Group Blog
 
All blogs
 

รัก, ล้ม, ลุก



"สวัสดีค่ะพี่แอสตั้น

ตอนนี้ตัวเองไม่มีความสุขเลยค่ะ
เลิกกับแฟนมานี่ผ่านมาเก้าเดือนแล้ว

ตอนแรกตั้งสติ เพื่อใช้ชีวิตต่อไปตามที่ได้อ่าน และมองตามจิตที่ไหลไป
แต่สองวันที่ผ่านมา พยายามแล้วก็เห็นว่า ในขณะที่จิตใจวกกลับไปคิดถึงแฟน ด้วยเหตุที่ไปดูรูปของเค้ากับแฟนใหม่ที่เฟสบุ้ค มันทำให้เรารู้ตัวเลยว่า
เราเองยังคาดหวังเพื่อรอให้เค้ากลับมา

เราทะเลาะกันเค้าบอกว่า เราไม่แคร์เค้า เลยห่างกันไปสองอาทิตย์
จนเค้าส่ง sms มาบอกว่า เราจะไม่ติดต่อกันอีก เค้ากลับไปคบกับแฟนเก่าแล้ว

เสียความรู้สึก เสียใจ มันปนไปกันหมด
เค้าควรพูดจาต่อหน้าไม่ใช่หนีหายไป แต่เราก็โอเค เมื่อเค้าไม่ จะไปอะไรก็ไม่ควร

แล้วเค้าคบกับอีกคนแล้ว จะเข้าไปถามไปเจอ
ผู้หญิงอีกคนก็คงเสียความรู้สึกเหมือนที่เราเสียไป จึงต่างคนต่างอยู่มา

มันก็นานแล้วนะคะ เกือบปีแต่มาตกม้าตายแค่เห็นและอ่านคำบรรยายใต้ภาพว่าเค้ารักกันแค่ไหน

สองวันนี้ใจหมองหมอง คิดวนแต่เรื่องที่ผ่านไปไม่อาจกลับมา
รู้ตัวว่าไม่อยู่กับปัจจุบันและไม่สามารถทำให้สภาพจิตใจตัวเองดีขึ้น
รู้สึกตัวเองต่ำต้อย ด้อยค่า น่าสมเพชยังไงไม่รู้

เราสวดมนต์ ฟังซีดีพระท่านมาสองคืน นอนไม่หลับและฟุ้งซ่านมาก
รู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน พยายามตั้งสติทำงาน และบอกตัวเองเสมอว่า
เกือบปีที่ผ่านมาก็อยู่ได้ แต่จะมาเป็นตายอะไรแค่วันนี้ ตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น ใจมันอยากหลุดก็ยิ่งจมค่ะพี่

พี่แนะนำหลักปฏิบัติได้ไหมคะ
ในมันอิจฉาริษยา น่าละอายมากที่เรารู้สึกแบบนี้

พี่แนะนำคนโง่เขลาด้วยได้ไหมคะ

ขอบคุณค่ะ"


เวลาเราเจอทุกข์ เจอปัญหาถาโถมเข้ามา
เราอาจล้มได้บ้างเป็นธรรมดาครับ ไม่ใช่เรื่องโง่นักหนาหรอก

คนล้มเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะทรงตัวได้ในทุกเวลา
แต่เวลาล้มแล้ว อย่าลงไปเกลือกกลิ้งตีอกชกหัว ให้ตั้งสติแล้วรีบลุกขึ้นยืน

อะไรที่แล้วไปแล้ว ก็ต้องให้มันแล้วไปนะครับ
ใครจะชั่วจะดีกับเรา มันก็เป็นได้แค่ความทรงจำ

พี่เคยเขียนบทนึงในธนาคารความสุข เล่มหนึ่ง บอกว่า

ใจคนเราเหมือนห้องเก็บของ
เราชอบเอาของที่ไม่ได้ใช้โยนเข้าไปเก็บ วันดีคืนดีก็รื้อออกมาปัดฝุ่น
แล้วก็โยนกลับเข้าไปเก็บใหม่ ทั้งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากมันหรอก

ชีวิตเรามีทุกข์บ้าง มีสุขบ้าง สลับกันไปมาแบบนี้แหละ
ไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะทิ้งเรา เราจะทิ้งใคร
มันก็เป็นแค่กงเกวียน กำเกวียน ที่เวียนวนมาให้ผลบ้าง สร้างใหม่บ้าง

