Group Blog
 
All blogs
 
เรือ

เก็บตกจากกระทู้นึง ที่ตอบไว้ ก่อนเข้านอนครับ

---------------------------------------------------------
รู้ก็รู้ว่าใจเค้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ยังทำใจไม่ได้สักที
รู้แค่ว่าต้องมีชีวิตต่อไป ทำงาน กินข้าว เฮฮา หัวเราะกับเพื่อนฝูงต่อไป
แต่ก็ยังเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมมาให้ทำตัวตามปกติเท่านั้นเอง
ไม่รู้เมื่อไหร่จะหายดี

จากคุณ : อาจจะแค่เหนื่อยหรือดึกเกินไป - [ 17 มี.ค. 49
=======================================

ผมตอบไว้อย่างนี้ครับ ..

"ครูบาอาจารย์ผม ท่านเคยสอนว่า..

น้ำมันเชี่ยว.. ก็ให้ทำตัวเป็นเรือที่ปักสมอไว้ แล้วก็ลอยอยู่
โดยไม่ต้องพยายามไปขวางน้ำ หรือทวนน้ำ แต่ก็ไม่ได้ล่องไหลไปตามกระแสของมัน

ถ้าเปรียบเรือเหมือนจิตคนเรา
เปรียบว่า.. กระแสน้ำ คือกระแสของทุกข์

เวลาทุกข์มากๆ ก็ทำแบบเดียวกับเรือได้ไหมครับ
ไม่ต้องไปพยายามฝืน กด ข่ม บังคับมัน
แค่มีสติเป็นสมอ ยึดโยงเรือไว้.. ไม่ให้มันไหลไปกับกระแสอันเชี่ยวกรากก็พอ

มันไม่ปกติ ก็อย่าพยายามบังคับให้มันปกติ
มีชีวิตต่อไปอย่างมีสติรู้เท่าทันความไม่ปกตินั่นแหละ
ไม่ต้องพยายามจะลืมอะไร.. เพราะเราบังคับไม่ได้หรอก

จิตมันอยากจำอะไร มันก็จำ มันอยากลืมอะไรมันก็ลืม
เราเคยสั่งมันได้เสียเมื่อไหร่

ถามว่า.. เมื่อไหร่จะพ้นจากทุกข์ เวรๆ นี่เสียที
ตอบว่า เมื่อคุณตื่นขึ้น แล้วก็เลิกแช่ตัวเองไว้ในปลักตมของความทุกข์
เลิกยึดว่า เขายังเป็นของเรา ทุกข์นี่เป็นของเรา

เลิกแบกหินก้อนใหญ่ที่แบกมานาน จนล้าแสนล้า

ถามว่า.. เมื่อไหร่.. ตอบว่า.. วางได้เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละ

หายไวๆนะครับ "

(ผมแอบเขียนเพิ่มเข้าไปนิดหน่อยนะครับ)

สุขสันต์วันเสาร์ครับ
..........................................................................


ปล. ตื่นตอนเช้าแล้วมีอะไรแว่บเข้ามาในหัว เลยแอบมาเขียนเพิ่มไว้ให้

เรื่องเรือ ที่เขียนไว้ข้างบน ที่จริงมันเป็นหลักการเดียวกับคำสอนเรื่อง ทางสายกลาง ครับ

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนมาก เคยได้ยินหลักธรรมข้อนี้กันแทบทุกคน
ทางสายกลาง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่า มันคือไฮไลท์ของพุทธศาสนา

แต่ก็อย่างที่มอร์เฟียร์ซ ในหนังเรื่อง THe Matrix เขาบอกนีโอไว้ว่า ...

There is a difference between "Knowing the path" and "Walking the path".
การรู้จักว่าทางสายนี้ มีอยู่.. กับการเดินบนทางสายนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ราวฟ้ากับเหว

พอๆกับคนที่เดินขึ้นภูกระดึง ด้วยลำแข้งตัวเอง
กับคนที่เคยแค่..ฟังคนเล่า เคยอ่าน เคยดูรูป.. อย่างผมเป็นต้น.. :P

หลักการเรื่องทางสายกลาง มีประโยชน์มากหลายเลยครับ
กับการใช้ชีวิตก็ดี การจัดการกับทุกข์ก็ดี
และใช้ได้โดยตรงกับคนที่อยากปฏิบัติธรรมจริงๆ

คำถามที่ผมเคยได้ยินบ่อย..คือ..
แล้วจะรู้ได้ไง ว่าไอ้ทางสายกลาง มันคือตรงไหน ตรงไหนที่เรียกว่า "กลาง"

พระพุทธเจ้า ท่านสอนว่า.. ถ้าจะหาทางสายกลาง
ง่ายๆเลย.. อย่าชิดซ้าย อย่าชิดขวา แล้วจะเจอตรงกลางเอง

ซ้าย กับ ขวา ที่ว่า คือการสุดโต่งไป 2 ข้าง

ข้างหนึ่ง คือการกดข่มบังคับ เอาเรือไปขวางน้ำ
ข้างหนึ่ง คือการปล่อยเรือให้ลอยไปตามกระแส

