Group Blog
 
All blogs
 

สวน ต้นไม้ กับคนสวน



รู้จักศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรมที่ชื่อ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไหมครับ?

คุณลุง 'รงค์ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ 'ที่นี่ประเทศไทย' ออกอากาศเมื่อปี 2547
ท่านพูดถึงสุภาษิตจีนอันหนึ่งว่า..

"ถ้าอยากมีความสุขสักสามชั่วโมงให้ไปซื้อเหล้ามากิน จะสุขไปได้สามชั่วโมงแล้วก็เมา
ถ้าอยากมีความสุขสักสามวันให้ฆ่าหมู
ถ้าอยากมีความสุขสักสามคืนให้มีเมีย จะสุขอยู่สามคืน
ถ้าอยากมีความสุขตลอดชีวิตให้ปลูกต้นไม้ เพราะปลูกต้นไม้มันอายุยืนกว่าเราอีก"

บ้านผมมีสวนขนาดย่อมๆ พอปลูกต้นไม้ยืนต้นได้สักสามต้น
เป็นสวนที่มาพร้อมกับตัวบ้าน มีสนามหญ้าขนาดพอให้แมวดิ้นตายได้สักสี่ตัว

ปีแรกที่มาอยู่ ผมจ้างคนสวนของหมู่บ้านให้มาดูแล รดน้ำพรวนดิน ตัดแต่งกิ่ง
อยู่ๆไป จากที่เคยมาทุกวันก็เริ่มเป็นวันเว้นวัน วันเว้นสองวันบ้าง สามวันบ้าง

ผมเริ่มรำคาญ ก็เลยโดดลงมาทำสวนเอง
ผมพบว่า การทำสวน เป็นงานที่เพลินมากครับ แต่ต้องมีเวลาสม่ำเสมอ
คนสวนที่ดี ต้องมีวินัย เพราะต้นไม้เขามีเวลาของเขา
ว่าเมื่อไหร่เขาต้องการน้ำ เมื่อไหร่ต้องตัดผมให้เขา เมื่อไหร่ต้องให้ยาบำรุงเขา

คนสวนแอสตั้น ดูแลสวนได้ในระดับห่วยปานกลางถึงพอใช้ ต้นไม้หลายต้นงอกเงยดี
แต่บางส่วนก็เริ่มทะยอยเท่งทึงไป คราวละต้นสองต้น

ประกอบกับคุณสุนัขบังเกิดเกล้าของผม ก็ช่วยวิ่งตะลุยย่ำบ้าง ขุดดินถอนรากบ้าง
สวนที่เคยสวยงามขนาดน้องๆสวนนงนุช ก็เริ่มกลายเป็นสวนลุมแต่เป็นฝั่งไนท์บาซาร์นะ

ถึงยังไงผมก็ยังชอบทำสวนอยู่ และที่ต้องทำประจำคือการกวาดใบไม้
บ้านผมมีต้นตีนเป็ดสองต้น และสัตบัน 1 ต้นใหญ่ แค่สามต้นนี้ก็กวาดกันเมื่อย

เวลากวาดใบไม้ ผมจะพยายามทำตามที่หลวงพ่อปราโมทย์เคยเล่าว่า

พระในวัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดป่า จะชอบให้ลูกศิษย์ไปกวาดลานวัด
เวลากวาดไม่ใช่สักแต่กวาดๆให้เสร็จ แต่กวาดเพื่อจะรู้สึกตัว
เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู
เห็นว่ากายไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่ถูกรู้

รู้กายเคลื่อนไหวอยู่ พอใจเคลื่อนแว้บไปคิด ก็รู้ทัน
ถ้ากวาดใบไม้แล้วภาวนาได้แบบนี้ ล้างจาน ถูพื้น กวาดบ้าน ก็ภาวนาได้หมด
หลักการเดียวกันนะครับ กายเคลื่อนไหว มีใจคอยรู้สึก ใจคอยเป็นคนดู

