Group Blog
 
All blogs
 

ถาม-ตอบ: อยากเริ่มปฏิบัติธรรม ทำยังไง



(ขอบพระคุณคุณแป๋ว SevenDaffodils สำหรับภาพประกอบงามๆครับ)

"อยากเริ่มฝึกปฏิบัติค่ะแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนยังไง

เป็นคนคิดมากอยากปล่อยวางเรื่องเครียดๆในชีวิตแต่ทำได้ยากมากคิดอยู่ในหัวตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ควรจะฝึกวิธีไหนดีคะ รบกวนนิดนะคะ ขอบคุณค่ะ ^_^ "


เริ่มต้นด้วยการตั้งใจจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันทีละขณะๆครับ

วางเรื่องอดีตที่เกิดไปแล้วลง และอย่ามัวเฝ้าพะวงเรื่องอนาคต
ถ้ารู้สึกว่าห้ามความคิดไม่ได้ มันคิดอยู่เรื่อยๆ

นั่นแหละครับจุดเริ่มต้น อย่าไปนึกภาพว่าการเจริญสติมันยุ่งยากอะไรนัก

หลวงพ่อเทียนท่านสอนว่า ถ้ารู้ว่าจิตคิด จะได้ต้นทางของการปฏิบัติ
ฉะนั้น แค่คอยมีสติตามรู้ทันใจที่คิด แว้บ แว้บ แว้บ
ก็ชื่อว่าเข้าสู่ต้นทางของการปฏิบัติธรรมแล้ว

ความจริงคนเราทุกข์ก็เพราะความคิด ไม่มีใครทุกข์มากเกินกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่คิดปรุงแต่ง ยังไงก็ไม่ทุกข์

ครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านจึงสอนให้หัด"รู้ทัน"ใจที่ขยับไปคิด
ไม่ใช่ฝึกฝืนใจไม่ให้คิดนะครับ ไม่ได้ห้ามความคิด แต่ก็ไม่สนใจด้วยว่าคิดเรื่องอะไร

คนที่ภาวนาเก่งไม่ใช่ไม่มีความรู้สึก ไม่เสียใจ ไม่คิด ไม่ทุกข์
แต่ทุกข์แล้วมีสติ คิดฟุ้งไปแล้วได้สติ เสียใจก็มีสติ จิตปรุงความรู้สึกอะไร ก็คอยรู้ทัน
มีสติรู้ทันจิตใจตัวเองบ่อยๆ จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา

จิตที่มีปัญญา จะเห็นเองว่าทุกอย่างในโลกมันชั่วคราวทั้งนั้นแหละ
กระทั่งความรู้สึกต่างๆในจิตใจเรา ก็ชั่วคราว

สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีใจก็ชั่วคราว เสียใจก็ชั่วคราว
เมตตาก็ชั่วคราว โกรธก็ชั่วคราว สงบก็ชั่วคราว ฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว

เราปฏิบัติภาวนาเพื่อให้สติมันเจริญ จึงเรียกว่า "เจริญสติ"
พอสติเจริญ ก็จะค่อยๆเกิดความตั้งมั่นของจิตทีละขณะๆ เป็นขณิกสมาธิ

จิตซึ่งตั้งมั่นจากการมีสติความรู้สึกตัวทีละแว้บนี่แหละ จะทำให้เห็นความจริง
ว่าสิ่งทั้งหลายมันเป็นของชั่วคราว มันมีความบีบคั้นให้คงที่ไม่ได้ และบังคับก็ไม่ได้จริง

การได้เห็นความจริงบ่อยๆ ก็คือตัวปัญญาครับ เป็นปัญญาจากการภาวนา
ไม่ใช่จากการฟังพูดอ่านเขียน คือถ้าไม่เจริญสติก็ไม่มีปัญญาตัวนี้

จิตที่มีปัญญามากๆ ทุกข์จะเริ่มห่างออกไปจากใจ
ที่เคยเกาะแน่นก็จะคลายลง ที่เคยเกาะนานๆ ก็เกาะได้แป๊บเดียว

เวลาทุกข์โถมเข้ามาเจอจิตใจที่ตั้งมั่นด้วย สติ สมาธิ และปัญญา
ก็เหมือนยางเหนียวเจอสารลื่นๆ ก็เกาะผนังไม่ติด

เราจึงไม่ได้ภาวนาเพื่อปฏิเสธทุกข์ วิ่งหนีทุกข์
หรือหาทางเปลี่ยนยางเหนียวที่มีพิษ ให้ปลอดพิษ

มันง่ายกว่านั้นอีก คือสร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจเราเอง
เพื่อยางเหนียวพิษจะได้เกาะกุมใจเราไม่ได้

ครูบาอาจารย์ท่านย่อหลักการปฏิบัติธรรมไว้ย่อๆว่า
"ให้รู้กาย รู้ใจ ลงปัจจุบัน ตามที่มันเป็นจริง ด้วยจิตตั้งมั่น และเป็นกลาง"

