Group Blog
 
All blogs
 

"อะไรๆก็กู"

bank-168

ไม่ได้จะมาบ่น หรือระบายความเซ็งอะไรให้ฟังหรอกนะครับ

ว่าแต่คุณผู้อ่านเคยเห็นสติกเกอร์ท้ายรถแท็กซี่ สิบล้อ สองแถว

ที่เขียนว่า “อะไรๆก็กู” บ้างไหม ?


วลีนี้ อ่านเผินๆบางคนรู้สึกขำ บางคนรู้สึกระคายเคือง

ตอนผมเห็นทีแรก ไม่ทันนึกอะไร เข้าใจว่าคนติดคงแค่ขำๆ


แต่พอเห็นบ่อยๆเข้า จิตก็นึกอะไรขึ้นได้อย่างหนึ่งว่า

ท่านอาจารย์พุทธทาสฯ เคยสอนเรื่อง ตัวกู ของกู

ตรงกับที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์หลายท่านก็สอนว่า


เบื้องลึกเบื้องหลังของคนเรานั้น ไม่ว่าจะทำอะไร

ก็ล้วนมีมานะอัตตา มี “กู” อยู่เป็นแรงผลักข้างหลังเสมอ

จะสุข ก็รู้สึกว่ามันคือ “กูสุข” พูดเพราะๆหน่อยก็ว่าเราสุข

จะทุกข์ ก็รู้สึกว่าเป็นเราทุกข์ เฉยๆก็ยังเป็นเราเฉยๆเลย

จะชอบ จะชัง จะรัก จะเกลียด จะอะไรๆ ก็ล้วนแต่มีเราลงไปกำกับ


พูดแบบวิชาการหน่อย พระท่านใช้สำนวนว่า

จิตจะปรุงความมีตัวมีตน ว่าเป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา

ทั้งที่ความจริงแล้ว “เรา” น่ะไม่มีจริงหรอก

มันมีแต่ธาตุขันธ์ทำงานร่วมกัน กลายเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น

ว่ามีตัวเรา มีของเรา มีตัวเขา มีของเขาขึ้นมา


ถ้ามีนักเลงมาอ่านถึงตรงนี้ อาจจะชี้หน้าถามว่า

ถ้ามี “กู” แล้วไอ้คนเขียนน่ะ จะทำไม มีปัญหาอะไรรึ


ตอบว่า... ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากเมื่อมี “กู”

ก็ย่อมมีทุกข์ “ของกู” กระทั่งสุขแล้ว ก็ยังมีทุกข์

เพราะอยากให้สุขของกู อยู่ไปนานๆชั่วกัลปาวสาน


หลวงพ่อปราโมทย์ฯ ท่านเคยแสดงธรรมว่า

สิ่งที่มนุษย์รักและหวงแหนที่สุดก็คือตัวเราเอง

อยากให้เราสุข อยากให้เราดี อยากเพราะมี “กู”


คนเราทุกวันนี้ที่ผิดศีล ที่เบียดเบียนกันมาก

ก็เพราะความยึดมั่นว่ามี “กู” เชื่อไหมครับ

โกรธคนอื่น ตีเขาได้ ทำร้ายเขาผิดศีลข้อ ๑ ได้

เพราะทนไม่ได้ที่เขามาเบียดเบียน มาว่า “กู”


คนที่อยากรวยอยากมีอยากได้ จนกล้าลักขโมย โกงเขาได้

ก็เพราะรักตัวเอง ทนไม่ได้ที่ “กู” จน กูลำบากหรือมีน้อยกว่าคนอื่น

หรือมีมากแล้วก็อยากให้ “กู” มีมากขึ้นไปอีก


อยากได้สามีภรรยาคนอื่นมาเป็นของตน ก็เพราะ “กู” อยากได้

โกหกคนอื่นได้ก็เพราะรักในหน้าตา ชื่อเสียงของ “กู”