ท่านสอนให้เราเพียงแค่มีสติ ใช้สติเป็นสมอยึดโยงเรือไว้
เรือก็จะไม่ขวางน้ำ ไม่ต้าน กระแสของทุกข์ก็ดี กิเลสก็ดี
ก็จะเพียงแค่ผ่านมา แล้วผ่านไป

แต่เรือก็ไม่ได้ไหลลิ่วๆๆไปไหน ตามกระแสของน้ำ

วันหยุดนี้ ใครไปเที่ยวทางน้ำ แล้วเห็นเรือที่เขาจอดทอดสมอไว้ก็ดี
ผูกโยงไว้กับเสาท่าน้ำก็ดี ลองสังเกตเรือลำนั้นก็ได้ครับ

ขอให้คุณ "อย่าสุดโต่ง" ไปข้างใดข้างหนึ่ง
หาทางสายกลางให้ชีวิตคุณพบนะครับ :)

สุขสันต์วันเสาร์อีกทีครับ..

ปล. 2 ขอให้ภราดรโชคดีคืนนี้ครับ ไช..โย!!


Create Date : 18 มีนาคม 2549
Last Update : 18 มีนาคม 2549 9:17:50 น. 28 comments
Counter : 732 Pageviews.

 
Happy Saturday to you too!

:)


โดย: Fon IP: 61.91.87.71 วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:2:36:44 น.  

 
it takes time ka... and love yourself mak mak na ka


โดย: Baby I love you วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:5:34:06 น.  

 
ทำได้ยากเหลือเกินค่ะ เรือมันคอยแต่จะลอยไปตามแระแสน้ำ จะบังคับให้อยู่นิ่งๆไม่ได้ง่ายๆเลย แต่หากทำได้ก็จะเป็นเรือที่เยี่ยมไปเลย


โดย: รักบังใบ วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:7:38:31 น.  

 


โดย: กาน้ำชาฯ IP: 61.91.173.16 วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:7:53:44 น.  

 
คือว่า ไม่ได้นับถือพุทธนะค่ะ แต่เคยอ่านในหนังสือ
และชอบฟังคุณจัยตนะ จากรายการวิทยุ สวพ.91
ขณะขับรถมาทำงาน ประมาณ 7 โมงเช้าค่ะ
เธอจะยกตัวอย่าง ตอนเช้าๆ ช่วงหลังจากอ่านข่าวจบ
เธอจะมีสุภาษิตดีๆ หรือคำสอนของท่านโสดาบันต่างๆ
มาให้ฟังเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิต
บางครั้งก็ทำให้เราฉุดคิดขึ้นมาได้บ้าง

ตอนนี้ก้อทำได้แค่ ไม่แบกก้อนหินนั้นไว้ตลอดเวลา
พยายามวางลงเมื่อมีโอกาส หรือเหนื่อยก้อวางลง

บางครั้งถ้าการปล่อยวางของเราทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ขอแบกไว้เองคนเดียวดีกว่า ไม่เดือดร้อนใคร

ชอบบทความนี้ที่คุณเขียนค่ะ

" พระพุทธเจ้า ท่านสอนว่า.. ถ้าจะหาทางสายกลาง
ง่ายๆเลย.. อย่าชิดซ้าย อย่าชิดขวา แล้วจะเจอตรงกลางเอง
ซ้าย กับ ขวา ที่ว่า คือการสุดโต่งไป 2 ข้าง

ข้างหนึ่ง คือการกดข่มบังคับ เอาเรือไปขวางน้ำ
ข้างหนึ่ง คือการปล่อยเรือให้ลอยไปตามกระแส

ท่านสอนให้เราเพียงแค่มีสติ ใช้สติเป็นสมอยึดโยงเรือไว้
เรือก็จะไม่ขวางน้ำ ไม่ต้าน กระแสของทุกข์ก็ดี กิเลสก็ดี
ก็จะเพียงแค่ผ่านมา แล้วผ่านไป "

ไม่ทำตัวเป็นเรือที่ขวางกระแสน้ำ และมีสติเป็นสมอ




ไม่ทำตัวเป็นเรือที่ขวางกระแสน้ำ และมีสติเป็นสมอ


โดย: พี่หน้าเดียว IP: 58.11.72.87 วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:9:36:42 น.  

 
ดีค่ะ
ที่เอาเรื่องการตอบกระทู้มาลงใน BLOG ด้วย
เพราะบางที่ก็ไม่ได้ตามไปอ่าน

จขบ.ตอบได้ดีค่ะ อ่านแล้วพยักหน้าตาม

ชอบจริง


โดย: run to me วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:11:08:02 น.  

 
อ่านแล้วค่ะ
ได้แง่คิดดีๆกลับไป
จะพยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติ
There is a difference between "Knowing the path" and "Walking the path"
อันนี้มันทำให้เรานึกถึงเรื่องเวลา มีคนตั้งคำถามปัญหาในชีวิตในสวนลุม คนหลายคนจะตอบอะไรง่ายๆเป็นต้นว่า "เลิกเลยค่ะ" เป็นอะไรที่เรารู้ว่าควรทำ อะไรต่างๆในชีวิตของคนเรา พอไม่เจอกับตัว ก็บอกคนอื่นราวกับว่ามันทำง่ายๆ หรือด่าว่าคนอื่นได้ต่างๆนานา แต่พอเรื่องมันก็เกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง ก็หาทางออกไม่เจอ มืดมนอนธกาลไปหมด แม้จะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองควรทำอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกระแสแห่งกิเลส หรือ กระแสแห่งความทุกข์ได้

ขอบคุณเจ้าของฺBLOGด้วยค่ะสำหรับแง่คิดดีๆ


โดย: แพธารา IP: 58.147.50.220 วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:19:19:43 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: King Of Pain วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:19:35:54 น.  

