Group Blog
 
All blogs
 

Interstellar การเดินทางของความรัก

ถ้าไล่เรียงดูหนังเกี่ยวกับอวกาศที่ผมเคยดู นับจาก2001 Space Odyssey (1968) เรื่อยมาจนถึง Contact(1997), Gravity (2013) และล่าสุด Interstellar 

หากมองเพียงผิวเผิน หนังทุกเรื่องล้วนแต่พูดถึง“การเดินทาง” สู่อวกาศของมนุษย์เป็นพล็อตหลักของเรื่อง

แต่หนังทุกเรื่องพยายามพูดถึงสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรมไว้ด้วย นั่นคือเรื่องการเดินทางของ “จิต”

2001 Space Odyssey พูดถึงนักบินอวกาศผู้เดินทางไปพบกับ “แท่งหินลึกลับ” และนำเขาไปสู่ประสบการณ์ทางจิตที่แปลกประหลาด 

ในขณะที่แท่งหินนั้น ก็เคยปรากฏตอนต้นเรื่อง ที่พูดถึงจุดตั้งต้นของวิวัฒนาการแห่งมวลมนุษย์และราวกับจะบอกว่า วิวัฒนาการของอารยธรรมนั้นหมุนวนเป็นวงกลม

จากสามัญสู่สูงสุดจากสูงสุด คืนสู่สามัญ เป็นวัฏจักร เพราะที่สุดของความเจริญทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจะย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์เอง 

ดังเช่น “ฮาล” เจ้าสมองกลคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมตัวเองให้ไม่ต้องรับคำสั่งของมนุษย์ และจัดการฆ่ามนุษย์เสียเอง

ในขณะที่ Gravity พูดถึง ความไม่แน่นอนและเปราะบางของชีวิตและมีสัญลักษณ์ที่บอกถึงการเวียนเกิด เวียนตาย ในภพต่างๆ การดิ้นรนที่จะมีชีวิตจากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง ภายใต้กฎของ “แรงดึงดูด” แต่แทรกเรื่องของประสบการณ์ทางจิต ที่บอกไม่ได้ว่า นั่นคือนิมิต หรือฝัน  

ส่วน Contact กล่าวถึงการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาว ที่ส่งคลื่นวิทยุที่นำไปสู่แบบแปลนการสร้างยานอวกาศ ที่พาจิตของดร.แอลลี่เข้าสู่มิติของเวลา ทำให้เธอได้พบกับพ่อของเธอ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง 

ในขณะที่คนภายนอกมองไม่เห็นอะไร นอกจากยานที่เธอนั่งนั้นหล่นตุ้บลงสู่พื้นแบบไม่ได้ไปไหนเลย

ถ้าเรียงร้อยสารที่หนังทุกเรื่องที่พูดมาต้องการกล่าวถึง เราจะได้หนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อ Interstellar ครับ

ดูเผินๆราวกับคริสโตเฟอร์โนแลน ต้องการจะบอกว่า ในการเดินทางสู่ห้วงอวกาศนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการเดินทางจิตวิญญาณของมนุษย์ 

เพราะมิติของเวลา โพรงหนอนอวกาศและหลุมดำ มีอยู่จริง ในการเดินทางของจิต

อย่างเรามีชีวิตอยู่ใน พ.ศ. 2558 แต่แค่หลับตา จิตเราก็เดินทางย้อนไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อสิบปีที่แล้วได้ชนิดไวกว่าแสง หรือวิ่งไปหาคนที่อยู่โพรว็องส์ในฝรั่งเศสได้ในพริบตา

อีกสิ่งที่โนแลนเน้นย้ำมากมายในเรื่องคือความรัก ความผูกพันที่พ่อมีต่อลูกพันธะของความเป็นพ่อที่ต้องเสียสละเพื่อปกป้องลูก แม้มันจะหมายถึงการสละชีวิตตัวเอง

อย่างเช่นการต้องเดินทางไกลทั้งที่ไม่รู้ว่า จะได้กลับมาพบหน้าลูกอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม

ถ้าจะพูดว่า Interstellar เป็นหนังครอบครัวที่มาในรูปของหนังอวกาศ ก็คงไม่ผิดนักหรอกครับ 

