Group Blog
 
All blogs
 

The Ending Is The Beginning



หลายปีก่อน.. ผมเคยตอบกระทู้ผู้หญิงคนนึงใน mThai
เธออยู่ในภาวะที่ทำใจไม่ได้ กับความสัมพันธ์ที่จบลง

ผมเขียนไว้พอใช้ได้.. จนมีคนเอาไปทำ Fwd mail กันใหญ่โต
เอาไปใส่รูป ใส่โน่น ใส่นี่ ส่งกันไปมาจนวันนึง ผมต้องอมยิ้มที่มันกลับมาถึงผม

ไม่ได้กลับมาครั้งเดียว ไม่ได้กลับมาเวอร์ชั่นเดียว แต่มีถึงสามเวอร์ชั่น
ในบล็อคแกงค์นี่ ก็เคยมีใครคนนึงเอาไปใส่ในบล็อคด้วย

ผมเขียนไว้อย่างนี้ครับ

มีประโยคหนึ่งในหนัง IL MARE
ที่น่าสนใจมาก ... เขาบอกทำนองว่า ...
ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ
ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก
... แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก

ถ้าวันนี้คนสองคน ต่างหมดรักกันไป
คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก
แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง
ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้

ธรรมชาติของรัก มักไม่ให้โทษแก่ใคร
เพียงแต่อาจปรุงแต่งให้หัวใจพองฟูจนลืมนึกถึงความจริงที่ว่า
มีวันที่รักมา ก็อาจมีวันที่รักไปได้

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม
หลายคนจึงอดหลงไหลได้ปลื้มกับมันไม่ได้ในยามที่มันอยู่
เรามักหลอกตัวเองว่า เพราะเรารักเขามาก
เขาคงเห็นความดีความตั้งใจของเรา
และรักเราตอบบ้าง ไม่มากก็น้อย

และเมื่อเขาตอบรับรักของเรา
ความฟูของหัวใจ มักทำให้เราก้าวล่วงไปถึงการรู้สึกยึดมั่น
ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวทางใจอย่างหนึ่ง
ที่จะต้องอยู่กับเราทุกครั้งที่เราต้องการ นานเท่าที่เราปรารถนา

ความรู้สึกอันนี้แหละ คือจุดเริ่มของความเจ็บปวดทั้งมวล
เพราะมันฝืนกฎธรรมชาติ
ไม่ได้บอกว่า ... รักต้องลงเอยด้วยความเศร้าเสมอไป
เพียงแต่ถ้าเขาจะอยู่ เขาจะไป
จะรักคุณมากขึ้น คงเดิม หรือหดน้อยถอยลง
ก็จะเป็นเพราะคนสองคน
ไม่ใช่ความต้องการของเราฝ่ายเดียว หรือเขาฝ่ายเดียว



ชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก
... แต่ในความซับซ้อนนั้น
มันก็เรียบง่ายอย่างที่เรานึกไม่ถึง
เพราะไม่ว่าสิ่งไหน เรื่องอะไรสารพัดสารพัน
ทุกอย่างล้วนแต่อยู่ในกฎเดียวกัน
มันจะ เกิดขึ้น ... ตั้งอยู่ ... แปรสภาพ แล้วก็จบลง

รักที่สมหวังอยู่กันจนแก่เฒ่า ก็หนีไม่พ้นกฏข้อนี้
เพราะวันหนึ่ง ไม่เราก็เขาก็ต้องตายจากกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ... วันนี้เขาอยู่หรือจากไป

สำคัญที่ว่า ... ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกัน
ขอให้มีความทรงจำที่ดี ... ก็เพียงพอแล้ว
อย่างน้อย เราก็ยังมีอะไรดีดีให้นึกถึง
และยิ้มให้ความทรงจำนั้นได้

ถึงวันนี้จะยังร้องไห้ ก็คงไม่กระไร เพราะชีวิตก็เป็นแบบนี้
มีวันที่เลวร้าย มีวันที่สวยงาม มีวันที่ว่างเปล่า

สุขก็อยู่กับเราไม่นาน ทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน
สุขเคยแวะผ่านมาแล้วก็ไป
ทุกข์ก็เป็นเฉกเช่นกัน



นั่นเป็นยุคแรกๆ ที่ผมเริ่มตอบกระทู้ โดยอาศัยหลักธรรมะของพระพุทธเจ้ามาแทรกไว้

ผมขอใช้โอกาสมอบข้อเขียนอันนี้ ให้น้องสาวท่านนึง
ผมอยากบอกว่า.. ผมเข้าใจ

ผมรู้ว่า เท่านี้คุณก็เป็นทุกข์มากแล้ว กับสิ่งที่คุณทำไป
เรื่องผิด เรื่องเป็นคนไม่ดี ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ผมไม่ถือ

อย่าแปลกใจที่ผมจะสงบนิ่ง ยิ้ม.. และไม่โกรธ
เพราะอย่างที่ผมเคยบอกว่า.. ผมไม่รู้ว่าเรื่องของเรามันจะเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่า ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด ให้คุณมีความสุข
นั่นคือความคาดหวังเดียวที่ผมมี

ฉะนั้น.. เมื่อมันมาถึงจุดนี้.. ผมก็ตอบตัวเองได้ว่า
ผมทำดีที่สุดแล้ว

ไม่มีอะไรที่ผมต้องเสียใจ ไม่มีอะไรที่จะต้องแบกไว้

แต่ถามว่า.. เราควรจะต่อว่าต่อขานกัน ให้เจ็บช้ำน้ำใจ
ต้องซ้ำเติมให้อีกฝ่ายเสียใจ เพื่อความสะใจของเราไหม
..ตอบตรงนี้ได้ว่า ไม่ควรครับ

ระหว่างการเดินทางไป กัวลาลัมเปอร์เที่ยวนี้
ตอนก่อนเครื่องจะบินขึ้น แอร์เขาสาธิต Safety Emergency อยู่