 
จะมีแต่ผู้กล้าหักเท่านั้นจะเห็นใจเหมือนเรือที่ทอดสมออยู่
ขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะคุณพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลย : )


โดย: ifon IP: 210.246.72.2 วันที่: 18 มีนาคม 2549 เวลา:22:50:48 น.  

 
สวัสดีน้องฝน และทุกท่านครับ ..

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ :)


โดย: aston27 วันที่: 19 มีนาคม 2549 เวลา:0:08:47 น.  

 
อ่านรวดเดียวจบ 7 เรื่องเลย

ชอบค่ะ เข้าใจง่ายดี

เขียนอีกเยอะๆ นะคะ แล้วจะเข้ามาอ่านอีก


โดย: สหายน้อย IP: 203.153.172.158 วันที่: 19 มีนาคม 2549 เวลา:2:33:20 น.  

 
นั้นก็ทุกข์ นี่ก็สุข ตรงนี้ไม่ทุกข์ไม่สุข
มันวนมันเวียน เกิดดับ เกิดดับ ไม่มีที่สิ้นสุด
ตราบใดที่ยังมีว่าอันนี้ของเรา อันนี้ไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นเรา อันนี้ไม่ใช่เรา ก็หลีกก็หนีไปเสียจากทุกข์ จากสุข จากไม่ทุกข์ไม่สุข เสียมิได้

ก็ถ้ายังมีกระแสน้ำ ยังมีเรือ มันก็ต้องมีปะทะ มีกระแทก มีขึ้น มีลง มีอัปปาง ของมันอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดา

ก็ถ้าไม่มีของเรา ของเขา ตัวเรา ตัวเขาเสียแล้ว มันจะมีทุกข์ได้อย่างไร สุขจะมาจากไหน ไม่สุขไม่ทุกข์จะถือกำเนิดได้อย่างไร

เมื่อทุกข์ไม่เกิด เมื่อสุขไม่มี เมื่อไม่ทุกข์ไม่สุขไม่กำเนิด แล้วจะมีทุกข์ได้อย่างไร สุขจะหายไปไหน ไม่ทุกข์ไม่สุขจะต้องขนขวายตามหาไปทำไม

ก็ถ้าไม่มีสายน้ำ ไม่มีแม่น้ำเสียแล้ว จะมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากได้อย่างไร
ก็ถ้าไม่มีเรือเสียแล้ว สายน้ำจะพัดพาเรือได้อย่างไร
ก็ถ้าไม่มีเรือเสียแล้ว เรือจะอัปปางลงได้ตรงไหน

เมื่อเรือไม่มี สายน้ำไม่มี ทุกข์จากเรือ ทุกข์จากสายน้ำก็หมดไป




โดย: คนผ่านทาง IP: 70.171.62.203 วันที่: 19 มีนาคม 2549 เวลา:5:22:33 น.  

 
อ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆ ชอบจัง
ขอบคุณค่ะ


โดย: ก๋วยจั๊บ IP: 61.91.115.188 วันที่: 19 มีนาคม 2549 เวลา:15:55:05 น.  

 
เจอคุณคนผ่านทางเข้าไป ผมอมยิ้มแต๊เลย

ดีครับ.. มาเขียนอีกนะครับ

คุณเขียนเรื่องปรมัตถ์ ก็ถูกในระดับปรมัตถ์
ผมเขียนให้คนทางโลกเขาอ่าน ก็ยังต้องมีเรือ มีสายน้ำอยู่

เอาให้เข้าใจโลกก่อน ค่อยๆไปทีละขั้น
ขืนไปพูดแบบเว่ยหล่างตั้งแต่เริ่มต้น
คนหนีผมไปหมด blog พอดี 5555

คงเข้าใจนะครับ :)



โดย: aston27 วันที่: 19 มีนาคม 2549 เวลา:23:50:29 น.  

 
อยากถามพี่ aston ได้มั้ยคะ ว่ามีสิ่งใดหรืออะไรมาสะกิดใจ ให้เริ่มมาเขียน blog เห็นว่าที่คนทักให้ทำ blog ตั้งนานแล้ว เล่าให้ฟังได้มั้ยคะ


โดย: Pan^-^ IP: 203.118.105.247 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:1:44:50 น.  