เพียงแต่หนังก็จริงจังกับการตีความแนวคิดหลายอย่างทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่ของใหม่ พุทธศาสนาก็พูดมานานแล้ว

อย่างดาวดวงแรกที่คณะเดินทางไปสำรวจ เป็นดาวที่มีมิติเวลาต่างกับเวลาปกติบนโลก เช่นสิบนาทีบนดาวนั้นเทียบได้เท่ากับสิบปีบนโลก เป็นต้น

ในพระไตรปิฎกเคยพูดถึงภพภูมิที่มีเวลายาวนานกว่าโลก อย่างนรกภูมิหรือสวรรค์ 

มีเรื่องเล่าว่าหญิงคนหนึ่งตายไปได้เกิดเป็นนางฟ้าตนหนึ่ง วันหนึ่งก็หมดอายุขัยขณะไปเที่ยวสวนดอกไม้กับเพื่อนนางลงมาเกิด จนแต่งงาน มีลูก มีหลาน จนตายแล้วเกิดอีกรอบเป็นมนุษย์นี่แหละ

พอตายรอบที่สองก็สร้างบุญไว้มาก ได้กลับไปเป็นนางฟ้าอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่านางกลับไปอยู่ที่เดิมในสวนดอกไม้ที่เคยตายลงนั่นแหละ 

เพื่อนก็มาตามหาจนเจอพอดีแล้วถามว่า เธอหายไปไหนมาตั้งเกือบชั่วโมง

สรุปว่า ในทางพุทธเชื่อว่าเป็นคนนี่ เกิดแล้วแก่ตายสองรอบ เพิ่งจะเท่ากับเวลาบนสวรรค์ไม่ถึงชั่วโมงเอง

สิ่งที่อาจจะเข้าใจยากของInterstellar คือ “แรงดึงดูด” หรือ Gravityที่เขาบอกว่า มันอยู่เหนือมิติของเวลา 

แต่ถ้าแปลงคำว่า “แรงดึงดูด” เป็นเรื่องของ “กรรม” อาจจะเข้าใจง่ายกว่าก็ได้นะครับ เพราะในทางพุทธ กรรมก็อยู่เหนือทุกสิ่ง ไม่มีอะไรใหญ่เกินกรรม 

และที่แน่ๆ กรรมอยู่เหนือกาลเวลา ทำอะไรไว้นี่ ไม่มีวันหมดอายุความเสียด้วย

นอกจาก กรรมจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาแล้ว อีกสิ่งที่ Interstellar บอกว่า สามารถข้ามเวลามาได้ ก็คือ “ความรัก” 

ในทางพุทธมีคำว่า “เมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขา” แทนนิยามของความรัก

ความรักที่ดีย่อมมีสี่อย่างนั้น และจะคงทนเหนือกาลเวลา ไม่ว่ากายเนื้อของคนที่เรารักจะไม่อยู่แล้ว แต่เราหลับตาลงครั้งใดก็อาจจะรู้สึกได้ว่า ความรักนั้นยังอยู่ และคงทนในใจเราเสมอ

เหมือนที่คูเปอร์ออกเดินทางไปค้นหาโลกใหม่ที่ดีกว่าเพื่อจะให้ลูกที่เขารัก มีโลกใหม่สำหรับอยู่อาศัยและสามารถกลับมาสื่อสารกับลูกในวิถีที่หลายคน รวมทั้งตัวคูเปอร์เองเรียกว่า “ผี”

เหมือนที่ ดร.แบรนด์เดินทางไปหาคนรักของเธอบนดาวที่รกร้าง เหมือนที่คูเปอร์ตัดสินใจเดินทางครั้งสุดท้ายไปหาเธอการเดินทางทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะความรักนี่เอง

ครั้งหน้าถ้าเจออะไรแปลกๆที่อธิบายไม่ได้ อย่ารีบสรุปว่าเป็น “ผี” ก็แล้วกันนะครับ 

เป็นหนังดี ที่ควรมีแผ่นแท้เก็บไว้ในคลังอีกเรื่อง โดยไม่ควรข้องแวะกับ "ผี" โดยมิต้องสงสัย




 

Create Date : 09 เมษายน 2558    
Last Update : 9 เมษายน 2558 14:30:09 น.  