ผมนึกเล่นๆว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมา ผมควรจะเตรียมใจอย่างไรบ้าง
ยังจะมีอะไรที่มีความหมายกับชีวิตผมไหม เมื่อผมจากไป

จะสำคัญไหมว่า ผมขับรถอะไร บ้านหลังใหญ่ไหม มีเงินเท่าไหร่ ทำงานอะไร
รูปหล่อไหม แฟนชื่ออะไร มีหนังสือไหนเขียนชมมั้ย หรือมีคนเข้าใจผมไหม

แล้วผมก็พบว่า ไม่มีเลย.. ผมก็ต้องไปเริ่มจุติในภพใหม่
เริ่มต้นใหม่หมด เว้นเสียแต่ปัญญาจากการวิปัสสนา และกรรม ที่ติดตัวไป

ชีวิตเป็นเรื่องไร้สาระ ว่างเปล่าโดยธรรมชาติ
แต่ธรรมชาติที่ไร้สาระ และว่างเปล่านั้นแหละ
ที่อุดมไปด้วยปัญญา ให้เราตักตวง

ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเรียนรู้จากมันแค่ไหน
เราจะเลือกจัดการกับความไร้สาระ และว่างเปล่าอย่างไร

เหมือนเช่นที่ผมเชื่อคำของพระพุทธเจ้าว่า..
ทุกอย่างที่มีการเกิดขึ้น ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา

จุดอ่อนของมนุษย์ .. ไม่ได้อยู่ที่เราต้องอยู่ภายใต้กฏข้อนี้
แต่อยู่ตรงที่.. เราไม่ยอมรับมันและคาดหวังว่า สิ่งดีๆบางสิ่ง จะต้องคงอยู่สม่ำเสมอตลอดไป

เมื่อทุกสิ่งไม่เป็นไปดังหวัง เราก็มักจะเสียใจ แค้นเคือง
โทษคนโน้น คนนี้ โทษตัวเอง แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองว่า

ธรรมชาติของสรรพสิ่ง มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
มันไม่ได้มีแต่เรื่องร้ายๆหรอก เรื่องดีๆก็มีอยู่

ในวันที่เลวร้ายที่สุด..
พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก
เราก็ยังหายใจเข้าแล้วก็ออกสลับกัน ตามปกติ

ถ้าหัวใจยังเต้น เลือดยังสูบฉีด ชีวิตยังดำเนินไป
สิ่งดีๆก็ยังเกิดขึ้นได้

ฉะนั้น.. อย่าเสียใจที่ชีวิตเป็นเรื่องไร้สาระ หาอะไรแน่นอนไม่ได้
เพราะความไร้สาระของมันนี่แหละ คือสิ่งที่มีสาระที่สุด

ขอให้เธอคนนั้น โชคดีนะครับ.. รวมถึงคุณผู้อ่านทุกท่านด้วย







 

Create Date : 30 มิถุนายน 2550    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2550 0:28:57 น.
Counter : 4737 Pageviews.  

บ๊ะจ่าง จตุคาม Bruce ALmighty และห้องปฏิบัติธรรมของผม



วันอาทิตย์ เปิดเพลงเสี่ยวบ๊ะจ่างไปสองเพลง
คนฟังชอบใจมาก จนส่งบ๊ะจ่างมาให้กินจริงๆ



เพลงมันน่ารักดีจริงๆนะครับ เติ้งลี่จวิน เธอก็ร้องดีจริงๆ

บ๊ะจ่างนี่ตามประวัติที่คุณจิตรา ก่อนันทเกียรติเขียนเล่าไว้
เป็นของกินที่เกิดขึ้นเพราะประเพณีของคนจีนในแคว้นนึง
ที่ทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงขุนนางผู้ซื่อสัตย์ แต่ตกยากคนนึง ชื่อคุกง้วน

เป็นขุนนางดี แต่เกิดผิดยุค ผิดสมัย
ดันไปเจอกษัตริย์ที่ขาดทศพิธราชธรรม อย่างก๊กฉู่
และเจอขุนนางคนอื่นที่เกลียดชัง ริษยา จนถูกเนรเทศ
ที่สุดแล้วน้อยใจจนไปโดดน้ำตาย (อันนี้ไม่ค่อยฉลาดเลยแฮะ ท่านคุกง้วน)

ชาวบ้านรู้ข่าว ก็พยายามลงไปงมหาศพขึ้นมาทำพิธีแต่หาไม่เจอ
เลยเอาข้าวสารไปโปรยในแม่น้ำ ให้กุ้งหอยปูปลากิน เพื่อจะได้ไม่ไปกินศพของคุกง้วน
ไปๆมาๆ ก็มีคนคิดทำบ๊ะจ่างขึ้นมาไหว้เพื่อรำลึกถึงคุกง้วน
แต่อย่าถามว่าไปๆมาๆทำไมต้องใส่ใบจาก แล้วเกี่ยวไรกะไหว้บรรพบุรุษ

ต้องไปถามคนแถวเสฉวน สมัยคุกง้วนโน่น

ว่ากันว่าวันที่ท่านไปโดดน้ำป๋อมแป๋ม ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ของจีน
ก็เลยถือเอาวันนั้นเป็นวันไหว้บ๊ะจ่าง

เทศกาลบ๊ะจ่างนี่มีแค่ปีละหน ไม่เหมือนเทศกาลสร้างจตุคาม
ตอนนี้แทบจะสร้างกันรายสัปดาห์อยู่แล้ว

นึกแล้วก็น่าเหนื่อยใจแทนท่านจตุคาม รามเทพ มิใช่น้อย
เพราะเดิมทีท่านปกปักรักษา ชาวบ้านทางทะเลใต้เฉยๆ
ตอนนี้มันลุกลามขยายไปทั่วประเทศ

