Bloggang.com : weblog for you and your gang

Group Blog

 
All blogs

 

Gossip Girl นาธาน แผ่นผี Thiery Henry กับ แฮร์รี่ พอตเตอร์



ขอสารภาพตามตรงว่าผมชอบซีรีส์เรื่องนี้มากครับ

ตอนดูซีซั่น 1 จบ ผมถึงกับเกิดความคิดดัดจริตขึ้นมาว่า
ต่อแต่นี้ ผมคงจะดูละครทีวีไทยไม่สนุกอีกแล้ว

ทั้งที่จะว่าไป ซีรีส์เรื่องนี้ มันก็น้ำเน่าๆสีออกเทาๆ
เหมือนๆละครบ้านเรานั่นแหละ เพียงแต่เขาเขียนบทได้ฉลาดกว่า
คมกว่าและที่สำคัญ ดูสนุกกว่าเท่านั้นเอง

ถามว่าเขียนบทฉลาดเป็นยังไง แนะนำให้ไปหามาดูเองนะ

ซีซั่น 2 นี่ ผมยังดูไม่จบครับ เพิ่งทะยอยดูจบแผ่นที่สาม
แต่มีตอนหนึ่งที่สะดุดใจผมมาก

เป็นตอนที่พระเอกที่ชื่อ "แดน" กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ที่เขาต้องเลือก
ระหว่างโอกาสจะได้เป็นนักเขียนชื่อดัง ประสบความสำเร็จอย่างที่ไขว่ขว้า
เพียงแต่เขายอมเขียนเรื่องจริงที่จะทำลายครอบครัวบาร์ท แบส จนย่อยยับ

กับอีกทางเลือกคือ เชื่อคำแนะนำของพ่อ ไม่เหยียบย่ำใครเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น
ฟังดูเหมือนจะเลือกได้ไม่ยาก ใช่ไหมครับ แต่คนเขียนบทมันร้ายกาจมาก
เขาทำให้การเลือกนี้ยากขึ้น ด้วยการให้น้ำหนักว่า เรื่องที่ว่ามันดันเป็นเรื่องจริง
แถมยังเป็นเรื่องอดีตของพ่อของ ชัค แบส ซึ่งเกลียดและดูถูกเขาเข้าใส้

โชคดีที่สุดท้ายจิตสำนึกของเขาดึงเขากลับมาทัน ก่อนจะถลำตามกิเลสไปไกลกว่านั้น

หลายวันที่ผ่านมา ผมติดตามข่าวเรื่องคุณโอมาน ด้วยความเห็นใจ
แม้ว่าความจริงที่เรารู้จากปากหลายคน ผ่านทางหลายสื่อ
มันจะชี้นำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลมากมายก็ตาม

ผมแค่อยากให้เรามองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า
การตัดสินใจทำบางอย่างที่ผิดพลาดไป มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ
อะไรที่ทำไปแล้ว มันก็แล้วไปแล้ว

แต่การวิ่งหนีไม่ยอมรับความจริง และพยายามกลบเกลื่อนไปเรื่อยๆต่างหาก
ที่ทำให้เรื่องบานปลายใหญ่โตโดยไม่จำเป็นเลย

ผมนึกถึงสิ่งที่ครูบาอาจารย์เคยสอนเราว่า ถ้าเรารักษาศีล ศีลจะรักษาเรา
ถ้าไม่โกหก ก็ไม่ต้องสร้างเรื่องอะไรใหญ่โต ถ้าไม่คิดจะเอาเงินทองของใครก็ไม่ต้องโกหก

ผมว่า เป็นคนไม่รวยที่สบายใจอย่างนายแอสตั้น ดีกว่าโคตรรวยแต่ทุกข์ใจนะ

ผมเคยเปรยกับใครบางคนไปว่า คนยุคเราสนใจ "เป้าหมาย" มากกว่า "วิธีการ"
เราคิดแต่เรื่องว่า ทำยังไงจะได้มา โดยไม่สนใจว่าระหว่างทาง มีใครต้องเสียอะไรบ้าง

พอทราบใช่ไหมครับว่า ไทยถูกจัดอันดับการละเมิดลิขสิทธิสูงเป็นที่ 3 ของโลก
เราคิดแต่เรื่องจะได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง มีซอฟท์แวร์เถื่อนใช้ โดยไม่ใส่ใจว่าการซื้อแผ่นผี
มันเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ เพราะเราคิดว่ามันไม่ผิดศีล หรือผิดก็แค่เล็กน้อย

เคยได้ยินชื่อ Thiery Henry เธียรี่ อองรีไหมครับ นักฟุตบอลฝรั่งเศสที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง
แต่เมื่อวานนี้ เขาได้แสดงให้โลกเห็นว่า เขาก็เป็นแค่คนที่ไม่น่านับถือที่บังเอิญเตะบอลเก่ง

เขาเจตนาใช้มือปัดบอลแล้วส่งให้เพื่อนโหม่งเข้าประตู แล้ววิ่งไปฉลองชัยหน้าระรื่น
ประตูนี้ ทำให้ทีมไอร์แลนด์ตกรอบไม่ได้ไปฟุตบอลโลก คนหลายสิบล้านต้องเศร้าใจ