ชาติก่อนเคยไปทำกรรมชั่วไว้ ชาตินี้ก็กลายเป็นคนรับกรรมบ้าง

ทุกข์ที่เราต้องเจอ มันเป็นผลจากกรรมเก่านะ
แต่เราจะรับมือ จัดการอย่างไร อันนั้นเป็นเรื่องของกรรมใหม่

ถ้าอยากสร้างกรรมใหม่ที่พาเราพ้นจากทุกข์ได้
เริ่มจากอโหสิให้เขาไปนะครับ ถือว่าเราใช้กรรมหมดต่อกันแล้ว

ไม่ต้องไปโทษเขาว่าอย่างนั้น อย่างนี้
ไม่ต้องโทษตัวเอง ที่หาทุกข์ใส่ตัวด้วยความคิดฟุ้งซ่าน
ไม่ต้องโทษใคร แต่มีสติ รู้สึกตัวไว้

ที่บอกว่าให้นั่งดู ไม่ใช่ให้ไหลตามเรื่องที่คิดไปนะ แต่ให้รู้ทันใจว่าคิด
คนละอย่างนะครับ

ทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์ ยอมรับไม่ได้ ก็รู้ว่ายอมรับไม่ได้
อึดอัด รู้ว่าอึดอัด รู้เสมือนหนึ่งเราเป็นคนดู ดูจิตใจตัวเองมันทำงาน

ดูที่การดิ้นรน ดูความเป็นไป โดยไม่ไหลเข้าไปอยู่ในเรื่องที่คิด
แล้วจะเห็นว่า ทุกข์ ก็เป็นแค่ผลของกระบวนการคิด นึก ปรุงแต่งเท่านั้น

เรื่องดีๆ ก็เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น เรื่องร้ายๆ ก็เหมือนพระอาทิตย์โดนเมฆฝนบดบัง
ทุกอย่างมันชั่วคราวเสมอกันนะครับ ไม่มีอะไรดีหรือแย่กว่าอะไรหรอก

ใจเราเองต่างหาก ที่ให้ค่าว่า แบบนี้เรียกว่าดี เพราะเราชอบ เราพอใจ
แบบนี้ เรียกว่าเลว เพราะเราไม่ชอบ เราไม่พอใจ

ไม่มีใครทำให้เราเสียใจได้หรอกครับ
มีแต่ใจเราที่ตีค่าการกระทำบางอย่าง แล้วเสียใจเอง

สมมติว่า เราเบื่อเขา อยากให้เขาไปให้พ้นๆ แล้วเขามาบอกเลิก
เราจะเสียใจแบบนี้ไหม ไม่หรอก.. ใช่ไหมครับ

เพราะฉะนั้น ที่เราเสียใจ ไม่ใช่เพราะเขาบอกเลิก ไม่ใช่เพราะเขาไปคบใคร
แต่เพราะเรายอมรับไม่ได้ต่างหาก เราอยากให้เขามาพูดต่อหน้า
เราอยากให้อย่างนั้น เราอยากให้อย่างนี้

ที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้า ถึงบอกว่า ทุกข์ทั้งหลาย มันเริ่มที่ "เรา" นี่เอง

คุณพูดถูกเป๊ะอย่างนึงว่า ยิ่งอยากหลุด ก็ยิ่งจม
ถึงบอกให้ยอมรับ ยอมรับด้วยสตินะ
ไม่ใช่สุดโต่งว่า อ่อ..พี่ให้ยอมรับ งั้นก็ปล่อยให้ตัวเองจม

มีสตินะครับ หลายเดือนแล้ว เสียใจมาก็พอสมควร
ชีวิตนี้สั้นจะตาย จะหายใจทิ้งๆขว้างๆไปกับความทุกข์.. เพื่ออะไร?

ยิ้มไว้ แล้วมีสติ อยู่กับปัจจุบัน

ให้อดีตมันเป็นอดีตที่ล่วงไปแล้วน่ะดีแล้ว
อย่าไปเอามันมาเป็นอุปสรรคกีดขวางการมีชีวิตอย่างรู้คุณค่าในปัจจุบันเลย

มีสติ รู้ทัน ยอมรับ
เคยรัก เคยล้ม ก็ถึงเวลาต้องลุกนะครับ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2553    
Last Update : 6 ตุลาคม 2553 8:16:50 น.
Counter : 1232 Pageviews.  