Transformers : Age Of Extinction เบื้องหลังของความตั้งใจดี



นี่คือหนังที่เป็นตัวเต็งว่าจะทำเงินสูงสุดของปี ๒๕๕๗ ที่นักวิจารณ์ส่ายหัวว่า 
ไม่มีอะไรในเนื้อหนังนอกจากความสนุกแบบวินาศสันตะโรตามสไตล์นายไมเคิล เบย์

ถ้าพูดถึงชื่อของหมอชีวกโกมารภัจจ์ 
หมอเทวดาผู้เป็นหมอประจำตัวองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา 
ทุกคนคงรู้จักชื่อและเรื่องราวของท่านบ้าง ไม่มากก็น้อย

มีเรื่องเล่าว่า สมัยที่ท่านไปเรียนวิชาแพทย์ที่ตักศิลา 
ตอนเรียนใกล้จะจบ อาจารย์ก็ให้สอบไล่ด้วยข้อสอบที่เจ๋งมาก ว่า 
ให้ลูกศิษย์ไปหาตัวอย่างพืชที่ไม่สามารถเอามาทำยาอะไรไม่ได้เลย 
ในรัศมีเท่านี้ๆกิโลรอบๆสำนักมาให้ดู

ท่านหมอชีวกฯ เดินออกจากสำนักไปตั้งแต่เช้า 
กลับมาตอนเย็นยกมือไหว้บอกอาจารย์ว่า 
ผมสำรวจต้นไม้ใบหญ้า พืชทุกชนิดในรัศมีพื้นที่ที่อาจารย์บอกแล้ว 
ผมหาพืชที่อาจารย์บอกไม่ได้เลยสักต้น 
เพราะทุกต้นมีสรรพคุณเอามาทำยาได้ทั้งนั้น

แทนที่อาจารย์จะดุ กลับชมเชยว่า 
ชีวกฯ เธอสอบผ่านแล้ว อาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนเธอแล้ว

ผมก็เข้าไปดูTransformers ภาคนี้ ด้วยความไม่คาดหวังว่า
จะมีส่วนไหนเอามาทำยาอะไรได้เช่นกัน 
แต่ในท่ามกลางความไม่มีอะไรของบทหนัง 
ผมก็แอบเจอบางอย่างที่น่าสนใจที่สะกิดใจผมอยู่เรื่องหนึ่ง

คือในภาคนี้ พูดถึงการที่มนุษย์พยายามจะสร้างหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ส
ขึ้นมาเอง 
ที่สามารถควบคุมได้โดยมนุษย์ ให้เป็นอาวุธปกป้องชาวโลก 
แต่ใช้วิธีหาวัตถุดิบ ด้วยการออกล่าพวกออโต้บอทส์มาหลอม
ให้กลายเป็นแร่ “Transformium” ทรานส์ฟอร์เมียม 
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นของต่างๆได้ตามคำสั่ง 

เจตนาคือหวังจะปกป้องโลกด้วยผีมือมนุษย์เอง 
โดยไม่ต้องรอง้อให้ออโต้บอทส์หรือใครมาช่วย

ที่ซีไอเอและนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้คือ แท้จริงแล้ว 
เบื้องหลังกระบวนการความพยายามจะสร้างหุ่นรบของอเมริกานั้น 
อยู่ภายใต้การชักใยของจอมวายร้ายอย่างเมกะทรอน 
ที่ได้ชื่อใหม่ว่ากัลวาทรอน โดยไม่รู้ตัวอีกที

จากความตั้งใจดีของนักประดิษฐ์คนหนึ่ง 
บวกกับความโลภและชั่วร้ายของซีไอเออีกคนหนึ่ง 
นำไปสู่การที่มนุษยชาติต้องเกือบจะสูญพันธุ์
เพราะกัลวาทรอนเอาชนะการควบคุมของมนุษย์ได้ 
แถมยังเข้าควบคุมหุ่นที่เหลือที่เพิ่งผลิตมาอีกห้าสิบตัว

ผมพูดมาเสมอว่า ความตั้งใจดีเจตนาที่ดี 
จะสมบูรณ์ได้ด้วยวิธีการที่ดีที่ถูกต้อง 

การที่พูดว่าเรามีความตั้งใจที่ดีเจตนาบริสุทธิ์ นั้นยังไม่พอ 
เพราะไม่ได้แปลว่า เราสามารถใช้วิธีการอะไรก็ได้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