มันคงคล้ายๆ คนเคยมีลูก 3 คน แล้ววันนึงกลายเป็นคุณพ่อลูก 300 ขึ้นมา

ท่านจะเต็มใจหรือเปล่าไม่รู้ล่ะ แต่ผมเห็นคนเรียกท่านเป็น "พ่อ" กันเป็นแถว

พูดเรื่องจตุคามแล้วผมนึกถึงหนังเรื่อง Bruce Almighty
ที่จิม แคร์รีย์ เล่นเป็นผู้ชายที่สารพัดจะบ่นพระเจ้า จนวันนึงพระเจ้าหมั่นไส้
เลยบอกว่า.. มา .. เอ็งลองมาเป็นพระเจ้าดูสักเจ็ดวัน จะได้รู้

จิม แคร์รีย์ ถึงได้พบว่า การเป็นคนมีอำนาจสูงสุดในจักรวาล
มันไม่ได้เรียบง่าย สวยหรูดูดี อย่างที่เขาคิด
โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่มีคนสวดภาวนาขอพร ขอให้ถูกหวย
ขอโน่น ขอนี่ ขอนั่น จากทั่วโลก ที่ถูกจัดเรียงส่งถึงเขาในรูปของอีเมล์

เท่ากับวันๆนึง เขาต้องอ่านและตอบคำขอของคนเป็นล้านคน
ถ้าให้หมด ก็วุ่นวาย ถ้าไม่ให้ ก็จะมีคนด่า อย่างที่เขาเคยทำ

ผมอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า สมัยผมเอนท์ทรานซ์ ถ้าจตุคามกำลังฮอตๆ อย่างตอนนี้
สงสัยจะมีนักเรียนห้อยท่านไปช่วยทำข้อสอบด้วยเป็นแถว

ที่จริงสมัยผมเอนท์นั้น เขาฮิตไหว้พระพรหมเอราวัณกัน
ผมไม่เคยเข้าไปไหว้ท่านเลย ทั้งๆที่นั่งรถเมล์ผ่านบ่อยๆ
ยิ่งตอนเอนท์ ยิ่งไม่กล้าไปบนท่าน เพราะเคยนึกเล่นๆว่า
ถ้าคณะผมเขารับ 120 คน มีคนมาบนสัก 200 คน ท่านจะช่วยใคร

ช่วยคนที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดเหรอ ไม่หรอกมั้ง...
ท่านเป็นพรหมแล้ว อยากได้อะไรวิเศษท่านก็เนรมิตเอาเองได้

อุตส่าห์ทำบุญกุศลมากมาย ได้ไปเป็นตั้งท้าวมหาพรหม
แต่ต้องมานั่งดมควันธูป รมกลิ่นควันรถตรงสี่แยก
มานั่งดูคนฟ้อนรำชุดเดิมๆ วันละสิบกว่ารอบ
แค่นี้ท่านก็เหนื่อยแย่แล้ว วันดีคืนดียังมีคนบ้ามาทุบเล่นซะอีก

ถ้าผมเป็นท่าน คงจะนึกในใจว่า
ขอเรากลับไปอยู่สบายๆบนสวรรค์ได้มั้ยนี่

แต่อยู่มาวันนึงนั่งรถเมล์ผ่าน ช่วงใกล้ๆจะสอบ
ผมก็นึกเล่นๆขึ้นมาว่า ถ้าผมเอนท์ได้ ผมค่อยเอาพวงมาลัยมาถวายท่านก็แล้วกัน

พอเอนท์ได้ ก็เลยได้ไปไหว้ท่านอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
เพราะไม่อยากให้ท่านเข้าใจว่าผมเบี้ยว แม้ว่าจะไม่ได้บนโดยเจตนาก็ตาม ฮา...

ทุกวันนี้ ครูบาอาจารย์ ท่านจะเตือนลูกศิษย์ให้ผมได้ยินบ่อยๆว่า
ทำบุญแล้วอย่าอธิษฐานให้ได้เป็นเทวดา เป็นพรหมนะ
ให้เกิดเป็นมนุษย์ ผู้มีจิตใจสูงดีกว่า จะได้มีโอกาสมาเจริญสติ
มาเรียนวิปัสสนาต่อให้เสร็จกิจ

เป็นเทวดา เป็นพรหม ไประยะนึง จนหมดบุญ
วันนึงก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ มาเริ่มใหม่อีก
แล้วก็ต้องลุ้นว่า จะเดินทางชีวิตผิดพลาดเมื่อไหร่

หลายคนที่ผมสนิทด้วย แล้วผมดูว่าใจไม่ปิดมาก
ผมจะคอยเตือนว่า.. ชาตินี้ ได้เกิดเป็นมนุษย์
หน้าตาดี ผิวพรรณดี ฐานะดี ครอบครัวดี การงานดี
เท่ากับมีบุญเท่าเทวดา แต่มาอยู่ในโลก

ก็อย่าประมาท อย่าทิ้งโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมนะ
อย่าคิดว่ามีบุญแล้ว บุญเก่าจะไม่มีกรรมมาตัดรอน
อย่าคิดว่าบุญเป็นของใช้ไม่หมด

ถ้าใช้อย่างเดียว ไม่สร้างกรรมใหม่ที่ดี ไม่ต่อยอดบุญไปเรื่อยๆ
วันนึงก็หมดได้

บุญกุศลที่ดีที่สุด ไม่ใช่การทำสังฆทาน ไม่ใช่การถือศีล
อันนั้นมันบุญกุศล ระดับเบสิค พื้นๆ ใครก็ทำได้

ผมเคยได้ยินคนเล่าว่า ..
พระพุทธเจ้าบอกพระสาวกว่า

จะบูชาเราด้วยเครื่องหอมชั้นเลิศ
ภัตตาหารชั้นเยี่ยม จะสร้างวัดที่สวยที่สุดในโลกให้เรา
ก็ยังไม่ได้บุญเท่าการปฏิบัติบูชา