เธียรี่ ออกมายอมรับหลังเกมส์ว่า เขาใช้มือจริง ก็ภาพช้ามันฟ้องทนโท่น่ะ
แต่ยังหน้าด้านโยนความผิดให้กรรมการ ว่าเป็นหน้าที่ของกรรมการที่จะต้องเห็น
ผมฟังแล้วอายแทนคนฝรั่งเศสจังครับ ที่ได้ไปบอลโลกด้วยวิธีนี้

ถ้าไทยเราจะต้องไปบอลโลกด้วยวิธีนี้ไซร้
ขอบอกว่าผมภูมิใจที่ไทยไม่เคยได้ไปบอลโลกเลยมากกว่านะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ..หือ? คุณแอสตั้น

บางคนอาจจะเดาว่า เพราะแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ต้องต่อสู้กับอำนาจด้านมืด
ที่ได้มาจากลอร์ดโวลเดอร์มอร์ไง .. ถูก.. แต่ไม่ใช่คำตอบสำหรับกรณีนี้

คืองี้ครับ เมื่อวานผมไปจัดงานเปิดตัว DVD แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาค 6 มา
ในงานก็มีเล่นเกมส์ ตอบคำถามและชิงโชค รางวัลใหญ่คือแพ็กเกจไปลอนดอน
ไม่ใช่ตั๋วธรรมดา แต่เป็นตั๋วที่จะพาเข้าไปดูโรงถ่ายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ไม่มีขาย

หลังจากลุ้นกันอยู่นาน ก็ได้ผู้โชคดี เป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งวัย 20 กว่าชื่อคุณณรงค์เดช
พอได้รางวัล เขาก็ขอพูดอะไรบางอย่าง พิธีกรก็ส่งไมค์ให้

เขากลับพูดว่า.. "ผมเชื่อว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ของหลายคน
และเชื่อว่ารางวัลนี้จะมีความหมายกับน้องๆอีกหลายคนในที่นี้ มากกว่าผม
ดังนั้น... ผมขอสละสิทธิให้จับใหม่ครับ"

แมนมาก..เสียงกรี๊ดสนั่น ได้ใจคนไปทั้งงานเลย
หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาให้น้ำใจของผู้ชายธรรมดาๆคนนี้

หลายคนในงาน รวมถึงผมคงจะจำเรื่องของเขาไปอีกนาน ด้วยความชื่นชม
ในขณะที่ชาวไอริชหลายคน คงจะสาปแช่งเธียรี่ อองรีไปอีกนาน ด้วยความเกลียดชัง

คืนนี้เธียรี่ อองรี จะฝันดีหรือฝันร้าย ผมไม่ทราบ
แต่ถ้าคืนนี้ผมจะฝันเห็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฮีโร่ของเด็กๆและผู้ใหญ่หลายๆคน

ผมอาจจะเผลอนึกว่าเขาเป็นคนไทยที่ชื่อว่า "ณรงค์เดช" ก็ได้ใครจะไปรู้


สุขสันต์วันที่ยังมีกลางคืนให้เรานอนครับ

 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2552 2:44:44 น.  

เรื่องใต้เตียง


(ขอบคุณคุณแป๋ว SevenDaffodils ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบครับ)

ไม่กี่วันก่อน ผมไปสั่งเตียงนอนใหม่จากร้าน Muji เพราะของเก่ามีปัญหา
พอของส่งมาถึงบ้านก็ต้องรื้อเตียงเก่าออก

เตียงเก่าผมเป็นแบบปิดฐานรอบเตียงมิดชิด มองไม่เห็นใต้เตียง
พอรื้อออกมาทีไร ก็จะพบฝุ่่นจับหนาเตอะอยู่ข้างใต้

จิตของคนทั่วไป ที่ไม่ได้ภาวนา ก็จะคล้ายๆกับเตียงแบบเดิมของผมนี่แหละครับ
ดูจากข้างนอกยังไงก็ดูปกติ ไม่มีอะไรต้องกังวล ออกจะสวยดีมีราคา

ต่อเมื่อวันหนึ่งเจอปัญหาเหมือนที่เตียงผมเกิดปัญหา เช่นเจอทุกข์ใหญ่ๆ
หรือมีเหตุอันเป็นโอกาสให้เปิดเตียงออกมา แล้วพบความจริงว่า
ภายในจิตใจเรา มันไม่ได้สะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้เรไรอย่างที่ใครคิดนะ

บางคน เคยถามผมว่า พี่แอสตั้นๆ.. แล้วเราจะภาวนาไปทำไม
เพราะก่อนมาภาวนาหนูจะรู้สึกเสมอว่าหนูเป็นคนดี
แต่ยิ่งภาวนายิ่งรู้สึกว่า โห.. ทำไมกิเลสมันเยอะอย่างนี้หว่า

วันก่อน ตอนสนทนาอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งเรื่องปฏิบัติธรรม
จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า ธรรมะไม่ใช่สิ่งใหม่ ธรรมะเป็นของที่อยู่กับเราตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าถึงสอนศิษย์ให้เข้าถึงธรรม ด้วยการมีสติรู้กายรู้ใจตัวเองนี่แหละ

คนที่เรียนธรรมะจากการเจริญสติในกายก็ดี ในจิตก็ดี ก็เข้าใจได้ว่า
กายก็คือสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา จิตก็เกิดดับวนเวียนอยู่กับเรามานานแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เราไปรู้เข้า ความคิด รู้สึก สุข ทุกข์ รัก โลภ โกรธ หลง
มันก็ล้วนแต่เป็นของเก่าของเดิม ที่มีมานานแล้ว เพียงแต่มันคว่ำอยู่หรือปิดไว้
เหมือนเรานอนใต้เตียง ที่มีแต่ฝุ่นละออง แต่ไม่เคยตระหนักถึง

