Group Blog
 
All blogs
 
The Matrix เรื่องง่ายๆ ที่กลายเป็นยาก

ครั้งหนึ่ง ผมเคยได้รับเชิญ ให้ไปช่วยให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนากับเด็กมัธยมในโรงเรียน สามแห่ง ที่ต่างจังหวัด

พระที่ชวนผมไป ท่านบอกว่า ท่านอยากให้มีฆราวาสไปคุยกับเด็กว่า ทำไมเด็กต้องสนใจเรื่องศาสนาพุทธ ทำไงให้เด็กรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเชย น่าเบื่อ

ท่านรู้สึกว่า บางทีเด็กอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นพระพูด พระก็พูดเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อ และท่านคิดว่า ความเป็นฆราวาส สามารถเอื้อให้เราดัดแปลงวิธีการพูดได้หลากหลายกว่าพระ

ผมเลยทำอย่างที่ท่านว่าจริงๆ ด้วยการเอาบางส่วนบางตอน ของภาพยนตร์ไปฉายเสียเลย เพราะเชื่อเอาว่า เด็กมักจะชอบ และสนใจมากกว่าไปยืนพูดๆๆๆๆ

ผมเลือกเอาหนังเรื่อง the Matrix ไปฉาย เพราะภาคแรกของหนังเรื่องนี้ ถูกเขียนบทขึ้นมา โดยได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ปรัชญาพุทธสายมหายาน ทางธิเบต



เมื่อวานนี้หยิบเอาหนังขึ้นมาดูอีกที ก็ยังนึกชมเชยความหลักแหลมของพี่น้องวาโชวสกี้ ที่เข้าใจปรัชญาพุทธเข้าขั้นลึกซึ้ง และคอยแซมหลักการปฏิบัติแบบพุทธไว้ในหนังอย่างเป็นระยะๆ

อย่างตอนฉากที่มอร์เฟียร์ซ ให้นีโอเลือกว่า จะเลือกกินยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน อันนี้สะท้อนแนวความเชื่อของพุทธ ที่ศรัทธาในการ "เลือกกระทำ" ไม่ใช่พึ่งพาแต่ชะตาชีวิต เพราะนีโอ หรือมิสเตอร์ แอนเดอร์สัน ไม่ชอบความคิดเรื่องโชคชะตา เขาจึงมีสิทธิเลือกกระทั่ง จะตื่นขึ้นเพื่อเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือจะกลับไปฝันในโลกเดิมต่อไป

ผมบอกน้องๆเด็กนักเรียนไปว่า.. น้องเลือกได้นะครับ ว่าจะหยิบยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน

ถ้าคิดว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องเชย เป็นเรื่องของคนแก่ คนอกหักรักคุด มันไม่จ๊าบ ไม่ใจ ไม่คูล ก็เท่ากับน้องหยิบยาเม็ดสีน้ำเงิน ก็อยู่อย่างเดิมต่อไป แต่น่าแปลกที่คนฝรั่งทำหนังสุดเท่อย่าง thw Matrix เขายังสนใจพุทธปรัชญาน่ะ มันน่าเสียดายมั้ย พวกเราอยู่ใกล้ศาสนาพุทธแค่หายใจเข้าออก เรากลับปฏิเสธเสียอย่างนั้น

ฉากหนึ่ง มอร์เฟียร์ซ พานีโอ ไปหา Oracle เขาบอกนีโอก่อนเข้าประตูว่า "ผมเป็นแค่คนบอกทาง แต่คุณคือคนที่ต้องเดินไปบนทางนั้นเอง" ซึ่งประโยคทำนองนี้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้

จะศีล ก็ดี สมาธิ หรือปัญญาก็ดี เราแจกกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ จะมีได้ ก็ต้องสร้างเอาเอง ด้วยตัวเอง พระท่านจึงกล่าวประโยคที่เราเคยได้ยินเสมอว่า