การปฏิบัติในความหมายของท่าน คือการวิปัสสนานี่แหละ

เพราะมีแต่พุทธศาสนา ที่สอนเรื่องวิปัสสนา
มีแต่วิปัสสนา ที่พาเราไปสู่การหลุดพ้นจากวังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
อันนั้นเราพูดกันเรื่องประโยชน์ในขั้นสูงสุดนะ

หรือในระดับรากหญ้า คนธรรมดา ที่มีวิปัสสนาในชีวิต
ก็จะเป็นคนที่มีทุกข์น้อยกว่าคนทั่วๆไป

เพราะวิปัสสนาจะพิสูจน์คำสอนหลายอย่าง
ที่เราเคยได้ยินได้ฟัง ให้เรา เห็นของจริง
เช่น คำสอนว่า สิ่งทั้งหลายในโลก
ล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

เช่นคำสอนที่ว่า กายนี้ ไม่ใช่ของเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา
ตัวเราไม่มี มีแต่ความเห็นผิด สำคัญผิด ว่าตัวเรานี้มีอยู่

เช่นคำสอนที่ว่า ทุกข์ ดับได้ด้วยสติ โดยไม่จำเป็นต้องมีความ"อยาก"ดับทุกข์

เช่นคำสอนที่ว่า สุขก็อยู่กับเราไม่นาน
ทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน

จะดี จะเลว จะสุข จะทุกข์ มันผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
เหมือนลมที่พัดมาหอบนึง ผ่านไป

ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ถาวร ในชีวิต

มีคนถามผมเสมอว่า ผมไปวัดบ่อยแค่ไหน ไปปฏิบัติเข้าคอร์สบ้างหรือเปล่า

ผมตอบไปว่า.. คนทำงาน 7 วันแบบผม ไม่ค่อยมีโอกาสดีอย่างคนอื่น
ผมไปวัดน้อยมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนๆคนอื่น ที่ปฏิบัติอยู่ด้วยกัน

เพียงแต่ผมถือว่า ทุกที่ที่ผมมีชีวิตอยู่ คือห้องปฏิบัติธรรมของผม
ไม่ต้องรอให้อยู่ในวัด แต่เอาวัดมาอยู่ในใจเรา

แล้วก็ปฏิบัติได้จากตรงนี้
นั่งเขียนบล็อค ก็ดูจิตได้..

เขียนดี อ่านแล้วชอบใจ รู้ว่าชอบใจ
เขียนไม่ดี เขียนไม่ออก ไม่ชอบใจ รู้ว่าไม่ชอบใจ

อาบน้ำ ก็ดูจิตได้
ก่อนอาบขี้เกียจ ไม่อยากอาบ รู้ว่าขี้เกียจ รู้ว่าไม่อยาก
พอเปิดน้ำเจอน้ำเย็น ตกใจ รู้ว่าตกใจ
แต่อาบเสร็จแล้วสบาย รู้ว่าสบาย

เดินไปขึ้นรถ ก็เหมือนเดินจงกรม เพราะเรารู้สึกตัว
คอยตามรู้การเคลื่อนไหวของกาย และจิต

ขับรถไปทำงาน หรือกลับบ้าน ก็ดูจิตได้
มีคนขับรถน่ารำคาญ รู้ว่ารำคาญ โกรธรู้ว่าโกรธ
เห็นความรำคาญ ดับวับไป รู้ว่ามันดับ
เห็นความโกรธ จางลงๆ รู้ว่าจางลง

มันดับไป แล้วยินดี รู้ว่ายินดี
มันมีอัตตาว่ากูเก่ง กูทำได้ รู้ว่ามีอัตตา

เขียนบล็อดยาวเกินไป เห็นเวลา..สายแล้ว
ตกใจรู้ว่าตกใจ ..


เอิกกกก... สุขสันต์วันไปทำงานสายครับ




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2550    
Last Update : 21 มิถุนายน 2550 23:43:22 น.
Counter : 1400 Pageviews.  

อยากบังคับความคิดจัง ทำไงดี



วันนี้เป็นวันแรกในรอบ เกือบครึ่งปี ที่อยู่ๆ ก็มีเวลาว่างขึ้นมา
เลยมีเวลาเข้าไปเช็คเมล์ส่วนตัว และได้อ่านเมล์จากน้องที่ไม่เคยรู้จักกันคนนึง

อนุมานเอาว่า คงอ่านบล็อคผมแล้วก็อยากถามคำถาม

หวังว่าจะไม่ว่าอะไร ที่ผมเอามาแปะไว้ในบล็อคนี้
แต่ผมไม่ได้ลงชื่ออ่ะนะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าน้องคนนี้เป็นใคร

น้องเขาเขียนมาแบบนี้ครับ

สวัสดีค่ะ คุณ.........
ขอเรียกว่าคุณผู้ชายก้อแล้วกันนะค่ะ

ตอนนี้เราอายุ 18 แล้ว
แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่โตเลย
เวลาดูคนอื่นแล้วก้อคิดในใจว่า เค้าโตกันจัง
บางครั้งเราก้อเป็นเด็ก แต่บางครั้งเราก้อเป็นผู้ใหญ่
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเป็นคือสับสนในชีวิต
ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ขนาดไม่กี่เดือนก้อจะเข้ามหาลัยอยู่แล้ว
แต่ก้อยังไม่แน่ใจในตัวเองซะที

เราเป็นคนที่มีความประพฤติดี แต่คิดไม่ดี
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ชอบเอาเสียเลย
รู้ว่าความคิดนั้นมันไม่ดี
แต่ก้อไม่เคยจะห้ามมันได้เสียที
จนบางครั้งคิดว่า จะมีทางไหนที่จะไม่ทำให้เราคิดร้าย
หลายครั้งที่ชอบหลอกตัวเอง
แต่จริงๆในใจลึกๆแล้ว เรารู้ว่ามันไม่ใช่

เห็นคุณผู้ชายชอบธรรมะ
ตอนอายุเท่าไหร่ ที่เราจะปลงได้
หรือเข้าใจชีวิตได้จริงๆเสียที
อยากรู้อ่ะ
?????