การเจริญสติตามรู้กายใจอย่างที่มันเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
ก็ไม่ได้เป็นการสร้างสิ่งใหม่ แต่เป็นการเปิดของคว่ำให้หงาย
เปิดความจริงของกายของใจ ให้จิตเห็นแจ้ง เพื่อจะได้มีปัญญา

ปัญญาแปลง่ายๆว่าความรู้ ปัญญาสูงสุดในทางพุทธหมายถึง
ความรู้แจ้งในความจริง ว่าด้วย "ตัวเรา" โดยการเจริญสติ

ถามว่า.. รู้แจ้งอะไรเหรอ คุณแอสตั้น
ตอบว่า รู้แจ้งว่ากายใจนี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่นะ
เพราะกายนี้ใจนี้ มันมีทุกข์มากวนเป็นระยะๆ
และมันทำงาน เปลี่ยนแปลง เป็นไปได้เองตามเหตุปัจจัย
ไม่ได้อยู่ในการบังคับบัญชาของเรา เพราะแท้จริงแล้ว "มันไม่ใช่ตัวเรา"

วันหนึ่งเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มีจริง มีก็แต่ความหลงเข้าใจผิดคิดไปเอง
ก็คอยเจริญสติต่อไปอีก ก็จะเห็นความจริงอีกว่า กายนี้ใจนี้มันไม่ใช่ของดี
อย่างดูกิเลสไปทุกวัน ก็เพื่อให้จิตมันลดระดับอัตตาที่เคยคิดว่า "ฉันดี" ลง
จนมันเห็นในที่สุด ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ ก็จบหลักสูตร

วิธีเรียนรู้ตัวเองนี่แหละ ที่เรียกว่า "วิปัสสนา"
แล้วไม่ได้ยากนะครับ มันง่ายแค่คอยรู้สึกตัวๆๆๆๆๆ นี่แหละ
รู้กายรู้ใจอย่างที่มันเป็นจริง รู้สิ่งที่เกิดขึ้นสดๆใหม่ๆ รู้ด้วยอาการยอมรับ

ผมเคยนั่งภาวนาด้วยการพลิกฝ่ามือตัวเองเล่น แล้วคอยรู้สึกตัว
ตอนก้มลงไปดูฝ่ามือที่พลิกไปมา ก็นึกถึงสำนวนว่า "กลับหน้ามือเป็นหลังมือ"
เพราะกะอีแค่พลิกมือแล้วรู้สึกตัว ใจมันก็พลิกจากซึมๆมัวๆ เป็นสว่างขึ้นได้นะครับ

สมัยพุทธกาล เคยมีผู้ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วอุทานบ่อยๆว่า
"แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า เหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย"

กิเลสทั้งหลายที่อยู่ใต้จิตใจ ก็เหมือนฝุ่นที่อยู่ใต้เตียง บ้างก็เชื่อ บ้างก็ไม่เชื่อว่ามี
เราเลือกได้ว่า จะหมกมันไว้ต่อไป แล้วอยู่กับภาพลวงตาว่าเราดีแล้ว วิเศษแล้ว
หรือจะเปิดมันออกมาดู หงายเปลือกที่ครอบกิเลสไว้ให้เห็นความจริง

พระพุทธเจ้าบอกว่า เมื่อเห็นความจริงแล้ว(จิต)จะเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ก็จะคลายกำหนัด หมดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
เมื่อหมดความยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางกายใจ ก็จะหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น จึงรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

ที่ถามผมว่า แล้วจะภาวนาไปให้ตัวเองเห็นแต่กิเลสของตัวเองทำไม
ตอบว่า.. ถ้ายังพอใจจะเวียนว่ายตายเกิด มั่นใจว่าเกิดอีกกี่ทีก็จะมีแต่สุข
หรืออย่างบางท่านเชื่อว่าคนเราตายแล้วสูญ ก็ไม่เป็นไร ผมไม่เดือดร้อน

แต่ถ้าเห็นการพ้นทุกข์เป็นจุดหมาย เบื่อแล้วที่จะต้องเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด
ก็เปิดใจของตัวเองออกดูไว้นะครับ เจริญสติ คอยรู้สึกตัวๆๆไว้

สุขสันต์วันที่ยังตื่นนอนได้ก็แล้วกันนะครับ

 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2552 9:36:27 น.  

ช่องว่าง ความต่าง และความสุข


(เอื้อเฟื้อภาพประกอบ โดยคุณแป๋ว SevenDaffodils ครับ)

หลายปีที่เรียนวิปัสสนามา ผมสังเกตว่า มีของหลายคู่ที่เคยดูเหมือนมันเป็นหนึ่งเดียว เพราะอยู่ใกล้กัน
แต่พอเรียนรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ จะพบว่ามันมีช่องว่างคั่นอยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น

อย่างเช่น "ปัญหา" กับ "ความทุกข์" มันใกล้กันนะ แต่ถ้ามีสติจะรู้เลยว่ามันคนละส่วนกัน
คนเรามีปัญหาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ แถมบางคนทุกข์ได้ ทั้งๆที่ไม่มีปัญหาอะไร