มีคนถามบ่อยๆว่า จะปฏิบัติธรรมที่ไหน
ครูบาอาจารย์ท่านตอบว่า ที่ไหนมีกาย ใจ ก็ให้ปฏิบัติที่นั่นแหละ

อยู่บ้าน อยู่บนรถ อยู่ริมถนน หลบ M79 หลบสไนเปอร์ ก็เจริญสติได้

ถามว่ามีตัวช่วยทำให้ได้ผลดีขึ้นไวขึ้นไหม ตอบว่ามีครับ
สองตัวแรกคือ ทานและศีล มันจะเกื้อกูลให้คุณภาวนาง่าย

ทานจะช่วยลดมานะอัตตา ศีลช่วยให้จิตตั้งมั่นง่าย
เพราะคนมีศีล ก็คือคนมีปกติในการรู้สึกตัวมีสตินั่นแหละ
และเมื่อมีศีลเป็นปกติ ก็ช่วยให้จิตสงบง่าย ไม่มีอะไรต้องกังวล
เพราะคนที่ไม่ค่อยเบียดเบียนใคร ก็มักไม่ค่อยสร้างศัตรู

อีกตัวคือการทำสมถะ เพื่อเพิ่มกำลังของจิตใจ ในการตามรู้ตามดู
เช่นสวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
ต้องเน้นว่า ถ้าทำเป็นนะ ทำไม่เป็นอาจจะเหนื่อยฟรี

หลักของการทำสมถะทุกอย่าง เริ่มจาก ต้องทำด้วยความสบาย
อย่าเพ่งอย่าเคร่งเครียด อย่าบังคับว่ามันต้องสงบสิๆๆๆ

รู้ลม ก็รู้สบายๆ พุทโธ ก็บริกรรมสบายๆ รู้ท้องพองยุบ ก็รู้สบายๆ
สวดมนต์ ก็สวดด้วยใจสบายๆ สวดแล้วใจมันแอบหนีไปคิดโน่นนั่นนี่ ก็รู้ทัน

เดินจงกรม รู้ร่างกายเคลื่อนไหว ก็รู้ด้วยใจสบายๆ
เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนดูอยู่ต่างหาก อย่าดูว่า เรากำลังเดินนะ.. สอบตก

เคล็ดลับคือไม่ว่าจะทำกรรมฐานอะไร ถ้าใจไม่สบาย มันจะไม่สงบ
เพราะธรรมชาติจิตมันจะอึดอัดเวลาที่โดนบังคับ

ครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านจึงสอนว่า
"สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด"

แต่สมถะก็ต้องทำนะครับ เพราะเป็นตัวช่วยให้เราภาวนาง่าย

สำหรับมือใหม่ เรียนแค่นี้ก็เยอะแล้ว ลองไปทำดูก่อนนะครับ

อนุโมทนาครับ

ปล. รายละเอียดมากกว่านี้ แนะนำให้ไปอ่านหนังสือ "แด่เธอผู้มาใหม่"
ของหลวงพ่อปราโมทย์ฯ ครับ ท่านเขียนไว้เข้าใจง่ายมากๆ

ค้นหาชื่อหนังสือจากกูเกิ้ลได้เลยครับ




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2553 12:17:23 น.
Counter : 1034 Pageviews.  

เรื่องสิวๆ


(ภาพประกอบจากฝีมือและความเมตตาของ SevenDaffodils ครับ)

คุณaston คะ

ดิฉันเป็นหมอผิวหนัง ออกมาทำคลินิกเองได้สักพัก เป็นคลินิกเล็กๆอยู่ต่างจังหวัด มีความสุขตามสมควร และภาวนาตามแนวหลวงพ่อปราโมทย์ไปเรื่อยๆ

ปัญหาคือ คลินิกผิวหนังสวยงามเดี๋ยวนี้กลายเป็นการทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว ไม่ต้องใช้หมอเฉพาะทาง แค่ลงทุนแต่งร้านสวยๆ จ้างเด็กมาคอยต้อนขายของคนไข้ อัดโฆษณาให้จำชื่อคลินิกกันได้ คนส่วนใหญ่ก็มักเข้าใจว่า มีมากสาขายิ่งดี ยิ่งเก่ง

บางทีรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวเล็กๆที่พยายามว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ในสังสารวัฏ ท่ามกลางปลาฉลาม

รู้สึกเบื่อกับการต้องอยู่ในกระแสของธุรกิจที่เต็มไปด้วยความโลภ คุณAston มีข้อแนะนำอะไรดีๆบ้างไหมคะ ว่าเราจะอยู่ในกระแสแบบนี้ยังไงดี นอกจากการดูจิตดูใจของเรา

ขอบคุณมากค่ะ


ถ้าผมจะบอกว่า ในบรรดาปัญหาผิวหนัง เรื่องสิวเป็นปัญหาพื้นๆที่สุด
จะไปหาหมอเพื่อรักษาก็ไม่ผิด แต่ถ้าหากไม่คิดรักษา ก็ไม่ตาย
พูดแบบนี้ในฐานที่หมอรักษาผิวหนัง หมอคงพอเข้าใจ