ทำไมชาวพุทธตัวอย่างที่เคยๆเรียนมา
(คุณผู้ชายจะเคยเรียนหรือเปล่าไม่รู้)
เค้าเข้าใจธรรมะได้ง่ายจัง
ฟังแค่ครั้งสองครั้งก้อบรรลุแล้ว
แต่นี่ ฟังแล้ว รู้แล้ว แต่ใจก้อยังคิดไม่ได้เลย

กลุ้มเน๊อะ....... ชีวิต

(เล่าสู่กันฟัง)


อ่านแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ .. ว่าบางอย่างน้องเขาก็สงสัย เหมือนผมในวัยสิบกว่า เหมือนกัน

ผมตอบน้องเขาไปแบบนี้ครับ

สวัสดีครับ คุณน้องเล่าสู่กันฟัง :)

คุณเป็นเด็กช่างสังเกตนะ พี่ขอชม
คุณเข้าใจถูกแล้ว ว่าคนเราห้ามความคิดไม่ได้หรอก

ความคิดของมนุษย์ เป็นส่วนนึงของจิต
จิตเป็นสิ่งที่ทำงานเป็นอิสระ นอกเหนือการควบคุม

สิ่งที่เราคุมได้มีแค่ 2 อย่าง คือคำพูดและการกระทำ

พระพุทธเจ้า ท่านก็รู้แบบเนี้ย ว่าธรรมชาติของจิตเป็นยังไง
ท่านเลยกำหนดให้เรามีศีล อย่างศีล 5 ไว้เป็นรั้ว ที่กั้นเราไว้
ไม่ให้ความคิดไม่ดีที่ว่า มันล้นออกไปละเมิดคนอื่นเขา

คุณเคยสังเกตไหมว่า ที่จริง นอกจากความคิดนึกแล้ว ก็ยังมีอีกหลายอย่างนะ
ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา อย่างความรู้สึก ความจำ การรับรู้

พี่เดาว่าคุณรู้จักพี่จากในบล็อค พี่เลยจะแนะนำว่า
ไอ้เรื่องที่คุณสงสัย ที่คุณกังวล ความรู้จากวิปัสสนาจะช่วยคุณได้

หัวใจหลักของวิปัสสนา เป็นเรื่องการเรียนรู้ความจริงของจิต
ถามว่ารู้อะไร.. ก็รู้เรื่องที่คุณเห็นๆอยู่นั่นแหละ
รู้ว่ามันสับสน รู้ว่ามันไม่แน่ใจ รู้ว่ามันคิดไม่ดี

แต่ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้เลย คือ ..
ขณะที่จิตคุณเป็นไปอย่างนั้น คุณรู้สึกยังไง ชอบไม่ชอบ
ไม่ชอบ แล้ว พอใจ หรืออยากให้มันหายๆไปซะที

ทุกข์ของคนเรา มันมักจะเริ่มจากการหลงไปในความคิดครับ
ที่พี่เขียนบล็อคเสมอๆ บอกให้หัดมีสติ รู้สึกตัวไว้นะ
ก็เพราะมีแต่ความมีสติของเราเท่านั้น
ที่สามารถจัดการกับความคิดได้ โดยไม่ต้อง "อยาก"

การที่ความคิดฟุ้งซ่านมันดับไปเพราะเรา"ได้สติ" รู้สึกตัว
กับดับไป เพราะข่มมัน กดมัน ด้วยแรงของความ "อยากดี"
มันต่างกันมากนะครับ

มีแต่การมีสติ รู้สึกตัว จากภาวะหลงคิดไป ที่จะทำให้เราตื่นขึ้นมาเห็นว่า
ความคิดดี หรือความคิดไม่ดี เป็นเพียงการทำงานอย่างนึงของธรรมชาติ
เหมือนลมพัดมาวูบหนึ่ง ไม่มีความหมายอะไร

ทำให้เราเดือดร้อนไม่ได้ ถ้าเรามีศีลคุ้มครอง
เหมือนลมฝนทำอะไรคนที่อยู่ในบ้านอันมั่นคง มิดชิด แข็งแรง ไม่ได้ฉันนั้น

เวลาที่ได้สติ รู้สึกตัว ถ้าเข้าใจ และมีสติเห็นบ่อยๆว่า
ความคิดดี คิดไม่ดี มันบังคับไม่ได้ มันเป็นอิสระ
มันต่างก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสมอกัน

เราก็จะไม่เดือดร้อนวุ่นวาย กับความคิดมากเท่าเดิม
และยิ่งมีสติบ่อยขึ้น ก็จะเห็นว่า สติเกิดขึ้น เมื่อไหร่ ความคิดก็จะดับไปอัตโนมัติ

แทนที่คุณจะเดือดร้อนกับเรื่องที่คิดไม่ดี
เอาเวลาไปฝึก รู้สึกตัว รู้ทันจิต รู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึก ไว้บ่อยๆนะครับ

แล้วคิดดี คิดไม่ดี ก็ไม่ใช่ประเด็น
เหมือนฝนจะตก แดดจะออก ก็ไม่ใช่ประเด็น
จะกลางวัน หรือกลางคืน ก็ไม่ใช่ประเด็น

เพราะเราเข้าใจธรรมะ คือเข้าใจธรรมชาติ ว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง

เข้าใจธรรมะ เข้าใจธรรมชาติ ก็จะเข้าใจชีวิต
เรื่องความเข้าใจมันไม่ได้ขึ้นกับวัย เพศ ฐานะ หรืออะไรหรอกครับ

มันขึ้นกับการสะสมปัญญา จากวิปัสสนานี่แหละ

สมัยพุทธกาล คนบรรลุธรรมได้ไว เพราะเขาสะสมปัญญามาไม่รู้กี่ชาติแล้ว
แค่เจอพระพุทธเจ้ามาช่วยนำทางอีกนิดเดียว บัวก็บานได้

กลุ้ม ก็รู้ว่ากลุ้มสิครับ :)

คุณผู้ชาย


ต้องขอบคุณน้องท่านนี้อีกที ที่เมล์มาถาม
เพราะทำให้ผมมีเรื่องอัพบล็อคไปได้อีกหนึ่งบล็อค ...เย้..