เพื่อนแท้ของผมและ "เรา" (ตอนจบ)


(ขอบคุณภาพประกอบจากคุณแป๋ว SevenDaffodils ครับ)

ผมทิ้งท้ายไว้ในตอนแรกว่าผมมี “เรา” เป็นเพื่อนสนิท
ส่วน “เรา” ก็สนิทสนมกับคุณ “ทุกข์”
แต่ก็แอบปันใจไปให้น้อง “สุข” อยู่เรื่อยมา

“สุข” เป็นสาวที่สวยหวานจนนางฟ้ายังหลง เป็นสาวที่หลายคนอยากคบหา
อยากได้ครอบครองมานอนกกกอดพลอดรักอยู่ทุกวัน

บางคนแค่ได้ยินข่าวว่าน้องสุขไปปรากฏกายที่ไหน ถึงจะต้องเสียเงินเป็นแสนเป็นล้าน
ต้องลงทุนนั่งเครื่องบินไปหาไกลๆถึงอเมริกาหรือปารากวัย ก็ยังยอมลงทุนบินตามไป
เสน่ห์เธอแรงขนาดนั้น

แต่ “เรา” ก็ไม่เคยเจียมตัว ละความพยายามที่จะจับจองเป็นเจ้าของสุขเลย

ที่จริง สุขเธอก็ไม่ได้รังเกียจเรานะครับ
แต่สุขมักจะเล่นตัว จะยอมมาหาเราก็ต่อเมื่อเรามีอย่างนั้น อย่างนี้

สุขบอกเสมอว่า ถ้าเราอยากให้สุขมาหา เราต้องมี iPhone4 ก่อน
เราต้องมี iPad นะ ต้องมีรถใหม่ ต้องมีเงิน มีปริญญาโท ต้องมีชื่อเสียง
คือมีเงื่อนไขต่อท้ายมากมาย ก่อนสุขจะปรากฏกายมาแว้บนึง
มาอยู่ค้างกับเราช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็เปิดท้ายหายไป

แถมคุณ"สุข"ยังเป็นเพื่อนที่กระแดะขี้ตกใจ
เวลาเราวิ่งเข้าหา สุขจะวิ่งหนีหายไป

เวลาเราอยู่นิ่งๆ เข้าใจไม่เรียกร้อง สุขจะย่องมากอดเรา
ให้เราแอบมีความหวังซะอย่างนั้น ว่าสุขจะเป็นของเราตลอดไป

...แต่ก็ไม่เคยเป็นอย่างนั้นเลย

ส่วนนิสัยเสียของ "สุข" นอกจากชอบตั้งเงื่อนไขในการจะมาหาเรา
มันยังชอบทิ้งเราในเวลาเรามีปัญหา เราท้อ เราเหนื่อย เราเจ็บ เราสูญเสีย

แถมยังทำตัวเหมือนเพื่อนหอกๆที่มาหลอกรับประทาน
มาชวนเราเฮๆๆ ให้เราหลงๆเพลินๆ ประมาทกับชีวิต
แล้วก็หนีไปทิ้งเราให้จ่ายตังค์

ผมเห็นเราเป็นแบบนั้นอยู่หลายปีก็สงสาร
เลยตัดสินใจแนะนำให้เรารู้จักกับเพื่อนสนิทคนที่สามไว้

เพื่อนใหม่ที่ผมแนะนำให้เรารู้จัก เขาชื่อคุณ "สติ" ครับ
เพราะผมเล็งเห็นแล้วว่า สติเป็นเพื่อนที่จะช่วยคอยปรามทั้งสุขและทุกข์
ไม่ให้กำเริบเสิบสาน ไม่กระทำการใดๆที่ทำร้ายเราได้มากนัก

การมี"สติ"อยู่เคียงข้างมีคุณกับเราอย่างที่ผมเองก็นึกไม่ถึง
เพราะไม่เคยนึกว่า สติจะช่วยเปลี่ยนสถานะของทุกข์
จากเพื่อนที่น่ารังเกียจ เป็นครูที่สอนสิ่งดีๆให้เราได้มากมาย

บ่อยครั้งที่ทุกข์มาเจอเราตอนที่สติอยู่ด้วย ทุกข์ก็จะสอนเราว่า
อย่าประมาท อย่าคิดว่า หล่อ สวย รวย เก่ง ดี แล้วแม่สุขจะอยู่กับเรา
คงที่ตลอด 24 ชม. เหมือน 7-Eleven ไม่ใช่นะ