 
ดวงอาทิตย์ไม่เคยเกี่ยงว่า คนนี้ดีให้แสงแดดมากหน่อย คนนี้ไม่ดีให้แสงแดดน้อยหน่อย คนนี้ฉลาดให้แสงแดดเยอะหน่อย คนนี้โง่ให้แสงแดดนิดหน่อย
เพราะดวงอาทิตย์รู้ว่า ตราบใดที่มีแสงอาทิตย์ คนคนนั้นย่อมสัมผัสได้ ย่อมรับรู้ได้ ถึงความอบอุ่น และ ดวงอาทิตย์มีหน้าที่ให้แสงแดด สัจธรรมเป็นอย่างนั้น

สายลมไม่เคยแยกแยะว่า คนนี้เลวให้ลมเย็นน้อยหน่อย คนนี้ดีให้ลมเย็นเยอะหน่อย คนนี้หัวทึบเบาปัญญาให้สายลมเย็นนิดหน่อย คนนี้เก่งมีความสามารถให้สายลมเย็นมากหน่อย
เพราะสายลมรู้ว่าตราบใดที่มีสายลม คนคนนั้นย่อมสัมผัสได้ ย่อมรับรู้ได้ถึงความเย็นของสายลม และ สายลมมีหน้าที่ให้ลมพัดเย็น สัจธรรมเป็นอย่างนั้น

สายฝนไม่เคยคัด เคยเลือกว่า คนนี้สูง คนนี้ยาว ให้ความชุ่มฉ่ำมากหน่อย คนนี้เตี้ย คนนี้สั้น ให้ความชุ่มฉ่ำน้อยหน่อย คนนี้อ้วน คนนี้ล่ำ ให้ความชุ่มฉ่ำเยอะหน่อย คนนี้ผอม คนนี้บาง ให้ความชุ่มฉ่ำนิดหน่อย เพราะสายฝนรู้ว่าตราบใดที่มีสายฝน คนคนนั้นย่อมสัมผัสได้ ย่อมรับรู้ได้ถึงความชุ่มฉ่ำ และ นั่นเป็นหน้าที่ของสายฝน สัจธรรมเป็นอย่างนั้น

ธรรมก็เหมือนกัน ไม่เคยแบ่งแยกว่า คนนี้ควรรู้ คนนี้ไม่ควรรู้ คนนี้ควรทราบ คนนี้ไม่ควรทราบ เพราะสัจธรรมเป็นอย่างนั้น ตั้งอยู่อย่างนั้น เป็นไปของมันอย่างนั้น

ปรมัตย์ทั้งหลาย อจินไตยทั้งหลาย มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของมันอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น ไม่เคยแบ่งเคยแยก
ก็มีแต่มนุษย์เหล่าหนึ่ง คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เท่านั้นที่ไปแบ่งไปแยก ไปกำหนดว่าอันนี้เป็นปรมัตย์ อันนี้เป็นอจินไตย เป็นของสูงเป็นของต่ำ ที่คนนี้ควรรู้ คนนี้ไม่ควรรู้ คนนี้พึงรู้ คนนี้ไม่พึงรู้


ถ้ามีคนถามนักการเกษตรผู้หนึ่งว่าจะกำจัดกอกล้วยที่บ้านอย่างไร นักการเกษตรผู้นั้นพิจารณาเห็นว่า คนที่มาถามเป็นผู้ไม่มีความรู้ในเรื่องพืชเรื่องกล้วย เรื่องรากเรื่องหน่อกล้วย ถ้าบอกให้เขาไปกำจัดรากกำจัดหน่อกล้วยเขาคงไม่รู้เรื่อง เลยไปบอกเขาว่าให้ตัดใบกล้วย ตัดต้นกล้วย เอาหวีเอาเครือกล้วยออกเสีย กอกล้วยที่บ้านคนที่มาถาม จะโดนกำจัดหมดไปได้อย่างไร
มันก็ได้แค่ตัดทุกข์ออกไปเสียชั่วคราว เดี๋ยวก็มาทุกข์ใหม่ เดี๋ยวกอกล้วยก็งอกมาใหม่
อย่างนั้นเป็นการช่วยให้เขาพ้นทุกข์จากกอกล้วยที่งอกอยู่ที่บ้านของเขาอย่างนั้นหรือ


ก็ถ้าคนตาบอดผู้ไม่เคยเห็นช้างมาก่อน จะพึงบอกลักษณะของช้างให้คนผู้หนึ่งฟังว่า หูช้างเป็นอย่างนั้น ว่างาเป็นอย่างนั้น ว่างวงเป็นเช่นนั้น ช้างสูงเท่านั้น ช้างกว้างเท่านั้น เป็นไปได้หรือ
ก็ถ้าคนผู้หนึ่งที่ยังวนเวียนอยู่ในกองทุกข์ จะพึงบอกผู้อื่นว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ จึงจะพ้นทุกข์ เป็นเช่นนั้นได้ละหรือ ผู้อื่นจะหมดทุกข์ในหนทางนั้นหรือ
ก็ถ้าคนผู้หนึ่งยังมีความเป็นตัวเป็นตนของตนอยู่ ก็ย่อมหลีกย่อมหนี ไปไม่ได้จากความทุกข์ ยังไม่เป็นผู้หลุดพ้นจากบ่วงทุกข์เสียแล้ว จะพึงบอกผู้อื่นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ จึงหมดทุกข์ เป็นได้อย่างนั้นหรือ
ก็ถ้าคนผู้หนึ่ง ยังเป็นผู้มีห่วงมีกังวล ว่าเดี๋ยวไม่มีใครมามองเรา มีใครมาสนใจเรา มีใครมาเยี่ยมมาหาเราเสียแล้ว คนผู้นั้นจะเป็นผู้ตัดขาดเสียจากความเป็นตัวเป็นตนของตน แล้วปราศจากเสียในสิ่งที่เป็นทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง อย่างนั้นพึงเป็นไปได้หรือ