วันก่อนผมตื่นเช้าไปกวาดใบไม้ แล้วก็นึกขำว่า เพิ่งกวาดจนเกลี้ยงไปเมื่อสองวันก่อน
พอกวาดได้สักพัก จิตมันไปคิดถึงเรื่องที่ผมไปกราบครูบาอาจารย์
แล้วท่านเมตตาพาให้นั่งสมาธิ เรานั่งแล้วก็สงบ สบาย ใจเบา

แต่พออีกวันไปทำงานกิเลสมันก็กลับเข้ามามะรุมมะตุ้มเหมือนเดิม
จิตก็แว้บขึ้นมาว่า เออ.. ใจเรานี่มันก็ไม่ต่างอะไรกับสวนนี่แหละ
มีกิเลส เหมือนใบไม้ ที่กวาดทิ้งเท่าไหร่ ก็ไม่เคยหมด

ตราบใดที่ยังมีต้นไม้ ยังมีสวน ใบไม้ก็จะร่วงหล่นมาอีก ไม่ช้าก็เร็ว
ถ้าสวนนี้ บ้านนี้ มันยังเป็น "ของเรา" เราก็คงยังจะต้องกวาดมันไปอีกนาน

คล้ายๆโศลกของเว่ยหลางนะครับ ที่บอกว่า
ถ้าไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกแล้วฝุ่นจะลงจับอะไร

แต่ถามว่า คิดได้แบบนี้ เราทิ้งบ้านไปเลยดีไหม ตอบว่าไม่ดี
เพราะยังผ่อนไม่หมด ทิ้งไปก็เท่ากับโกงธนาคารเขา
และเรายังเป็นคนธรรมดา ยังไงก็ต้องพึ่งพาอาศัยบ้านช่องห้องหับ
ไม่พึ่งหลังนี้ มันก็ต้องไปพึ่ง ไปอาศัยที่ไหนสักที่อยู่ดีนั่นแหละ

ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เรามีครูบาอาจารย์คอยบอกเราแล้วว่า
กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของเรานะ เป็นของโลกแต่เราไปตู่เอามาเป็นของเรา
แต่ฟังแล้ว จู่ๆจะวางเลยได้เองไหม ไม่ได้หรอก ก็ต้องอยู่ร่วมกับมัน อาศัยมันไป

ในเมื่อยังต้องอยู่อาศัยพึ่งพากัน ก็ดูแลกันไว้ตามสมควร

ไว้ภาวนาไป วันไหนจิตใจมันยอมรับธรรมะได้จริงๆ
มันจะค่อยๆมีปัญญา แล้วปล่อยวางด้วยปัญญาเอง

วันนั้นแหละ ใบไม้จะร่วงไม่ร่วงก็ไม่สำคัญ
เพราะจิตมันถอดถอนความยึดมั่นไปแล้ว ว่านี่เป็น "สวนของเรา"

เมื่อไม่ไม่มีความเป็นของเรา กิเลสก็ไม่มีที่ตั้ง
เมื่อไม่มีกิเลส ทุกข์ก็ไม่มีที่ตั้งตามไปด้วย

สุขสันต์วันที่ใบไม้ร่วงก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 20 เมษายน 2553    
Last Update : 20 เมษายน 2553 20:25:59 น.
Counter : 782 Pageviews.  

ลมโบก ธงไหว จิตใจกระเพื่อม



เช้านี้ ผมลืมตาขึ้นมาพร้อมด้วยนิทานเซ็นเรื่องหนึ่ง

เป็นเรื่องของพระสองรูปที่มองดูธงที่ปลิวสะบัดตามลม แล้วก็เถียงกัน
ว่า อะไรกันแน่ที่เคลื่อนไหว รูปหนึ่งก็ว่าผืนธง อีกรูปก็เถียงว่า ลมต่างหาก

เถียงกันอยู่นาน ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่อีกฝ่ายหักล้างไม่ได้
เลยไปให้อาจารย์ตัดสิน ว่าใครผิดใครถูก