ต้องไม่ลืมว่า 7-Eleven แถวประตูน้ำ เจอระเบิด เจอลูกปืน ก็ปิดได้เหมือนกัน :P

หลังจากเราคบคุณ "สติ" ไปนานจนซี้กัน
คุณสติก็พาเพื่อนดีๆอีกหลายคนมาให้เรารู้จัก
เช่นคุณ "จิต” คุณ “สมาธิ” และคุณ "ปัญญา" (ไม่ใช่คนที่ทำเกมโชว์นะ)

วันไหนที่คุณจิตมาพร้อมกับคุณสมาธิโดยการชักนำของคุณสติ
วันนั้นผมจะได้ยินเราเรียกคุณจิตในชื่อใหม่ว่า "จิตตั้งมั่น"

จากเดิมที่เรารู้จักแค่คุณสุข คุณทุกข์ พอมารู้จักคุณสติ คุณจิตตั้งมั่น
คุณสมาธิ คุณปัญญา เราก็พบว่าชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

เพราะเมื่อก่อนอะไรๆก็ต้องยอมให้คุณทุกข์มันสับโขกขูดรีด
ยอมให้คุณสุข มันหลอกให้เราหลงเพลินๆแล้วก็พาคุณทุกข์มาปู้ยี่ปู้ยำเรา

แต่พอมีเพื่อนชื่อคุณสติ เราก็มีคนคอยเตือน คอยปกป้อง ประคับประคอง
คอยช่วยให้เราพ้นจากการกดขี่ของคุณทุกข์ไปทีละนิดๆ
คุณสุขเองก็เริ่มเห็นคุณค่าของเรา

จากทีเราเคยต้องวิ่งตามจีบคุณสุข พอเรามีคุณสติอยู่ข้างๆ
คุณสุขก็เริ่มกลัวเราทิ้ง กลับต้องคอยตามมาซบเรา
เราเองกลับจะรู้สึกว่า คุณสุขก็เป็นเพื่อนธรรมดาๆที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไร
เป็นของชั่วคราว ไม่มีอะไรให้ต้องยึดถือให้หนัก

เรื่องเพื่อนสนิทของผมที่อยากเล่าให้ฟัง ก็มีเท่านี้แหละครับ
หวังว่าคุณคงพอเข้าใจว่าผมอยากบอกอะไร

ตั้งต้นชีวิตใหม่ทุกวันพร้อมคุณ"สติ"นะ
ถึงจะยังไม่ถึงขั้นที่ได้เจอคุณ"จิตตั้งมั่น" "สมาธิ" หรือ "ปัญญา" ก็เถอะ

สุขสันต์วันที่เรายังมีเพื่อนชื่อทุกข์ สุข และ “สติ” นะครับ





 

Create Date : 04 กันยายน 2553    
Last Update : 4 กันยายน 2553 12:13:21 น.
Counter : 848 Pageviews.  

เพื่อนแท้ของผมและ "เรา" (ตอนที่ ๑)


(ขอบคุณคุณ SevenDaffodils ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบครับ)


สุภาษิตจีนเขาบอกว่า..
มีเพื่อนร้อยคนยังน้อยไป มีศัตรูหนึ่งคนก็มากไปแล้ว
เพื่อนจึงมีความหมายมากสำหรับใครหลายคน

วันนี้..ผมมีเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนๆของผมจะมาเล่าให้ฟังครับ

ผมสนิทกับ “เรา” มาตั้งแต่จำความได้
ไม่ว่าผมจะไปไหน “เรา” จะอยู่เคียงข้างผมเสมอ ทั้งในยามสุข ทุกข์
กินอิ่ม นอนหลับ กระสับกระส่าย ปวดกระษัย ไตพิการ อาหารไม่ย่อย น้อยใจ

แม้ว่า“เรา” จะคอยอยู่เคียงข้างผมตลอดเวลา
แต่ “เรา” เองก็ยังอุตส่าห์มีคนคอยมาตามตื๊อตามจีบมานานตั้งแต่จำความได้

อาจจะพร้อมๆกับที่ผมรู้จัก “เรา” นั่นแหละ
เป็นลูกใคร บ้านอยู่ไหน ผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่าชื่อคุณ “ทุกข์” ครับ

“เรา” เล่าให้ผมฟังว่า ตอนแรกๆไม่ชอบทุกข์เลย
เพราะทุกข์หน้าตาอัปลักษณ์ ดูไม่สวยงามเพลิดเพลินเจริญใจ
แถมเวลาทุกข์ปรากฏตัว จะสร้างความอึดอัดขัดข้องให้เราเสมอ