ดีใจ รู้ว่าดีใจ..
แค่นี้ก็ได้เจริญสติครั้งนึงแล้ว.. ง่ายนิดเดียวครับ

สุขสันต์หลังเลิกงานครับ




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2550    
Last Update : 13 มิถุนายน 2550 18:02:43 น.
Counter : 1065 Pageviews.  

ที่สุดของความรวย



ถ้าคุณเริ่มต้นทำงานจากการเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์
เก็บหอมรอมริบ ซื้อที่ดิน ลงทุนในหุ้น จนฐานะมั่นคง

เป็นผู้ชายที่หัวดี เรียนเก่ง ขนาดเดินออกจาก Wharton School แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สถาบันที่ติด 1 ใน 10 อันดับ สถาบันอุดมศึกษายอดเยี่ยม ยอดนิยมของสหรัฐ ด้วยเหตุผลว่า .. เขามั่นใจว่า รู้มากกว่าที่อาจารย์รู้

และเรียนไปก็เสียเวลาเปล่า

จนวันหนึ่ง ในวัย 76 ปี คุณกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับสามของโลก
มีเงินและสินทรัพย์มูลค่ากว่า 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,768,000 ล้านบาท)

คุณจะใช้ชีวิตยังไง และจะทำอะไร.. กับความมั่งคั่งของคุณ

ผู้ชายคนนึงที่มีคุณสมบัติอย่างที่ผมว่าทุกประการ
ปัจจุบัน เขายังขับรถแคดิแลค คันละสองล้านกว่าบาท ไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้คนขับรถ

เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอนกลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้านคือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

เขาไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

และในวัย 76 เขาตัดสินใจบริจาคทรัพย์สิน 83% ของเขา คิดเป็นมูลค่า 31,000 ล้านเหรียญ ให้กับมูลนิธิของบิล เกตส์ เพื่อการกุศล

ผู้ชายคนนี้มีนามว่า คุณลุง วอร์เรน บัฟเฟต์

เขาไม่ได้บ้า.. เขาไม่ได้เพี้ยน แต่เขาบอกว่า

I personally think that society is responsible for a very significant percentage of what I've earned. If you stick me down in the middle of Bangladesh or Peru or someplace, you find out how much this talent is going to produce in the wrong kind of soil...

"โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า สังคมที่ผมอยู่คือส่วนสำคัญที่เอื้อต่อสิ่งที่ผมได้รับอยู่

ถ้าคุณลองส่งผมไปเกิดแถวกลางบังคลาเทศ เปรู หรืออะไรทำนองนั้นสิ คุณจะเห็นเองว่าคนมีพรสวรรค์แบบผม ก็ไม่อาจทำอะไรได้สักกี่น้ำ เวลาไปอยู่ผิดที่ผิดทางแบบนั้น"

ไม่ได้มายกย่องเพราะเขารวยนะครับ

มายกย่อง เพราะเขารวยด้วยมันสมอง น้ำพักน้ำแรง แต่ไม่เคยลืมว่า สังคมทำให้เขามีโอกาส
และเมื่อเขามีโอกาส เขาก็ส่งผ่านความมั่งคั่งนั้น คืนกลับให้สังคม เพื่อทำให้สังคมดีขึ้น

ผมไม่ได้ชอบเขา เพราะเขารวย

แต่ชอบ เพราะเขารวยแล้วเขาไม่ถูกความรวยครอบงำ
จนลืมไปว่า ความสุขในการมีชีวิตที่เรียบง่าย มันเป็นยังไง

ไม่มีอะไรหรอกครับ บังเอิญวันนี้ได้เมล์จากพี่สาวคนนึง เรื่องชีวิตพอเพียง

แล้วผมก็เคยบอกทุกคนเสมอว่า ชีวิตนี้ ผมจะไม่จ่ายเงินเกินหนึ่งล้าน เพื่อซื้อรถ ตราบใดที่ผมยังไม่มีเงินเกินร้อยล้าน

แต่พอเห็นเรื่องของ วอร์เรน บัฟเฟต์ แล้ว.. สงสัยผมต้องเขยิบเพดานรายได้ ต่อราคารถไปใหม่

ที่น่าแปลกก็คือ พอคิดจะเขียนเรื่องของ วอร์เรน บัฟเฟต์
ผมก็ได้บัตรเครดิตใบใหม่ แทนใบเก่าที่หมดอายุ จาก Diners พอดี

ก็เลยคิดว่า พรุ่งนี้ จะโทรไปยกเลิกบัตร เพราะผมคงไม่จำเป็นต้องมีหลายใบ

และผมเชื่อวอร์เรน ที่เขาบอกว่า.. จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

ผมยังไม่แน่ชัดว่า ไอ้.. ลงทุนในตัวคุณเอง นี่หมายถึงอะไร เกี่ยวอะไรกับการเจริญสติหรือเปล่า

แต่หลีกห่างจากบัตรเครดิตนี่ ผมเห็นด้วยแฮะ..

สุขสันต์วันที่หายใจครับ




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2550    
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 23:36:04 น.
Counter : 933 Pageviews.  

