Group Blog
 
All blogs
 

อยากพูดคุย หรือมีคำถามรบกวนอ่านทางนี้ครับ

เรียนทุกท่านครับ

เนื่องจากผมมีเวลาเข้ามาในนี้ไม่บ่อยนัก ส่วนมากจะวนเวียนอยู่ใน Twitter และ Facebook มากกว่า

เลยจะแนะนำว่า ให้ท่านที่มีคำถาม รบกวนไปแอดผม แล้วถามผ่าน Facebook ได้ที่ Eddy Aston Leelapatra

หรือ ทวิตเตอร์ แอด @aston_ed ครับ




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2552    
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2554 17:20:01 น.
Counter : 909 Pageviews.  

ตอบคำถาม: ทางแยกของชีวิต



มีคำถามจากลูกกตัญญูมา น่าสนใจทีเดียว
แต่ผมเพิ่งอัพบล็อกใหม่ไป จะเอาไปไว้ในหน้ารวมก็กระไรอยู่
เลยขอขึ้นบล็อกใหม่ แต่เก็บไว้ในหมวดคำถามนี้นะครับ

ชีวิตมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจค่ะ
เพิ่งเรียนจบและอยากเติบโตในสายงานสื่อสารมวลชน ซึ่งถ้าทำงานในกทม.คิดว่าน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า (ทำงานในกทม.มา 5 ปีแล้ว) แต่เนื่องจากเป็นคนต่างจังหวัดพอเรียนจบ พ่อแม่คาดหวังให้กลับไปทำงานที่บ้านเกิด ไปรับราชการ หรืออาชีพที่มั่นคงยามแก่เฒ่า เพราะที่บ้านรับราชการกันหมด และอยากให้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว แต่ดิฉันไม่อยากรับราชการ แต่ในใจก็อดห่วงบุพการีไม่ได้ เพราะอายุใกล้เกษียณกันแล้ว คุณแอสตันคิดว่าคนเราควรเลือกเดินตามความฝัน หรือว่าควรรับผิดชอบหน้าที่ของการเป็นลูกที่ดีดีค่ะ ถ้าเลือกทำความฝัน ก็รู้สึกอกตัญญูเหมือนไม่ได้อยู่ดูแลท่าน แต่ถ้าตัดสินใจรับราชการ ก็คงไม่มีความสุขเพราะใจมันไม่อยากทำ ชีวิตเป็นเรื่องยากจังนะคะ รู้สึกว่ามันไม่มีความพอดีเลย

โดย: แพม วันที่: 5 มิถุนายน 2552


เป็นโจทย์ชีวิตที่ยากทีเดียวนะครับ

เวลาเจอโจทย์ยากๆ ผมจะแนะนำให้วางปัญหาไว้ แล้วถอยออกมายืนเป็นคนนอก
เหมือนเป็นปัญหาของเพื่อนคุณ แล้วลองดูว่าคุณจะแนะนำเขาว่าอย่างไร

บ่อยครั้งที่คนเราแก้ปัญหาอะไรไม่ตก เพราะเรายึดติดกับปัญหา เราคลุกวงใน
เคยมีคนบอกว่า พวกที่ปรึกษา consultant ที่มักจะแนะนำอะไรได้ดีๆ
ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดรอบรู้อะไรมาก แต่เพราะการตัดสินใจเขา
มันไม่ต้องมีเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว เช่นคนนี้น่าสงสาร คนนั้นเหมือนน้อง

ผมรู้จักผู้จัดการคนหนึ่ง ที่เขามีลูกน้องที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐานตำแหน่งเงินเดือน
ทำงานผิดพลาดบ่อย ไม่เป็นที่เชื่อถือของทีมที่ทำงานด้วย ฯลฯ
แต่เขาไล่ลูกน้องคนนี้ออกไม่ได้ เพราะมีลูกอ่อนสองคน

แต่พอมีที่ปรึกษามา เขาดู performance แล้วฟันธงได้ว่า ต้องเปลี่ยนอย่างนี้ๆๆ
เพราะพวกนี้ เขาไม่ได้เป็น "ตัวเรา" "พวกเรา" ไม่มีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวกับเหตุผลไงครับ

เวลาที่มันมีความเป็นตัวตน หรืออัตตาโผล่ขึ้นมา
การแก้ปัญหามันจะมีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
บางทีรู้คำตอบ ว่าควรจะเป็นยังไง แต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ

มีหลายคนที่เคยมาขอคำปรึกษาจากผม ผมอ่านดูก็พอรู้
ว่าเขารู้แหละ ว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร แต่ใจไม่ถึง
เพราะพอรู้สึกว่า อันนี้เป็นตัวเรา มันจะมีความกังวลมากกว่าคนนอก

ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะดูปัจจัยหลายอย่างประกอบ
เช่น คุณพ่อคุณแม่ลำบากไหม ถ้าเราไม่ได้อยู่ใกล้
หรือถ้าท่านเจ็บป่วย ไม่มีคนดูแล ก็ต้องมาดูว่า
งานที่เราอยากทำ มันทำที่ต่างจังหวัดได้ไหม

ถ้าพ่อแม่ ท่านอยู่สุขสบายดี มีคนดูแล
ถึงคุณจะไม่ได้อยู่ด้วยทุกวัน ก็เอาใจใส่ดูแล ไถ่ถามทุกข์สุขได้

ผมมีน้องหลายคนที่พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด แต่ก็โทรคุยกันทุกวัน
ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน ก็บึ่งไปหาได้ และเป็นลูกที่ผมรู้สึกได้ว่า เธอกตัญญูมาก

ผมว่าการเป็นลูกที่ดี ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ว่า
ต้องอยู่บ้านเดียวกัน ตำบลเดียวกันกับพ่อแม่

บางทีการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มานะ บากบั่น
มีชีวิตบนหลักธรรม เป็นคนมีศีล มีธรรม ทำทาน ภาวนา
ก็ถือเป็นการทำหน้าที่ลูกที่ดีอย่างหนึ่ง

บางคนอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ แต่ทำตัวเหมือนลูกเวรตะไล
ก็ไม่ได้ใกล้เคียงการเป็นลูกกตัญญูตรงไหน

ชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อนในบางครั้ง แต่จะพอดี หรือไม่พอดี
มันขึ้นกับว่าเรา "พอ" ที่ตรงไหน

ถ้า "พอ" เมื่อไหร่ มันก็ "ดี" ตรงนั้นแหละครับ




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 17:42:09 น.
Counter : 660 Pageviews.  

คำถามเรื่อง มรณานุสสติ



(ขอบคุณภาพสวยๆจากบล็อกของคุณ SevenDaffodils ครับ ในบล็อกก่อนๆหน้านี้ ก็ใช่นะครับ)

ช่วงนี้ผมแบ่งร่างไปตอบคำถาม และเขียนบล็อกใหม่ด้วยไม่ไหวครับ เวลามีน้อยใช้สอยต้องประหยัด

พอมีคำถามหนึ่งโผล่มาในบล็อกที่เปิดไว้ให้ถาม ผมเลยถือโอกาสเอามารวมไว้ในหน้ารวมนี้

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปอ่านคำถามกันเลยครับ

เคยอ่านหนังสือธรรมะ พระบอกให้มีสติ, รู้ตัวอยู่ตลอด ที่สำคัญที่สุดคือ "มรณานุสสติ" โดยเฉพาะก่อนนอน เพื่อให้ละวางเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งปัญหา, การวางแผนการต่าง ๆ สำหรับวันพรุ่งนี้, ฯลฯ

แต่เคยพยายามทำแล้ว โดยการคิดว่า เราอาจหลับไปในคืนนี้ แล้วไม่ตื่นมาเจอพรุ่งนี้อีกเลย ปรากฎว่า แทนที่จะมีสติ กลับเป็นคิดโน่นนี่ ว่าถ้าเราไม่ตื่นมา ลูกจะเป็นยังไง, สามีจะมีแฟนใหม่มั้ย, แล้วเค้าจะดูแลลูกได้ดีมั้ย ฯลฯ ... สารพัด เลยกลายเป็นนอนไม่หลับเลยค่ะ