เราเลยพยายามหนีทุกข์มาตลอด แต่ทุกข์จะตามเราเหมือนเงาตามตัว
ที่ไหนมี "เรา" ที่นั่นก็มีทุกข์ ทุกข์บอกว่าขอแค่เป็นเพื่อนก็พอใจแล้ว

ผมแนะนำเราไปว่า อย่าพยายามปฏิเสธหรือรังเกียจทุกข์เลยนะ
เพราะยังไงๆ ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์เราก็ต้องอยู่กับมันไปอีกนาน

พระพุทธเจ้ายังเคยบอกว่า หน้าที่ที่พึงทำต่อทุกข์
ไม่ใช่การจงเกลียดจงชังมัน
แต่ให้เรียนรู้ศึกษามันให้กระจ่างแจ้ง

เสมือนมนุษย์พึงทำความรู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่เกาะเราหนึบ ไปไหนไปกัน
ตั้งแต่เกิดจนวันสุดท้าย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ

ผมบอกเราไปว่า เท่าที่ผมสังเกต..
ทุกข์เป็นเพื่อนแท้ที่ไม่เคยแบ่งแยกเพศ ชนชั้น วรรณะ การศึกษา
มันไม่เคยทิ้งเราทั้งในยามหลับหรือตื่น กลางคืนหรือกลางวัน
จัดเป็นเพื่อนที่เสมอต้นเสมอปลายมากคนหนึ่ง

แต่โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบใช่ไหมครับ
เรา.. เล่าให้ผมฟังว่า "ทุกข์" เป็นเพื่อนที่มีนิสัยประหลาด
เวลาเราเบื่อมัน มันจะยิ่งยุ่งกะเรา เวลาเราเข้าใจมัน มันกลับหายหน้า
นับว่าเอาแต่ใจและกวนโอ๊ยอย่างยิ่ง

นิสัยเสียที่แก้ไม่หายของทุกข์คือ มันไม่เคยถามว่าเราพร้อมจะเจอมันไหม
อยากเจอมันหรือเปล่า มันนึกจะมา มันก็มา นึกจะไปมันก็ไป

และเท่าที่ผมทราบ
ทุกข์มีนิสัยเจ้าชู้มากชนิดขุนแผนบวกคาสซาโนว่ายังต้องชิดซ้าย

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา คนทุกคนในโลกเสร็จทุกข์มาหมดแล้ว ทั้งหญิงชาย
ไม่เว้นลูกเล็กเด็กแดงคนหนุ่มเหน้าสาวแก่

เรียกว่า เว้นแต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ นอกนั้นแกกวาดดะเรียบวุธ
ไม่เว้นว่าเป็นคน สัตว์ หมู หมา นางฟ้า เทวดา กาไก่

เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเสาไฟฟ้ามีจิต คุณทุกข์ก็คงไม่ปล่อยให้ลอยนวล... ขนาดน้าน

ส่วนไอ้ “เรา” ของผมนี่ นอกจากไม่เหลียวแลทุกข์แล้ว
มันดันไปหลงชอบสาวสวยอยู่คนนึง ชื่อว่าน้อง "สุข" ครับ

แน่ล่ะครับ ในเรื่องความสัมพันธ์ ถ้ามันมีบุคคลที่สาม เรื่องมันต้องยืดเยื้อแน่
ดังนั้น เรื่องยังไม่จบเท่านี้ ไว้จะมาเล่าให้ฟังต่อตอนหน้านะครับ ^^

อยากอ่าน รู้ว่าอยากนะ ^^




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2553    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 14:56:58 น.
Counter : 1102 Pageviews.  

โชคดี ในความมีโชคร้าย



สวัสดีค่ะ พี่ Eddy ^^

"ดีใจที่บังเอิญได้เจอ blog ของพี่ ในยามที่รู้สึกว่าทุกข์มากๆ
แล้วได้เรียนรู้เรื่องการภาวนาค่ะ

รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจิตหวั่นไหวง่ายมาก ไม่อยากจะคิดในบางสิ่ง ยิ่งพยายามไม่คิด ก็ยิ่งคิดสุดๆไปเลย

เหมือนมีกรรมเก่าเยอะ เพราะจิตใจไม่เหมือนคนอื่น จะชอบรู้สึกผิดเยอะมาก ในเรื่องที่คนอื่นไม่เป็น อย่างเช่น ถ้าเสียเวลาไปกับการทำอะไรบางอย่าง ก็จามานั่งคิดกลับไปกลับมาทั้งวัน