อาจารย์นั่งฟังเรื่องที่เถียงกันแล้วก็พูดประโยคเดียวว่า
"ธงก็ไม่ได้ไหว ลมก็ไม่ได้ไหว ใจของพวกเธอต่างหากที่สั่นไหว"

นิทานเรื่องนี้ ผมเคยคิดว่าผมเข้าใจ แต่จริงๆแล้ว
ผมเพิ่งรู้สึกว่าผมเข้าถึงมัน ไม่นานมานี้เอง
หรือที่จริงต้องพูดว่า เข้าถึงมากขึ้น เพราะอีกสิบปีอาจจะเข้าถึงมากกว่านี้

เขียนมาเท่านี้ หลายคนก็พอเดาออกว่าผมจะพูดเรื่องอะไร
เมื่อคืนนี้ ไปเห็นสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเขียนเรื่องหนึ่งแล้วมีคนมาตอบ

คนที่มาตอบ ก็มีทั้งแดง ชมพู เหลือง ขาว เทา น้ำเงิน
วันนี้ผมจะไม่บอกว่าใครผิด ใครถูก
แต่จะบอกว่า ผมนั่งอ่านด้วยความเพลิดเพลิน
เพราะอ่านไปแล้วก็เห็นใจตัวเองกระเพื่อมๆๆๆๆ

เวลาอ่านข้อความไหน แล้วไม่ตรงกับเรา โทสะความขัดใจก็เกิด
อ่านข้อความไหน เขียนถูกใจเรา ราคะความพอใจก็เกิด
อ่านจบแล้วอยากเขียนของเราบ้าง โลภะก็เกิด

เรื่องทั้งหลายในโลก ทั้งความปรองดอง ความขัดแย้ง
มันเริ่มต้นที่จิตใจของพวกเรานี่แหละ

ตอนผมไปประชุมที่ลิสบอน มีคนจากมอสโคว์มาคนนึงชื่อคุณนิโคไล
วันสุดท้ายเขาจัดไปเที่ยวสนามฟุตบอลเบนฟิก้า

อุณหภูมิตอนนั้นประมาณ 10 องศา เซลเซียส กำลังหนาวพอสั่น
ผมใส่เสื้อสองชั้น เอาเสื้อหนาวทับอีกที

แต่พ่อนิโคไล แกใส่เสื้อยืดตัวเดียว แล้วเอาโอเวอร์โค้ตทับหลวมๆ
ไม่ติดกระดุมด้วยนะ เดินอาดๆๆๆ ผมเลยทักแกว่า อากาศแบบนี้ชินแล้วสิ

แกตอบกลับมาว่า "ก็ไม่เชิงชินอ่ะ เพราะที่มอสโคว์มัน -10 แต่ที่นี่มัน 10 องศา"
เอางั้นเลยนะ พ่อคุณ

สำหรับเรานี่ 10 องศา เรียกว่่าหนาว แต่สำหรับคนยุโรปตอนเหนือ เขาว่าอุ่น
ฉะนั้น เวลาพูดเรื่องการเมืองก็เหมือนกัน อย่าเอามาตรฐานเอาความคิดของเรา
ไปใช้วัดความคิด ความอ่านของคนอื่น

ไม่ได้ว่าทำแบบนั้นผิดนะ แต่จะบอกว่า ทำแบบนั้น เราจะทุกข์เอง
อากาศร้อนหรือเย็นมันเรื่องหนึ่ง แต่ใจเราร้อนหรือเย็น ก็อีกเรื่อง

เพราะอย่างที่บอก จะเป็นธง หรือเป็นลม ที่สั่นไหว ก็ไม่สำคัญ
สำคัญที่ว่า ใจเรามันกระเพื่อมอยู่ เรามีสติรู้ทันใจตัวเองหรือยัง

สุขสันต์วันเด็กปิดเทอม แต่ผู้ใหญ่ไม่ปิดก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 05 เมษายน 2553    
Last Update : 5 เมษายน 2553 8:32:59 น.
Counter : 953 Pageviews.  