คล้ายๆที่สำนวนจีนแต๊จิ๋วเขาเรียกพวก "เจี่ยะป้าบ่อสื่อ"
คือกินอิ่มแล้วว่างมากเลยหาเรื่องใส่ตัว คิดฟุ้งซ่านจนตัวเองทุกข์เสียก็มี

หรืออย่าง "ความรัก" กับ "การครอบครอง" คนทั่วไปจะรู้สึกว่ามันมาด้วยกัน
แต่ถ้ามีสติจะรู้ว่ามันคนละส่วนกันนะ เรารักใครสักคนได้ โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ
แถมถ้าคิดจะครอบครองเมื่อไหร่ จิตก็ตกจากความรักแล้ว

ความรักมันเป็นเรื่องเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา
ไม่มีข้อที่ห้าว่าด้วย "ของข้า" นะครับ

ต่อมา "การมีอยู่" กับ "การแบกไว้" ก็เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ใช่
เคยเห็นคนมีเงินเท่ากัน แต่มีทุกข์ไม่เท่ากัน คนมีขันธ์ 5 เท่ากัน ทุกข์ก็ต่างกันไหมครับ

ถ้าเข้าใจเรื่องความต่างของการมีขันธ์ กับการแบกขันธ์ ใจเราจะเบาขึ้นเยอะเลย

สำหรับผู้ภาวนา "การนั่งสมาธิ" กับ "การมีสัมมาสมาธิ" ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ตัวแรกนั่นเป็นรูปแบบ เป็น "รูป" ตัวหลังนั่นเป็นสภาวะความตั้งมั่นของจิต

เราอาจนั่งสมาธิไปทั้งชาติ โดยอาจจะไม่เกิดสัมมาสมาธิเลย
ขณะเดียวกัน จิตสามารถตั้งมั่นได้ โดยไม่ต้องนั่งสมาธิเลยเช่นกัน

แม้แต่ "การมีสติ" กับ "วิปัสสนา" ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ถ้าสตินั้นยังไม่ประกอบด้วยปัญญา จากการเห็นความจริงของกายและจิต

หรือกระทั่ง "ความไม่มีอะไรเลย" กับ "นิพพาน" ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
อันนี้ฟังครูบาอาจารย์ท่านเล่ามานะ คุณแอสตั้นมันยังไม่เห็นหรอกนะ

ท่านบอกว่า นิพพานไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร มีนะ แต่มัน "มีความไม่มีอะไร"
ท่านเสริมอีกว่า อย่างความว่างที่หลายคนเจอแล้วคิดว่านั่นคือนิพพาน
แท้จริงแล้ว มันยังไม่ใช่ของจริง เป็นแค่ความว่างที่คู่กับความไม่ว่าง

ท่านบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่นิพพานแล้ว จะไม่มีธรรมคู่ มันจะมีแต่ธรรมที่เป็นหนึ่ง

ภาวนาแล้วสนุกมากนะครับ ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น นึกก็นึกไม่ถึง
อย่างตอนก่อนภาวนา เห็นอะไรก็เป็นก้อนเดียวกันอย่างที่ว่า
พอภาวนาแล้วมันค่อยแยกออกให้เราเห็นว่ามันคนละส่วนกัน
แต่พอภาวนาจบแล้ว ทุกอย่างก็เป็นหนึ่งเดียว

เคยมีสำนวนเซ็นเขาบอกว่า ก่อนภาวนาเห็นภูเขาเป็นภูเขา
ภาวนาแล้ว เห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา
ภาวนาจบแล้ว ก็เห็นภูเขาเป็นภูเขานั่นแหละ

คือเห็นโลกก็เป็นของโลกไปอย่างนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับ "เรา"
เพราะไม่มีเราเข้าไปแบกอะไรอีก

ใจเราจะได้สัมผัสความสุขแท้ๆ ยิ่งกว่าสุขใดในโลก ก็ตอนนั้นแหละนะครับ

เขียนแล้วอยากเห็น รู้ว่าใจมันอยาก อิอิอิอิ
สุขสันต์วันที่ยังมีคนอยากอยู่นะครับ

 

Create Date : 30 ตุลาคม 2552
Last Update : 30 ตุลาคม 2552 1:06:02 น.  

Que sera sera สิ่งทั้งหลายเกิดเพราะเหตุ


(ภาพถ่ายฝีมือคุณ SevenDaffodils ครับ)

จะว่าไป คนเชยๆแบบผมนี่ก็ทันสมัยเหมือนกันนะ

เพราะโฆษณาที่ตอนนี้ใครๆก็ต้องหยุดดูและพูดถึง คือโฆษณาประกันชีวิต
ที่เอาเด็กพิการมายืนร้องเพลงหมู่น่ะ ผมเขียนถึงเพลงนี้ไว้ใน Mix ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

เขาตีพิมพ์ไปแล้ว เลยถือโอกาสเอามาใส่ไว้ในบล็อกให้ทุกท่านได้อ่าน ณ ที่นี้

Que Sera Sera (Whatever will be, will be)

When I was just a little girl
I asked my mother, what will I be
Will I be pretty, will I be rich Here's what she said to me.

Que Sera, Sera,
Whatever will be, will be
The future's not ours, to see
Que Sera, Sera. What will be, will be.

When I was young, I fell in love
I asked my sweetheart what lies ahead
Will we have rainbows, day after day
Here's what my sweetheart said.