"อัตตาหิ อัตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไงครับ

ฉากที่ตอนดูแล้วผมขนลุก คือตอนที่เขาซ้อมสู้กันมือเปล่าซึ่งนีโอสู้ไม่ได้ แล้วมอร์เฟียร์ซ บอกว่า
"Don't THINK you can beat me, just KNOW"
"อย่า 'คิด' ว่าคุณเอาชนะผมได้.. จง 'รู้' ว่าคุณทำได้ "

แล้วก็บอกว่า
"Stop trying to hit me and hit me.."
"หยุด 'พยายาม' จะซัดผม และซัดเลย"

มันมีหลักง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ในการปฏิบัติเพื่อเจริญสติ ที่พระท่านสอนไว้ว่า..

ถ้าจะทำวิปัสสนา ไม่ต้อง "พยายาม" ทำอะไร สร้างอะไรขึ้นมา
ขอให้ "รู้" ด้วยการ "รู้สึกตัว" ในสภาวะที่เกิด ไม่ว่าจะดี จะร้าย

รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดีที่สภาวะนั้นมันดี ตรงใจเรา
ไม่ยินร้ายที่สภาวะนั้นมันแย่ ไม่ตรงใจเรา
ไม่ต้องอยากให้มันดี และไม่รังเกียจที่มันแย่
เพราะทุกอย่างคือความจริง คือธรรมชาติ ที่เราไม่มีหน้าที่อะไรมากไปกว่าการ "รู้"

"รู้" เข้าไปเฉยๆ ธรรมดาๆ สั้นๆ ง่ายๆ
คนปฏิบัติวิปัสสนาเป็นแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรมากหรอกนะครับ
มีแต่คนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ที่พยายามไปจินตนาการว่า
วิปัสสนาต้องนั่งสมาธิ ต้องหลับตา ต้องไม่ฟุ้งซ่าน
ต้องไม่มีกิเลส ต้องนุ่งห่มขาว ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์
ต้องไม่ยินดียินร้าย ต้องไม่มีอารมณ์ ต้องไม่มีความรู้สึก
ต้องเอาจิตไปแปะตรงไหน ต้องไปเพ่ง ไปบังคับมือ บังคับเท้า บังคับลม บังคับความคิด

จะยืน จะเดิน จะนั่ง ก็ต้องมีท่าทาง เหมือนเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย หรือหมัดมังกร 18 ท่า ของอั้งชิดกง กระบวนท่าหมัดเมาของยาจกซู

พูดให้ถนัดกว่านั้น เราเริ่มพลาดตั้งแต่ "จินตนาการ" แล้วครับ
เพราะวิปัสสนานี่ เขาไม่ใช้การ "คิด" แต่ใช้การ "รู้สึกตัว"
ไม่ใช้การบังคับอะไร เพราะเราต้องการเห็นความจริง และของจริง
ว่าจิตมันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่เที่ยง มันบังคับไม่ได้

เหมือนที่ ออเรเคิล ชี้ให้ นีโอ ดูป้ายที่เขียนไว้เหนือทางเข้าห้องครัวของเธอ ว่าให้ "รู้จักตัวเอง" ไม่ต้องถอดจิตไปไหน ไปดูใคร แต่ให้ดูแค่ตัวเองนี่แหละ

อีกฉากนึง หลังจากนีโอช่วยมอร์เฟียร์ซออกมาได้ มอร์เฟียร์ซบอกว่า
"There a difference between Knowing the path and walking the path"
"มันต่างกันนะ ระหว่างการรู้ว่าทางสายนั้นมีอยู่ กับการเดินไปบนทางนั้น"