YESTERDAY: วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง



ผมเขียนบทความนี้ลงในนิตยสาร Mix ฉบับเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
เอามาอ่านทีไร ก็ยังชอบใจ เลยขอเอามาฝากไว้ในบล็อกให้อ่านเล่นๆ

เนื้อเพลงภาษาอังกฤษต้นฉบับไม่เอามาลงนะ
ใครอยากดูเทียบกับที่ผมแปลไปหาอ่านได้จากที่นี่ครับ

หวนคำนึงถึงวันวานที่ผ่านผัน โหยหาวันที่ห่างไกลไร้ปัญหา
มาวันนี้ยากนักหนักอุรา ไม่เหมือนคราก่อนเลยที่เคยเป็น

เคยภูมิใจในตัวตนคนแบบฉัน กลับกลายพลันเหลือไม่ถึงครึ่งที่เห็น
มีเงามืดครอบเป็นเปลือกยะเยือกเย็น สุดลำเค็ญเข็ญใจข่มตรมใจเรา

เคยถามไปไยน้องยาต้องลาจาก ไยลำบากพรากกันให้มันเหงา
เธอไม่ตอบหลบตาลาสองเรา ทิ้งรอยเศร้าไร้เงาหวานของวานวัน

หวนคำนึงถึงวันวานที่ผ่านพ้น เหมือนมีมนต์สะกดตรึงถึงภาพฝัน
อยากหลบอยู่ในฝันนั้นชั่วกัปกัลป์ ตื่นทุกวันยังมั่นอยู่กับวันวาน


นี่คือเพลงฮิตที่เชื่อกันว่าเป็นเพลงที่ถูกนำไปร้องใหม่มากครั้งที่สุดในโลก ถ้าไม่นับเพลงจิงเกิลเบลล์ หรือเพลงคริสมาสต์ทั้งหลายนะ จริงไม่จริงลองไปเปิดหนังสือกินเนสส์บุ๊คออฟเรคคอร์ดส์ดูได้

เพลงนี้ฉบับดั้งเดิมเป็นผลงานในอัลบั้มของเดอะบีทเทิลส์ วงดนตรีที่โด่งดังคับโลกในช่วงปี 1964-1970 ที่ออกในปี 1965 ชื่อว่า “ช่วยด้วย!” หรือ Help! นั่นเองครับ

นอกจากได้ชื่อว่าเป็นเพลงที่ถูกนำไปร้องใหม่มากครั้งที่สุดแล้ว Yesterday ยังถือเป็นเพลงแรกของเดอะบีทเทิลส์ ที่เป็นเพลง “ฉายเดี่ยว” คือร้องและเล่นอยู่คนเดียวโดย พอล แมคคาร์ทนีย์ อีกสามคนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวรอดังแล้วแบ่งตังค์เท่า ถึงจะมีเสียงเครื่องสายมาอี๋อ๋อคลอเคลีย ก็หาใช่ฝีมือของอีกสามคนไม่

น้าพอล แม็คคาร์ทนีย์ คนแต่งเพลงนี่แหละ เล่าที่มาแสนน่ารักของเพลงนี้ว่า วันหนึ่งที่บ้านของกิ๊กเก่า น้าเขานอนเล่นๆอยู่ จู่ๆก็ฝันถึงทำนองเพลงหนึ่งขึ้นมา พอผวาตื่นก็เดินไปเคาะเปียนโนออกมาเป็นทำนองเพลงเก็บไว้ ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรก็เขียนชื่อตามอาหารมื้อเช้าว่า “Scramble Egg”

ด้วยวิญญาณพลเมืองดีมีหิริโอตัปปะ น้าพอลเกรงว่าทำนองเพลงอันไพเราะจับใจเหมือนรอยยิ้มของน้องจักจั่นเพลงนี้ มันจะเป็นเพลงของชาวบ้านที่เขาอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาจากที่ไหนสักที่ ก็เลยเที่ยวเอาเพลงนี้ไปถามไถ่คนในวงการดนตรีอยู่เดือนนึง จนแน่ใจว่าไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เขาจึงเริ่มลงมือเขียนเนื้อเพลง