เหมือนสมมติ ผมอยากบูรณะวัดเก่า เจดีย์เก่า 
ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธและประเทศชาติอย่างยิ่ง 
แต่รัฐบาลไม่ให้งบมา บอกบุญก็ไม่มีใครทำ 

แล้วผมยกพวกไปปล้นธนาคารห้างร้านสรรพสินค้า 
จับจี้ตัวประกันบังคับให้รัฐบาลอนุมัติเงินมาบูรณะ 
มันก็ฟังดูแปลกๆ ว่าไหมครับ

ที่สำคัญ เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม คนดีๆที่มีความตั้งใจดี 
สามารถถูกอำนาจกิเลสครอบงำชักใยอยู่เบื้องหลังได้มานักต่อนักแล้ว

แม้กระทั่งคนบางคนชอบเข้าวัด อยากทำบุญ อยากไปนิพพาน 
แต่ก็มีอติมานะความยึดมั่นสำคัญตนผิดๆ 
อยากเป็นคนสำคัญคนสนิทของครูบาอาจารย์บ้าง 
อยากเป็น Somebody ในวัด เป็นคนสำคัญเป็นผู้มีอิทธิพลในวัด

ยิ่งเป็นวัดใหญ่ วัดดัง ยิ่งมีคนลักษณะนี้ให้เห็นเยอะนะครับ 
เพราะกิเลสไม่เคยเข้าใครออกใคร 
ไม่เคยละเว้นว่าใครจะอยู่ในวัดหรือนอกวัด 
ไม่เคยยกเว้นว่า คนนี้เป็นศิษย์ใคร วัดไหน

เจตนาความตั้งใจเริ่มต้นจะเป็นอะไรนั้น เรื่องหนึ่ง 
แต่วิธีการลงมือกระทำกรรมนั้นจะดีจริงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง 

สุดท้ายต้องตอบตัวเองได้ว่า เราทำเพื่อสนองทิฐิมานะของตัวเอง 
หรือทำเพื่อสละออกซึ่งความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิดว่ามีอัตตา

สุขสันต์วันที่หนังที่ดูไม่มีอะไรไม่ในสายตาหลายคน 
ก็ยังมีประโยชน์ได้ ถ้ารู้จักมองนะครับ




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2557 8:09:38 น.  

Maleficent: ด้านดีในคนร้าย ด้านร้ายในคนดี


boh201

ใครที่โตมาพร้อมการ์ตูนของวอลต์ ดิสนีย์ หรือเทพนิยายของพี่น้องตระกูลกริมม์ คงไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องของ Sleeping Beauty หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า “เจ้าหญิงนิทรา”

แต่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ต้นฉบับจริงๆของเจ้าหญิงนิทรานั้น มาจากเทพนิยายโบราณของฝรั่งเศสชื่อ ลา แบล โอ บัว ดอร์มอง (La Belle Au Bois Dormant) แต่งโดยนักประพันธ์นามว่านายชาลส์ แปร์โฆร์ (Charles Perrault)

แม้ว่าชื่อของเขาอาจไม่เป็นที่คุ้นหูเราเท่าไหร่ แต่ผลงานของเขากลับเป็นที่คุ้นเคยในวัยเด็กของเราเป็นอย่างดี เพราะนอกจากเจ้าหญิงนิทราแล้ว ก็ยังมีหนูน้อยหมวกแดง ซินเดอเรลล่าและอีกหลายเรื่อง

พูดให้ถูกกว่านั้น นิทานที่เราเคยคิดว่าเป็นของพี่น้องตระกูลกริมม์ หลายๆเรื่องก็แปลหรือดัดแปลงมาจากผลงานของชาลส์ แปร์โฆร์ นี่เอง

ในทางหนึ่ง บอกเราได้ว่า การที่เราคิดว่าเรารู้จักคุ้นเคยกับอะไรดี อาจบางทีมันยังมีที่มาที่ไปของสิ่งนั้น ที่ยังซ่อนอยู่และเราไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบก็เป็นได้

