Group Blog
 
All blogs
 
การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่




มีเพลงอยู่เพลงนึง ที่ผมเคยเอาใส่ในบล็อคมาครั้งนึงแล้ว

เพลงนั้นชื่อ Nature Boy
เป็นเพลงที่ถูกใช้เป็นเพลงเปิดตัวหนังเรื่อง Moulin Rouge ที่มี ยวน แม็คเกรเกอร์ แสดงคู่กับนิโคล คิดแมน

เพลงนั้นมีเนื้อเพลงพูดถึงหนุ่มผู้ปราดเปรื่องแต่ลึกลับคนหนึ่ง
ที่เดินทางไปทั่วดินฟ้ามหาสมุทรมาแล้ว แล้วก็พูดประโยคขมวดท้ายว่า

The Gretest Thing you'll ever learn is to love and be loved in return.



ฟังดูยิ่งใหญ่มากจริงๆด้วย ถ้ามองในมุมความสุขทางโลกอ่ะนะ

แต่จำได้ไหมครับ ที่ผมเคยเล่าว่า
ความสุขทางโลกของคนเรามันมักจะมาพร้อมเงื่อนไข
"ถ้า" อย่างนั้น "ถ้า" อย่างนี้ ถึงจะมีความสุข

อย่างในประโยคนั้นเอง ก็ยังบอกว่า
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ คือการได้รักและถูกรักตอบคืนมา

คือถ้าเขาไม่รักตอบมานี่ ไม่ยิ่งใหญ่แล้วนะ

ตรงกันข้าม .. ผมเรียนรู้ว่า
มีการเรียนรู้อีกอย่าง ที่เป็นที่กล่าวถึงมาสองพันกว่าปี
และให้ความสุขอีกแบบหนึ่ง ที่ทางโลกให้ไม่ได้

เพราะความสุขจากธรรม มันไม่ต้องการเงื่อนไขอะไร
นอกจากการมีสติรู้กาย รู้ใจ ของตัวเองนี่แหละ

ถ้าคุณอ่านบล็อคผมมาสักระยะนึง คุณคงไม่แปลกใจ
ถ้าผมจะแนะนำให้คุณใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นพุทธโดยกำเนิด

เราอาจจะไม่ได้เลือกศาสนาตั้งแต่เกิดด้วยตัวเอง
แต่เราก็เลือกได้ ว่าจะใช้โอกาสนี้ ให้เป็นประโยชน์แค่ไหน

อย่างเรื่องการหัดเจริญสติ ในชีวิตประจำวัน ด้วยการรู้สึกตัวบ่อยๆ
อันนี้เป็นสิ่งที่รับรองได้ว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความแตกต่างให้ชีวิตคุณเอง

คุณดังตฤณ เคยเขียนหนังสือชื่อ "มีชีวิตที่คิดไม่ถึง"
ผมก็อยากบอกว่า.. คนที่ลงมือปฏิบัติจริงๆ จะเข้าใจว่า
ชีวิตแบบพุทธแท้ๆ มันมีสุขแบบที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงจริงๆ

หลายบล็อคก่อนโน้น
ผมเคยพูดถึงคุณค่าของน้ำแก้วเดียวจากมหาสมุทรแห่งธรรม

น่าเสียดาย ที่คนจำนวนมากขาดการเรียนรู้ที่เพียงพอ
บางคนยังเข้าใจว่า การเป็นชาวพุทธคือไปวัดทำบุญ
สวดมนต์ไหว้พระถือศีล แม่ก็ปลื้มแล้ว.. จบ

แต่ไม่ทราบว่า มันยังมีการศึกษาเรื่องจิต เพื่อเจริญสติให้เกิดปัญญา

บางคนเข้าใจว่า การเป็นชาวพุทธที่ดี คือการหนีจากชีวิตทางโลก
แต่ไม่ทราบว่าการเป็นพุทธที่ดี
คือการเรียนรู้จะอยู่ในโลกอย่างเป็นสุข
ด้วยการรู้เท่าทันทุกข์อย่างมีสติ...ต่างหาก

วันก่อนไปทานมื้อค่ำกับเพื่อน ที่เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน
พบกับภรรยาของเจ้าของร้าน ซึ่งคุ้นเคยกันมาหลายปี
และชอบมาสอบถามข้อปฏิบัติกับผม

ผมทักไปว่า หมู่นี้ ได้ปฏิบัติบ้างไหม
เธอบอกว่า.. ไม่มีเวลาเลย วันๆยุ่งมากๆ
แต่ก็พยายามปลีกเวลามาปฏิบัติ อาทิตย์ละหน

ฟังแล้วก็นึกออก ว่าเธอหมายถึง
เวลาที่มานั่งไหว้พระสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
หรือบางท่านจะเรียกว่า การปฏิบัติในรูปแบบ