เลยเปลี่ยนเป็นตั้งสติใหม่ ว่านี่เป็นเวลานอน รีบนอนซะ เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า มีภาระให้ต้องทำอีกเยอะ นอนเอาแรงดีกว่า แล้วก็หลับไปเลยค่ะ ไม่ฟุ้งซ่าน

คำถามคือ งงตัวเองค่ะ ไม่รู้เรียกว่ามีสติหรือไม่มีสติคะ
โดย: mama-space IP: 124xxx วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:07:25 น.


ผมตั้งใจจะตอบคำถามนี้มาสองวัน แต่ก็ยั้งมือไว้เพราะไม่แน่ใจในความรู้ของตัวเอง
กลัวตอบแล้วผิดหลักธรรม แล้วคุณจะเขว เลยไปปรึกษาผู้รู้กับพระมาสองท่าน จนแน่ใจ

ตอบคำถาม "คุณแม่ที่ว่าง" อย่างนี้ครับ

มรณานุสสติ (มี เสือสองตัวนะครับคุณแม่ ผมแก้ให้แล้ว)
เป็นเทคนิคการปฏิบัติอันหนึ่งในกรรมฐานมากมายหลายวิธี
แต่อยู่ในหมวดของสมถะกรรมฐานนะครับ ไม่ใช่วิปัสสนา

ให้ข้อมูลไว้เผื่อมือใหม่หัด(มา)อ่าน สมถะต่างกับวิปัสสนา ตรงที่

สมถะ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ จิตดี มีความสุข ทำเก่งๆจะได้ฌาน (อ่านว่า ชาน)
ฌาน แปลให้เด็ก ปอสี่ เข้าใจ แปลว่าสมาธิขั้นสูงๆ

ส่วนวิปัสสนา เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้ความจริงของกายกับใจ
ทำเก่งๆจะมีปัญญาถึงขั้นพ้นทุกข์ได้

ที่พระพุทธเจ้าให้กรรมฐานไว้หลายแบบ ก็เพราะว่าจิตใจคนเรามันร้อยพ่อพันแม่
ที่คุณแม่ที่ว่าง ไประลึกนึกถึงความตายแล้วฟุ้งซ่าน ผมแปลให้ง่ายๆว่า
จริตของคุณแม่ ไม่เหมาะกับกรรมฐานตัวนี้ครับ

ถ้าคอยระลึกถึงความตายแล้ว มันฟุ้งซ่าน ก็เปลี่ยนไปเจริญพุทธานุสสติดูสิครับ
พุทธานุสสติ คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า จะรู้สึกถึงพลังของความดี จิตก็จะสงบได้

การบริกรรม "พุทโธ" ในทางหนึ่ง ก็เป็นพุทธานุสสติแบบง่ายๆ ทำได้ในทุกที่

แต่คำแนะนำคือ อย่าทำอยู่แค่ความสงบนะครับ ศาสนาพุทธมีดีกว่านั้น
ให้คอยสังเกตว่า ตอนนึกถึงพระพุทธเจ้า จิตคุณแม่เปลี่ยนแปลง เป็นไปอย่างไร

เช่นรู้สึกสบาย ก็รู้ที่ความรู้สึก จิตมันแว่บไปคิดเรื่องสามี เรื่องลูก ก็รู้ทันว่ามันคิด
นึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วมันมีปีติ ปลื้มใจ ก็รู้ อุ่นใจก็รู้ กระวนกระวายใจ ก็รู้

จิตเป็นยังไงรู้ว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ แล้วคุณแม่จะได้ทำทั้งสมถะควบวิปัสสนาด้วย

ลองดูนะครับ




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 19:07:59 น.
Counter : 429 Pageviews.  