ก้อนทุกข์ก้อนนั้น



ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องของโรส ที่ร้องเพลง ก้อนหินก้อนนั้น
ไม่ได้จะมาพูดถึงพี่ดี้ คนที่เขียนเนื้อร้องเพลงนี้

เป็นแต่เขียนตอบคอมเมนท์ของคุณตู่ไป ในบล็อคที่แล้ว
แล้วรู้สึกว่ามันน่าจะเอามาใส่ไว้ในบล็อคใหม่เลย

บล็อคนี้จะเป็นบล็อคที่ 201 แล้วครับ ที่ผมเขียน
ส่วนมากถ้าอ่านมาตั้งแต่แรก ผมจะชอบพูดเรื่องพุทธในแง่มุมต่างๆให้ฟัง

เพราะผมเป็นคนโชคดี ที่มีครูดี มีกัลยาณมิตรที่ดี
ได้รู้ได้เห็น ได้รู้จักว่า ศาสนาพุทธโดยเนื้อแท้ เป็นอย่างไร

แต่เชื่อไหม ตลอดชีวิตผมเคยเรียนโรงเรียนที่เป็นพุทธแค่สี่ปี
นอกจากนั้น ผมโตมาในโรงเรียนคริสต์มาตลอด
เรียนรู้จักการเข้าโบสถ์ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
เรียนพระคัมภีร์ ฯลฯ

ครั้งนึงผมเคยนึกลองใจพระเจ้าเล่น ว่าถ้าท่านอยากให้ผมเปลี่ยนศาสนา ลองมาคุยกับผมสิ

อันนั้นเป็นวิธีคิดห่ามๆ แบบเด็กๆนะครับ
เพื่อนๆชาวคริสต์โปรดอย่าเข้าใจว่าผมมีเจตนาร้าย

แต่ท่านก็ไม่มา ผมก็เลยนึกเอาว่า ท่านคงมองเห็นว่า
ผมจะไปทำให้ศาสนาท่านป่วนเสียเปล่าๆ

แต่ผมมาเรียนรู้เอาในภายหลังว่า.. คนขี้สงสัยแบบผม
ไม่เหมาะจะเป็นชาวคริสต์ เพราะผมเป็นคนไม่ชอบการเอาศรัทธานำหน้า
ผมจะเผชิญหน้ากับศาสนาด้วยคำถามว่า .. ทำไม ทำไม ทำไม และทำไม

แล้วผมก็ใช้ชีวิตด้วยความประมาทไปเรื่อยๆ ด้วยความทะนงในความฉลาด ความดี ความแสนรู้ของตัวเอง

จนลืมไปว่า แสนรู้นี่ เขาเอาไว้ใช้กับหมา..

วันนึง.. ผมเกิดจับผลัดจับผลู ไปตั้งคำถามกับชีวิตขึ้นมาอีกว่า..
เฮ้ย.. คนเราเกิดมานี่ ทำยังไงมันถึงจะไม่มีทุกข์
มันมีทางไหม ที่จะมีสุขถาวร ไม่ใช่สุขๆทุกข์ๆ สุกๆดิบๆ

ทำยังไงชีวิตมันถึงจะดีขึ้นๆ ทุกข์น้อยลงๆ

ก่อนหน้านี้ ผมเป็นคนชอบสวดมนต์อย่างเดียว
นั่งสมาธิบ้างนิดหน่อย ไปทำบุญบ้าง ตามโอกาส
ก็เหมือนคุณๆ ทั่วๆไปแหละ

พอผมมีคำถามแบบนั้น.. ผมก็เริ่มอธิษฐานว่า
ถ้าผมเป็นคนมีบุญพอ ถ้าผมทำความดีอะไรมามากพอ
ผมขอให้มีช่องทางให้ผมได้เข้าใจความหมายของบทสวดที่ผมสวดอยู่บ่อยๆนี่ด้วยเถอะ

กายานะขันโธ เวทนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขารขันโธ วิญญานะขันโธ

กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา เหตุปัททะวา.. อะไรเนี่ย

อันนี้ จริงเท็จประการใด โปรดใช้วิจารณญาน
เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มรู้จักใครบางคน
ที่บอกผมว่ามีสอน วิปัสสนาที่นั่นที่นี่

ผมก็เริ่มไปเรียน ไปลอง ผิดบ้าง ถูกบ้าง

ผมใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่หลายปีนะครับ
กว่าจะเจอครูบาอาจารย์ที่.. ถูกใจใช่เลย

มะงุมมะงาหราอยู่นาน เกือบสิบปี
กว่าจะได้คำตอบที่แน่ใจ ว่าผมเดินถูกทางแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในศาสนาของพระพุทธเจ้าคือ
ท่านไม่ได้เริ่มสอนด้วยการบอกว่า..

จงมาเชื่อเราเถิด จงมาศรัทธาในตัวเรา
จงมากราบไหว้เรา แล้วเราจะนำทางท่านไปสวรรค์ ไปนิพพาน..เปล่าเลย

ท่านเป็นศาสดาที่ "แนว" มาก ท่านเป็นพวก Alternative
ด้วยการบอกว่า.. อย่าเชื่อตถาคต แต่ธรรมะของตถาคตนี่
ท่านจงเอาไปทดลองทำตามวิธีที่ตถาคตบอก แล้วค่อยตอบตัวเอง ว่ามันใช่ หรือไม่ใช่

ท่านเป็นศาสดาที่บอกว่า.. การเดินตามท่านไม่ได้ประโยชน์เท่ากับ.. เดินตามคำสอนของท่าน

เป็นศาสดาที่บอกว่า.. ตถาคตเป็นแค่คนบอกทาง แต่พวกเธอต้องเดินเอง

ท่านไม่เคยบอกว่า.. ถ้าเป็นพุทธแล้ว ห้ามกราบไหว้อะไร
ห้ามไปยุ่งกะศาสนาอื่น เข้าโบสถ์ไม่ได้