อย่างเรื่องของนางฟ้าใจร้ายในเรื่องเจ้าหญิงนิทรา ที่เราเข้าใจมาตลอดว่า เธอเป็นผู้มีจิตใจอำมหิตมืดบอด แต่ไม่เคยทราบว่า ที่มาของความร้ายกาจของเธอนั้นมาจากไหน

ในศาสนาพุทธเราสอนว่า ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกอย่างย่อมเกิดเพราะมีเหตุ และหมดไปเพราะเหตุนั้นสิ้นไป จิตที่ประกอบด้วยบุญกุศล สุกใสสว่าง ก็ย่อมมีเหตุที่ดีที่สว่าง จิตที่ประกอบด้วยอกุศล หม่นมืดหมองมัว ก็ย่อมมีเหตุที่ร้ายกาจที่มืดมน

มาเลฟิเซนต์ เติบโตมาในดินแดนมัวส์ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของภูติพราย นางไม้ และนางฟ้า เธอเป็นนางฟ้าผู้มีปีกใหญ่ สวยงามแข็งแรง พาเธอบินได้สูง เหมือนกับจิตใจของเธอ

จนเมื่อเธอมาพบรักกับสเตฟานชายลูกชาวนา ผู้มาจากแดนมนุษย์ และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง เขาจุมพิตเธอครั้งหนึ่ง ในวันเกิดอายุ ๑๖ ปีของเธอ โดยบอกว่า มันเป็นจุมพิตแห่งรักแท้ ซึ่งมาเลฟิเซนต์เชื่อแบบนั้นมาตลอด

สุดท้ายสเตฟานหักหลังเธอเพราะความโลภเข้าครอบงำเขาตัดปีกของเธอมาแลกกับการได้เป็นพระราชา แต่ความสมอยากของเขาเปลี่ยนมาเลฟิเซนต์จากนางฟ้าที่มีใจงดงาม ให้กลายเป็นนางฟ้าที่จิตใจดำมืด โทสะโมหะเข้าครอบงำจิตของเธอ

วันหนึ่งเธอสบโอกาสเมื่อพระราชาสเตฟานจัดงานฉลองรับขวัญพระธิดาออโรราที่เพิ่งเกิด มาเลฟิเซนต์บุกเข้าวังแล้วสาปให้เจ้าหญิงออโรราต้องโดนเข็มจากเครื่องปั่นด้ายตำนิ้ว จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตลอดกาล จนกว่าจะได้รับ “จุมพิตแห่งรักแท้”

มาเลฟิเซนต์ได้ล้างแค้นสมใจ เป็นผลกรรมเก่าของพระราชาสเตฟาน แต่เป็นกรรมใหม่ของมาเลฟิเซนต์ ซึ่งได้เปลี่ยนจิตใจของพระราชาสเตฟานให้ถูกความดำมืดของโทสะครอบงำบ้าง เขาหมกมุ่นอยู่กับการหาวิธีแก้แค้นเอาคืนให้สาสม ส่วนมาเลฟิเซนต์แม้จะสำนึกเสียใจในภายหลัง แต่ก็แก้ไขคำสาปตัวเองไม่ได้แล้ว

นี่อาจจะเป็นเพียงเทพนิยายให้เด็กอ่าน แต่ในความจริงที่โลกนี้เป็นอยู่ ก็แทบไม่ต่างกันเรามักคิดว่ามีสิ่งที่เรียกว่าคนดี คนร้ายแบ่งแยกกันชัดเจน แต่ในความจริงในจิตใจคนทุกคน มีทั้งอำนาจของกุศล และอกุศลที่งัดข้อกันอยู่

เมื่อไหร่ที่กุศลมีกำลังมาก บุคคลนั้นย่อมมีบารมีในการทำความดีละเว้นความชั่วได้ง่าย แต่หากอกุศลมีกำลังมากกว่าเมื่อไหร่ ก็ย่อมมีโอกาสเลือกทำกรรมชั่วได้มากขึ้นเท่านั้น

เคยมีนิทานอินเดียนแดงพูดถึงปู่กับหลานคุยกัน ปู่บอกหลานว่า “หลานรู้มั้ย ในจิตใจมนุษย์น่ะ มีหมาป่าสองตัวสู้กันอยู่ ตัวหนึ่งเป็นฝ่ายดีชื่อกุศล มีพลังของสติ เมตตากรุณา อีกตัวหนึ่งเป็นตัวร้ายชื่ออกุศล มีพลังของความโลภ โกรธ หลง”

