Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2559
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
28 สิงหาคม 2559
 
All Blogs
 

O ความจริง กับ ความเท็จ .. ! O

มีความจริง
และมีความเท็จ
ในสังคมการเมืองไทย
.
.
คนไทยจำนวนไม่น้อยยึดถือความเท็จเป็นสรณะ
และจำนวนมากกว่าที่ยึดมั่นในความจริง หรือหากเข้าใจผิดก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความคิดในที่สุด
.
.
ความเท็จและความจริงผ่านการรับรู้ทางข่าวที่นำเสนอของสื่อมวลชน
เป็นสื่อมวลชนที่มีทั้งจรรยาบรรณ และไร้จรรยาบรรณ คือเลือกข้าง
สื่อมวลชนเลือกข้าง แค่ฟังความเห็นก็สะอิดสะเอียน
.
.
ความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึก เป็นต้นว่า ..
" คนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการทางการเมืองแล้วก่อให้เกิดการตายของคนบริสุทธิ์จำนวนมากนั้น ยังคู่ควรต่อการชี้นำทางความคิดคนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น !"
การทำให้เกิดการตายของคนมือเปล่าที่บริสุทธิ์ ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นความชั่วร้าย เลวทราม ของเจตนารมย์ผู้กระทำ
.
.
จิตใจที่ชั่วช้าเลวทรามนั้นจะมีความเป็นไปได้หรือที่จะทำเรื่องดีงามได้ ?
.
.
นี่คือการมองเรื่องราวตามหลักสามัญสำนึก
.
.
ชูวิทย์ เป็นนักการเมืองคนหนึ่ง
เรารู้จัก ชูวิทย์ จากสื่อสารมวลชน
บ้างอาจเคยพบเห็นตัวจริง
บ้างอาจรู้จักเป็นการส่วนตัว
แต่คนจำนวนมากในประเทศที่รู้จักชูวิทย์ ไม่เคยพบเคยเห็นตัวจริงแน่นอน
.
.
หากคนจำพวกหลังสุดนี้บอกว่า ชอบชูวิทย์ รักชูวิทย์ ศรัทธาชูวิทย์ และจะไปเลือกชูวิทย์หากมีการเลือกตั้ง .. อันนี้มีความเป็นไปได้ เพราะไม่ขัดหลักสามัญสำนึก
.
.
แต่หากคนจำพวกหลังสุดนี้บอกว่า สามารถตายเพื่อชูวิทย์ได้ .. อันนี้คือตอแหล เพราะขัดหลักสามัญสำนึก มีความเป็นไปได้เป็น 0
.
.
นี่คือการมองเรื่องราวตามหลักสามัญสำนึก
.
.
เมื่อหลักสามัญสำนึกที่ฝรั่งเรียกว่า common sense นี้ไม่ยอมทำงานในสมองของกะโหลกใด .. ความเท็จในสมองนั้นๆก็จะเบ่งบานและเติบโต
.
.
ในทางพุทธศาสนาเราเรียกคนประเภทนี้ว่า "บัวใต้น้ำ"
ใต้น้ำ คือ ภาวะที่ไม่สัมผัสโดนแสงแดด
.
.
ความเท็จที่ครอบครองเนื้อสมองอยู่ คือ ภาวะที่ไม่สัมผัสโดนความจริง
นี่คือการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย
.
.
เป็นความเท็จที่รอพร้อมอยู่ตลอดเวลา ให้ฆาตกรลุกขึ้นมาชี้นำ บอกกล่าว ว่าสังคมควรเป็นอย่างไรถึงจะดี
.
.
แปลว่า สมองที่ไม่สัมผัสความจริงนั้น มองว่า การมีส่วนร่วมในการตายของคนบริสุทธิ์จำนวนมากนับร้อย คือสิ่งที่ไม่ได้เลวร้ายอะไร และสามารถยอมรับได้
.
.
เป็นการยอมรับได้ในขณะที่วันวิสาขะบูชาก็ต้องพรั่งพร้อมไปด้วยลีลาของศรัทธาชนผู้เคารพธรรม !
ด้วยลีลาของคำ "สาธุ" ท่องติดริมฝีปาก
ด้วยลีลาของมือที่ยก "ไหว้พระ" อ่อนน้อม เยือกเย็น
.
.
เป็นโลกของผู้ตอแหลขนานแท้ที่ ..
ปากสาธุศีล
มือยกไหว้พระธรรม
และใจยอมรับการฆ่าของฆาตกรว่าชอบแล้ว !




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2559
0 comments
Last Update : 28 สิงหาคม 2559 7:49:01 น.
Counter : 55 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









free counters





Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.