คำถามของคุณ Pity Mom



สวัสดีค่ะ คุณ aston

อยากขอคำแนะนำ ในการอยู่ร่วมกับสามีที่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่มีหัวคิดก้าวหน้า หรือความเป็นหัวหน้าครอบครัวเลย

8 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ความรักระหว่างเราลุ่มๆ ดอนๆ มาก ดิฉันอดทนอยู่เพื่อลูกชายวัย 6 ขวบกว่าๆ เท่านั้น ดิฉันเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในครอบครัว (แม้ว่าเขาจะมีงานทำแต่ค่าจ้างที่ได้รับนั้น ลำพังตัวเขาคนเดียวก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว) แต่เรื่องการดูแลครอบครัวก็ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะดิฉันคิดเสมอว่า เราเป็นคนเก่ง เราทำเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ผู้ชายที่มีเงิน ร่ำรวย ขอให้รักเราก็พอ...

แต่มาถึงวันนี้ ดิฉันรู้แล้วว่า คำว่ารักคงยังไม่พอจริงๆ เพราะ บ้าน รถ ของใช้ และ อื่นๆ อีกมากมาย ทุกอย่างดิฉันเป็นคนหามาทั้งสิ้น มากไปกว่านั้น เขาไม่ให้ความเคารพคุณแม่ ไม่เกรงใจท่าน ทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของทุกอย่าง ทำเหมือนกับว่า ตัวเองมีสิทธิเสรีภาพทุกอย่างในบ้านหลังนี้ อยากจะว่าใครก็ด่าว่า อยากจะบึ้งตึงใส่ใครก็ทำ อยากจะปึงปัง หาเรื่องคนนั้นคนนี้ก็ทำได้ทุกเมื่อ และเรื่องจุกจิกเล็กน้อยเหล่านี้ก็เป็นปัญหา และ เป็นภาระที่ทับถมเป็นดินพอกหางหมูมานานมาก จนวันนี้ ดิฉันเริ่มรับไม่ไหว แต่ก็คิดไม่ออกว่า ควรทำอย่างไร เพราะลูกรักเขามาก ติดเขามาก (เขามีความดีอยู่เรื่องเดียวคือ ดูแลเอาใจใส่ลูกได้ค่อนข้างดี เหมือนลูกสัมผัสได้ว่า เขารักลูกมาก แม้ว่า เวลาที่เขาอารมณ์ไม่ดี จะตะคอกและพูดเสียงดังกับลูกก็ตาม)

ลืมบอกไปค่ะว่า ดิฉันเคยมีครอบครัวมาก่อน แล้วมีอันต้องเลิกร้างกันไป แล้วเขาก็เป็นคนที่เข้ามาในจังหวะชีวิตช่วงนั้น แล้วเราก็มีลูกด้วยกัน ด้วยความเต็มใจ

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเปิดเผยทุกอย่างให้เขารับรู้ และเราก็เคลียร์กันตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งตอนนั้นต่างก็รับรู้และเข้าใจกันดี แต่แล้ว เขาก็เป็นคนที่คอยขุดคุ้ย เปรียบเทียบกับคนเก่าๆ ของดิฉันตลอดเวลา

ดิฉันควรจะทำอย่างไร กับผู้ชายห่วยๆ คนนี้ ดีคะ ใจจริงอยากให้เขาไปเจอคนที่ใช่มากกว่าดิฉัน มีคนอื่นไปเลย แต่เขาก็ไม่ทำ อ้างแต่ว่า รักลูกมาก แต่หลายครั้งดิฉันรู้สึกว่า เขาแค่ลดศักด์ศรีความเป็นผู้ชายลงหน่อย ก็อยู่ดีกินดี อยู่สบายกินสบาย บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ เงินเดือนก็ไม่ต้องให้ อยากทำตัวยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ทำได้ แถมได้อยู่กับลูกอีกต่างหาก ก็เท่านั้น

คุณ aston คะ ช่วยบอกทางสว่างให้ด้วยเถอะค่ะ ดิฉันต้องทำอย่างไร ทำงานหาเงินเลี้ยงทุกคนในครอบครัวก็เหนื่อยมากพอแล้ว กลับมาบ้านยังต้องเหนื่อยใจกับผู้ชายเฮงซวยคนนี้อีก รู้สึกว่า ตัวเองซวยมากจริงๆ ที่เลือกคนๆ นี้มาเป็นพ่อของลูก

ช่วยดิฉันด้วยนะคะ

ขอขอบคุณล่วงหน้าไว้เลยค่ะ

โดย: A Pity Mom IP: 124.121.232.184 วันที่: 5 ตุลาคม 2551 เวลา:21:52:42 น.