Que Sera, Sera,
Whatever will be, will be
The future's not ours, to see
Que Sera, Sera. What will be, will be.

เมื่อคราวฉันยังเล็กเป็นเด็กน้อย ฉันเคยเจื้อยจ้อยถามตามประสา
หนูจะรวยเริ่ดไฉไลไหมมารดา แม่หันมายิ้มปลอบแล้วตอบพลัน

สิ่งทั้งหลายล้วนกำเนิดเกิดเพราะเหตุ จะภัยเภทวิเศษใดใช่เสกสรร
อนาคตลดเลี้ยวคดเคี้ยวพลัน อาจพลิกผันอย่ามั่นใจไร้แน่นอน

เมื่อคราวนั้นวัยวันที่ฉันเยาว์ ที่ฉันเขลาเฝ้าสมัครรักสุดถอน
จึงปุจฉาฤารักจักกล้าสถาพร พ่องามงอนยิ้มปลอบแล้วตอบพลัน

สิ่งทั้งหลายล้วนกำเนิดเกิดเพราะเหตุ จะภัยเภทวิเศษใดใช่เสกสรร
อนาคตลดเลี้ยวคดเคี้ยวพลัน อาจพลิกผันอย่ามั่นใจไร้แน่นอน


ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมหยิบ DVD ภาพยนตร์คลาสสิคเรื่องหนึ่ง ที่เป็นผลงานการกำกับของราชาหนังระทึกขวัญนามว่า อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก มานอนดูอยู่กับบ้าน

หนังเรื่องนั้นชื่อ “ผู้ชายที่รู้มากเกินไป” The Man Who Knew Too Much

ใครที่เคยผ่านตาหนังที่เป็นผลงานแสดงของเจมส์ สจ๊วต ร่วมกับดอริส เดย์ เรื่องนี้ คงจดจำเพลงเพราะๆความหมายดีๆเพลงนี้ได้นะครับ เพราะดอริส เดย์ ร้องเพลงนี้สะกดคนดูเสียอยู่หมัดในภาพยนตร์ และยังกลายเป็นเพลง “ลายเซ็น” ของเธอเองอีกต่างหาก ชนิดขึ้นเวทีไหน เป็นต้องได้ร้องที่นั่น

Que Sera Sera ที่มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Whatever Will Be Will Be หรือแปลเป็นไทยอีกทีว่า “อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด” นั้น เป็นผลงานในปี ค.ศ. 1956 ที่เขียนเนื้อร้องโดย เรย์ อีแวนส์ และทำดนตรีโดย เจย์ ลิฟวิ่งสตัน คู่หูนักแต่งเพลงมือทองของยุคนั้น

เพลงนี้ได้รับความนิยมมากทั้งในฟากฝั่งอเมริกา และอังกฤษ เพราะขึ้นถึงอันดับสองในพ๊อพชาร์ตของทั้งสองประเทศ แถมยังเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีต่อมา ทำให้ทั้ง เรย์ อีแวนส์ และเจย์ ลิพวิงสตัน กลายเป็นเจ้าของเพลงประกอบหนังระดับรางวัลออสการ์เป็นเพลงที่สามในชีวิตของทั้งคู่

ความโดดเด่นของเพลงคงไม่ได้อยู่ที่ทำนองเพลงอันไพเราะติดหูอย่างเดียวหรอกครับ แต่ความหมายของเพลงเองก็น่าประทับใจไม่น้อยทีเดียว พูดให้ถูกกว่านั้น มันเป็นตรรกะที่สอดคล้องกับแนวคิดของพุทธไม่น้อยเลย

เห็นด้วยไหมครับว่า อนาคต เป็นสิ่งที่มนุษย์สนใจใคร่รู้มาทุกยุคทุกสมัย อนุมานได้จากอาชีพหมอดู ที่เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก แทบทุกชนชาติวัฒนธรรมจะมีรูปแบบการทำนายอนาคตสารพัดสารพัน ทั้งดูดวง เวลาตกฟาก วันเดือนปีเกิด ดูลายมือ ลายเท้า หมอดูไพ่ยิบซี ดูจากโหงวเฮ้ง กระทั่งดูด้วยจิตสัมผัส ยูเรเนี่ยน มีตำราหมอดูเขมร พม่า ไทยใหญ่ แบบแขก แบบฮินดู แบบจีน และอีกสารพัดตำรา

แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือ มนุษย์เรามีกรรมเป็นเรือนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ท่านสอนให้เราเชื่อในกรรม คือเชื่อเรื่องผลจากเหตุที่เราทำ ไม่ใช่ชะตาที่ถูกกำหนดจากพรหม หรือใครที่ไหน เพราะท่านบอกว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ เพราะมีเหตุอย่างหนึ่ง สิ่งนี้จึงเกิด และเมื่อเหตุนั้นหมดไป สิ่งนั้นจึงหมดไปด้วย

ผมเชื่อตามหลักอธิบายแบบพุทธว่า อนาคตคือสิ่งที่ถูกสร้างและกำหนด เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยกรรม หรือการกระทำของเรานี่เอง ไม่ใช่ใครอื่น และธรรมชาติที่ดูแปรปรวน ไม่แน่นอนนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลของเหตุปัจจัยอะไรสักอย่าง