ถามว่า ทำไมคนต้องไปหาหมอเวลาเป็นสิว
ตอบซื่อๆว่า เพราะเขาไม่พอใจที่เขาเป็นสิว ด้วยเหตุสารพัดสารพัน

ฉะนั้น จริงๆสิวไม่ใช่ตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่ใจนะ ว่าพอหรือไม่พอ
เพราะถ้าพอใจ จะมีสิวกี่เม็ดก็ไม่ทุกข์ ถ้าไม่พอใจ มีเม็ดเดียวก็ทุกข์ได้

ปัญหาของหมอ ก็คล้ายๆปัญหาสิวนะ
หมอน่าจะถามตัวเองว่า จุดที่เราพอใจอยู่ตรงไหน
มากกว่าไปตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคนอื่นๆเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้

ไม่งั้น ก็จะคล้ายๆเด็กมารักษาสิว เพียงเพราะเพื่อนๆเขาไม่มีสิวกัน

ถ้าหมอพอใจที่จะมีคลีนิคเล็กๆของหมอเพียงแห่งเดียว
ก็ไม่ต้องไปสนใจว่า คนอื่นเขาจะทำธุรกิจของเขาอย่างไร คิดไปทุกข์ใจเปล่า

ต้องบอกก่อนว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามขยัน ห้ามเก่ง ห้ามรวยนะ
แต่ท่านให้มีศีล 5 จะได้ไม่มุ่งหมายทำร้ายผู้ใด ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
ไม่คดโกง ไม่โกหกหลอกลวง

ไม่ได้แปลว่าจะแข่งขันไม่ได้ แต่ก็ให้รู้นะว่าอันนี้มันสนองประโยชน์ทางโลก
มันมีขึ้นมีลง ไม่แน่ไม่นอน ตั้งใจทำกิน ทุ่มเทได้ แต่อย่ายึดมั่นถือมั่น

ความสุขของคนเรา มันจะมาพร้อมๆกับคำว่า "พอใจ"
ไม่ใช่เพราะว่าได้มากหรือน้อย ไม่ได้เกี่ยวว่าจะมีกี่สาขา

ทุกวันนี้ ก็มีธุรกิจหลายอย่างที่เขาเน้นแนวคิดเรื่อง "น้อยแต่มาก"
เคยได้ยินไหมครับ

อย่างโรงแรมสมัยใหม่พวกบูติคโฮเต็ล ก็ไม่เน้นจำนวนห้องพักที่มากมาย
แต่เน้นการตกแต่งที่เก๋ไก๋ เน้นบริการที่อบอุ่น ดูสบายๆ เป็นกันเอง
คนมาพัก ก็จะได้อารมณ์ความรู้สึกอีกแบบ ที่ไม่เหมือนไปโรงแรมใหญ่ๆ

ฉะนั้นหมอไม่มีสาขา คนไข้น้อยหน่อยเพราะมีสาขาเดียว
ถ้าพอมีทุนทรัพย์นะ ก็ลงทุนแต่งให้สวย อบอุ่น มีสไตล์ แต่น่าเชื่อถือ
ผมเห็นพวกคลินิคผิวหนัง ชอบตกแต่งเหมือนๆกันหมด น่าเบื่อจะตาย

พอมีดีแล้วก็ต้องบอกลูกค้าบ้าง ลองลงทุนทำแผ่นพับสวยๆหน่อย
บอกเลยว่าเราเน้นคุณภาพการรักษาโดยหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ไม่เน้นการยัดเยียดขายแพ็กเกจ เรารักษาดี ราคาสมเหตุผล

หลักการตลาด มันต้องรู้จักวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของเราก่อน
แล้วค่อยเอาไปเทียบกับคู่แข่ง

อย่างคลีนิคพวกสาขาเยอะๆ ข้อเสียคือมันดูธุรกิจมาก เหมือนๆกันไปหมด
บางทีดูน่ากลัวว่าจะหมดตัวก่อนจะหมดสิวฝ้า

หรือความเป็นกันเอง ความรู้สึก การให้เวลากับคนไข้ การจำคนไข้ได้
ถ้าคนเยอะๆ มานั่งรอ มันก็จะต้องรีบๆ มันขาด connection

หรือความเป็นแพทย์เฉพาะทาง หรือกระทั่งความที่เราเป็นเจ้าของ มานั่งรักษาเอง
อะไรก็ตามเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้เราได้
ผมว่าหมอจะได้เปรียบ ที่คนไข้มาวันไหน ก็เจอหมอนี่แหละ

ที่เหลือผมเชื่อว่า มันก็จะมีการบอกต่อ ปากต่อปากไปเอง
ถ้าอยากแข่งขัน ก็อย่ามองข้ามเรื่องประชาสัมพันธ์นะครับ

ทำไปแล้วก็ภาวนาไป วันนี้เห็นคนไข้มารอเยอะ ดีใจรู้ว่าดีใจ
อีกวัน คนไข้หายหมด ใจหาย รู้ว่าใจหาย แต่หายใจไว้
เดินผ่านคลีนิคอื่น ลูกค้าเขาเยอะกว่า อิจฉา รู้ว่าใจมันอิจฉา

เราภาวนาดูจิตดูใจเราไปแบบนี้แหละครับ

โลกนี้มีวิธีเดินไปสู่ความสำเร็จมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ
เพียงแต่เราต้องหาวิธีของเราเองให้เจอ

โชคดีนะครับหมอ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2553 13:26:46 น.
Counter : 799 Pageviews.  