ต้องออกตัวไว้ ณ ที่นี้นะครับ ว่าผมไม่ใช่ Marriage Consultant
ผมเป็นแค่นักเรียนวิปัสสนาที่อยากช่วยให้คนที่สนใจใบไม้หนึ่งกำมือของพระพุทธเจ้า

เพราะตัวผมเอง ก็เคยหย่ามาเมื่อเจ็ดปีก่อน สงสัยจะเรียนช้าไปหน่อย
จะให้พ่อปูสอนเพื่อนปูเดิน เดี๋ยวก็จะพาลพาไปหาผิดกันใหญ่

ยิ่งเป็นปัญหาครอบครัว ผมยิ่งไม่ค่อยชอบเข้าไปชี้นำ
แต่ที่แนะนำได้ คือจะทำอย่างไรให้ทุกข์น้อยลง

เพราะปัญหากับทุกข์นี่ มันคนละตัวกันนะครับ
อย่างรถยนต์ กับคนขับ ไปไหนด้วยกันก็จริง
แต่รถก็ไม่ใช่คนขับ คนขับก็ไม่ใช่รถ

เคยมีน้องที่รู้จักกันยกตัวอย่างว่า มีคนทำเงินหาย
หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ที่สุดแล้วก็ทำใจได้ว่า หายแล้วก็หายไป มันช่วยไม่ได้
งั้นไว้ก็หาเอาใหม่ก็แล้วกัน

คิดได้แบบนี้แล้ว ถามว่าเงินมันยังหายไหม ก็ยังหายอยู่ ไม่ได้คืนมาซักบาท
ก็คือปัญหา ก็ยังอยู่ แต่ทุกข์หายไปแล้ว

น่าสังเกตว่า คนที่ไม่มีสตินี่ มีเงินร้อยล้านก็จ้างให้ทุกข์หายไปไม่ได้นะครับ

เรื่องคู่ ทางโหราศาสตร์เขาบอกว่า มันเป็นกรรมเก่าส่วนหนึ่ง
พูดแบบนี้ไม่ได้บอกว่าให้งอมืองอเท้า ยอมจำนนกับปัญหา

แต่เบื้องต้น ไปจัดการทุกข์ให้เสร็จก่อน
เอาให้สบายใจ แล้วค่อยๆใจเย็นๆ แก้ปัญหา คุยกันด้วยเหตุและผล

ทุกข์ส่วนหนึ่ง มาจากความห่วยของเขา อันนั้นก็จริงอยู่
แต่อีกส่วน ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยไม่รู้ล่ะ มันก็มาจากตัวเราด้วยนะครับ

คือถามว่าใครเป็นคนไม่พอใจเขา ก็เรา
ที่เราทุกข์ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะเราคาดหวังว่า เขาจะต้องดีกว่าที่เป็น
อยากให้เขากระตือรือร้น อยากให้เขามีความรับผิดชอบ
อยากให้เขามีความเป็นผู้นำ มีหัวคิดก้าวหน้า มีความเป็นหัวหน้าครอบครัว

ใครอยากครับ ก็เรานี่แหละอยาก ความอยากของเราแท้ๆ
ฉะนั้น สามีสร้างปัญหา ให้เราจริง แต่สร้างทุกข์ให้เราไม่ได้นะครับ
อันนี้ต้องแยกส่วนเรื่องปัญหา กับทุกข์ออกจากกัน

เขาสร้างปัญหา แต่เราสร้างทุกข์เอง
ทีนี้คำถามคือ ถ้าเข้าใจตรงนี้ มีสติ รู้ทันจิตใจตัวเอง จะทำยังไงต่อไป