จะเพราะอะไร ก็อาจไม่สำคัญเท่าการมีสติ มีปัญญา รู้ความจริงที่ว่า สิ่งทั้งหลายเกิด เพราะมีเหตุอันสมควรของมัน อย่างฝนจะตก ฟ้าจะร้อง นักร้องจะเดี้ยง นกเอี้ยงจะไข่ ลำไยจะแพง เสื้อแดงจะขายดี ก็เพราะมีเหตุปัจจัยเอื้อมันไปอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะเราชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ อยาก หรือไม่อยาก

คนมีปัญญา จึงเป็นผู้ที่ไม่ว่าอะไรจะเกิด ก็มีสติเข้าใจ ยอมรับว่ามันเป็นของมันอย่างนั้น ถ้าเป็นเรื่องดีเราก็ยิ้มรับ เรื่องไม่ดี ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไข แก้ไขไม่ได้ก็ทำใจ ยอมรับได้ ไม่ฟูมฟาย ไม่คร่ำครวญ เพราะเห็นว่า การคร่ำครวญไม่เกิดประโยชน์ไม่ทำให้สภานการณ์ดีขึ้น และยิ่งไม่ทำให้ปัญหาหมดไป

ดีที่สุด คือยิ้มไว้และหัดมีสติ เพราะอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด นั่นแหละครับ

สุขสันต์วันเดียวที่ปัจจุบันตั้งอยู่ได้ครับ

 

Create Date : 27 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 13:17:48 น.  

ถามมา ตอบไป


(ภาพจาก fwd mail ไม่ทราบชื่อผู้ถ่ายครับ)

ผมมีโอกาสไปพูดให้ e-girls ของ kBank group ฟังเมื่อวานนี้
น้องๆเขาตั้งใจฟังกันดีครับ แอบมีหาวบ้าง และมีคำถามตามปกติหลายข้อ
รวมทั้งมีคำถามที่ค้างอยู่ในหมวดคำถาม เลยนำมารวมกันในบล็อกนี้

ถาม: "ที่พี่บอกว่า เวลาโกรธ เวลาดีใจ ให้คอยรู้สึกตัว รู้สึกแล้วยังไงคะ?"

ตอบ: รู้สึกแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจากทำอย่างเดิมครับ
คือ... คอยรู้สึกตัว คือรู้ถึงกายมีอยู่และเป็นไปของกายของจิตไปเรื่อยๆ

เช่นรู้ว่าโกรธ แล้วความโกรธดับ แล้วดีใจ รู้ว่าจิตดีใจ หรือสงสัย รู้ว่าจิตกำลังสงสัย

หรือถ้ารู้ว่าโกรธ แล้วความโกรธไม่ดับ แล้วไม่ชอบ รู้ว่าจิตกำลังไม่ชอบ
อยากหายโกรธ รู้ว่าจิตมีความอยาก อึดอัด รู้ว่าจิตกำลังอึดอัด อย่างนี้

ฉะนั้น สภาวะอะไรก็แล้วแต่ที่เราไปรู้เข้า เมื่อรู้แล้ว ให้ดูลงปัจจุบันต่อไปว่า รู้แล้วจิตเป็นกลาง หรือไม่เป็นกลาง

และไม่ว่าจิตจะเป็นกลาง หรือไม่เป็นกลาง เมื่อเรารู้ตามความเป็นจริง ความเป็นกลางไม่เป็นกลางนั้น ก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ รู้แล้วมีสติชั่วขณะ จิตก็จะเริ่มการทำงาน คิด นึก ปรุงแต่ง หรือไปรับรู้อารมณ์ต่างๆต่อๆไป

ในจิตธรรมดา มันไม่เคยหยุดทำงานนานหรอกครับ
บางคนเห็นสภาวะบางอย่าง เช่นเดินๆอยู่ รู้กายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดูอยู่
จิตมันเคลื่อนไปคิดแว้บ รู้ทัน จิตมีสติขึ้นมา ก็เห็นมีช่องว่างมาคั่นจิตอยู่
อันนี้ถ้าดูต่อ ไม่ยินดีพอใจแล้วไม่รู้ตัว ไม่ไหลไปอยู่ในช่องว่าง
ก็จะเห็นว่า จิตก็จะผุดขึ้นมาทำงานอย่างอื่นต่อได้เอง เราไม่ต้องสั่งมันเลย

ถาม: "ถ้าให้รู้เฉยๆ ไม่ต้องห้ามความโกรธ แล้วอย่างนี้ จะรู้ไปทำไมคะ?"
ตอบ: รู้เพื่อให้จิตค่อยๆคุ้นเคยกับการรู้จักสภาวะธรรมของกาย ของจิตเองไงครับ
ต่อไปเมื่อรู้สึกตัวเห็นสภาวะใดบ่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจิตจะจดจำสภาวะตัวนั้นได้
พอสภาวะนั้นเกิด จิตจะเกิดสติแบบอัตโนมัติ เป็นสัมมาสติ ไม่ได้สั่ง ไม่ได้จงใจไปรู้
จิตเขารู้สึก เขาระลึกขึ้นได้เอง

สัมมาสติ ต่างกับสติบ้านๆ ตรงที่เป็นจิตแบบมีทั้งสติและมีสัมมาสมาธิอยู่ในตัวแบบ 2 in 1
เมื่อมีสัมมาสมาธิ จิตจะตั้งมั่นเด่นดวง เห็นความจริงของกาย ของจิต อันนี้ได้ปัญญา