ตราบใดที่ยังไม่หมดเหตุเกิดแห่งทุกข์ สุข ไม่ทุกไม่สุข ทั้งหลายทั้งปวงเสียแล้ว
ความไม่สุข ไม่ทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวงก็ย่อมเกิดขึ้น ของมันอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา จะหมดไป สิ้นไปเสีย มิได้

วัชพืชที่เกิดอยู่ผิวดิน ถ้าไม่ขุดไม่แซะไม่กำจัด เอาหัวเอาเชื้อที่อยู่ไต้ดินออกเสีย ก็ย่อมเกิด ย่อมงอก หาทางกำจัดให้สิ้นหมดไปจากผิวดินเสียมิได้ ต่อให้ตัดให้ถอนมากแค่ไหน บ่อยเท่าไร เดี๋ยวก็ขึ้นมาใหม่

ทุกข์ที่เกิด ถ้าไม่ถอนรากถอนเชื้อออกเสีย ยังมีรากมีเชื้อ เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็มี อย่างหาที่สุดเสียมิได้

ก็ความเป็นตัวเป็นตนของเรามิใช่หรือที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็เพราะมีตัวเรามิใช่หรือจึงเป็นทุกข์ ถ้าทำให้ตัวเราไม่มีเสีย ทุกข์ทั้งหลายก็หมดไป

การเอาสติ เอาสมาธิ ทั้งหลายมาจดมาจ่อ มารับมารู้ มาเข้าใจในทุกข์ มันก็พ้นเสียจากทุกข์เสียมิได้ หมดทุกข์นี้ไป เดี๋ยวทุกข์ใหม่ก็มา

แบกก้อนหินอยู่บอกว่าหนัก แล้ววางลง แล้วบอกว่าพ้นทุกข์เสียแล้ว เป็นอย่างนั้นหรือ เดี๋ยวก็ต้องแบกอีก ไม่ว่าจะก้อนใหม่หรือก้อนเก่า นี่ยังไม่รวมที่ต้องแบกตัวเอง แล้วเดินไปเดินมา อีกไม่รู้เท่าไหร่ นานอีกแค่ไหน แล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร

ทำใจได้ ดับทุกข์ไปได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ถ้ายังมีตัวเราอยู่เสีย เดี๋ยวทุกข์ก็เกิดมาใหม่


รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ในอดีต ตั้งแต่เราเกิด ก่อนที่เราเกิด ก่อนที่เราโต ทั้งในชาตินี้ ชาติก่อนหน้านี้ มันมีของมันอยู่ ก็ถ้ายังมีตัวเรา มันก็ย่อมงอกย่อมแทงหน่อ มาให้ตัวเราเป็นทุกข์
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ในอนาคต ตอนที่เราตาย หลังจากเราตาย ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า ถ้ายังมีตัวเราอยู่ มันย่อมเกิดขึ้นแก่เรา มันย่อมออกดอกออกผล มาให้ตัวเราเป็นทุกข์
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ในปัจจุบัน ตอนที่เราดำรงคงอยู่นี้ หลังจากที่เราเกิด ก่อนที่เราตาย ในชาตินี้ ก็เพราะมีตัวเรา มันย่อมถือกำเนิดในตัวเรา มันย่อมเจริญเติบโต มาให้ตัวเราเป็นทุกข์


ถ้าจะดับทุกข์ ก็ย่อมต้องดับ ความเป็นตัวเรา เสีย
ก็ถ้าตัวเราไม่มีเสียแล้ว ทุกข์จะมีได้อย่างไร
ต้นไม้ ถ้าขุดรากขุดโคนออกเสียแล้ว กิ่งจะแตก ใบจะงอกได้อย่างไร
จะดับทุกข์ ก็ย่อมต้องดับ ความเป็นตัวเรา เสีย
ก็ถ้าตัวเรายังมีอยู่เสียแล้ว ทุกข์จะหมดได้อย่างไร
ต้นไม้ ถ้ารากยังอยู่ โคนยังมี กิ่งก็ต้องแตก ใบก็ต้องงอก




กราบขอโทษคุณ aston27 ด้วยนะครับ ที่ผมใช้คำพูดที่อาจทำให้คุณรู้สึกขัดใจ ไม่ถูกใจ หงุดหงิดใจ
สิ่งที่ล่วงเกินก็ขออภัย หวังว่าเป็นคนผ่านทางในเส้นทางธรรมเสียแล้วกันนะครับ เดี๋ยวก็จากไป ตายไป ตามธรรมชาติ เหมือนสิ่งทั้งหลาย

ขอให้คุณอบอุ่นเสมือนดวงอาทิตย์ พัดเย็นเหมือนสายลม ชุ่มฉ่ำเหมือนสายฝน และ เดินไปในเส้นทางธรรมต่อไปนะครับ
กุศลทานใดๆจะยิ่งใหญ่ เหมือนการให้ธรรม หาไม่มี


โดย: คนผ่านทาง IP: 70.171.62.203 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:5:56:27 น.  