อันเนื่องมาจาก "เรารักกันมาก"


(ภาพประกอบเอื้อเฟื้อโดยคุณแป๋ว SevenDaffodils ครับ)

พี่แอสตัน

แฟนที่คบกันมา 8 ปี โทรมาบอกว่าทำผู้หญิงท้อง เรารักกันมากและน้องไม่เคยระแวงเรื่องนี้มาก่อนเลย

ทางผู้ใหญ่บ้านน้องไม่ยินยอม ให้จดทะเบียนสมรสไว้ก่อน และเราเองก็ทำใจไม่ได้ในตอนนั้น เราเชื่อว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจ และจะกลับมา

แต่เราก็ดูและเข้าใจว่าไม่เหมือนเดิม เค้าบอกความจริงว่า เค้าอยู่กันมานานเป็นปีและผูกพันกัน เค้าให้น้องยอมรับเราก็อยู่ส่วนเรา เค้าก็อยู่ส่วนเค้า

เราเจ็บปวดกับเรื่องนี้มากร้องไห้อย่างหนักและคิดฆ่าตัวตายด้วย แต่ได้ครอบครัวและเพื่อน รวมทั้งBlogพี่เป็นกำลังใจ

จนมาวันนี้เราเริ่มทำใจยอมรับมัน ติดที่ว่าครอบครัวต้องการเรียกเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็บอกว่าจะหาให้ แต่เค้าก็โทรมาอ้อนวอนถึงความลำบากเมื่อให้เงินเราแล้ว

อยากถามพี่แอสตันว่า
1. การที่เราเรียกร้องค่าเสียหาย ที่เราเสียชื่อเสียงเป็นบาปไหมคะ

2. พรุ่งนี้น้องจะพบเค้าเพื่อเจรจาถ้าจบไม่ได้คิดว่าต้องฟ้องร้อง ซึ่งไม่อยากให้เกิดเนื่องจากเราก็ยังก็จิตใจ ไม่เข้มแข็งและอีกอย่างก็เป็นคนที่เคยรัก

3. เค้ายังอยากให้เรายังคงพูดคุย และเมื่อเค้าลำบากก็ให้การช่วยเหลือ (อยากให้พูดจาเหมือนแฟนกัน)

น้องลำบากใจมาก เราควรมีวิธีวางตัว วางใจอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะเราก็ติดใจว่าเราเอาเงินเค้ามา (แต่ผู้ใหญ่คงไม่ให้เก็บเองกลัวน้องเอาไปคืน)

น้องก็อ่านปัญหาที่ลงในBlog ของพี่แอสตันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้และรักษาจิตใจตัวเองมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ ถ้ามีคดีความเราเองก็อยากให้ใจตัวเองเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้

ขอบคุณพี่แอสตันมากนะค่ะ


ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า เวลามีคนมาร้องไห้ในบล็อกผม ว่าแฟนนอกใจ
รายไหนรายนั้นจะต้องพูดว่า "เรารักกันมาก"

ผมถึงกับขึ้นบัญชีดำประโยคนี้ไว้ ว่าเป็นประโยคที่ เชื่อถือไม่ได้เลย

ความรักเหมือนระดับน้ำ มันขึ้นๆลงๆตามแรงดึงดูดของพระจันทร์กับปัจจัยอีก 108
วันนี้รักมาก ไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะรักเท่าเดิม

ถ้าวันนี้มีใครมาบอกว่า "รักคุณ" ให้เชื่อเขาแค่ 40
อีก 60 ให้เผื่อใจไว้ว่าเขา "รักตัวเอง" เพราะพิสูจน์กันมาแล้วว่า
นอกจากพ่อแม่แล้ว หาคนอื่นที่จะรักเรามากกว่าตัวเอง ...ยากนัก

ใจจริง ผมไม่สนับสนุนให้ทำเรื่องถึงโรงถึงศาลหรอก
แต่ไหนๆ เรื่องมันก็เลยมาถึงขนาดนี้แล้ว จะค้านไปก็เห็นจะไม่ทัน

คือถามว่ามันบาปไหม มันไม่ได้บาปเพราะผิดศีล
แต่มันก็จะเป็นเวรเป็นกรรมติดตัวกันไป ถ้าเขาผูกใจเจ็บอ่ะนะ

คนเราเกิดมามีกรรมเป็นของตัวเองนะครับ
พระพุทธเจ้าท่านใช้สำนวนว่า มีกรรมเป็นเรือนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

ถ้าทำใจยอมรับได้ว่า โลกนี้ ไม่มีเรื่องฟลุ๊ก ทุกอย่างเกิดเพราะมีเหตุ
ก็น่าจะยอมรับได้ง่ายขึ้นว่า ทุกข์ของเรานั้น มันสมควรแก่เหตุแล้ว