คุณที่หลังไมค์มาคุยเรื่องปัญหาชีวิตกับผม แล้วผมแนะนำให้หัดเจริญสติ แล้วกลับมาบ่นว่า ยังวนเวียนอยู่ในปัญหาเดิมๆ บางครั้งก็ดีขึ้น บางครั้งก็แย่ลง หลุดออกมาไม่ได้เลย พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ใจก็สงบได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานก็กลับเข้ามาสู่วงจรเดิมอีก รู้สึกว่าตัวเองมันแย่เอามากๆเลย

อยากบอกว่า คุณยังไม่มีทางหลุดได้หรอกครับ ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอรหันต์ เรายังมีกิเลสอยู่ พระโสดาบันก็ยังโลภ โกรธ หลง เลย

เพียงแต่เวลาคุณ โลภ คุณโกรธ คุณหลง ขอให้มีสติ รู้ว่ากำลังโลภ กำลังโกรธ กำลังหลง ถ้ารู้ ถ้าเห็นบ่อยๆ ก็จะประจักษ์เองว่า มันไม่ใช่อะไรมากไปกว่าอารมณ์อันหนึ่ง ที่เกิดขึ้นตามแรงกระทบ ทำให้จิตกระเพื่อมขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วมันก็จะดับไป ตามธรรมชาติ

เวลาคุณรู้สึกว่า จิตมันดี มันสงบ มันชุ่มชื้น คุณรู้สึกดี ก็ให้รู้ตรงที่คุณชอบใจ
เวลามันเหี่ยว มันแห้ง มันแล้ง เหมือนแร้งทึ้ง คุณไม่ชอบ ก็ให้รู้ที่ความรู้สึกไม่ชอบ

ถ้ารู้แบบนี้ ตามที่ผมบอก แต่ยังไม่หายทุกข์ ผมบอกได้ ว่าเป็นเพราะคุณยังละตัว "อยากหายจากทุกข์" ไม่ได้

คุณยัง "พยายาม" ดิ้นให้พ้นจากทุกข์ แต่ยิ่งดิ้น ทุกข์ก็จะยิ่งบีบรัดคุณให้ทุกข์แบบอินฟินิตี้ เพราะตัว "อยาก" มันไม่สมอยาก แล้วจะให้จิตเป็นสุขได้อย่างไร

ทุกข์ตัวแรกเกิด แทนที่จะรู้ จะดูมันเฉยๆ ดันไปอยากให้มันหาย มันเลยไม่หาย เพราะมีกิเลส คือความอยากมาปรุงมันเข้า

พอไม่สมอยากก็เกิดทุกข์ตัวที่สอง แล้วก็เกิดความอยากตัวใหม่ อยากให้ทุกข์ตัวสองมันดับ

แล้วมันก็ดับไม่ได้ ก็ไม่สมอยากอีก เลยเกิดทุกข์ตัวที่สามและเกิดความอยากตัวใหม่ ซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างนี้

มันถึงเข้าตำราที่ว่า คุณ knowing the path แต่ไม่ยอม walking the path

ผมแอบเดาว่าคุณเถียงในใจว่า ฉันพยายามเดินแล้ว แต่มันไม่สำเร็จ ผมเลยถือวิสาสะบอกคุณไว้เลยว่า

คุณหยุด "พยายาม" จะเดินสิครับ แต่ให้เดินไปเฉยๆ เดินสบายๆ ชิล ชิล น่ะ ทำได้ไหม

เหมือนที่มอร์เฟียร์ซ บอกนีโอว่า "Stop trying to hit me and hit me." นั่นแหละ

แค่รู้สึกตัว รู้ว่าทุกข์ แต่ไม่ต้องพยายามทำให้หายทุกข์

ถ้ามันมีความพยายามจะดิ้น ก็รู้ทันว่ามันดิ้นรน คุณจะตื่นขึ้นวูบนึง แล้วกลับไปหลงคิด เกิดทุกข์รอบใหม่ขึ้นมา ก็ให้กลับไปเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องบ่น เพราะมันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นแหละ คุณบังคับมันไม่ได้หรอก

