ

 

โดย: วลีลักษณา 23 ตุลาคม 2557 21:37:57 น.  

 

คุณวลี ..

ครับ ตรงนี้ตีความได้ดีมาก
"รักเมื่อรักแล้วแม้ใจต้องแหลกลาญก็จะยังรัก" .. เพราะมันหมายความแบบนั้นจริงๆ ..

กับผู้หญิงบางคน ความรู้สึกนั้นทรงคุณค่าจนไม่อาจเปลี่ยนแปรโดยสิ้นเชิง .. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะรู้สึกอยู่อย่างนั้น ..

การเขียนกลอนที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก หากมันโต้งๆเกินไปก็ไม่น่าสนใจนักในความเห้นผม ..

ที่จริงแล้ว .. กลอนนารีปราโมชทั้งหมดเขียนติดตาม "จริตและอารมณ์ของวัยสาวน้อย" เป็นส่วนใหญ่ที่ผมมองว่า น่ารัก น่าหลงใหล และลอกเลียนแบบได้ยาก ที่ไม่ว่า "สตรีเพศผู้" จะพยายามอย่างไรก็ไม่เหมือน

 

โดย: สดายุ... 24 ตุลาคม 2557 6:13:58 น.  

 

คุณสดายุ
คนที่จะเขียนกลอนได้ขนาดนี้ จะต้องมีความละเมียดละไมมาก และมีความชำนาญในการร้อยกรองขั้นเทพ อีกทั้งมีคลังศัพท์ที่มีความจุมหาศาล มีอารมณ์และจินตนาการเป็นแรงขับเคลื่อน จึงได้บทร้อยกรองที่ไพเราะงดงามในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นคำ ความหมาย และ ความงดงามในการร้อยคำ

อารมณ์และจินตนาการ ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างงดงดงามนี้น่าจะเป็นความรู้สึกจริงที่มีต่อสาวน้อยอันเป็นที่รัก คนที่มีแววตางามระยับ ที่ทอประกายมาแผดเผาใจชาย จนน้ำค้างระเหยแห้งนับครั้งไม่ถ้วนนะคะ อิๆ ยินดีด้วยค่ะ

 

โดย: วลีลักษณา 24 ตุลาคม 2557 11:54:05 น.  

 


ดายุ..

"สำหรับกับบางคน ....คือตัดกันไม่ขาด .. แยกกันไม่ได้ .. ตลอดกาล"...

"O จากนี้-คือพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน-
ถ้อยคำวอน, สำหรับ .. พร้องศัพท์ .. ส่ง-
สื่อความหมายลึกล้ำแห่งจำนง
จำหลักลงใจงาม .. ไว้ล่ามคา "

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 24 ตุลาคม 2557 19:05:01 น.  

 

คุณวลี ..
ในความรู้สึกของผมแล้ว .. ผู้หญิงเป็นเพศที่น่ารักครับในทุกประการ
ไม่ว่า .. จะออดอ้อน .. จะงอน .. จะงอแง .. จะโศกเศร้า .. จะหัวร่อ .. จะริษยา .. จะงี่เง่าไม่มีเหตุผล .. ก็ตาม
ในสายตาผมก็ยังเห็นเป็นความน่ารัก น่าเอ็นดู อยู่ดี ..

ผมชอบเด็กผู้หญิง .. หากมีลูกก็ขอเป็นลูกสาว

ดังนั้น การเขียนกลอนนารีปราโมช จึงถูกจริตที่สุด .. ที่สามารถพูดได้ว่า “ประสบการณ์ทางความคิด” เกี่ยวกับอารมณ์หญิงสาวนั้น ผมมีมากกว่ากวียุคโบราณมากมาย

ทำไมถึงกล้าพูดอย่างนี้ ..
เพราะปริมาณที่ผ่านหูผ่านตา มันมากกว่ากัน
ปัจจุบันคนไทยมีประมาณ 67 ล้านคน
สมัย 14 ตุลา 2516 คนไทยมีประมาณ 30 ล้านคน
ถอยกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 คนไทยมีประมาณ 10 ล้านคน
ผมลองนึกย้อนไปถึงช่วงเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ประมาณยุคเจ้าฟ้ากุ้ง (ก่อนสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ประมาณ 100 ปี) น่าจะมีไม่เกิน 1-2 ล้านคน เท่านั้น
เมื่อเป็นชายซะครึ่งหนึ่ง .. ก็จะเหลือหญิงแค่ครึ่งเดียว .. ก็แค่หลักแสนคน

แต่ปัจจุบันนี้มีหญิงไม่ต่ำกว่า 34 ล้านคน .. ต่างกันมากจริงไหม ?
จำนวนหญิงสาวที่ผมเห็นผ่านตาย่อมมากกว่าที่เจ้าฟ้ากุ้งเห็นแน่นอน .. และจริตวัยสาวที่ต่างคนต่างมีย่อมมากกว่า หลากหลายกว่าตามไปด้วย .. จริงไหม ?

กวีโบราณจึงถือว่ามีข้อมูลในการเขียนน้อยกว่าผมมากนัก .. 555
อารมณ์สาวน้อยในปัจจุบัน ขนาดไหน .. คุณวลีคงเห็นตามเวทีคอนเสิร์ตบ้างแล้วนะครับ .. น่ารัก นาตี เหลือประมาณ อิๆๆ






มินตรา ...
นั่นคือ สายใย เยื่อใย ที่มันรัดพันคนสองคนเอาไว้ .. ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาแค่ไหน ก็ทุกครั้งจักจบลงด้วย-ยิ่งรักยิ่งผูกพัน อาลัยอาวรณ์ต่อกันอย่างไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ..