เลยแนะนำเธอไปว่า.. ปฏิบัติมีสองอย่าง
อันนึงคือปฏิบัติในรูปแบบ ซึ่งคนเมืองส่วนมากไม่ค่อยมีโอกาส

ส่วนอีกอย่าง คือปฏิบัติในชีวิตประจำวันนี่แหละ
คือมีชีวิตตามปกติและปฏิบัติไปด้วย

อย่างเธอนั่งเก็บเงินหลังเคาน์เตอร์
ลูกค้าเยอะแล้วมีความสุข รู้ว่ามีความสุข
ลูกน้องไม่ได้อย่างใจ หงุดหงิด รู้ว่าหงุดหงิด
ลูกค้าต่อว่า พูดจาไม่ดี โกรธ รู้ว่าโกรธ

มีเคล็ดอีกอย่าง ที่ผมจำมาจากเพื่อนผมคนนึง ที่เป็นจิตแพทย์
เขาเคยแนะนำให้คนไข้ ที่อารมณ์ร้าย โกรธง่าย โทสะแรงทำ
คือการมีกระดาษไว้แผ่นนึง เวลาโกรธใครขึ้นมาครั้งนึง
ก็ขีดลงไปหนึ่งขีด แล้วดูว่าแต่ละวันโกรธกี่หน

อันนี้เป็นการฝึกสติอย่างง่ายๆ และได้ผล

ถามว่าขีดแล้วจะเรียนรู้อะไรยิ่งใหญ่ขนาดไหนเหรอ คุณแอสตัน

อืมม์.... ตอบไงดี..

ตอบแบบนี้ก็แล้วกัน.. ถ้าคุณสามารถค้นหาคำตอบว่า
ตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร

ถ้าคุณรู้ความจริงว่า.. สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า"ตัวเรา" น่ะ
มันไม่เคยมีอยู่จริงหรอก

คุณว่ามันยิ่งใหญ่ไหมล่ะ

ไม่ได้พูดเล่นนา..





Create Date : 06 กรกฎาคม 2550
Last Update : 9 กรกฎาคม 2550 22:56:48 น. 33 comments
Counter : 984 Pageviews.

 
.....


ตัดริบบิ้น อิอิอิ


โดย: Kimi o ai X eru วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:50:23 น.  

 
กำลังสงสัยว่าเวลาอารมณ์ร้าย โกรธแรงนี่
จะมีเวลาได้สติ ขีดปากกาลงบนกระดาษไหม

ขีดแรกๆอาจจะหลังจากที่โมโหอยู่นาน
ขีดหลังๆอาจจะขีดได้เร็วขึ้น
ถ้ารู้ตัวเร็วก็คงดีนะคะ



โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:01:29 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่เอ๊ด @^_^@


อ่านจบแล้ว ^^


สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ คือการรักและได้รับรักตอบคืนมา <<<< อันนี้มันก็
จริงนะคะ ยามใดที่รักใครคนนึง แล้วเค้ารัก
ตอบ คือ เรารักกัน นั่นแหล่ะ มันก็สร้างความสุข
ใจให้ทั้งสองฝ่าย สุขใจที่ได้คิดถึงใครซักคน
สุขใจที่ได้รักใครซักคน จริงมั๊ยคะ ??



ส่วนในกรณีเค้าไม่รักตอบ แว๊บแรกเลย
ก็ต้องรู้สึกเสียใจเป็นของธรรมดา แต่ก็ต้อง
ตั้งสติและเข้าใจค่ะ ว่า เรื่องความรัก บางที
มันก็บังคับกันไม่ได้ เค้าไม่ผิดที่ไม่รักเรา
แต่เราก็สามารถรักเค้าได้นะ รักที่จะมองเห็น
คนที่เรารักมีความสุข คอยห่วงเค้าห่างๆ


ส่วนในกรณี เวลาโกรธแล้วให้ขีดลงใน
กระดาษเนี่ย ต้องตั้งสติซักพักนึงแหล่ะค่ะ
เพราะในช่วงนั้น ถ้าโกรธและโมโหจิ๊ดๆๆ
มากมาย คงจะไม่มานั่งขีด ต้องหาทาง
สงบสติตัวเองให้ได้ก่อน หลังจากนั้นถึงค่อย
ขีด และเวลาโกรธโมโห ครั้งต่อไป ก็ต้อง
พยายามรู้ตัว ว่า โมโห รู้ว่า โมโห นะ
งอน รู้ว่า งอนนะ จะเถียง รู้ว่าจะเถียงนะ
เถียงแล้วก็โดนบ่น รู้ว่า เถียงแล้วโดนบ่นนะ



emo


นอนหลับฝันดีนะคะคุณแอสตัน


โดย: Kimi o ai X eru วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:26:04 น.  

 
รู้จักคุณดังตฤณผ่านทางงานเขียนหลายเล่มคะ ทั้งเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน / กรรมพยากรณ์ ทั้ง 2 เล่ม โดยคุณแม่เป็นคนแนะนำ คุณแม่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณดังตฤณคะ เข้า web ลานธรรมบ่อย ๆ ที่นั้นเรา download เอางานเขียนมาอ่านได้ด้วย....