โลกนี้ มันหมุนไปด้วยแรงกรรม ชาติก่อนเป็นผู้กระทำ ชาตินี้มารับผล
แล้วก็เวียนกันเล่นบทบาทผู้กระทำ กับผู้รับกรรม ไปอีกไม่รู้จบ
พระท่านถึงบอกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

อะไรที่แล้วไปแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้มันแล้วไป
คนเราควรจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าพิร่ำพิไรหวนไห้ไปถึงอดีต

เหมือนอดีตเราเคยได้ดอกไม้เข่งใหญ่ สวยสดชนิดตดใส่ก็ยังหอม
แบกไปชื่นชมดมนาน พาลดอกไม้ก็เริ่มเหี่ยวเฉาเน่าเฟะ
ก็ต้องรู้จักโยนมันทิ้ง โดยไม่คร่ำครวญว่ามันเคยหอมฟุ้งจรุงจิต

คือถ้ายอมรับเสียได้ อีกอย่างว่า คนเราเกิดมาพบกันชั่วครั้งคราว
เหมือนลมหนาวที่โชยพัดให้เราขุดเสื้อหนาวมาใส่
จะหนาวขนาดไหน มันก็ต้องผ่านไป ฤดูใหม่ก็จะต้องมาแทน

ฉะนั้น จะไปบ่นเสียดมเสียดายอะไร ถ้าบางคราวจะหนาวสั่น
บางวันก็อาจจะหนาวสั้นไปบ้าง

เราก็มีชีวิตอยู่ให้แฮปปี้มีสุขได้ไม่ว่าจะฤดูไหน
ถ้าเข้าใจธรรมชาติของมันอ่ะนะ

ส่วนเรื่องติดต่อคบหาเจรจาความกันต่อไปภายหน้า อันนี้อย่าได้ลังเลใจ
เอาตัวเอาใจเราให้แข็งแรง เข้มแข็ง เหมือนกระทิงแดง แรงเย่อร์เสียก่อน

หลังจากนั้น ค่อยว่ากัน ตามอัธยาศัยของน้องล่ะครับ
อย่าไปสวมบทแม่พระ ในเวลาที่เรายังกระท่อนกระแท่น

จะให้พูดจาคบหากันปกติได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ยัง "ไม่ปกติ"

หายวันหายคืนนะครับ




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2553 8:54:50 น.
Counter : 1663 Pageviews.  

Up In The Air รู้ขึ้น รู้ลง



มีใครเป็นสมาชิกชมรมคนกลัวการนั่งเครื่องบินไหมครับ

สำหรับนักบิน ว่ากันว่าการบินนี่ยากที่สุดสองเวลา คือตอนขึ้น กับตอนลง
ถ้าจะมีเหตุเภทภัยอะไร ก็มักจะไปกันในสองช่วงนี้ โดยสถิตินะ

ไม่ได้พูดให้กลัวหรอก เพราะผมเองเมื่อก่อนนั่งเครื่องทีไร
ใจมันชอบจินตนาการว่า ถ้าเดี๋ยวเครื่องงอ ล้อหัก ปักหัว ลำตัวเป็นรู
มันจะเป็นยังไงน๊า แล้วเราจะต้องทำท่า ทำใจยังไง

หลังๆมา ความกลัวน้อยลงจนถึงศูนย์ เพราะทำสมถะ พุทโธ แล้วดูจิต
กลัวรู้ว่าใจมันกลัว ฟุ้งซ่านรู้ว่าใจมันฟุ้ง เราเป็นแค่คนดู
ประกอบกับเจริญมรณานุสสติบ่อย เห็นความตาย เป็นเรื่องธรรมดา

เคยเห็นกลอนที่พูดเรื่องมรณานุสสตินี่ไหมครับ

ระลึกถึงความตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธการ
ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ
พระศาสนโสภณ (จตตสลลเถร)

คนเราจะตาย ก็เพราะถึงที่ถึงคราวหมดอายุขัย
ไม่ใช่เพราะนั่งรถ นั่งเรือบิน หรือนั่งกินก๋วยเตี๋ยว

เคยถามคนที่เป็นแอร์โฮสเตสหลายคน ว่ากลัวไหม เขาบอกกลัวผีมากกว่า
ส่วนหนึ่งเพราะบินบ่อยจนชิน อีกส่วนเพราะสถิติบอกว่า
การนั่งเครื่องบิน เป็นการเดินทางที่มีสถิติอุบัติเหตุน้อยมากเทียบกับรถยนต์

ส่วนที่เขาไม่ได้บอก แต่ผมคิดต่อเองว่า
อุบัติเหตุจากการบินก็มีสถิติคนรอดน้อยที่สุดด้วยละมั้ง แฮ่...