หลานฟังแล้วตาโต ทำท่าสนใจ รีบถามว่า “แล้วตัวไหนมันจะชนะฮะ ปู่”

ปู่อมยิ้ม แล้วตอบหลานว่า “ก็ตัวที่เราให้อาหารมันบ่อยๆ ไงล่ะ”

สุขสันต์วันที่เราเลือกให้อาหารหมาป่าในจิตใจเราได้นะครับ




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2557    
Last Update : 20 มิถุนายน 2557 8:52:16 น.  

"อะไรๆก็กู"

bank-168

ไม่ได้จะมาบ่น หรือระบายความเซ็งอะไรให้ฟังหรอกนะครับ

ว่าแต่คุณผู้อ่านเคยเห็นสติกเกอร์ท้ายรถแท็กซี่ สิบล้อ สองแถว

ที่เขียนว่า “อะไรๆก็กู” บ้างไหม ?


วลีนี้ อ่านเผินๆบางคนรู้สึกขำ บางคนรู้สึกระคายเคือง

ตอนผมเห็นทีแรก ไม่ทันนึกอะไร เข้าใจว่าคนติดคงแค่ขำๆ


แต่พอเห็นบ่อยๆเข้า จิตก็นึกอะไรขึ้นได้อย่างหนึ่งว่า

ท่านอาจารย์พุทธทาสฯ เคยสอนเรื่อง ตัวกู ของกู

ตรงกับที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์หลายท่านก็สอนว่า


เบื้องลึกเบื้องหลังของคนเรานั้น ไม่ว่าจะทำอะไร

ก็ล้วนมีมานะอัตตา มี “กู” อยู่เป็นแรงผลักข้างหลังเสมอ

จะสุข ก็รู้สึกว่ามันคือ “กูสุข” พูดเพราะๆหน่อยก็ว่าเราสุข

จะทุกข์ ก็รู้สึกว่าเป็นเราทุกข์ เฉยๆก็ยังเป็นเราเฉยๆเลย

จะชอบ จะชัง จะรัก จะเกลียด จะอะไรๆ ก็ล้วนแต่มีเราลงไปกำกับ


พูดแบบวิชาการหน่อย พระท่านใช้สำนวนว่า

จิตจะปรุงความมีตัวมีตน ว่าเป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา

ทั้งที่ความจริงแล้ว “เรา” น่ะไม่มีจริงหรอก

มันมีแต่ธาตุขันธ์ทำงานร่วมกัน กลายเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น

ว่ามีตัวเรา มีของเรา มีตัวเขา มีของเขาขึ้นมา


ถ้ามีนักเลงมาอ่านถึงตรงนี้ อาจจะชี้หน้าถามว่า

ถ้ามี “กู” แล้วไอ้คนเขียนน่ะ จะทำไม มีปัญหาอะไรรึ


ตอบว่า... ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากเมื่อมี “กู”

ก็ย่อมมีทุกข์ “ของกู” กระทั่งสุขแล้ว ก็ยังมีทุกข์

เพราะอยากให้สุขของกู อยู่ไปนานๆชั่วกัลปาวสาน


หลวงพ่อปราโมทย์ฯ ท่านเคยแสดงธรรมว่า

สิ่งที่มนุษย์รักและหวงแหนที่สุดก็คือตัวเราเอง

อยากให้เราสุข อยากให้เราดี อยากเพราะมี “กู”


คนเราทุกวันนี้ที่ผิดศีล ที่เบียดเบียนกันมาก

ก็เพราะความยึดมั่นว่ามี “กู” เชื่อไหมครับ

โกรธคนอื่น ตีเขาได้ ทำร้ายเขาผิดศีลข้อ ๑ ได้

เพราะทนไม่ได้ที่เขามาเบียดเบียน มาว่า “กู”


คนที่อยากรวยอยากมีอยากได้ จนกล้าลักขโมย โกงเขาได้

ก็เพราะรักตัวเอง ทนไม่ได้ที่ “กู” จน กูลำบากหรือมีน้อยกว่าคนอื่น

หรือมีมากแล้วก็อยากให้ “กู” มีมากขึ้นไปอีก


อยากได้สามีภรรยาคนอื่นมาเป็นของตน ก็เพราะ “กู” อยากได้

โกหกคนอื่นได้ก็เพราะรักในหน้าตา ชื่อเสียงของ “กู”