 
อนุโมทนาค่ะ คุณผ่านทาง

คุณผ่านทางพูดได้ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ
เพียงแต่ว่าพูดกันคนละช่วงเวลาเท่านั้น
พี่ aston เธอพูดถึงคนที่ยังยินดีจะมีเรือ
หรือแบกหินเอาไว้เพราะเห็นเป็นสิ่งที่ควรมีอยู่

เมื่อไหร่ที่เรือเจอพายุ ชนหิน กระแทกฝั่งไปเรื่อยๆ
สักวันนึงจิตก็จะฉลาดที่รู้ว่าเพียงแค่ไม่มีเรือเท่านั้น
ก็ไม่จำเป็นต้องไปเจอพายุหรือกระแทกกับสิ่งภายนอกให้เจ็บตัวเล่น

เหมือนที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งพูดไว้ว่า
เมื่อไม่มีกระจกแล้วฝุ่นจะจับอะไร
เพราะการนั่งเช็ดฝุ่นทุกวันทำให้เห็นเองว่า
ถ้าเพียงแค่ไม่มีกระจกก็ไม่ต้องมานั่งเช็ดฝุ่นที่เกาะกระจกนั้น

แต่กว่าจะถึงจุดนั้นที่ไม่มีเรือหรือกระจกนั้น
ก็ใช่ว่า จะคิดแล้วเป็นไปได้เลย
ในเมื่อจิตยังยึดมั่นถือมั่นกับเรือหรือกระจกที่มีอยู่ทุกวัน
มนุษย์เราก็ต้องผ่านการเรียนรู้จนสาหัส
ถึงได้ฉลาดขึ้นมาได้
คุณผ่านทางมาช่วยทำให้ภาพที่พี่ aston อยากพูดได้ขมวดลงว่า
ทำไปเพื่ออะไรในท้ายที่สุด มีประโยชน์มากนะคะเนี่ย


โดย: มิงค์ IP: 210.213.6.58 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:11:21:35 น.  

 
เราก็ไม่อยากมีเรือ ไม่อยากมีสายน้ำ
ไม่อยากยึดมั่นกับอะไรเลย
แต่ทำไมมันถึงทำได้ยากเหลือเกิน
กำลังรู้สึกสับสนกับตัวเองมากๆ
บางทีก็เข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงฆ่าตัวตายได้
ขออนุญาติใช้พื้นที่ตรงนี้ระบายหน่อยค่ะ


โดย: แพธารา IP: 58.147.48.7 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:13:18:37 น.  

 
ขอกลับมาเขียนอีกครั้งนะ
วันนี้เรารู้สึกแย่กับชิวิตจริงๆ
ก็เลยกลับไปนั่งอ่านสมุดบันทึกเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้
เวลาที่เราเจอปัญหาคล้ายๆกัน เราอยากรู้ว่าเราผ่านมันมาได้อย่างไร
แล้วทำไมพอเราเจอมันอีก ก็เหมือนโลกจะแตกอีกแล้ว
ทั้งๆที่มันก็เป็นปัญหาเดิมๆซ้ำๆซากๆ ที่ใครๆก็รู้วิธีแก้แต่ทำกันไม่ได้
ตอนนั้นเราเขียนไว้ว่า
คนเราเวลาผิดหวัง อาจต้องการเพื่อนและกาลเวลา
บางคนอาจไม่มีเพื่อน
แต่ไม่มีใครไม่มีกาลเวลา
กาลเวลาช่วยชีวิตคนมาได้มากมายหลายครั้ง
ครั้งนี้ก็ต้องไม่ยกเว้นสิน่า


โดย: แพธารา IP: 58.147.48.7 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:15:35:59 น.  

 
อ่านกระทู้นี้แล้วอยากแย้งอะไรเล็ก ๆ ไม่ว่ากันนะครับ.

สมัยเด็ก ๆ เคยท่อง อาขยานบทนึง จำได้คร่าว ๆ ดังนี้.

สติคือหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง เลาะแล่นเลี่ยงลัดคงคา.

ในสายน้ำหรือในชีวิตก็เหมือน ๆ กัน ตรงที่บางครั้งจะมีคลื่นลมแรง ๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว.

เวลาคลื่นลมจัด ๆ คุณทอดสมอไม่ได้หรอกครับ เพราะนั่นเป็นการเอาเรือไปยืนขวางคลื่น.

แต่คุณต้องใช้สติ หรือหางเสือ คอยบังคับทิศทางให้ถูกต้อง การเดินเรือโต้พายุ คุณต้องหันหัวเรือโต้คลื่นไว้ตลอดเวลา.

ใช้ปัญญาเหมือนกับ เข็มทิศ คอยชี้ทางให้หลุดพ้นจากคลื่นลมแรง หาอ่าวเหมาะ ๆ ปลอดคลื่นลมแล้วค่อยทอดสมอ.

สมอคืออะไร สมอก็คือความเชื่อส่วนบุคคล อาจจะเป็นเรื่องศาสนา หรือ อุดมการณ์ส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ ยึดถือไว้แล้วคุณจะพบกับความสงบไม่สับสน.

บางครั้งใช้แต่สติ แต่ไม่ใช้ปัญญา ไม่มีสมอ เอาแต่ล่องเรือโต้คลื่นไปเรื่อย ๆ สักวันเจอคลื่นใหญ่เกินไปก็อาจเอาตัวไม่รอด.