กินเหล้าเมายาได้ ก็เพราะอยากให้ “กู” สนุก เป็นสุข

นี่แหละครับ ที่มาของชื่อตอนว่า “อะไรๆก็กู”


ถามว่า... รู้อย่างนี้แล้ว เราจะทำอะไรได้ล่ะ คุณแอสตัน

ตอบว่า... ขนาดถามยังมี “เรา” โผล่มาเลย เห็นไหมครับ ^^

ตอบอีกทีว่า... ไม่ต้องทำอะไรนอกจากทำสามอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกไว้


ทำทาน รักษาศีล แล้วภาวนา เจริญสติไปนั่นแหละนะ

ทาน เป็นการฝึกจิตให้มีความคุ้นชินจะสละออก

ทำบ่อยๆ ทำอย่างถูกวิธีมีสติ มีปัญญา “กู” จะค่อยๆตัวเล็กลงๆ

ยิ่งอภัยทานนี่ มันต่อต้านการมีกู ได้ชะงัดมากเลยนะ


คนที่มีมานะอัตตามาก ยิ่งตัว “กู” ใหญ่มาก

ก็ยิ่งทำอภัยทานยาก เพราะรักในตัวตนมากนั่นแหละ


ศีล เป็นการฝึกจิตให้มีสติ มีเมตตากับตนเองและผู้อื่น

อยู่ร่วมกันอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กร่าง ไม่ก้าวร้าว

ไม่เบียดเบียนกัน ไม่เอา “กู” เป็นที่ตั้ง แถมลดลงได้ด้วย


สุดท้ายภาวนา คือการเจริญสติ เรียนรู้ความจริงว่าด้วยตัวเองไป

จนเห็นความจริงว่า “กู” จริงๆน่ะไม่มี มีแต่ความคิด ความเห็นผิด

ว่าไอ้รูปนามกายใจในขันธ์ ๕ นี่ มันคือตัวเรา


ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านถึงสอนว่า “ให้ตายเสียก่อนตาย”

แปลว่า ให้ภาวนาจนพ้นจากการมี “กู” ได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตนะ

เพราะถ้าหมด “กู” ก็หมดเชื้อเกิด ไม่มีทุกข์อะไรที่เป็น “ของกู”

มีแต่ร่างกาย มีจิตใจที่เป็นทุกข์ แต่ไม่มี “กูทุกข์”


พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้ปฏิเสธการมีกูด้วยการคิดเอานะ

แต่ท่านให้ภาวนา เพราะถ้าแค่คิดเอา ก็จะกลายเป็น “กูไม่มีกู”


ภาวนากันเถอะครับ สนุกมาก ขอบอก


สุขสันต์วันที่ยังมีโอกาสจะเห็นว่า “อะไรๆก็ไม่ใช่กู” นะครับ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2556    
Last Update : 29 มีนาคม 2556 15:40:57 น.  

Looper ภัยของสังสารวัฏ

bank-160

เชื่อเรื่องสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดไหมครับ?

เดาว่า บางท่านเชื่อ บางท่านไม่เชื่อ...ไม่เป็นไรครับ


เคยมีพระรูปหนึ่งสอนผมว่าพุทธไม่ใช่เรื่องของการเชื่อ

แต่เป็นเรื่องของการทำความจริงให้ปรากฏ


ศรัทธาแบบพุทธแท้ๆก็ยังเชื่อเพื่อจะเดินตามพระพุทธเจ้า

ในการพัฒนาจิตจนเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น
แปลว่าเชื่ออย่างเดียว ไม่ออกเดิน ไม่ปฏิบัติก็ไม่ใช่พุทธ


ฉะนั้น...ท่านบอกว่ามันไม่สำคัญว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

แต่สำคัญว่าเรามีการกระทำหรือท่าทีต่อสิ่งนั้นยังไง 

เช่น ถ้าไม่เชื่อ แต่มุ่งทำความดี เพราะคิดว่าเกิดมาครั้งเดียว จะฝากความดีไว้ให้โลก