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีหนังเกี่ยวกับคนที่บินบ่อยเข้าฉายในชื่อ Up In The Air
หนังเรื่องนี้ มีทั้งคนชื่นชม คนที่เฉยๆ และคนที่ไม่ได้ดู เลยไม่รู้จะยังไง

(เนื้อหาต่อจากนี้ จะเผยไต๋หนังเล็กน้อยนะครับ)

เป็นเรื่องของไรอัน บิงแฮม หนุ่มใหญ่ที่มีอาชีพในการเดินทางไปทั่วประเทศ
เพื่อทำหน้าที่แจ้งให้คนออกจากงานรับทราบ และเสียใจน้อยที่สุด
พร้อมเสนอโปรแกรมชดเชยการตกงาน รวมถึงให้คำปรึกษาหลังออกจากงาน

อย่าถามนะ ว่ามันมีบริษัทแบบนี้จริงหรือเปล่า เพราะผมก็สงสัยเหมือนกัน

ด้วยความที่เดินทางตลอดเวลา ไรอันจึงมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเครื่องบินและโรงแรม
มากกว่าจำนวนเวลาที่เขาได้อยู่บ้านของเขาเองจริงๆ

อาชีพรองอีกอย่างของเขา คือการเป็นนักพูด ครับ
หัวข้อที่เขาพูดบ่อยๆคือ การ"ทำกระเป๋าสัมภาระชีวิตให้เบา"
เพื่อความสะดวกต่อการเดินทางของชีวิต
ซึ่งมันสอดคล้องกับวิถีและปรัชญาชีวิตจริงของเขานั่นแหละ

เขาเชื่อในคตินั้นมาตลอด
จนเมื่อมีผู้หญิงสองคนผ่านเข้ามาเปลี่ยนความคิดเขา
แล้วเขาก็ได้บทเรียนครั้งใหญ่ ซึ่งจะเป็นอะไร ผมไม่บอก ไปดูกันเอง

มีหลายอย่างที่ผมชอบในเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือ การที่เขาให้ภาพไรอัน
ซึ่งเป็นคนที่มีทักษะในการเจรจาสูง และหลายครั้ง เขาสามารถทำให้คนที่ถูกเลิกจ้าง
มองเห็นศักยภาพ และความฝันที่ตัวเองเคยมี ก่อนจะมาเป็นมนุษย์เงินเดือน

ไรอันมีอาชีพในการบอกเลิกจ้าง ให้คนออกจากงานมาตลอดชีวิต
แต่ตอนท้าย เขาใช้ทักษะอย่างเดียวกันช่วยให้สาวน้อยคนหนึ่งได้งานดีๆทำ

คล้ายๆจะสื่อว่า คนมีที่ความสามารถแล้วใช้มันในทางร้ายก็มี ในทางดีก็ได้

อีกอย่างที่เป็นทีเด็ดมากในเรื่องคือ ไรอัน จะมีความใฝ่ฝันเสมอ
ว่าเขาจะสะสมไมล์ให้ได้ครบกี่ล้านไมล์ยังไงผมจำไม่ได้ (จะเอาอะไรกับปลาทอง)
เพื่อจะได้บัตรสมาชิกขั้นเทพ ที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน

แต่พอวันที่เขาได้มันจริงๆ เขากลับไม่รู้สึกดีใจ เพราะอะไร อันนี้ไปดูเอง
ที่บอกได้คือ มันคล้ายกับสิ่งที่ผมเห็นในชีวิตจริงของพวกเราแฮะ

หลายคนมีเป้าหมายชีวิตทางโลก ว่าจะต้องมีอันนั้นจะต้องได้อย่างนี้
เช่นอยากมีบ้านใหญ่ๆ อยากมีรถหรูๆ อยากมีเงินเยอะๆ อยากมีแฟน อยากแต่งงาน
อยากได้ซี ๑๐ อยากมีบริษัท มีชื่อเสียง อยากเป็น CEO ฯลฯ

ครั้นพอได้มาแล้วส่วนมากก็จะพบว่า มันก็รู้สึกดีอยู่ช่วงนึง
ถัดจากนั้นก็จะเริ่มรู้สึกว่า มันก็อย่างงั้นๆแหละพี่น้องค้าบ

เหมือนคนไม่เคยไปเมืองนอก ได้ไปครั้งแรกๆ
ก็มักจะตื่นเต้นกี๊บก๊าบเหมือนแมลงสาบเห็นขนม
แต่แอร์โฮสเตสที่ผมรู้จัก จะบ่นแทบทุกคนว่าเบื่อมากกก

ปิดท้าย อยากบอกว่า ชีวิตเรามันก็เหมือนการบินน่ะครับ
ไม่ว่าจะเบื่อหรือจะอยาก เกิดมาแล้วก็ต้องบิน
สำคัญที่ต้องบินด้วยความไม่ประมาท มีสติไว้

ความรู้ทางโลก มักจะสอนให้เรารู้วิธีบินขึ้นให้เก่ง ให้เร็ว ให้สูง
แต่ไม่ค่อยได้สอนว่า เวลามีเหตุต้องร่อนลง ต้องทำยังไง รับมืออย่างไร
คล้ายๆลืมไปว่า ไม่เคยมีเที่ยวบินไหน ที่บินขึ้นแล้วไม่บินลง

แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า สอนทั้งขาขึ้น ขาลง
ใครบอกว่าเป็นชาวพุทธต้องจน เข้าใจผิดนะ เพราะท่านสอนวิธีรวยให้ด้วย

ท่านสอนว่าถ้าอยากรวยต้องมี
๑. อุฏฐานสัมปทา ให้หมั่นขยันทำกิน
๒. อารักขสัมปทา ได้มาแล้วรู้จักรักษา
๓. กัลยาณมิตตตา รู้จักคบคนดีเป็นมิตร
๔. สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้

แต่ขณะเดียวกันท่านก็สอนโลกธรรม ๘ เตือนว่ามีขาลงไว้
มี ๔ คู่ คือได้ยศ เสื่อมยศ คู่นึง
ได้ลาภ เสื่อมลาภ คู่นึง
มีสรรเสริญ มีนินทา คู่นึง และ
สุข คู่กับทุกข์ เป็นคู่สุดท้าย

ถึงบอกว่า ถ้าเข้าใจธรรมะ ก็เข้าใจโลก
เข้าใจโลก ทุกข์ก็เข้าถึงใจได้น้อย ใจก็สงบรำงับ ไม่ทุรนทุราย เวลาทุกข์

สุขสันต์วันที่ยังมีขึ้นมีลงเป็นของคู่กันนะครับ




 

Create Date : 25 เมษายน 2553    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2553 18:05:33 น.
Counter : 943 Pageviews.  

เรื่องของนาย เรื่องของบ่าว



(ขอบคุณคุณแป๋ว SevenDaffodils สำหรับภาพประกอบนะครับ)

ก่อนอื่น.. ใครที่อ่านหัวข้อบล็อกวันนี้แล้วใจมันผุดคำว่า "ไพร่" ขึ้นมา
กรุณารู้ทันด้วยว่า "ฟุ้งซ่าน"

ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดหรอก ขันธ์ 5 ของคนเรามีตัว "สัญญา" เป็นส่วน 1 ใน 5 อยู่แล้ว
คือความจำได้หมายรู้ พอเห็นคำว่า "บ่าว" ก็นึกถึง "บ่าวไพร่" ขึ้นมา

แต่อันนี้ ไม่ใช่บล็อกการเมือง ฉะนั้น เมื่อมีอาการคิดกระจายไปเรื่องอื่น
กรุณามีสติรู้ว่าใจมันคิด ก่อนจะอ่านประโยคต่อไป ว่าผมเขียนอะไร

ผมตื่นขึ้นมาวันนี้ พร้อมกับถามตัวเองว่า .. จะเอารถไปล้างดีไหม
แล้วก็ต้องมานั่งประเมินข้อดีข้อเสียของการเอารถไปล้างก่อนไปทำงาน

อย่างที่ผมเคยเปรียบบ่อยๆ คนเราเป็นเจ้าของอะไร ก็มีภาระเพราะสิ่งนั้น
กระทั่งร่างกาย พ่อแม่ขอยืมโลกมาให้เราอาศัย ก็เป็นภาระใหญ่อันหนึ่ง

จะสกปรกยังไง รถยังพอรอได้ สัปดาห์หนึ่งล้างสักครั้ง ก็ไม่น่าเกลียด
แต่ร่างกายนี่ ไม่อาบน้ำวันเดียว ก็เริ่มเหนอะหนะแล้ว

แล้วใจล่ะ ใจก็เป็นภาระอันใหญ่ยิ่งกว่ากาย เพราะสิ่งที่เรายึดเป็น "ตัวเรา"
เหนี่ยวแน่นที่สุด กลับไม่ใช่กายนะ แต่คือใจ

พระพุทธเจ้าบอกว่า คนศาสนาอื่นก็เห็นได้ว่ากาย ไม่ใช่เรา
แต่เรื่องใจเป็นอนัตตาไม่ใช่เรา นี่ศาสนาอื่นไม่มีสอน มีเฉพาะในศาสนาพุทธ

ถ้าเราฝึกเจริญสติ รู้ทันความคิดไประยะหนึ่ง จะเริ่มเห็นอัตตาตัวตนได้ครับ
เพราะทุกครั้งที่คิดเรื่องอะไร มันจะมีตัวเรา ตัวเขาโผล่ออกมา

ผมเคยสังเกตว่า ตัวตนเป็นแค่ความคิดที่สืบเนื่องกัน ตัวเรามันถึงไม่ถาวร
บางครั้งก็ใหญ่ บางคราวก็เล็ก ตามเรื่องที่คิด

บางสำนวน ถึงพูดว่าแท้จริงแล้วตัวเราหรืออัตตามันไม่มีจริง เรียกว่า "อนัตตา"
เพราะมันแสดงตัวทีละคราวๆ ไม่ได้เป็นของถาวรตั้งนิ่งเที่ยงทนอยู่อย่างนั้น