แต่บางครั้งแม้ไม่มีคลื่นลม การเอาแต่ทอดสมอไม่ยอมไปไหน บางทีก็เป็นการรอความตายไปวัน ๆ.

อันนี้ก็ยกตัวอย่าง พระมหาชนก ที่ไม่ยอมอยู่กับที่ แต่ใช้ความเพียรเป็นหนทางสู่ความรอด ว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมลอยคออยู่เฉย ๆ รอเป็นเหยื่อเต่าปลา.

ชีวิตมนุษย์ก็อย่างนี้ละครับ บางครั้งเราก็ต้องทวนกระแส บางทีต้องตามกระแส หรือบางคราวก็ต้องอยู่นิ่ง ๆ จะเลือกใช้ หางเสือ ใบเรือ หรือสมอเมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ.

สุดท้ายขออภัยที่เข้ามาเสนอความคิดเห็นไปอีกแนวทางนึง.


โดย: LittleTiger วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:16:45:45 น.  

 


โดย: kittykitten IP: 58.8.246.110 วันที่: 20 มีนาคม 2549 เวลา:22:17:02 น.  

 
แหม.. อ่านแล้วมีความสุขยังไงบอกไม่ถูก
ยกเว้นความหม่นหมองของคุณแพธารานะครับ

แต่ที่มีผู้มาจุดประกาย มาโต้แย้ง แสดงความเห็นต่าง
ผมยินดีครับ

ผมไม่รู้สึกขุ่นเคืองอะไรเลย คุณผู้ผ่านทางครับ
กลับต้องขอบคุณ และคารวะ ที่อุตส่าห์สละเวลามาเขียนเสียยาว

ความเห็นชอบก็เป็นความคิดหนึ่ง
ความเห็นต่างก็เป็นอีกความคิดหนึ่ง

ถ้าไม่ให้ค่ากับมัน มันก็ไม่สั้นไม่ยาว ไม่พอดี
ไม่มีผิด ไม่มีถูก

ภาษิตอีสานเขาว่า.. คนหลายคน เดินไปหนองน้ำเดียวกัน
บนทางเดียวกัน แต่ต่างคนต่างมีรอยเท้าของตัวเอง

ขอให้คุณคนผ่านทาง ถึงหนองน้ำที่ตั้งใจไว้ในเร็ววันครับ
ด้วยความนับถือครับ :)

ส่วนคุณแพธารา.. อย่าคิดมากนะครับ
ความคิดเป็นอาวุธร้าย ของฝ่ายบ่อนทำลายความมั่นคงทางใจ

พยายามอย่าฟุ้งไปในปัญหา ความคิดไม่ทำให้ทุกข์น้อยลงได้
ถ้าเรายังอ่อนแอเกินกว่าจะคิดในสิ่งที่ดี

พยายามนึกถึงเรื่องดีๆ นึกถึงพระพุทธรูปงามๆที่เราเคยไปกราบแล้วเย็นใจ กราบแล้วสงบ

วันไหนร้อนใจมาก ทุกข์ถาโถม
หาที่ยึดเหนี่ยวทางใจไว้ก่อน แล้วค่อยตั้งสติ

ปัญหาจะยังมี หรือหมดไป ก็ไม่ใช่ประเด็น
ถ้าเราปรับจิต ปรับใจให้มีสติเป็นเสาเข็ม เป็นสมอเรือ
ความฟุ้งซ่าน ก็จะฉุดเราไปไหนไม่ได้

อย่าคิดมาก มีสติ ฟุ้งแล้วก็ให้รู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน

ไหว้พระสวดมนต์ไว้ครับ อย่าบั่นทอนตัวเอง
อย่าปิดโอกาสตัวเองจากความเป็นมนุษย์ที่สามารถเจริญวิปัสสนาได้

ขอให้พระคุ้มครองครับ


โดย: aston27 วันที่: 22 มีนาคม 2549 เวลา:23:34:17 น.  

 
ขอบคุณ จขบ. สำหรับกำลังใจ
และ ขอบคุณ สำหรับพื้นที่เล็กๆที่ให้ระบายได้
เราก็พยายามใช้สติอยู่เหมือนกัน
พยายามรู้จักตัวเองว่าทำอะไรอยู่
เราเชื่อว่า สักวันหนึ่งเราต้องผ่านพ้นความทุกข์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี
ขอบคุณค่ะ


โดย: แพธารา IP: 58.147.76.197 วันที่: 23 มีนาคม 2549 เวลา:9:10:38 น.  

 
^_^


โดย: mint_candy วันที่: 4 มิถุนายน 2550 เวลา:21:28:31 น.  

 
คนผ่านทางท่านกำลังทำอะไรในใจท่านเอง จึงแสดงออกถึงตัวตนที่มีอยู่ออกมาได้อย่างชัดเจน ความรู้กับความรู้สึกยังเป็นปัญหาที่ท่านยังมองไม่เห็น อาจดูเหมือนหมดไปแล้ว แต่ดูให้ดีคิดว่าว่าง กับความว่างนั้นมันดูยากสักหน่อย พยายามต่อไปนะ การเดินทางของท่านยังมีอยู่แต่อาจใกล้มากแล้ว

aston27จากสิ่งเล็กน้อยนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทำดีต่อไป หลายท่านที่หลงทางอยู่อาจหาแผ่นที่เจอ ท่านคือแม่น้ำสายใหม่ ขอจงไหลไปให้ถึงทะเลด้วยเทอน หากไม่หยุดเดินทาง ประโยชน์ยิ่งใหญ่จะเกิดกับผู้คน


โดย: ก้อนดิน IP: 117.47.96.75 วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:9:26:34 น.  