รู้สึกว่าเป็นคนย้ำคิดย้ำทำค่ะ แต่ไม่ได้คิดว่า เป็นอาการทางการแพทย์นะคะ เพราะหนูก็พอจะมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง คือรู้สึกว่า ถ้าดูแลจิตตัวเองดีๆ คงพอจะเอาชนะได้

ทุกวันนี้ทุกข์มากเลยค่ะ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตมาก ตั้งแต่จบก้อมาเรียนต่อที่ต่างประเทศ มาอยู่ได้ปีกว่าๆแล้ว ไม่รู้ว่าทุกข์อะไรนักหนาค่ะ

เพราะเรื่องจิตคิดวนไปวนมา เสียเวลา ย้ำคิดย้ำทำ ทั้งๆที่ไม่อยากจะเป็น แต่มันแวบมาเรื่อยๆจนแพ้ไปเอง อ่าน journals ก็ทำไม่ได้ค่ะ

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ depressed ไปหลายรอบมากค่ะ ช่วงศุกร์ถึงอาทิตย์ที่ผ่านมา นอนเยอะมาก คือไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร นอกจากคิดวนไปวนมา ร้องไห้ ว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ด้วย พอนอนเยอะ ก็เสียเวลาขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้จนอยากจะตัดขาดจริงๆค่ะ

อาจจะเป็นเพราะว่าหนูเป็นคนไม่ดีจริงๆก็ได้ค่ะ ขอสารภาพตรงๆว่า เป็นคนที่ไม่ชอบเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าคิดแบบนี้ริษยา แต่ทำไมชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่รู้

เวลามีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาทีไร เศร้าใจทุกทีเลยค่ะ รู้สึกว่านี่เราบาปอีกแล้วหรอ

ขอโทษที่หนูรบกวนด้วยนะคะ ทุกวันนี้ทุกข์มากๆ จนคิดว่าถ้าใจยังเป็นแบบนี้ จะเรียนได้อย่างไร ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาไร้ค่าเหลือเกินค่ะ

ขอบคุณพี่ Eddy มากๆค่ะ"


จุดอ่อนคุณมีเรื่องเดียว คือ "ความคิด" ครับ

มองในแง่นึง คุณก็โชคดีในความโชคร้าย
เพราะถ้าพี่บอกคุณว่า จิตคนเรา มันเป็นตัวของมันเอง
มันไม่ใช่ตัวใช่ตนของเราอะไรจริงๆจังๆ คุณอาจจะพอเชื่อได้ไม่ยาก
เพราะคุณเห็นแล้วว่า คุณไม่เคยสั่งอะไรมันได้เลย

จะให้มันทำแบบที่เราชอบ มันก็ไม่ฟัง
จะห้ามไม่ให้มันทำสิ่งที่เราไม่ชอบ มันก็ไม่เชื่อ

อันนี้เป็นธรรมที่มีคุณมาก ถ้ามองเห็นด้วยสตินะ ชื่อว่า "อนัตตา"
รู้แจ้งอนัตตานี่ บรรลุธรรมได้เลยนา อย่าล้อเล่นไป

พระพุทธเจ้าบอกว่า หน้าที่ต่อทุกข์ คือให้รู้ รู้ไว้อย่างเดียว
หน้าที่ต่อเหตุแห่งทุกข์ คือความอยากทั้งหลาย คือให้ละเสีย

สำนวนเขาพูดว่า ทุกข์ ให้รู้ สมุทัย ให้ละ

คำว่าทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงว่า กาย กับ ใจ นี่แหละ คือตัวทุกข์

ฉะนั้น อย่าพยายามไปบังคับจิตให้ดี ให้เสียเวลา
แต่ให้ "รู้ทัน" จิตที่ไม่ดีทั้งหลาย เพื่อจะได้เห็นความจริงของมัน

ฝึกมีสติ รู้ทันความคิดตัวเอง ด้วยใจที่เป็นกลาง
ใจที่เป็นกลาง เป็นกุญแจสำคัญนะ

คุณไปสวดมนต์นะครับ หลับตา นึกถึงพระพุทธเจ้าว่าท่านยืนอยู่ต่อหน้าเรา
แล้วกราบท่าน ด้วยใจอ่อนน้อม กราบแล้วรู้สึกตัว
เห็นร่างกายมันก้มกราบ มันเงยขึ้น รู้สึกไว้