ท่านเพียงแต่บอกว่า.. ไม่มีศาสนาไหนสอนให้เข้าใจเรื่องอริยสัจจ์ สี่ แบบที่ท่านสอน

ไม่มีใครแจกแจงต้นสายปลายเหตุ และบอกความดับของการเวียนว่ายตายเกิดแบบที่ท่านทำ

การปฏิบ่ง ปฏิบัติธรรม ที่พูดๆกัน จุดเริ่มต้น คือการทำความรู้สึกตัว
ทำเท่านั้น ไม่มีอะไรมากมาย ทำเนืองๆ ทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดสติ
เมื่อเกิดสติตัวจริง อันประกอบด้วยสมาธิ ก็จะสะสมสิ่งที่เรียกว่าปัญญา
สะสมมากเข้าๆ ปัญญาตัวนี้ก็จะทำให้เรา "แจ้งในอริยสัจจ์"

ถามว่า ผมแจ้งหรือยัง ยังครับ
แต่ทำแล้วผมได้คำตอบ ได้ความเข้าใจเรื่อง "ทุกข์"

"ทุกข์" เป็นธรรมตัวแรก ในอริยสัจจ์ สี่ ที่พระพุทธเจ้าสอน
เป็นธรรมที่พื้นๆ ใกล้ตัว แต่สำคัญมาก เพราะถ้ารู้จัก เข้าถึง เข้าใจทุกข์ จริงๆ คุณก็ใกล้มรรคผล นิพพานแล้ว

วิธีการเข้าใจทุกข์ ภาษาแขกเขาเรียกว่า "วิปัสสนา" ครับ
เครื่องมือของ วิปัสสนา เขาเรียกว่า "สติ"

ผมตอบคอมเมนท์ของน้องตู่ ในบล็อคก่อนว่า

"ง่า... สตินี่ เพ่งเอาไม่ได้นะครับ สติเป็นเครื่องมือของวิปัสสนา

แต่เพ่งเมื่อไหร่ มันจะเป็นการบังคับจิตให้จดจ่อกับอะไรอย่างนึง

มันเป็นเรื่องของสมถะไป จิตจะนิ่งๆ
แต่เพ่งมากๆ (จิต)มันจะไม่นุ่มนวล จะแข็งๆ ทื่อๆ
(จิตที่ฝึกมาดีในทางพุทธ คือจิตที่นุ่มนวล
อ่อนโยน ว่องไว ปราดเปรียว มีกำลัง ไม่ซึมๆ ทื่อๆ)

เบื้องต้นถ้าไม่สบายใจ ไปทำอะไรก็ได้ ให้สบายใจก่อน

อยากดูหนัง ชอบดูหนัง ไปดูหนัง
อยากฟังเพลง ชอบฟังเพลง ไปฟังเพลง
(อยากกินของอร่อย กิน)

พอจิตสบาย คลายตัวแล้ว ค่อยเริ่มดู
ดูสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเพ่ง

เห็นว่ามันเป็นยังไง ก็รู้ไปเท่านั้น
ถ้าไม่ไปอยากได้ อยากทำอะไร
(ทุกข์)มันก็จะแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็น

ว่ามันก็เป็นแค่ธรรมชาติอย่างนึงในโลก
เหมือนฟ้าครึ้มฝน แล้วก็ตก แล้วก็หยุด
หยุดแล้วฟ้าก็ค่อยๆสว่าง

ถึงบอกเสมอว่า .. จิตตก ก็เรื่องของจิตมัน
ไม่ใช่เรื่องของเรา
แต่ที่เราทุกข์ เพราะเรายังยึดถือว่าจิตเป็นตัวเรา
พอจิตมันทุกข์ มันตก เราก็ไปแบกความรู้สึกนั้นมาด้วย

เหมือนเรามีลูก พอลูกไม่สบาย
ไอ้คนที่ทุกข์ยิ่งกว่าลูกเอง คือพ่อแม่นั่นแหละ

ทั้งๆที่ ทุกข์จากความเจ็บป่วยนั้นเป็นของลูก
ไม่ได้เกิดที่ตัวพ่อแม่

แต่พ่อแม่มีความยึดถือ ว่าเด็กคนนี้เป็นของเรา
ทุกข์นั้นก็เลยมาเกิด เพราะความยึดถือนั้นเอง "

ถ้าคุณเคยอ่านนิยายกำลังภายใน คุณคงจำได้ว่า..
ศัพท์นึงที่เขาใช้กันเสมอคือ.. สูงสุดคืนสู่สามัญ

กระบวนท่าที่เยี่ยมยุทธที่สุด คือ ไร้กระบวนท่า

การปฏิบัติธรรม หรือวิปัสสนา ในความหมายนี้ ก็เหมือนกัน
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะได้เรียนรู้ ก็คือสิ่งที่อยู่กับเรา ทุกวัน ทุกลมหายใจ

เราเพียงแต่ไม่เคยสังเกต ไม่เคยสนใจ ไม่เคยเรียนรู้จากมัน
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" หรือ "ธรรมชาติ" ของตัวเราเอง

เวลาเราไปเจอก้อนทุกข์ เราจึงมีความเคยชิน ที่จะเข้าไปหยิบ ไปอุ้ม ไปแบกมันไว้
เพราะสำคัญผิดว่า มันเป็นของเรา มันคือของเรา
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เกลียดมันยิ่งกว่าอะไรในโลก

พิลึกดีไหมครับ

ไม่ชอบมันหรอก ไอ้ทุกข์เนี่ย แต่เจอทีไร เข้าไปแบกมันไว้
พยายามวิ่งหนีมัน แต่ก็แบกเอามันไปด้วย ..

วันไหนที่ทุกข์มันคลายไป ลองย้อนไปสังเกตสิครับ
ว่ามันเบาๆ สบายๆ ไม่เหมือนตอนที่แบกทุกข์ไว้

กระบวนการย้อนเข้าไปดู นี่แหละ ที่เรียกว่า การ "ดูจิต"
เป็นการรู้สึกตัว เป็นจุดเริ่มของวิปัสสนา

วิปัสสนาทำได้ ง่ายนิดเดียวครับ




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2550    
Last Update : 8 ตุลาคม 2550 11:09:40 น.
Counter : 899 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.