หรือไม่เชื่อว่านิพพานมีจริง แล้วลงมือพิสูจน์ เจริญสติปัฏฐานตามที่พระพุทธเจ้าสอน

แบบนี้ไม่ต้องเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่เสียหาย


ครูบาอาจารย์ท่านถึงสอนว่า...อะไรที่ไม่เห็น เชื่อทันทีก็โง่

ปฏิเสธทันที ไม่เชื่อเด็ดขาด ก็โง่อีกแบบนะ


ครูบาอาจารย์หลายท่านพูดตรงกันว่า ความน่ากลัวของสังสารวัฏ คือการที่มันปกปิดตัวเอง

จนเรามองไม่เห็นว่า เกิดมาแล้วมากมายเท่าไหร่ 

เคยเป็นผู้กระทำ เป็นผู้ถูกกระทำ ทำกรรม รับกรรม วนๆเวียนๆสืบๆกันมายาวนานขนาดไหน


Looper เป็นเรื่องของโลกอนาคต ที่มนุษย์สามารถสร้างเครื่องเดินทางย้อนเวลาได้

แต่กลายเป็นของผิดกฏหมายที่แอบใช้กันในวงการมาเฟีย 

เพื่อกำจัดศัตรูให้หายสาบสูญไปจากโลก แบบไร้ร่องรอย 

ด้วยการส่งกลับมาฆ่าแล้วเผาทิ้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็คืออดีตของอนาคต...อย่า งงนะ อย่างง


โจ คือหนึ่งในกลุ่มนักฆ่าที่เรียกว่า “ลูปเปอร์”  ที่รับหน้าที่กำจัดคนที่ถูกส่งตัวมา 

ยิงแล้วลากไปใส่เตาเผาเท่านั้น ดูเหมือนเป็นงานง่าย เงินดี 

แต่งานง่ายเงินดีที่ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีในโลกครับ


โจค้นพบว่าในที่สุดจะมีการปิดบัญชีลูปเปอร์ เพื่อทำลายหลักฐานอีกชั้นหนึ่ง

ด้วยการจับลูปเปอร์ที่แก่ตัวไปในอนาคต ส่งกลับมาให้ตัวเองในวัยหนุ่มกำจัดเอง

เรื่องมันมีมากกว่านี้เยอะครับ เป็นหนังที่สนุกมาก 


ส่วนที่ดีของหนังคือการแสดงให้เห็นว่า กรรมคือการกระทำ การเลือกกระทำอะไรในวันนี้

ก็เท่ากับกำลังเปลี่ยนอนาคตของตัวเอง ไม่ใช่ว่ากรรมเก่าเป็นยังไง ก็ต้องปล่อยไปตามยถา


และไม่ใช่แก้กรรมเก่านะ แต่เลือกทำกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเคยผิดพลาดอะไรมาขนาดไหน

เราเลือกทำเหตุใหม่ที่แตกต่างเพื่อผลที่ดีกว่าได้เสมอ 


น่าแปลกที่บ่อยครั้ง การทำเหตุใหม่ที่ว่า หมายถึงการหยุดทำ มากกว่าการลงมือกระทำ

สังเกตไหมครับ หลายๆอย่างในชีวิตเรามันแย่ลง 

ก็มาจากความเชื่อความพยายามอยากทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง สมควรแล้ว ดีแล้ว

แต่ทำไปแล้ววันหนึ่ง เราอาจพบว่า การหยุดทำสิ่งนั้นนั่นแหละ กลับจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

เช่น หยุดการอาฆาต จองเวร ล้างแค้น เกลียดชัง หยุดการพยายามกำจัดคนที่คิดไม่เหมือนเรา


ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูอย่างมุนินทร์ นพนภาในแรงเงาก็ได้ 

เอาแค่ในทีวี ก็จองล้างจองผลาญกันมาหลายรอบ ถ้าหยุดจองเวร เรื่องก็จบไปนานแล้ว


ขึ้นต้นเป็น Looper ลงท้ายเป็นแรงเงา...เอากะมันสิ ไม่มีใครทำได้นอกจากคุณแอสตัน

สุขสันต์วันแรงเงาก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 14 มีนาคม 2556    
Last Update : 13 สิงหาคม 2556 7:57:15 น.  