พอลกับจอห์น เลนนอนใช้เวลาอยู่นานหลายเดือนเนื้อเพลงนี้ก็ยังไม่ลงตัว จนมาวันหนึ่ง พอลก็ไปทำคลอดเนื้อเพลงนี้ได้ที่โปรตุเกส ระหว่างการเดินทางไปพักผ่อนที่ลิสบอน จากเพลง Scramble Egg จึงกลายมาเป็น Yesterday ด้วยประการฉะนี้

เนื้อเพลงนี้พูดถึงความรู้สึกพิร่ำคร่ำครวญของชายคนหนึ่งซึ่งถูกสาวคนรักบอกลา จึงโหยหาคืนวันเก่าๆที่เคยหวานซึ้งกันดีอยู่ นี่เป็นอาการร่วมกันของคนอกหักทั่วโลก อนุมานได้ว่า อาการคร่ำครวญชวนสังเวชนี้ย่อมเกิดกับคนอกหักถ้วนหน้าโดยไม่เกี่ยงภาษา ศาสนา หรือชาติพันธุ์

เคยมีเพลงที่บรรยายความรู้สึกอกหักรักสลายไว้มากมาย เป็นเครื่องหมายแสดงว่า ความรักกับการอกหักเป็นของคู่กันธรรมดาเหมือนโซดากับเหล้า แต่สังเกตไหมครับว่า คนที่อกหักไม่ว่าจะเรื่องรัก เรื่องเรียน เรื่องงาน หรือพิสดารอะไรก็แล้วแต่ ไม่เคยมีใครตายเลย มีแต่คนที่ “ยอมรับไม่ได้” กับการอกหักต่างหาก ที่ยอมแพ้แล้วตายไป

ถ้าเรารู้จักการ “แพ้ให้เป็น” ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็จะสามารถผ่านอุปสรรคความสูญเสียในชีวิตไปได้ไม่ยาก ว่ากันตามหลักทางพุทธ ชีวิตคนเราเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ อยู่ทุกขณะจิต มันสั้นขนาดนั้นเลยนะ ไม่ใช่ยาวเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน แต่ชั่วขณะจิตเดียว จิตก็เกิดดับไปแล้ว เพียงแต่จิตของมนุษย์ธรรมดายังมองไม่เห็น

เหมือนอย่างเดียวกับที่เราเห็นหลอดไฟฟ้าเปล่งแสงสว่างเสมอกันตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริง มันกระพริบๆๆๆ ด้วยความเร็วที่ตาเปล่าเรามองไม่ทัน เช่นเดียวกับการที่เราเห็นภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้เลยว่า นั่นคือภาพนิ่งที่ฉายต่อกันทีละเฟรม ทีละเฟรม ด้วยความเร็ว 24 เฟรมต่อหนึ่งวินาที

วิธีหนึ่งที่เราสามารถฝึกรู้เท่าทันจิตตัวเองได้คือ หัดคอยรู้สึกตัวมีสติอยู่กับปัจจุบัน ตามความเป็นจริง เรื่องอะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็ให้มันแล้วไป อะไรที่มันเป็นเรื่องของวันวาน ก็อย่าให้มันกลายเป็นวันนี้ อะไรที่มันเป็นเรื่องของพรุ่งนี้ ก็อย่าเพิ่งกังวลจนไม่เป็นอันใช้ชีวิตของวันนี้

จะหมดปี 2552 ในอีกไม่กี่วันแล้ว ลองนั่งนึกๆดูหน่อยไหมครับ ว่าปีที่กำลังจะหมดไป เราเสียใจกับอะไรไปบ้าง มีเรื่องเก่าๆแย่ๆ ความแค้น ความอาฆาตพยาบาทอะไรที่เราเก็บเราลากมันมาเป็นภาระหนักอกหนักใจอยู่บ้าง แล้วทิ้งๆมันไว้ให้เป็นเรื่องของเมื่อวานดีไหมครับ อย่าลากมันข้ามไปปีใหม่อีกเลย จะได้บอกตัวเองและใครๆได้เต็มปากว่า

ลาทีปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ




 

Create Date : 31 มีนาคม 2553    
Last Update : 31 มีนาคม 2553 13:18:01 น.
Counter : 936 Pageviews.  