เช่นเห็นว่าจิตที่โกรธน่ะ ที่จริงความโกรธไม่ใช่ตัวจิต ความโกรธเป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น แล้วมาครอบจิตไว้
จิตเป็นคนละส่วนกับความโกรธ แถมจิตดวงที่ไปรู้ว่ามีความโกรธ ก็เป็นจิตอีกดวงนะ

เห็นแล้วความโกรธดับไปได้เอง เพราะจิตที่มีสติ กิเลสจะตั้งอยู่ไม่ได้
อันนี้เห็นว่า จิตที่ไม่โกรธ ก็ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง เกิดแล้วก็ดับเอง
จิตที่โกรธ ก็ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง เกิดแล้วก็ดับเอง

จิตตัวนี้มีศัพท์เทคนิคเก๋ไก๋ได้ใจว่า มหากุศลจิตญานสัมประยุทธ์ อสังขาริกัง
จิตตัวนี้มีกุศลมาก เพราะประกอบด้วยปัญญา และถ้าเกิดบ่อยๆขึ้น
วันดีคืนดีอาจจะเป็นพระโสดาบัน โดยไม่รู้ตัวนะครับ

ถาม: สวัสดีค่ะ
ตอนนี้หนูรู้สึกไม่อยากพูดคุยกับเพื่อนในที่ทำงานค่ะ เพราะเมื่อเข้ากลุ่มคุยกันไปมักจะเข้าเรื่องของคนอื่นในทางไม่ดี

หนูคิดว่าส่วนใหญ่เรามีความคิดความเชื่อที่สวนทางกันค่ะ หนูเคยอ่านหนังสือเขาบอกว่าคนเรามีความคิดที่ต่างกัน จะให้คิดเหมือนเราคงไม่ได้ หนูก็พยายามทำใจยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น แต่หนูก็ทำใจไม่ได้ค่ะ ดังนั้นหนูจึงเปลี่ยนวิธีโดยทำเป็นไม่สนใจ ไม่เข้ากลุ่ม ก้มหน้าทำแต่งาน พูดเท่าที่จำเป็น แต่หูก็ยังไปฟังเรื่องที่เขาพูดคุยกันเรื่อยๆ ใจก็ทุกข์ตามสิ่งที่ได้ยิน

หนูเคยฝึกภาวนามาบ้าง ได้ลองตามรู้ใจตัวเอง (แต่ได้วันละนิดหน่อยเท่านั้น)วันนี้หนูสังเกตว่าความคิดจะมาเร็วมากเลย ในเวลาแป๊บเดียว มีทั้งไม่พอใจ โกรธ อิจฉา ดีใจ จนหนูตามไม่ทันเลยค่ะ ดังนั้นจึงขอถามว่า


ถาม: 1. ตามรู้ความคิดไม่ทันนี่จะยังไงต่อดีค่ะ
ตอบ: ไม่ทัน ก็รู้ว่าไม่ทันสิครับ อยากให้ทัน รู้ว่าจิตอยาก ไม่ทันแล้วกังวล รู้ว่าจิตมีกังวล สงสัย รู้ว่าจิตสงสัย

ถาม: 2. การวางตัวของหนูแบบนี้ ดีหรือไม่ดีค่ะ ที่จริงหนูเบาสบายหูดีค่ะ แต่อีกใจก็คิดว่าเพื่อนร่วมงานจะรู้สึกไม่ดีรึเปล่า พี่คิดว่าไงคะ
ตอบ: ดีไหม ก็ดีนะครับ แต่ให้คอยดูจิตเราเองด้วยว่า มีอัตตาแบ่งแยกว่าเราดีกว่าเขา หรือเปล่า
หรือได้ยินเขานินทาแล้วใจไม่ชอบ รู้ว่าใจมันไม่ชอบ กลัวเขาจะรู้สึกไม่ดี รู้ว่ากลัว รู้ว่าฟุ้งซ่าน

ถ้าเราไม่ได้ไปตัดสิน ไม่ได้ไปต่อว่าต่อขาน เราทำงานของเรา เขาคงไม่อะไรหรอกครับ
อีกอย่าง ตอนที่ไปกังวลว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีน่ะ จิตเราเองก็รู้สึกไม่ดีไปแล้วนะครับ

ถาม: 3. พี่เคยบอกว่า คนดีก็มีทุกข์ของคนดี แล้วเราควรเป็นคนดีต่อไปด้วยเหตุผลอะไรดีคะ บางทีหนูก็ทำตัวเป็นคนไม่ดีแบบที่คนอื่นทำบ้าง มันก็รู้สึกยุติธรรมดีเหมือนกันนะคะ

ขอบคุณค่ะ โดย: spwd

ตอบ: ขนาดเป็นคนดียังมีทุกข์ แล้วคิดว่าถ้าชั่วจะเหลือเหรอครับ
ทุกข์ของคนดี เพียงแค่มีสติรู้ทันก็สบายแล้ว มันเป็นเรื่องของการวางใจนิดๆหน่อยๆ
แต่ทุกข์ของคนชั่วมันเป็นวิบากกรรม เวลาให้ผลเราหนีไม่ออกนะ

ใครที่คิดแบบนี้อยู่ คุณโดนกิเลสมันหลอกแล้วล่ะครับ


มีคำถามเกี่ยวกับการภาวนาแล้วก็คำถามเกี่ยวกับชีวิตค่ะ

อันแรกก็คือ ฝึกภาวนา ทั้งตามรูปแบบ และทั้งดูจิตมาเรื่อยๆค่ะ เรียกว่า เรื่อยๆซะจน หาหลักไมล์ไม่เจอว่า นี่เรามีความเจริญทางธรรมบ้างมั๊ย