มันก็จะไม่มีอารมณ์ที่มองว่าเขา "ห่วย"
แต่จะเห็นว่าเขา "ไม่ดีเท่าที่เราหวัง" แย่ที่สุดก็ "น่าผิดหวัง"

ฉะนั้น ผมช่วยบอกทางให้คุณคลายทุกข์ เข้าใจทุกข์ได้
แต่ผมบอกวิธีแก้ปัญหาไม่ได้นะ ปัญหาครอบครัวคุณ คุณต้องไปแก้เอง

เพียงแต่ผมเชื่อว่า คนเราถ้ามันทุกข์น้อยลง
มันก็จะมีเหตุผล ในการคิดอ่าน ในการเจรจามากขึ้น

ยังไงเขาก็พ่อของลูก สามีของคุณ เขาก็ไม่ต่างจากคุณหรอก
ที่อยากมีความสุขน่ะ เพียงแต่วิธีที่เขาจัดการกับชีวิตตัวเอง
มันอาจจะไม่ดีเท่าที่เราอยากได้เท่านั้นเอง

เวลาแก้ปัญหา มันก็จะมีข้อดี มีข้อเสียกันทุกทาง
แต่ลองเขียนๆเรียงๆกันออกมาดูก็ได้ว่า มีกี่ทางเลือก

ทางไหนมีข้อดีอะไร ข้อเสียอะไร ไล่มันลงมา
แล้วลองเจรจาหาทางประนีประนอมกัน ด้วยความรู้สึกปรารถนาดี

อย่าเอาเรื่องเงินเป็นที่ตั้งนะครับ
เพราะบางอย่างเสียไปแล้ว เงินก็ซื้อไม่ได้

ผมขอไม่ฟันธงนะ .. ไม่ได้ชื่อลักษณ์ และไม่ได้เป็นหมอ
แต่ขอให้โชคดีครับ




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551    
Last Update : 7 ตุลาคม 2551 22:01:14 น.
Counter : 493 Pageviews.  

คำถามของคุณกะทะทองคำ




พยายามตามดูจิตมาสักพักแล้วค่ะ มีทุกข์จากความรัก อยากหาย อยากลืมคนที่เค้าไม่รักกัน ฟังเทปของหลวงพ่อปราโมทย์ ก็มองเห็นลางๆนะคะว่าต้องทำอย่างไร พยายามตามดูตามรู้ซื่อๆ พยายามไม่ตีความ ไม่ปรุงแต่ง..

แต่วันนี้เจอบททดสอบ มีเรื่องต้องทำให้เสียใจจากเค้าคนนั้น เสียใจ ร้องไห้อย่างหนัก พยายามตามรู้ว่าตอนนี้ใจมันทุกข์ น้ำตาไหล ร้องไห้ ตามเรื่อยๆ จนหยุดร้องไห้ไปเอง พอหยุดร้องไห้ ก็พยายามตามดูจิตว่ารู้สึกยังไง หลังร้องไห้ จิตตึงๆ แต่ก็ไม่ทุกข์หนักเท่าตอนแรก พยายามค่ะ พยายามตามรู้ตามดูเรื่อยๆ พยายามแบบนี้มานานแล้ว...แต่จิตก็ยังไม่เห็นธรรมอยู่ดี แทนที่จะเห็นว่า "รัก" ทำให้เป็นทุกข์ และหยุดรักเค้าเสียที แต่กลับกลายเป็นว่า พอใจมันไม่ทุกข์แล้ว มันให้อภัยเค้า และยินยอมพร้อมใจรักเค้าต่อไป...

ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลยค่ะ พยายามดูจิตมาเป็นปีๆแล้ว แต่พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า กลับรู้สึกว่าที่ตัวเองตั้งใจทำมานั้นไม่เป็นผลเลย...