Life Of Pi : ชีวิตของเรา


bank-163

 

นี่เป็นหนึ่งในหนังที่ผมรอจะชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี

ไม่ใช่เพราะเคยอ่านหนังสือ หรือได้ยินคุณงามความดีอะไรของเรื่องนี้

แต่เพราะมันเป็นหนังที่มีความเป็นสหประชาชาติโดยแท้

กล่าวคือ สร้างจากนิยายที่เขียนโดยชาวแคนาดา

ออกทุนโดยอเมริกา ใช้ดาราอินเดีย ผู้กำกับจากจีน

แถมในเรื่อง เรือที่พายนั่งไปแล้วล่ม ยังเป็นเรือญี่ปุ่นอีกต่างหาก

 

“ชีวิตของพาย” ซึ่งคงไม่มีใครอ่านว่า ไลฟ์ ออฟ พี

เป็นเรื่องการผจญภัยของเด็กหนุ่มชาวอินเดียคนหนึ่ง

ที่สูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุทางทะเล

ระหว่างการเดินทางย้ายถิ่นฐานจากอินเดียไปยังแคนาดา

 

พายรอดมาได้พร้อมกับเสือตัวหนึ่งชื่อริชาร์ด ปาร์เกอร์

ซึ่งมีที่มาของชื่อแบบพิสดาร พอๆกับชีวิตของพายนั่นแหละ

พร้อมม้าลายและลิงอุรังอุตัง ทั้งหมดอยู่ในเรือชูชีพลำเดียวกัน

พายเรียนรู้จะอยู่รอดด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา

ท่ามกลางความอดอยาก ยากแค้น สิ้นหวัง และโหดร้ายในบางครั้ง

 

ชีวิตเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่งครับ

ชั่วชีวิตของเรา อาจต้องผจญสิ่งที่เราคาดไม่ถึงในหลายๆเรื่อง

แต่ภัยที่เราผจญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คือทุกข์

ทุกข์กายบ้าง ทุกข์ใจบ้าง บางอย่างเราก็ไม่ทันสังเกต

เช่นความปวดเมื่อยร่างกาย ที่พลิกขยับตัวก็คลายได้

 

บางอย่างเราก็ชินกับมันจนเห็นเป็นของปกติธรรมดา

เช่นทุกข์จากการที่หายใจเข้าแล้วไม่ได้หายใจออก

หรือหายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้า 

หรือทุกข์จากการที่ร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย

เราไม่ค่อยเรียกมันว่าทุกข์ เพราะเราเจอมันบ่อย

เราอยู่กับมันจนชิน รู้แล้วว่าจะต้องจัดการกับมันยังไง

แต่กับทุกข์บางอย่าง ที่ไม่ได้มี ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ

มักเป็นเรื่องยากสำหรับเรา

 

วันแรกๆที่พายต้องอยู่กับเจ้าเสือริชาร์ด ปาร์เกอร์ ก็เช่นกัน

เขาทั้งกลัว ทั้งหวาดหวั่น ขาดสติจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

แต่พอเริ่มตั้งสติได้ เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของเสือมากขึ้น

พายก็รู้วิธีที่จะอยู่ร่วมเรือลำเดียวกับริชาร์ด ปาร์เกอร์ได้จนวาระสุดท้าย

 

ถ้าเปรียบเสือเหมือนความทุกข์ที่น่าหวาดหวั่น

อยากการพลัดพรากจากคนที่รัก การต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ

ความแก่ ความเจ็บ และความตาย หรือทุกข์อื่นใด

การต้องอยู่กับมันแบบขาดสติ โดยไม่เคยเข้าใจธรรมชาติของทุกข์เลย

ย่อมเป็นเรื่องยากและลำบากเป็นอย่างยิ่ง

 

แต่กับคนที่มีสติ สังเกต เรียนรู้ธรรมชาติ ความจริงของทุกข์

อยู่ทุกวันๆ ย่อมมีโอกาสจะใช้ชีวิตแบบทุกข์น้อยกว่าผู้อื่น

 

สิ่งที่น่าสนใจในตอนท้ายเรื่องคือ

มีบางคนไม่เชื่อเรื่องที่พายเล่า เพราะมันพิสดารเหลือเชื่อเกินไป

พายเลยมีอีกเรื่อง ที่ยังคงโหดร้าย น่ากลัว แต่ดูเป็นไปได้มากกว่า

เอาไว้เล่าให้คนที่ “อยากได้ยินในสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า” ฟัง

อันนี้เป็นมุขของคนเขียนเขานะ ที่เจตนาทำให้คนสับสน

ว่าอันไหนเป็นเรื่องจริง อันไหนหลอก

แต่ลืมไปว่าทั้งสองเรื่อง มันคือนิยายเรื่องเดียวกัน

แต่สิ่งที่สำคัญ มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก

เพราะเรื่องของพายกับริชาร์ด ปาร์เกอร์ อย่างไรก็เป็นนิยาย

แต่ทุกข์ที่เราทุกคนต้องเจอนี่สิ ของจริง

สุขสันต์วันที่เรือชีวิตยังไม่ถึงฝั่งนะครับ





 

Create Date : 05 มีนาคม 2556    
Last Update : 5 มีนาคม 2556 18:45:59 น.  

ทุกข์ของคนมี (มาก)



bank-164

ผมเพิ่งซื้อแท็บเล็ตมาเครื่องนึง หลังจากเล็งหาศึกษามาสองปี
ระหว่างกำลังเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจ คุ้นเคยกับมัน
ก็เริ่มโหลดแอปพลิเคชันที่น่าสนใจ มีประโยชน์มาใช้ด้วย


ทีนี้เห็นภรรยาเขาโหลดเกมสร้างสวนสัตว์มาเล่น
เห็นน่าสนุก ผมก็โหลดบ้าง นึกว่าเอาไว้เล่นๆ
เอาเข้าจริง เล่นได้สองวันก็บอกภรรยาว่าผมเลิกแล้วนะ

ไม่ได้บอกเลิกกะเธอนะ ยังอยากมีชีวิตอยู่ แต่เลิกเล่นเกมน่ะครับ
เพราะเกมสมัยนี้ มันเปลี่ยนแค่กราฟฟิก แต่นิสัยไม่เคยเปลี่ยน
ยังเป็นเกมที่สร้างภาระให้เราเหมือนเดิม ไม่เสื่อมคลาย

สร้างอะไร ปลูกอะไร ผลิตอะไรไว้ อีกห้านาที ชั่วโมงนึง ต้องกลับมาดู
กลับมาสั่งการต่อ ไม่งั้นจะเน่า หมดอายุ - -“


แถมเดี๋ยวนี้ เกมเขาฉลาดขึ้น มีหลอกล่อให้เราซื้อ item เพื่ออัพเกรดโน่นนี่
เล่นอยู่สองวัน อ้ะ...ชักไม่สนุก ต้องตกเป็นข้าทาสของเกม
เลยนึกได้ว่า เออ...การมีอะไรอย่างหนึ่ง มันไม่ได้นำมาแต่สุขนะ
ทุกข์ ก็อยู่ในกล่องเดียวกันด้วย

ผมมีบ้านหลังเล็กๆ ไม่หรูหราเป็นคฤหาสน์ขนาดนั้น
แต่ก็มีภาระเรื่องหนี้ ค่าซ่อมบ้าน เดี่ยวน้ำไม่ไหล เดี๋ยวไฟดับ
เดี๋ยวท่อน้ำรั่ว เดี๋ยวต้นไม้ตาย เดี๋ยวปลวกมา เดี๋ยวต้นไม้โตเกินไป