เลยอยากถามว่า พี่วางแผนการภาวนาและมีการประเมินผลให้ตัวเองยังไงคะ ถามว่าทุกข์น้อยลงมั๊ย ก็บ้างค่ะ แต่บางครั้งมันก็ถาโถมขึ้นมาอีกค่ะ

สรุปว่า เราจะประเมินผลยังไงดีคะ


ตอบ: วิธีประเมินง่ายๆ อย่าไปดูว่าทุกข์มากทุกข์น้อยครับ
ให้ดูก่อนว่า เราเห็นกิเลส เห็นทุกข์ "บ่อย" แค่ไหน ในแต่ละวัน
ช่วงแรกๆ เน้นความถี่ และต่อเนื่องในการรู้สึกตัว ยิ่งเห็นบ่อยเห็นมากยิ่งดี

หลังจากนั้น ให้สังเกตว่า เรามีความเป็นกลาง ยอมรับ จิตกุศลและจิตอกุศล ความสุข ความทุกข์ ไหม
ถ้าเริ่มเห็นว่า จิตกุศลกับอกุศล มันก็ไม่ต่างกันหรอก ของชั่วคราว ไม่ไปแบกยึดมาก อันนั้นเริ่มใช้ได้

ทุกข์นี่ ไม่มีทางหมดหรอกนะ ตราบใดที่ยังมีกายมีจิต
พระอรหันต์ มีกายมีจิตที่ยังมีทุกข์นะครับ แต่ท่าน "พ้น" แล้ว ความทุกข์ทำอะไรท่านไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง

อันที่สองคำถามยอดฮิตของหนุ่มสาว ชายไม่จริงหญิงแท้ค่ะ คือว่า สนิทกับเพื่อนเกย์รุ่นพี่คนนึงค่ะ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนกลายเป็นความเคยชิน แล้วก็ยึดติดค่ะ แล้วเค้าก็มีรูปแบบชีวิตที่เราชื่นชมค่ะ อยากมีบ้าง เค้าก็ปฏิบัติธรรม ดึงเราให้สนใจทางนี้ด้วย เหมือนเรายึดเค้าเป็น role model ในเรื่องนี้ค่ะ แล้วเค้าก็มักจะพูดเสมอว่า รักแล้วทุกข์ อย่างงั้นอย่างงี้ ทำให้เราคิดว่าเค้าคงจะไม่มีใคร เราก็เป็นเพื่อนช่วยเหลือกันไป ไปไหน ไปกันอย่างนี้ค่ะ สักพัก อ่าว มาบอกว่า ชั้นมีเด็กมาจีบ ตอนนี้ ก็ไปกันได้ดี เด็กก็ติดเค้ามาก เราก็รู้สึก hurt ค่ะ

สรุปก็คือว่า เห็นกิเลสตัวเองเยอะมากค่ะ เสียใจ น้อยใจ หงุดหงิด อิจฉา ก็ดูกันไปค่ะ แต่ตอนนี้ที่แย่ไปกว่า ก็คือ จิตค่ะ จิตมันอกุศลอย่างแรงค่ะ มันแอบคิดให้เค้าเลิกกันค่ะ คิดเฉยๆค่ะ ไม่มี acting ยุยงอะไรทั้งสิ้น แหมแต่รับตัวเองไม่ได้เลยค่ะที่ไปคิดแบบนี้ เอาไงดีค่ะพี่

ตอบทางไหนก็ได้ค่ะ ติดตามพี่ทุกช่องทางเลยค่ะ
aristoPLE


ตอบ: ที่จริงปัญหาคุณไม่มีอะไรเลยนะ คุณก็รู้ตัวว่า "ยึดติด" รู้ว่า เสียใจ
น้อยใจ หงุดหงิด อิจฉา เป็นอกุศล เริ่มมีพยาบาทวิตก เพราะมันคือธรรมชาติของจิต

หลวงพ่อปราโมทย์ฯ สอนว่า จิตปรุงแต่ง ไม่ใช่ปัญหา แต่อย่าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง

อันนี้ก็คล้ายๆ คำตอบข้อแรกครับ ให้ไปดูความเป็นกลาง ไม่เป็นกลางต่ออกุศลนี่แหละ
รับไม่ได้ รู้ว่าจิตรับไม่ได้ ไม่ชอบ รู้ว่าจิตไม่ชอบ

ปรับนิดเดียวตรงที่การรู้ ให้รู้แบบคนนอกยืนมองคนเขาทะเลาะกันในบ้าน
รู้ว่าจิตมีอกุศล ไม่ใช่ไปดูว่า "เรา"มีอกุศลนะ

ถ้าดูแล้วเห็นเป็น "เรา" ก็ไม่มีปัญหา ให้รู้ลงไปต่อว่า อ่อ... จิตยังมี "เรา"

ลองทำดู แล้วจะรู้ว่ามันง่ายจริงๆ ไอ้ที่ยากน่ะ เพราะมันของไม่จริงเน้อ

 

Create Date : 25 ตุลาคม 2552
Last Update : 25 ตุลาคม 2552 9:05:29 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  

aston27

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้

Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X

 
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.