ผลลัพธ์กับวิธีการ



ภาพประกอบสวยๆ โดยความเอื้ออารีของคุณ SevenDaffodils ครับ


มีแบบทดสอบทัศนคติของคนทำงานอันหนึ่ง เขาถามว่า

การประเมินการทำงานของลูกน้องที่ดี ควรให้น้ำหนักกับอันไหนมากกว่า
ระหว่าง 1. ผลลัพธ์ กับ 2. วิธีการ

คุณผู้อ่านตอบข้อไหนกันครับ? : )

คนส่วนมากที่ผมเจอมาราวๆ 6 ใน 10 คน จะตอบข้อ 1. ผลลัพธ์
แต่ในคำเฉลย น่าสนใจครับ เขาบอกว่าควรใส่ใจกับวิธีการมากกว่าผลลัพธ์

ถ้าคุณตอบว่าผลลัพธ์ แล้วสงสัยว่าทำไมไม่ถูก ผมจะเล่าอะไรให้ฟัง

สมัยที่เด็กชายแอสตั้นยังเล็ก อายุน่าจะราวๆ 7-8 ขวบ เขาเป็นเด็กซนครับ
เขายังอยู่กับอาม่าที่เชียงใหม่ ได้ไปวัด ได้ทำบุญ ได้ฟังธรรมและหลับในวัดบ่อย
เด็กชายแอสตั้น เป็นคนจิตใจดี ขี้สงสาร ไม่ชอบทะเลาะกับใคร

วัดที่เด็กชายแอสตั้นชอบไปมากวัดนึงชื่อวัดอุโมงค์ เป็นวัดสายสวนโมกข์ฯ
เวลาอาม่าไปนั่งสนทนากับพระอาจารย์ เด็กชายแอสตั้นจะไปวิ่งเล่น

วันหนึ่ง ขณะวิ่งเล่นในวัด เด็กชายแอสตั้นสังเกตเห็นแมลงหลายชนิด
แมลงที่มีมากหลากหลายพันธุ์ ก็คือมดครับ ทั้งมดดำ (ไม่ใช่ที่เป็นดีเจนะ)
มดแดง มดส้ม ตัวเล็กกลางใหญ่ มีสารพัดสารพัน

แต่ละพันธุ์ เขาจะมีเส้นทางเดินจากรังไปหาอาหารของตัวเอง ไม่ทับกัน
เด็กชายแอสตั้น สงสาร อยากให้อาหารมด ไม่รู้จะทำไง เลยบี้มดดำไปให้มดส้ม
แล้วก็บี้มดส้มไปให้มดดำ สลับกัน ปรากฏว่าได้ผลครับ

ถามว่า ได้ให้อาหารสัตว์จริงไหม จริงครับ ผลลัพธ์สำเร็จเสร็จสมประสงค์
แต่วิธีการนี่เหี้ยมโหด เกินบรรยาย

มิน่า เวลานั่งสมาธิ ชอบรู้สึกเหมือนมีมดมาไต่

ในชีวิตจริง ถ้าเราใส่ใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ถ้าคิดแต่ว่ามีจุดหมายที่ดี
เราก็จะสามารถยึดทำเนียบ ปิดสนามบินกินข้าวฟรีดนตรีเพราะ ปั่นม็อบ
ปลุกระดม เผารถเมล์ หรือเฮกันไปทำอะไร โดยไม่นึกถึงผลที่ตามมา

เราไม่สามารถเรียกหาความชอบธรรมด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมนะครับ
เหมือนที่ครูบาอาจารย์สอนว่า เราไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ด้วยกิเลส

ไม่พึงชนะความโกรธ ด้วยความโกรธ
ไม่พึงชนะความชั่ว ด้วยความชั่ว

หรืออย่างบางคนอยากรวย คิดว่าทุกอย่างในชีวิตสำเร็จได้ด้วยความรวย
พอไม่คิดถึงวิธีการ ก็สามารถทำได้กระทั่งขายยา ค้ามนุษย์ โกงเงินวัด