คนมีมือถือ แท็บเล็ตหลายเครื่อง ก็มีภาระต้องคอยหอบหิ้วไปโน่นมานี่
ซื้อปุ๊บจ่ายตังค์ แล้วยังต้องซื้อเคส ติดฟิล์ม ซื้อซิม จ่ายรายเดือน

คนมีแฟนก็ต้องมีภาระคอยติดต่อโทรหา ต้องรายงานตัว
ต้องคอยห่วง ต้องอธิบาย ต้องขจัดข้อขัดแย้ง
ยิ่งมีแฟนมาก ยิ่งทุกข์มากเพราะปัญหายิ่งเยอะ ว่าไหม

คนมีทรัพย์สมบัติมาก ก็ต้องคอยเฝ้า คอยหาคนดูแลบริหาร
พอแก่ตายไปก็ต้องจัดการมรดกให้ดี ไม่งั้นลูกๆตีกันตาย

หลายคนมีความเชื่อว่า ยิ่งมีมาก ยิ่งสุขมาก
อะไรก็เหอะ ขอเยอะไว้ก่อน ข้าวของเงินทองนี่
แต่ไม่รู้ทันกับดักของการมี ว่ายิ่งมาก ยิ่งหนักนะครับ

อะไรที่ขึ้นชื่อพะยี่ห้อต่อท้ายว่า “ของเรา” มันเป็นภาระทั้งนั้น

ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง หน้าตา รูปร่าง
ร่างกายก็เป็นภาระนะ ลองดูสิครับว่า ของใช้ในบ้าน
ค่าใช้จ่ายเราแต่ละวัน มีเกี่ยวกับร่างกายเยอะแยะไปหมด

บางคนมีน้ำหอมสิบขวด แชมพูเจ็ดยี่ห้อ โลชั่น ยาสีฟัน
แปรงสีฟัน ไดร์เป่าผม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว รองเท้า ฯลฯ

ไม่ได้บอกว่า การมีเป็นเรื่องผิดนะครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธการมี
เพราะหลายๆอย่าง ก็จำเป็นและควรมี เช่น ปัจจัยสี่
แต่หลายๆอย่าง ก็ไม่จำเป็น และไม่ควรมีมากไป
เพราะทุกครั้ง ทุกอย่างที่เรามี แปลว่าเรามี...ภาระ ด้วย

มีมาก หนักมาก มีน้อย หนักน้อย ไม่มีเลยก็เรียกว่าขาด
ฉะนั้นดีที่สุด ไม่ใช่มีมาก หากคือ มีพอดี

คนที่มีความสุข ไม่ใช่คนที่มีทุกอย่างที่อยากได้
แต่คือคนที่รู้จักละความอยาก ในสิ่งที่ไม่จำเป็น
ไม่สมควรแก่ฐานะ และเป็นภาระมากเกินตัว

สุขสันต์วันที่ยังพอมีครับ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 5 มีนาคม 2556 11:58:04 น.  

บทเรียนจากคุณครู


BOH165 resized

(ภาพประกอบโดยความใจดีของคุณ SevenDaffodils ครับ)

Q : “มีครูที่เคยเรียนกับท่านสมัยมัธยมปลาย ตอนนั้นท่านดูเข้มแข็งมาก
พอเกษียณ กลับดูอ้างว้างจนเขียนออกมาเป็นบทกลอนว่าชีวิตหลังเกษียณเหงามาก
อ่านแล้วกลัวว่า ขนาดครูผู้เสียสละอุทิศตนทำความดีงาม ยังต้องมีภาวะเช่นนี้
เราควรเตรียมตัวเช่นไรเพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์เช่นนี้คะ”

A : ฝึกอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ
คืออยู่กับความจริงเฉพาะหน้าไว้บ่อยๆครับ