กินเหล้าเมายาได้ ก็เพราะอยากให้ “กู” สนุก เป็นสุข

นี่แหละครับ ที่มาของชื่อตอนว่า “อะไรๆก็กู”


ถามว่า... รู้อย่างนี้แล้ว เราจะทำอะไรได้ล่ะ คุณแอสตัน

ตอบว่า... ขนาดถามยังมี “เรา” โผล่มาเลย เห็นไหมครับ ^^

ตอบอีกทีว่า... ไม่ต้องทำอะไรนอกจากทำสามอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกไว้


ทำทาน รักษาศีล แล้วภาวนา เจริญสติไปนั่นแหละนะ

ทาน เป็นการฝึกจิตให้มีความคุ้นชินจะสละออก

ทำบ่อยๆ ทำอย่างถูกวิธีมีสติ มีปัญญา “กู” จะค่อยๆตัวเล็กลงๆ

ยิ่งอภัยทานนี่ มันต่อต้านการมีกู ได้ชะงัดมากเลยนะ


คนที่มีมานะอัตตามาก ยิ่งตัว “กู” ใหญ่มาก

ก็ยิ่งทำอภัยทานยาก เพราะรักในตัวตนมากนั่นแหละ


ศีล เป็นการฝึกจิตให้มีสติ มีเมตตากับตนเองและผู้อื่น

อยู่ร่วมกันอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กร่าง ไม่ก้าวร้าว

ไม่เบียดเบียนกัน ไม่เอา “กู” เป็นที่ตั้ง แถมลดลงได้ด้วย


สุดท้ายภาวนา คือการเจริญสติ เรียนรู้ความจริงว่าด้วยตัวเองไป

จนเห็นความจริงว่า “กู” จริงๆน่ะไม่มี มีแต่ความคิด ความเห็นผิด

ว่าไอ้รูปนามกายใจในขันธ์ ๕ นี่ มันคือตัวเรา


ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านถึงสอนว่า “ให้ตายเสียก่อนตาย”

แปลว่า ให้ภาวนาจนพ้นจากการมี “กู” ได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตนะ

เพราะถ้าหมด “กู” ก็หมดเชื้อเกิด ไม่มีทุกข์อะไรที่เป็น “ของกู”

มีแต่ร่างกาย มีจิตใจที่เป็นทุกข์ แต่ไม่มี “กูทุกข์”


พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้ปฏิเสธการมีกูด้วยการคิดเอานะ

แต่ท่านให้ภาวนา เพราะถ้าแค่คิดเอา ก็จะกลายเป็น “กูไม่มีกู”


ภาวนากันเถอะครับ สนุกมาก ขอบอก


สุขสันต์วันที่ยังมีโอกาสจะเห็นว่า “อะไรๆก็ไม่ใช่กู” นะครับ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2556    
Last Update : 29 มีนาคม 2556 15:40:57 น.  

Looper ภัยของสังสารวัฏ

bank-160

เชื่อเรื่องสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดไหมครับ?

เดาว่า บางท่านเชื่อ บางท่านไม่เชื่อ...ไม่เป็นไรครับ


เคยมีพระรูปหนึ่งสอนผมว่าพุทธไม่ใช่เรื่องของการเชื่อ

แต่เป็นเรื่องของการทำความจริงให้ปรากฏ


ศรัทธาแบบพุทธแท้ๆก็ยังเชื่อเพื่อจะเดินตามพระพุทธเจ้า

ในการพัฒนาจิตจนเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น
แปลว่าเชื่ออย่างเดียว ไม่ออกเดิน ไม่ปฏิบัติก็ไม่ใช่พุทธ


ฉะนั้น...ท่านบอกว่ามันไม่สำคัญว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

แต่สำคัญว่าเรามีการกระทำหรือท่าทีต่อสิ่งนั้นยังไง 

เช่น ถ้าไม่เชื่อ แต่มุ่งทำความดี เพราะคิดว่าเกิดมาครั้งเดียว จะฝากความดีไว้ให้โลก