เห็นอะไรที่เหมือนกันของ รถ ร่างกาย และความคิดจิตใจ ไหมครับ

ทั้งรถ ร่างกาย กับความคิดหรือจิตใจ กล่าวโดยหลักต่างก็เป็นของที่เรามีไว้เพื่อใช้งาน
จะเป็นงานทางโลก ทางธรรม ก็แล้วแต่วิถีทาง วิถีชีวิตของแต่ละคน

ฟังดูเผินๆ คล้ายๆเราเป็นเจ้าของ เป็นนายของรถ ของร่างกายและความคิดจิตใจ
แต่เอาเข้าจริงๆ พอรู้สึกตัวขึ้นมา เฮ้ย.. เรากลายเป็นบ่าวนี่หว่า

คือเราต้องเสียเงิน เสียเวลา ไปบำรุงบำเรอปรนเปรอรถและร่างกายอยู่เสมอ
ส่วนความคิดและจิตใจ ถ้ามีสติ เราก็เป็นนาย ขาดสติเมื่อไหร่ เราก็กลายเป็นบ่าว

กระทั่งความคิดดี คิดเพื่อส่วนรวมหรืออุดมการณ์ ถ้าเราขาดสติความคิดก็จะครอบงำ
แปลกนะครับ ความคิดเกิดขึ้นเพื่อรับใช้เรา แต่ไปๆมาๆ เรากลับต้องรับใช้ความคิดตัวเอง

จริงไม่จริง ก็ลองนึกๆดู ว่าเวลาที่เราอยากได้อะไร อยากทำ อยากพูดอะไร
เราเป็นคนอยาก หรือใจมันเป็นคนอยาก

ใจ ใช่ไหมครับ ใจมันอยากได้ อยากทำ อยากพูดโดยเราไม่ต้องสั่ง
จะสั่งให้มันเลิกอยาก บ่อยครั้งที่มันก็ไม่ค่อยเชื่อเราหรอก

แต่ถึงเวลาอยากมากๆ ใครต้องเป็นคนแจ้นไปสนองตัณหามันล่ะ ก็เรา
อยากได้อะไรแล้วใครซื้อ ก็เรา ได้มาแล้วหนักใคร ก็หนักเรา
อยากแล้วไม่สมอยาก เวลาโกรธ โลภ หลงใครทุกข์ล่ะ ก็เราทุกข์

เข้าใจสิ่งที่ผมอยากเล่าแล้วใช่ไหมครับ ว่า อะไรเป็นนาย อะไรเป็นบ่าวกันแน่

ถ้าเป็นรถ เป็นบ้าน เป็นทีวี ตู้เย็น ก็ยังพอทำเนา
เบื่อมาก เก่ามาก เรียกร้องมาก ก็เตะตูดขายทิ้งไป ซื้ออันใหม่ (ถ้ามีตังค์นะ)

แต่เป็นร่างกาย เป็นจิตใจ เป็นความคิดความเชื่อความเห็นนี่สิ
โอ..ยากนะ เวลาเราเบื่อตัวเอง แล้วทำอะไรได้มั้ยล่ะ?

กระทั่งความเบื่อก็เป็นความคิดที่โผล่มาเป็นภาระ อีกอันหนึ่งอยู่ดี เห็นไหม
บางท่านตอบว่า...เบื่อตัวเอง ทำได้ครับ.. ทำใจไง คุณแอสตั้น

ช่างเป็นคำตอบที่ "แอสตั้น" มากๆ ไม่เอานะเด็กๆ อย่าเลียนแบบ

ต้องตอบแบบที่พระพุทธเจ้าสอนว่า "มีสติ" ครับ รู้ทันว่าใจมันเบื่อ
รู้ทันว่าใจมันอยาก รู้ทันว่าใจมันโลภ ใจมันโกรธ ใจมันหลง

ไม่ใช่ไปดูว่า เราเบื่อ เราอยาก เราโกรธ เราโลภ เราหลง นะ
ดูในฐานะที่เราเป็นนาย ดูบ่าวไพร่มันทำงาน ดูแล้วไม่ต้องฝืน แค่รู้สึกๆๆ

บ่าวคนไหน ทำดี เราพอใจ รู้ว่าพอใจ คนไหนทำงานแย่ เราไม่พอใจรู้ว่าไม่พอใจ

มีสติ ด้วยการรู้สึกตัวบ่อยๆ วันหนึ่งจะมีปัญญา เห็นความจริง เห็นไตรลักษณ์
แล้วจะค่อยๆเห็นว่า ปัญหาทั้งหลายมันลดน้อยลง เมื่อ"เรา"มันบางลง

เราจะเห็นแต่ใจมันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
ดีบ้าง ร้ายบ้าง เฉยๆบ้าง แต่ใจเป็นของมันนะ ไม่ใช่ "เรา" เป็น

เห็นได้บ่อยขึ้นเท่าไหร่ ปัญญาก็เพิ่มพูน งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงวันนึง ก็ประกาศเลิกทาสกันได้ มี Freedom โดยไม่ต้องพึ่งวันทูคอล

สุขสันต์วันที่มีสติครับ




 

Create Date : 23 เมษายน 2553    
Last Update : 23 เมษายน 2553 9:54:05 น.
Counter : 772 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 211 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.