หรือถ้าไปทำสมาธิมากๆ ไปเพ่ง ไปกดข่ม มันเอาไว้ ก็ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว สมาธิคลายเมื่อไหร่ เมื่อเหตุยังอยู่ ผลมันก็อีหรอบเดิม

ถ้าคุณทำอย่างที่พระท่านสอนไว้ คุณจะเห็นว่า ทุกข์ตัวนั้นแม้จะเกิดขึ้นเป็นลูป เป็นวังวนวังเวียน แต่มันจะเล็กลงๆ สั้นลงๆ คุณจะสบายขึ้นๆ

คนจำนวนมากไป "พยายามทำ" มากกว่าแค่ "รู้" ไอ้ที่ง่ายแสนจะง่าย มันก็เลยกลายเป็นยากขึ้นมา

ผมเป็นได้แค่คนบอกว่าประตูมันมีอยู่ ทางมันมีอยู่ แต่คุณจะเปิดประตูแล้วเดินไป หรือเอาแต่บ่นอยู่หน้าประตู ผมบังคับไม่ได้นะครับ





Create Date : 08 ตุลาคม 2549
Last Update : 9 ตุลาคม 2549 23:36:52 น. 20 comments
Counter : 6915 Pageviews.

 
เข้าใจนำเสนอนะคะ วิธีที่คุณใช้น่าสนใจทีเดียวทำให้การบรรยายไม่น่าเบื่ออย่างที่เคยเป็น


โดย: random-4 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:17:23:17 น.  

 
หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่นักศึกษาปรัชญาต้องดูเลยครับ

ในคาบวิชา Metaphysics อ.ตั้งคำถามว่าความจริงในเรื่องThe Matrix ที่นีโอรับรู้มีจริงหรือไม่

ไม่น่าเชื่อว่าเด็กเกือบทั้งห้องถกเถียงกันใหญ่

ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:20:13:11 น.  

 


สำหรับหนี่ ..
ถ้ามีได้เปิดประตูหมายถึงต้องก้าวเท้าออกเดินไปข้างหน้าคะ
แต่บางที ก๊ไม่รู้เป๊นใงซิ ขามันไม่ยอมก้าววว วคะ




โดย: หนี่หนีหนี้ (แพรวขวัญ ) วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:20:32:16 น.  

 
อ่านเสร็จแล้วได้คิดตามเลยครับ
เรื่อง The Matrix ผมชอบดู และก็คิดว่าได้แง่คิดจากหนังเรื่องนี้ แต่จากการที่ได้มาอ่านบล็อกของคุณ Aston 27 ก็ได้แง่มุมเพิ่มขึ้นไปอีก ชอบครับ


โดย: อะไรคือสิ่งหายาก แต่ไม่มีค่า วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:21:14:44 น.  

 
ที่จริงยังมีอีกหลายฉากนะครับ ที่เขาพูดเรื่องพุทธปรัชญา
แต่เกรงใจว่ามันยาวมากแล้ว

อย่างตอนที่เด็กงอช้อนได้ด้วยพลังจิต แล้วสอนนีโอว่า อย่าพยายามงอช้อน เพราะไม่มีทาง "There is no spoon" อันนี้พูดเรื่องการสำคัญผิด ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นตัวตน เรา เขา สัตว์ สิ่งของ ทั้งๆที่จริงๆ มันก็คือ รูปรูปหนึ่ง

เมื่อนีโอตายแล้วฟื้นขึ้นมา เขามองเห็นทุกอย่างเป็น digital code เหมือนกับการที่ทางพุทธว่า คนที่บรรลุธรรมแล้ว จะไม่ได้เห็นของชิ้นหนึ่งว่าสวยไม่สวย แต่จะเห็นว่า มันประกอบด้วยรูปกับนาม เท่านั้นเอง



โดย: aston27 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:0:19:46 น.  