แต่ลืมไปว่า รวยด้วยวิธีการชั่วๆ มันก็ไม่ได้สุขจริงอิงกระแสธารา
เพราะสุขแบบอิงกระแสเงินตรา มันมักจะพาเราลงเหวมากกว่าขึ้นที่สูง

พูดแบบนี้ ไม่ได้เพื่อชวนให้ใครไปเพ่งโทษคนไหน สีไหน กลุ่มไหนทั้งนั้นนะ
แต่เพื่อเอาไว้เตือนใจพวกเรา และตัวเอง

เคยมีคำพูดว่า เวลามีใครทำอะไรแล้วเราไม่ชอบ
วิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการตอบสนองคือ อย่าทำอย่างนั้นเสียเอง

สุขสันต์วันที่เรายังมีม็อบไว้เตือนใจ และเป็นเครื่องดูจิตก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 13 มีนาคม 2553    
Last Update : 31 มีนาคม 2553 13:24:11 น.
Counter : 1296 Pageviews.  

ที่เห็นและเป็นไป: ของฝากจากลิสบอน


ภาพประกอบสวยๆโดย SevenDaffodils ครับ

ไปโปรตุเกสรอบนี้ มีเรื่องกลับมาเล่าได้หลายเรื่องครับ

อย่างที่มีคนร้องขอมาทาง Twitter บอกว่าอยากอ่านเรื่องที่ผมทวิตไว้ว่า
ไม่ว่าคนชาติไหนภาษาใด ก็มีอัตตาตัวตนของตัวเอง

ปกติเวลาไปต่างประเทศ ถ้าเลือกได้ ผมจะเลือกการบินไทย
ไม่ใช่เพราะแอร์สวย แต่เพราะรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเรายังอยู่บ้าน
แม้ว่าหลายๆอย่างจะไม่แฟนซีหรูหรา เหมือนสายการบินอื่นก็ตาม

ยกเว้นว่าประเทศที่จะไป ไม่สะดวกในการเลือกนั่งการบินไทย
หรือเพราะผมไม่ได้เลือกเองอย่างคราวนี้ ที่ต้องนั่ง British Airways

ส่วนหนึ่งเพราะเวลานั่งสายการบินฝรั่ง จะรู้สึกเสมอว่า
สายตาที่ฝรั่งมองเรา จะเป็นอย่างหนึ่ง แต่คนเอเชียจะมองกันอีกแบบ

เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นคนอื่นว่าแตกต่างจากเรา
นั่นแหละ อัตตามันโผล่แล้ว ว่านี่เรา นั่นเขา
จะรู้สึกเหนือกว่า ด้อยกว่า หรือเสมอกัน ก็ชื่อว่าเป็นอัตตาทั้งนั้น

ผมมีโอกาสนั่งขอความรู้จากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เมื่อไม่นานมานี้
ท่านบอกว่า มนุษย์เรามีธรรมชาติที่จะมองส่วนที่คนอื่นต่างกับเรา
มากกว่าจะมองส่วนที่คนอื่นเหมือนกับเรา

คนที่ไปเชียร์บอลตีกัน เพราะมองเสื้อที่ใส่ว่าคนละสี คนละทีม
ทั้งๆที่มันก็คนชอบดูบอลเหมือนๆกัน คนไทยเลือดสีแดงๆ เหมือนกัน

ยิวกับอาหรับ ฆ่ากัน ก็เพราะมองที่ความเป็นยิว เป็นอาหรับ
แต่ลืมว่าต่างก็สืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน
ลึกไปกว่านั้น ต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ต่างกันก็ด้วย "อัตตา"

ตอนที่ไปประชุมที่ลิสบอน ผมมีโอกาสได้ดูตอนแรกของมินิซีรีส์เรื่องใหม่
ผลงานร่วมกันสร้างของ ทอม แฮงค์ และสตีเว่น สปิลเบิร์ก อีกเรื่อง
ที่จะออกฉายใน HBO เร็วๆนี้ ชื่อเรื่อง The Pacific