 
ชอบเป็นเรือและรักสายน้ำ
สายน้ำไม่มีคลื่น
เรือก็ไม่มัน...
มันไม่ทราบซึ้ง ถึงความงดงาม
ยามที่สายน้ำไหลนิ่งสงบเย็น

มาป่วนค่ะ อย่าใส่ใจ


โดย: vivananata วันที่: 26 ตุลาคม 2550 เวลา:13:21:01 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ยากมากเลยค่ะ กับการปักสมอ เพราะคอยแต่จะต้าน เมื่อเรือไหลไปตามน้ำ


โดย: O IP: 116.58.231.242 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:40:43 น.  

 
สวัสดีน๊าาา ทักทายจ้า สปาชา sparsha A Moment of Bride เจ้าสาว เสริมจมูก ศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมจมูก สลายไขมันด้วยความเย็น ลดเซลลูไลท์ Leg Squeezing ผิวเปลือกส้ม FIS หน้าท้องใหญ่ ตัวเล็กแต่มีพุง Body Contouring ลดสัดส่วนทั้งตัว ลดปีกด้านหลัง เนื้อปลิ้นรักแร้ เนื้อปลิ้น Build Muscle สร้างกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหน้าท้อง สลายไขมันหนา สลายไขมัน ลดไขมัน Lock Shape รักษารูปร่าง สลายไขมัน ลดสัดส่วน Oxy Peel ทำความสะอาดหน้า ทำความสะอาดหน้าแบบล้ำลึก ยกกระชับ Ulthera ปรับรูปหน้า ปัญหาผิวหย่อนคล้อย Beauty Shape สลายไขมันแบบเร่งด่วน ลดไขมัน ลดเซลลูไลท์ ผิวเปลือกส้ม สลายไขมันสะโพก กระชับผิว Sexy Mama แม่หลังคลอด รอยแตกลาย ปรับรูปร่าง กำจัดขน Hair Removal กำจัดขนถาวร สลายไขมันเหนียงด้วยความเย็น สลายไขมัน สลายไขมันเหนียง IV Drip ฟื้นฟูร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน Bye Bye Panda Eye ลดรอยหมองคล้ำใต้ดวงตา ลดริ้วรอยใต้ตา นวดกระชับหน้าอก หน้าอกกระชับ อกหย่อนคล้อย Beauty Breast Lifting Enlarge Beauty Breast นวดอกเล็กให้ใหญ่ หน้าอกเล็ก ยกกระชับหน้า รักแร้ขาว รักแร้ดำ เลเซอร์รักแร้ขาว ผิวใต้วงแขน Love Fit กระชับช่องคลอด เลเซอร์กระชับช่องคลอด แก้ไขปัสสาวะเล็ด Meso Shine ผลักวิตามิน บำรุงผิว สวยด้วยเลือด รักษาผิว หนวดเครา กำจัดขนหนวด กำจัดขน กำจัดขนเครา เลเซอร์ขน เลเซอร์ขนถาวร กำจัดขนถาวร เลเซอร์เครา เลเซอร์หนวด กำจัดขน ยกกระชับ ร้อยไหม Thread Lift การดูดไขมัน ดูดไขมัน ศัลยกรรมตา 2 ชั้น ตา 2 ชั้น ศัลยกรรมตา สปาน้ำนม เพิ่มความชุ่มชื่น แก้ผิวแห้ง นวดผ่อนคลาย การนวดผ่อนคลาย Rest Time Aroma Massage Aroma Massage Acne Body Mist ลดรอยสิว ลดจุดด่างดำ ลดรอยดำ ด็อกเตอร์ไลฟ์ doctorlife ศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมจมูก เสริมจมูก Cellulysis สลายไขมัน ulthera ยกกระชับ Acne Clear รักแร้ขาวเนียน เลเซอร์กำจัดขนถาวร กำจัดขน ร้อยไหม Freeze V Lift กำจัดไขมันด้วยความเย็น PRP ผิวหน้า PRP ผมบาง ผมร่วง เลเซอร์กระชับช่องคลอด กระชับช่องคลอด Love Fit สลายไขมันด้วยความเย็น Cell Repair ผิวขาวใส ลดสัดส่วน ปรับรูปร่าง Perfect Shape สลายไขมันแบบเร่งด่วน ฟิลเลอร์ Filler รักษาหลุมสิว Dual Yellow เลเซอร์หน้าใส Love Fit ปัญหาปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะเล็ด Oxy Bright ทำความสะอาดรูขุมขน Bye Bye Fat ลดไขมัน Luminous แสงสีฟ้า รักษาสิว ฆ่าเชื้อสิว ABO Active 3D Toxin IV Drip เพื่อสุขภาพและความงาม ยกกระชับผิว hifu ให้ใจ สุขภาพ


โดย: สมาชิกหมายเลข 6161573 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2563 เวลา:17:45:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.