หรือไม่เชื่อว่านิพพานมีจริง แล้วลงมือพิสูจน์ เจริญสติปัฏฐานตามที่พระพุทธเจ้าสอน

แบบนี้ไม่ต้องเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่เสียหาย


ครูบาอาจารย์ท่านถึงสอนว่า...อะไรที่ไม่เห็น เชื่อทันทีก็โง่

ปฏิเสธทันที ไม่เชื่อเด็ดขาด ก็โง่อีกแบบนะ


ครูบาอาจารย์หลายท่านพูดตรงกันว่า ความน่ากลัวของสังสารวัฏ คือการที่มันปกปิดตัวเอง

จนเรามองไม่เห็นว่า เกิดมาแล้วมากมายเท่าไหร่ 

เคยเป็นผู้กระทำ เป็นผู้ถูกกระทำ ทำกรรม รับกรรม วนๆเวียนๆสืบๆกันมายาวนานขนาดไหน


Looper เป็นเรื่องของโลกอนาคต ที่มนุษย์สามารถสร้างเครื่องเดินทางย้อนเวลาได้

แต่กลายเป็นของผิดกฏหมายที่แอบใช้กันในวงการมาเฟีย 

เพื่อกำจัดศัตรูให้หายสาบสูญไปจากโลก แบบไร้ร่องรอย 

ด้วยการส่งกลับมาฆ่าแล้วเผาทิ้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็คืออดีตของอนาคต...อย่า งงนะ อย่างง


โจ คือหนึ่งในกลุ่มนักฆ่าที่เรียกว่า “ลูปเปอร์”  ที่รับหน้าที่กำจัดคนที่ถูกส่งตัวมา 

ยิงแล้วลากไปใส่เตาเผาเท่านั้น ดูเหมือนเป็นงานง่าย เงินดี 

แต่งานง่ายเงินดีที่ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีในโลกครับ


โจค้นพบว่าในที่สุดจะมีการปิดบัญชีลูปเปอร์ เพื่อทำลายหลักฐานอีกชั้นหนึ่ง

ด้วยการจับลูปเปอร์ที่แก่ตัวไปในอนาคต ส่งกลับมาให้ตัวเองในวัยหนุ่มกำจัดเอง

เรื่องมันมีมากกว่านี้เยอะครับ เป็นหนังที่สนุกมาก 


ส่วนที่ดีของหนังคือการแสดงให้เห็นว่า กรรมคือการกระทำ การเลือกกระทำอะไรในวันนี้

ก็เท่ากับกำลังเปลี่ยนอนาคตของตัวเอง ไม่ใช่ว่ากรรมเก่าเป็นยังไง ก็ต้องปล่อยไปตามยถา


และไม่ใช่แก้กรรมเก่านะ แต่เลือกทำกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเคยผิดพลาดอะไรมาขนาดไหน

เราเลือกทำเหตุใหม่ที่แตกต่างเพื่อผลที่ดีกว่าได้เสมอ 


น่าแปลกที่บ่อยครั้ง การทำเหตุใหม่ที่ว่า หมายถึงการหยุดทำ มากกว่าการลงมือกระทำ

สังเกตไหมครับ หลายๆอย่างในชีวิตเรามันแย่ลง 

ก็มาจากความเชื่อความพยายามอยากทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง สมควรแล้ว ดีแล้ว

แต่ทำไปแล้ววันหนึ่ง เราอาจพบว่า การหยุดทำสิ่งนั้นนั่นแหละ กลับจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

เช่น หยุดการอาฆาต จองเวร ล้างแค้น เกลียดชัง หยุดการพยายามกำจัดคนที่คิดไม่เหมือนเรา


ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูอย่างมุนินทร์ นพนภาในแรงเงาก็ได้ 

เอาแค่ในทีวี ก็จองล้างจองผลาญกันมาหลายรอบ ถ้าหยุดจองเวร เรื่องก็จบไปนานแล้ว


ขึ้นต้นเป็น Looper ลงท้ายเป็นแรงเงา...เอากะมันสิ ไม่มีใครทำได้นอกจากคุณแอสตัน

สุขสันต์วันแรงเงาก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 14 มีนาคม 2556    
Last Update : 13 สิงหาคม 2556 7:57:15 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  
aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 171 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.