 
แค่รู้สึกตัว รู้ว่าทุกข์ แต่ไม่ต้องพยายามทำให้หายทุกข์
^
^
จริงค่ะ คือ ถ้าอยากหายจากความทุกข์ปุ๊บเนี่ย
โอ้โห ความทุกข์มันเพิ่มมากขึ้นไปอีก
คือนอกจากทุกข์เฉยๆ แล้ว ยังมีความโลกเข้ามาอีก
โลภอยากได้ความสุขนั้นเอง
อาทิตย์ก่อนก็ทุกข์เพราะไม่อยากทุกข์นี่แหละค่ะ
แล้วพอตั้งสติได้ รู้ตัวเอง ใจก็เลยสบายขึ้น
แถมพอจัดการกับงานและเรียนได้ ก็เลยชิล ชิล อย่างที่จขบ.ว่า
เมื่อวานไปดูนางมารสวมปราด้าอย่างสบายอารมณ์
ชอบหนังเรื่องนี้จังค่ะ
แล้วก็รู้สึกชอบตัวเองด้วยที่ช่วงนี้ชีวิตและจิตใจเป็นปกติดี

ขอบคุณสิ่งที่จขบ.คิดและทำ(เขียน)ลงบล็อกนะคะ
^^


โดย: I am just fine^^ IP: 58.8.117.109 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:12:10:44 น.  

 
Matrix ไม่ใช่มีแค่เรื่องปรัชญาพุทธเข้ามาอย่างเดียว แต่ปรัชญาศาสนาตะวันตกก็เอาเข้ามาใช้อยู่ไม่น้อย.

The One ก็เปรียบได้กับ พระเมสไซอาห์ ผู้มาปลดปล่อย ตอนจบของเรื่องก็เปรียบได้กับมีการล้างโลกแล้วสร้างขึ้นใหม่โดยพระเป็นเจ้า.

บรรดาผู้คนใน ไซออน ศรัทธานีโอประดุจดังพระเยซู มอร์เฟียสก็เหมือน John The Baptist ผู้เป็นอาจารย์ล้างบาปให้พระเยซูแล้วก็กลับกลายมาเป็นสาวก ส่วน Trinity นี่ไม่รู้ว่าแอบใส่ วาโชว์สกี้โค้ด เข้ามาเป็น มาเรีย มักดาลา รึเปล่า แต่ในพระคัมภีร์ตอนพระเยซูคืนชีพก็พบกับ มาเรีย มักดาลา เป็นคนแรก เหมือนกับตอนนีโอ คืนชีพ.

ในโลกของ Matrix มีพระเจ้าอยู่สามองค์ที่คอยกำหนดทิศทางต่าง ๆ Architect นั้นเปรียบได้กับพระพรหมของฮินดูที่เป็นพระผู้สร้าง Oracle อาจจะหมายรวมถึงทั้งพระอุมาและพระอิศวรรวมกัน คอยชี้นำทางให้แก่ผู้คน ส่วนเอเย่นต์สมิธก็อาจเหมือนพระนารายณ์ที่คอยอวตารมาในร่างต่าง ๆ เพื่อปราบมาร.

เรียกได้ว่าหนัง Matrix เป็นการยำใหญ่ปรัชญาต่าง ๆ ในศาสนาหลัก ๆ ของโลกมารวม ๆ กันนั่นเอง.


โดย: LTG IP: 58.8.103.180 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:13:21:30 น.  

 
The Matrix ภาคแรกเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วประทับใจมากค่ะ ก็อย่างที่จขบ.บอกว่ามันมีแง่มุมให้เรามองได้มากมาย แต่ไม่รู้ทำไมดูภาค 2 -3 ไม่ยักจะเก็ทเท่าไหร่อ่ะค่ะ

สุขสันต์วันทำงานค่ะ


โดย: บรรณภรณ์ วันที่: 10 ตุลาคม 2549 เวลา:12:27:08 น.  