จุดพลาดของคุณครูท่านนี้คือ
ท่านยึดมั่นถือมั่น ใจท่านขาดธรรมะบางข้อไป
เลยขาดปัญญา ยอมรับความจริงไม่ได้
ว่าทุกอย่างในชีวิต มันเป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้นแหละ

โลกนี้มีคุณครูอยู่มากมายในทุกที่ทุกแห่งแหล่งศึกษา
ทำหน้าที่บอกทาง ชี้ทางให้นักเรียนได้เดินไปสู่ความเจริญ

แต่ครูที่สำคัญและยิ่งใหญ่ ผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ก็คือพระพุทธเจ้าของพวกเรานี่เอง

อันนี้ไม่ได้ยกย่องกันลอยๆ แต่เพราะความรู้ที่ท่านสอน
ไม่ใช่ความรู้กิ๊กๆ ก๊อกๆ กระจอกงอกง่อย
แถมท่านสอนลูกศิษย์ที่มีจริตหลากหลาย
ตั้งแต่เทวดา มาร พรหม เรื่อยมาถึงมนุษย์ผู้มีปัญญา
เมตตากระทั่งพวกท้ายๆ แถวยังไม่พ้นแนวโคลนตมอย่างผม

หนึ่งในความจริงที่มีตรงกับเรื่องนี้มาก คือ โลกธรรม ๘
ท่านสอนไว้ว่า โลกนี้มีความจริงอยู่ ๔ คู่ ๘ อย่าง

คือเมื่อมีลาภ ก็มีความเสื่อมไปของลาภ เป็นธรรมดา
เมื่อได้ยศมา ก็มีความเสื่อมไปของยศ เป็นธรรมดา
เมื่อมีคำสรรเสริญ ก็จะมีคำนินทา คู่กันเป็นของธรรมดา
เมื่อสุขมาถึง ก็ย่อมมีทุกข์ สลับมาแสดงตัว เป็นของธรรมดา เช่นกัน

พิจารณาแบบนี้บ่อยๆ แล้วใจจะเบา
เวลาได้อะไรมา ก็ไม่หลงใหลได้ปลื้มมาก
เวลาเสียอะไรไป ก็ไม่ตีอกชกตัวว่าผัวทิ้ง

คนชมก็ยิ้มๆ แล้วก็ไม่หลงตัวยืดตัวพองอะไรมาก
คนด่าก็ยิ้มๆ แล้วก็เข้าใจว่ามันธรรมดาโลก

ตอนมียศมีตำแหน่ง มีชื่อเสียง ก็อยู่กับมันแบบมีสติ มีปัญญา
รู้ว่ามันของชั่วคราว เหมือนตำแหน่งนางสาวไทย
กระทั่งแชมป์โลกอะไรต่างๆ ก็ล้วนแต่มีวาระของเขานะ
ไม่ได้เป็นกันยาวข้ามเวลาตั้งแต่อริสโตเติลเกิด
เลยเถิดไปจนถึงสตีฟจอบส์ตายเสียเมื่อไหร่

ตอนสุขมา ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไหลไปในความประมาท
ตอนทุกข์มา ก็ยิ้มรับได้ เข้าใจว่ามันของธรรมดา
แล้วมันก็มาแค่ช่วงเวลาหนึ่ง

คนมีสติ มีปัญญา จะเห็นความจริงว่า
ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของถาวรในชีวิตนี้
จึงไม่สมควรเลย ที่จะยึดมั่นถือมั่นกับอะไรให้ใจทุกข์
พิจารณาแบบนี้ทุกวันๆ ทุกบ่อยๆ นะครับ

เท่ากับว่าคุณครูท่านนี้ได้สอนเจ้าของคำถาม
ทั้งเมื่อตอนที่ยังเป็นครู และตอนที่ท่านเกษียณแล้ว

สุขสันต์ทุกๆ วันที่มีครูครับ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2556 7:12:46 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  
aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.