เป็นเรื่องจากมุมมองของทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกส่งไปรบ
ในสงครามโลกครั้งที่สอง บนสมรภูมิในแถบหมู่เกาะในแปซิฟิค

หนังพยายามบอกว่า แต่ละคนที่ถูกส่งไป ต่างก็มีครอบครัว มีคนรัก
มีพี่น้องเพื่อน ไม่ต่างกับทหารญี่ปุ่นที่พวกเขาถูกมอบหมายให้ฆ่านั่นแหละ

เพราะตอนท้ายของตอนแรก ทหารอเมริกันคนหนึ่ง ไปค้นศพทหารญี่ปุ่น
ก็เจอรูปคู่ของทหารคนนั้นกับคนรัก เหมือนกับรูปที่ตัวเองพกติดตัวเสมอ

ดูแล้วผมรู้สึกว่า สงครามคือการสังเวยชีวิตคนจำนวนมาก
เพื่อสนองอัตตาคนไม่กี่คน บนทะเลน้ำตาของคนข้างหลัง

ระหว่างที่เดินทางกลับ ผมมีเวลารอต่อเครื่องหลายชั่วโมง
ปกติเวลาว่างๆ ของอย่างหนึ่งที่ผมชอบดูคือนาฬิกาข้อมือ

เมื่อก่อนนี้ ผมจะไฝ่ฝันมาก ว่าจะได้นาฬิกาสวยๆ แพงๆ
ประเภทบุลการี หรือรุ่นบ๊อบ ดีแลนที่ผมเคยเล่าถึงทำนองนั้นทีเดียว

แต่เที่ยวนี้ ไปยืนดูแล้วก็ดูจิตไปด้วย อย่างที่ทำบ่อยๆในช่วงหลัง
ผมกลับรู้สึกต่างออกไปจากเดิม เพราะสังเกตว่า จิตผมมันไม่อยากได้แฮะ

ในทางตรงข้าม กลับรู้สึกว่า ไอ้ของที่อยู่ในตู้โชว์อันละเป็นแสนนี่
ถ้ามันมาอยู่บนข้อมือเรา มันจะเป็นภาระมากเลยนะ.. แอสตันเอ๋ย

ไหนจะต้องระวังรักษา ไหนจะเป็นเป้าสายตามิจฉาชีพ
ยิ่งสุวรรณมัจฉาปลาทองเรียกพี่แบบผม เกิดไปถอดลืมไว้ในห้องน้ำ
เสียดายตายเลย

อัตตาของมนุษย์ก็คล้ายกันนะครับ ยิ่งเราสร้างเปลือกไว้สวยหรูดูดีเท่าไหร่
มันก็เป็นภาระที่จะต้องแบกหนักรักษาไว้เท่านั้น

ถ้าวันไหนมีเหตุจะต้องหมองปริ มีตำหนิอย่างไร ก็ยิ่งลำบาก
ที่ทุกข์โทรมโทมนัสกันถึงขั้นคิดสั้นไป ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

เห็นได้อย่างนั้น แล้วก็เริ่มเห็นประโยชน์ของการภาวนา
ที่ครูบาอาจารย์บอกว่า เจริญสติไว้ ถึงเวลาปัญญามันจะมาเองเน้อ

แล้วปัญญาที่ว่า ก็ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอัตตา
แต่เพื่อทำลายอัตตาให้บางลงๆต่างหาก
ยิ่งอัตตาบางเบาลงเท่าไหร่ จิตใจก็โปร่งโล่งสบาย เป็นสุขขึ้นเท่านั้น

สุขสันต์วันที่ยังมีคำสอนเพื่อทำลายอัตตาให้เราได้เรียนนะครับ




 

Create Date : 03 มีนาคม 2553    
Last Update : 13 มีนาคม 2553 9:09:47 น.
Counter : 881 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 210 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.