อยากขอคำแนะนำจากคุณแอสตันค่ะว่า
- ดิฉันเดินมาถูกทางหรือยัง? ถ้าไม่ถูกต้องขอคำแนะนำด้วยค่ะ
- ดิฉันเห็นแค่ว่า ร้องไห้เดี๋ยวก็หยุด ทุกข์เดี๋ยวก็หาย สภาวะที่เป็นอยู่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป..แต่สิ่งที่รู้มาไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่มาจากการคิด โดยมีผลมาจากการฟัง อ่านธรรมะหรือว่า เป็นเพราะจิตเรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆค่ะ
- บางครั้งดิฉันก็รู้สึกเบื่อกับความรักครั้งนี้เหลือเกิน ทุกข์ และเหนื่อยใจ แต่เมื่อใดที่คิดถึงความโรแมนติก ความรัก ครอบครัว ดิฉันก็จะคิดถึง จินตนาการถึงเค้าทุกครั้ง และถ้าดิฉันหยุดรักเค้าไม่ได้ หรือหลุดออกจาก รัก โลภ โกรธ หลงไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าดิฉันต้องรักเค้าต่อไป และท้ายที่สุด ดิฉันก็ต้องทุกข์จากรักที่ไม่สมหวังจากเค้าอีกครั้งสิคะ จะมีวิธีใดที่ช่วยมนุษย์ที่ยังหลงอยู่ในทุกข์แห่งรักได้ไหมคะ?

สุดท้ายนี้ ต้องขอโทษคุณแอสตันด้วยที่คำถามอาจจะทำให้งงๆ และขอบคุณล่วงหน้าถ้าจะมีเวลาตอบคำถามด้วยค่ะ

สุขสันต์วันสุดสัปดาห์ค่ะ

โดย: กะทะทองคำ IP: 83.152.235.149 วันที่: 27 กันยายน 2551 เวลา:5:03:56 น.


ถามว่าเดินมาถูกทางมั้ย ก็ถูกทางนะครับ แต่คุณไม่ยอมเดินน่ะสิ
วิธีเดินบนทางสายวิปัสสนา เขาให้เราคอย "ตามรู้" สถานเดียว

แต่คุณกะทะทองคำเล่นปฏิบัติด้วยความอยาก อยากหายทุกข์
คนเราอยากหายทุกข์ ก็เพราะเกลียดทุกข์ ตัวนี้เห็นไหมครับ

สงสัยจะไม่เห็น ^^" เพราะถ้าเห็นก็จะไม่อยากหายทุกข์หรอก
แล้วพออยากหายทุกข์ ก็เลยพยายาม ไอ้ที่พยายามอยู่มันมีเหตุนะครับ

จากประสบการณ์ของผม เวลาตัวเองภาวนาด้วยการ "พยายาม" ทีไร
ถ้าย้อนมองลงไปที่จิต เราจะเห็นความคาดหวังจากจะได้ผลอะไรสักอย่างเสมอ

ก็ที่พยายามอยู่ ก็เนื่องเพราะอยากได้ อยากเห็นธรรม
อยากให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากหายทุกข์ อยากมีสุข
พอลงมือดูจิต ก็เลยทำด้วยความอยากมาตลอดสาย

พูดง่ายๆ กิเลสมันกุมบังเหียนตลอดเวลา โดยเราไม่รู้ตัวเลย
คิดว่าปฏิบัติอยู่ตลอด คิดว่าเดินอยู่ แต่จริงนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับที่เท่านั้นเอง

เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าพยายาม ให้รู้ทันความพยายามก่อนนะครับ
แล้วรู้สึกที่ความอยากที่เป็นแรงผลักดันให้พยายามนั้น

เรื่องความรัก ต้องไม่ลืมว่าความรักเป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น
ความรักจึงเป็นอนัตตา คือไม่ได้เกิดหรือดับตามใบสั่งของเรา

มันไม่ได้มาเพราะเราสั่ง และมันก็จะไม่ไปเพราะเราสั่ง
หน้าที่ที่เราพึงมีต่อสภาวะอารมณ์ที่ปรากฏในจิตใจเรา มีอย่างเดียว
คือรู้มันไปอย่างที่มันเป็น