 
2 -3 เป็นภาคที่เริ่มเอามันส์เข้าว่า
และไปเน้นการอิงหลักการว่าด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์จริงๆ มากกว่า เรื่องปรัชญาศาสนา อย่างภาคแรกน่ะครับ

มันเลยยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่


โดย: aston27 วันที่: 12 ตุลาคม 2549 เวลา:23:39:53 น.  

 
เจ๋งดีครับ


โดย: ดำรงเฮฮา วันที่: 14 ตุลาคม 2549 เวลา:21:05:55 น.  

 


โดย: a r i t s u m e m o o n วันที่: 31 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:02:12 น.  

 


เคยดูแล้วค่ะ

ก็สนุกดีค่ะ


โดย: ยอพระกลิ่น วันที่: 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:12:16 น.  

 
ภาคแรกน่ะสุดยอดแต่ภาค 2,3 หมาไม่รับประทาน ออกแนวตลาดมากไปหน่อย
แต่โดยรวมแล้งก็ ok พอดูได้

ยังดีกว่าหนังไทยบางเรื่อง ที่ดูแล้วแม่งโคตรเสียดายตังค์ เลยวะ


โดย: ondra IP: 58.10.9.183 วันที่: 17 มีนาคม 2551 เวลา:3:34:57 น.  

 
emoสนุกทุกภาคเลยชอบมากๆๆเลยอยากให้มีภาคต่อไปไปเรื่อยๆๆๆๆๆ


โดย: นิน่า IP: 125.24.98.223 วันที่: 15 เมษายน 2551 เวลา:10:37:35 น.  

 
หนัง THE MATRIX เป็นตอนๆ ลองหาดูในเว็บ 2ked


โดย: นักรบ IP: 58.8.181.233 วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:23:03:51 น.  

 
แก่นของหนังเป็นหลักศาสนาครับ นอกจากฉากactionที่ดูสนุกแล้ว ยังได้แนวคิดของชีวิตดีมาก


โดย: JACK STRIKER IP: 124.121.200.207 วันที่: 9 มีนาคม 2552 เวลา:20:21:38 น.  

 
ผมเข้าใจว่าภาคต่อๆ มาก็เ้ข้าแนวพุทธน่ะครับ
คนเรามีทั้งแง่ดี และร้าย(กิเลส) อยู่เหมือนอย่างที่ Neo และ Mr.Anderson คือตัวเดียวกัน การหยุด anderson ก็คือหยุดตัว neo ด้วยเช่นกัน เมื่อมีสุข ย่อมมีทุกข์ หากไม่มีสุข ทุกข์ก็ไม่มีเช่นกัน (นิพาน )

ปล. ผมเข้าใจเอง ผิดถูกคือความเข้าใจของผมเองครับ


โดย: เปรม IP: 125.25.240.5 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:21:56:33 น.  

 
ู ^
^
^
ขอแก้ไข Mr.anderson เป็น สมิธ ผมจำชื่อผิดดูมานานแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ดี แต่ชอบเรื่องนี้


โดย: เปรม IP: 125.25.240.5 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:22:05:24 น.  

 
มันส์นะเรื่องนี้ ดูมาไม่ตำกว่าภาคละ3รอบ ยิ่งดูยิ่งเข้าถึง ความจริงอันเที่ยงแท้


โดย: ชัชวาล IP: 61.90.246.244, 61.90.246.227 วันที่: 9 ธันวาคม 2552 เวลา:7:39:52 น.  

 
ต่อแรกดูแล้วมันส์ตอนบทต่อสู้ ตอนหลังมันตอนบทพูด ได้ตีความมันส์ดี พอดีศึกษาแนวธรรมของท่านพุทธทาส เลยทำให้ หนังมีรสชาติที่กลมกล่อม ผมยกหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสำผัสมาเลย...ในชีวิต


โดย: ชัชวาล IP: 61.90.246.244, 61.90.246.227 วันที่: 9 ธันวาคม 2552 เวลา:7:43:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.