แล้วก็สวดมนต์ บทง่ายๆ ที่คุณรู้จัก
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อิติปิโส ภะคะวา อะไรก็ได้ ไม่สำคัญ

สำคัญที่จิตใจ ให้น้อมมาอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่กับคุณงามความดี

แล้วระหว่างที่สวด ให้คอยสังเกตใจที่ไหลออกจากบทสวด
ไหลไปอยู่ที่อื่น คิดเรื่องอื่น สงสัยเรื่องอื่น คิดถึงคนอื่น
คิดถึงเรื่องในอดีต คิดเรื่องอนาคต คิดเรื่องบทสวดในปัจจุบัน

ให้คอยรู้ทันว่า ใจมันคิดนะครับ คุณจะเห็นความคิดมันวิ่งไปวิ่งมา
หรือค่อยๆโผล่มาคุยกะเราในหัว ตามนิสัยเดิมของมัน ไม่เป็นไร
ไม่ห้าม ไม่เกลียดมัน แค่รู้ทันว่า ใจคิด

คิดดี คิดไม่ดี เราไม่สนใจ ไม่ให้คะแนนเรื่องที่คิด
เรานับคะแนนที่การรู้ทันความคิดตัวเอง ทีละหนึ่งๆๆๆๆๆ

ที่ไม่สนใจว่าจะคิดดี คิดไม่ดี เพราะมันก็เป็นแค่ความคิด
มันแสดงความไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่ใช่ตัวตนที่แท้ เท่าๆกัน

นับหนึ่งไว้อย่างเดียว ไม่ต้องไปอยากให้มันเลิกคิด
แต่ถ้าคุณรู้ทันความคิด คุณจะเห็นเอง
ว่าความคิด มันทำให้เราทุกข์ไม่ได้ ถ้าเรามีสติ รู้ทันมัน

ทำอย่างนี้บ่อยๆ สวดมนต์แล้วรู้ใจ อย่างน้อยวันละสองรอบ
เช้าเย็น ครั้งละสักสิบนาที สิบห้านาที
ถ้าว่างๆแต่อยู่ข้างนอกบ้าน ก็ไม่ต้องกราบ
เช่นนั่งรถเมล์ ก็นึกถึงบทสวด แล้วคอยรู้ทันใจที่คิดอีก

เดินไปไหน ก็รู้สึกตัว รู้การเคลื่อนไหวของกาย
เหมือนดูหุ่นยนต์มันเคลื่อนไป แล้วใจมันคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็รู้ทัน

ช่วงแรกๆ มันจะเผลอไหลไปนาน กว่าจะรู้ตัวว่าคิดไป ก็ช่างมัน
รู้แล้วก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ ทำแบบนี้นะครับ

ใช้ชีวิตปกติ แต่อยู่กับชีวิตธรรมดา ด้วยสติ ความรู้สึกตัว
อิจฉา ก็รู้ใจที่อิจฉา รู้ทัน ไม่ห้าม เหมือนเราดูนางร้ายในละคร

อย่าลืมว่า จิตมันไม่ใช่เรานะครับ
การที่เราดูมัน เหมือนดูคนอื่นทำโน่น ทำนี่ ก็ยุติธรรมดีแล้ว

แล้วก็ไม่ต้องเครียดครับ ทำแบบที่พี่ว่า เจ็ดวัน คุณจะพบความเปลี่ยนแปลง

แล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ ว่าทำแล้วเป็นไงมั่ง

สุขสันต์วันที่จิตยังคิดอยู่ครับ




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2553 22:08:25 น.
Counter : 1243 Pageviews.  

Inception ความอัศจรรย์ของจิต




“A single idea from the human mind can build cities.
An idea can transform the world and rewrite all the rules.”

“ความคิดอันดียวของมนุษย์สามารถสร้างเมืองได้
ความคิดอันเดียวเปลี่ยนโลกทั้งใบและเขียนทุกกฏขึ้นได้ใหม่”

ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ศาสตร์หรือความคิดต่างๆที่ว่าด้วยตัวตน
เป็นเรื่องที่ฝรั่งเขาตื่นตัวและสนใจมากนะครับ

บางท่านอาจมีคำถามว่า เรื่องตัวตนของมนุษย์มันเป็นเรื่องไกลตัว
เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยว ไม่ค่อยจำเป็นอะไรกับเราหรือเปล่า?