ลองเปลี่ยนจุดมุ่งหมายใหม่นะครับ
จากที่พยายามรู้ เพื่อให้จิตเป็นอย่างที่เราชอบ
จากที่พยายามรู้ เพื่อให้จิตเป็นอย่างที่เราอยากได้ อยากหายทุกข์
จากที่พยายามรู้ เพื่อให้เห็นธรรม

เป็นรู้ เพื่อรู้ ไม่ได้รู้เพื่ออะไรทั้งนั้น
แม้แต่สติ ปัญญา ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เรา "อยาก"

แต่ถ้ารู้ซื่อๆ รู้จิตใจอย่างที่มันเป็น ณ ปัจจุบัน ไม่อยาก ไม่หวังอะไร
อันนั้นแหละ สติ กับปัญญา จะมาเอง

ผมขอพูดเรื่องภาวนาอย่างเดียวนะครับ เรื่องอื่นมันเป็นปลายเหตุ
เราภาวนาได้ถูกต้อง จะเป็นการสร้างต้นเหตุใหม่ที่ดี ปลายเหตุ คือผลก็จะดีเอง

สิ่งทั้งหลายเกิดเพราะเหตุนะครับ ไม่ได้เกิดเพราะเราอยาก หรือไม่อยาก
สิ่งทั้งหลายดับไป ก็เพราะเหตุมันหมด ไม่ได้ดับ เพราะเราชอบ หรือไม่ชอบ

จิตเราจะยอมรับทุกข์ เห็นทุกข์ได้ เมื่อมันมีปัญญา
เหตุของปัญญา ก็คือการได้เห็นความจริงของกายและจิต บ่อยๆ

ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง
สิ่งทั้งหลายมันมีทุกข์จนทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้
และสิ่งทั้งหลาย ไม่ได้อยู่ในอำนาจสั่งการของเรา

ไม่ใช่ว่าดูได้สองสามครั้งแล้วจะเห็นธรรมได้
แต่ต้องอดทน ยอมรับสิ่งที่เกิด ที่เห็น ที่เป็น ด้วยความเป็นกลาง

เป็นกลาง คือทำใจได้ว่า เราจะรู้อย่างที่มันเป็น รู้แล้วมันจะดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้
รู้แล้ว มันจะเป็นสุขก็ได้ เป็นทุกข์ก็ได้ เฉยๆก็ได้ ช่างมัน

เพราะมันสุขก็สุขชั่วคราว มันทุกข์ ก็ทุกข์ชั่วคราว มันเฉยๆ ก็แค่ชั่วคราวอีก
แล้วเราทำไมจะต้องไปอะไรวุ่นวายอะไรกับมันนักหนา

เรายิ่งทำอะไรเกินไปกว่าการ "รู้" ก็ยิ่งลำบาก ยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม

นักเรียนวิปัสสนา ไม่ใช่จะไม่มีทุกข์นะครับ
เพียงแต่เราต่างจากคนทั่วไปตรงที่ เราเห็นว่ามีทุกข์ แต่ไม่มีคนทุกข์

เพราะรู้ทันว่า ทุกข์มี แต่เพราะมีสติ จิตจึงไม่แบกทุกข์นั้นไว้
เพราะรู้ เพราะเห็นได้มากขึ้นๆว่า มันมาได้เอง มันก็ไปได้เอง

แต่ที่อยู่นาน ก็เพราะเรายัง "พยายามทำ" อะไรสักอย่าง นั่นแหละ
แทนที่จะยอมรับมันซื่อๆ ง่ายๆ ให้มันเป็นไปอย่างที่มันเป็น

เพราะไม่มีอะไรเลยที่มา แล้วไม่ไป
ไม่มีอะไรที่เกิด แล้วไม่ดับ

รู้ด้วยใจยอมรับ เป็นกลาง เปิดกว้างกับสภาวะนะครับ
แล้วจะรู้ว่า ความสุข จากธรรมะ มันมีอยู่ต่อหน้าต่อตาเราตลอดเวลานี่เอง




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551    
Last Update : 7 ตุลาคม 2551 21:35:16 น.
Counter : 476 Pageviews.  

1  2  3  4  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 213 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.