อาจเป็นเพราะจริตที่ต้องกันในบางด้านที่ยากจะอธิบายด้วยเหตุผล
แต่เป็นจิตวิญญาณที่โหยหากันและกันอย่างไม่จบสิ้น



 

โดย: สดายุ... 24 ตุลาคม 2557 20:16:14 น.  

 

ดายุ..

"O ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง"

ผ่านมา...เพื่อ.." ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง"

ระยะนี้ ใครคนหนึ่งกำลังอยู่ในอารมณ์อ่อนหวาน..น่ารัก
..จนคนอ่านอบอุ่นใจไปด้วยในห้องที่อบอวลด้วยอารมณ์รัก..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 25 ตุลาคม 2557 9:20:07 น.  

 

มินตรา ..
การที่คนมีความรัก ทำให้คนมีชีวิตชีวา
การที่คนมีคนที่รัก และได้รับรักตอบ ทำให้ชีวิตมีความหวัง
มันเป็นแรงขับที่มีพลัง .. มากกว่าสิ่งใด
.
.
ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง
.
บทนี้จึงสอดรับกับ”บริบทช่วงนี้” ได้อย่างลงตัว
คำว่า ถนอมขวัญ .. ทะนุถนอม .. มันชัดเจนมากในความรู้สึก

 

โดย: สดายุ... 25 ตุลาคม 2557 22:19:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#10


 
สดายุ...
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 97 คน [?]










O สิ้นวาสนา .. O





O และแล้วก็มองเห็นความเป็นจริง
ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง..เพียงร่างฝัน
ปรากฎขึ้นเป็นโจทก์..ชี้โทษทัณฑ์
เพื่อสุมใส่โศกศัลย์..เข้าพันธนา

O ถวิลถึงก็วิตกสะทกสะท้อน
ฑิฆัมพร..เฝ้าแต่เหลียวแลหา
ลอยเด่นกลางสรวงนั่น..คือจันทรา
จนเกินมือเอื้อมหา..เพื่อคว้าดึง !

O เคว้งคว้างอยู่กลางคลื่นที่ตื่น..คลั่ง
คลื่นเทวษที่ลึกดั่ง..เกินหยั่งถึง
รอวิญญาณไร้สิทธิ์..ลงติดตรึง-
อยู่ก้นบึ้งโศกศัลย์..ในบั้นปลาย

O อีกครั้ง..และอีกครา-ความอาวรณ์-
ต้องขาดตอนขาดช่วงจนล่วงหาย
อีกครั้งที่อาลัยจากใจชาย-
ต้องวอดวายล่มคา .. รูปปรารมภ์

O อีกครั้งที่ใจชาย..จะคล้ายว่า-
ต้องโทษทัณฑ์ทรมาจนสาสม
เมื่องามหนึ่งรูปละม่อมเคยจ่อมจม
ต้องมาล่มลับหายกับสายกาล

O รูปเอยรูปงามเยาว์..ดั่งเงาล้อม
จากเผยรูปเห่กล่อมด้วยหอมหวาน
ดลจริตส่งรับอยู่นับนาน
กลับต้องลาญลบสิ้น..จากถิ่นทรวง

O เสียเจ้า-เยาวรูป..ราวสูบสั่ง-
จากเทพทวงเปล่งปลั่ง-คืนฝั่งสรวง
มอบเปล่าเปลี่ยวสุมสั่ง..ใจทั้งดวง
เป็นภาพลวงรองรับ..การลับ..ลา

O จะมีหรือกาลหวนให้จวน-จบ
แต่นี้ตราบผืนภพ..ดินกลบหน้า
คงรอคอยเงียบเหงาให้เข้ามา-
ฉุดลากอาดูรถวิล..ให้สิ้นลง

O นี่หรือ-ปวดร้าว, เจ็บ..อันเหน็บหนาว
ในทุกก้าวย่างรุดเหมือนสุดบ่ง
นี่หรือ..ความขมขื่นที่ยืนยง
คล้ายสืบส่งสมสั่ง..จนคั่งคา

O จะเจ็บจำฝังไว้..เพื่อได้เห็น-
ใจที่เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อปลดปล่อยโทษทัณฑ์ให้บรรดา-
ชายอื่นรอเยี่ยมหน้าด้วยสาใจ

O เทพผู้กอปรฤทธีทั้งสี่โลก
พึงอวยโศกครอบอก-จนหมกไหม้
เอื้อดวงจิตหลอมเหลวด้วยเปลวไฟ
เผาผลาญให้มอดสิ้นทั้งจินตนา

O จะเกิดดับกี่วัฏฏะวงรอบ
ขอนบนอบด้วยเล่ห์เสน่หา
ยอมให้เหยียบย่ำเล่นเหมือนเป็นมา
ในทุกกาละภพที่พบกัน

O อย่าได้คลายอาวรณ์ที่เคยมี
ในทุกที่ทางเที่ยวจะเหลียว-หัน
จะรอคอยย่ำเหยียบ..อย่างเงียบงัน
รอเท้าเรียวเจ้านั้น..เหยียบ-หยันเทอญ











free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.