มีใครบางคนเพิ่งพูดกับผมว่า
“คนเรา มีแฟนไประยะหนึ่งแล้วพบว่าแฟนเปลี่ยนไป อาจไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยน
แต่อาจเพราะเขาไม่ได้เป็นแบบที่ตัวตนของตัวเองเป็นตั้งแต่แรกต่างหาก”

ตกลงเรื่องตัวตน ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวมนุษย์เราหรอกนะครับ

ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ
Inception ผลงานการกำกับของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่องนี้
กลายเป็นหนังชั้นดีที่หลายคนบ่นว่าดูแล้วเข้าใจยากพอๆกับ The Matrix

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่เรียนเรื่องจิตตามคำสอนเรื่องจิตสิกขาของพระพุทธเจ้ามาแตกฉานระยะหนึ่ง
จะสามารถดูหนังสองเรื่องที่ว่าได้อย่างเข้าใจไม่ยากเท่าไหร่

ในทางพุทธ มีคำพูดว่า “จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ”
แปลว่าในชีวิตของคนเรา ไม่มีอะไรที่สำคัญยิ่งไปกว่าจิต

หรืออาจพูดให้ถูกกว่านั้นว่า “จิต” คือทุกสิ่งทุกอย่าง ของชีวิต
เพราะไม่มีใครเป็นอะไรมากไปกว่าที่เราคิด
และเพราะความคิดคือตัวกำหนดความเป็น “เรา”

Inception เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง
ที่รับงาน “ฝังความคิดความเชื่อ” ลงในจิตใจของคน
เพราะด้วยความเชื่อว่า “ความคิด”
สามารถเปลี่ยนการกระทำ และตัวตนของคนๆหนึ่งได้

อันนี้เป็นหลักเดียวกับที่หนังสือ The Secret เอามาเขียนและขายดิบขายดี

พระพุทธเจ้าท่านเน้นนักเน้นหนา ให้ชาวพุทธเรียนรู้ศึกษาเรื่องราวว่าด้วย “จิต”
ไม่ใช่เพราะท่านสนใจเรื่องการสร้างตัวตนที่ดีที่สุดแบบที่ฝรั่งสนใจหรอกนะครับ

แต่เพราะท่านต้องการให้เห็นแจ้งว่า “ตัวตน” ที่แท้นั้นไม่มี
มีเพียงแค่ “ความคิด” ผิดๆเท่านั้นว่ามีตัวมีตน

ที่น่าอัศจรรย์และน่าขำก็คือ จิต มันปรุงความคิดว่าด้วยตัวตนขึ้นมา
แล้วมันเองก็ยึดเอาตัวตนนั้นมาเป็นภาระ เป็นนาย เป็นทุกข์ของมันเองอีกที

สำหรับ Inception อีกอย่างที่ผมชอบมากอย่างหนึ่ง
คือการเล่นกับเรื่องความต่าง ระหว่างความฝันกับความจริง
แบบเดียวกับที่ The Matrix เคยตั้งคำถามมาแล้วว่า
“ถ้าเราอยู่ในฝันที่ไม่มีวันตื่น เราจะรู้ได้ยังไงว่า เรากำลังฝันหรือกำลังตื่น”

แต่คริสโตเฟอร์ โนแลน เฉลยคำถามนั้น โดยบอกว่า
“Dreams feel real while we're in them.
It's only when we wake up that we realize something was actually strange.”
“ความฝันมักดูเป็นจริงในยามที่เราฝันอยู่ จนเมื่อตื่นขึ้นมานั่นแหละถึงรู้ว่า มันมีอะไรแปลกๆ”

ครูบาอาจารย์ผม ท่านเคยบอกว่า
“ความฝันคือความคิดยามหลับ ส่วนความคิด คือความฝันยามตื่น”
แปลว่าโดยปกติ จิตคนเราอยู่ในภาวะ "ฝัน" กันทุกคน ทั้งที่ร่างกายตื่น

คำถามจึงอยู่ที่ว่า.. แล้วทำอย่างไร มนุษย์ถึงจะตื่นขึ้นจากฝันได้?

คำตอบนั้นพระพุทธเจ้าท่านให้ไว้ว่า “เจริญสติ” หรือ “วิปัสสนา” นั่นแหละครับ

สุขสันต์วันที่คนส่วนมากยังไม่รู้ว่าตื่นหรือฝันก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2553 15:40:09 น.
Counter : 887 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 210 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.