ยินดีที่ได้รู้จักคะ


โดย: kookkom (the kookkom ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:40:14 น.  

 
"The Gretest Thing you'll ever learn is to love and be loved inreturn"

มันยิ่งใหญ่อย่างที่เค้าว่าไว้จริงๆเหรอคะ ทำไมไม่เห็นเคยรู้สึกได้ขนาดนั้นเลย

ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่มีบทเรียนใดยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกๆบทเรียนที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นยิ่งใหญ่พอๆกัน

พูดถึงเรื่องปฏิบัติ เมื่อก่อนก็ยังพอนั่งสมาธิก่อนนอนได้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้นั่งได้ไม่ถึง 30 วินาที ก็หลับหน้าฟุบหมอนไปซะละ

เรื่องการฝึกสติ ก็พยายามอยู่ค่ะ แต่มักจะลืมอยู่บ่อยๆ ยิ่งเวลารีบๆ สติมักจะลอยหายไปไหนก็ไม่รู้

จริงๆแล้วการฝึกสติ เป็นการสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งการอยู่กับปัจจุบันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฎิบัติใช่มั้ยคะ เพราะการมีสติอยู่กับการกระทำและความรู้สึกของตัวเรา ทำให้เราจิตเราไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ไปคิดถึงอดีต ไม่ไปคิดถึงอนาคต และก็ไม่ไปคิดร้ายกับคนอื่น ถือเป็นการไม่สร้างบาป เราก็เลยได้บุญ...เข้าใจแบบนี้ถูกหรือเปล่าคะ

แหะๆ พยายามผูกหลายๆเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน ผูกเองแล้วก็ชักจะงงเอง


โดย: Always On Vacation วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:45:21 น.  

 
ถ้าคุณสามารถค้นหาคำตอบว่า
ตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร

ถ้าคุณรู้ความจริงว่า.. สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า"ตัวเรา" น่ะ มันไม่เคยมีอยู่จริงหรอก

คุณว่ามันยิ่งใหญ่ไหมล่ะ
^
^
^
^
คิดว่ายิ่งใหญ่ค่ะ
แต่ตัวตนที่แท้จริง ไม่ได้มีอยู่จริง อืม เข้าใจยากจัง


โดย: ยาเขียว วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:53:02 น.  

 
อ่อ in return นี่เอง



โดย: แมวขี้บ่น วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:39:34 น.  

 
-ตอนนี้รอการถูกรักอยู่ครับ^^
และผมก็กำลังค้นหาตัวตนของผมอยู่เหมือนกัน
แต่ยิ่งค้นหา ก็ยิ่งรู้ว่ายังไม่รู้จักตัวเองดีมากพอ


โดย: Takeaway วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:57:18 น.  

 
สมัยก่อนเคยฝึกสมาธิ ฝึกเข้าไปๆ แบบไม่รู้จุดหมายว่าเราฝึกทำไม เข้าวัด พระบอกให้นั่งก็นั่ง ได้นั่งก็สงบ พอออกจากวัด ไม่ได้นั่งก็ฟุ้งซ่าน กลับมาขี้หงุดหงิดเหมือนเดิม

สุดท้ายไม่รู้ว่าจะนั่งสมาธิต่อไปทำไม รู้สึกว่าไม่ก้าวหน้า ก็เลยเลิกนั่ง

แต่พอได้มาเริ่มศึกษาเรื่องธรรมในศาสนาพุทธ กับการวิปัสสนาบ้าง กลับพบว่า ที่เราทำไปในอดีตนั้น มันเป็นแค่ Part เดียวเท่านั้น แท้ที่จริงยังมีอะไรๆอีกตั้งหลายเรื่อง

จังหวะพอดีกับการได้เข้ามาอ่าน Blog พี่เอ๊ด เลยเป็นหัวเชื้อจุดประกายให้กลับมาปฏิบัติใหม่อีกครั้ง

ปล.ขอบคุณพี่เอ๊ดที่เข้ามาตอบข้อสงสัยนะครับ ชัดแจ้งแดงแจ๋ทั้งชื่อเพลงและคนร้อง ส่วนเพลงต้นฉบับ เอาไว้มีโอกาสคงได้ฟังจากรายการ The Rewinder นะครับ (ตอนนี้เพิ่มเวลาขึ้นอีก 30 นาที เย้เย)


โดย: Tony KooN (tk_station ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:35:35 น.  

 
จากบล็อคครั้งที่แล้ว หนูก็พยายามฝึกอยู่เรื่อยๆค่ะ แต่ว่า..แหะๆ
สักพักนึงหายรู้ตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ emo
คงต้องฝึกกันบ่อยๆเนอะ

เรื่องกระดาษขีดความโกรธ ... ใช่เรื่องที่เคยลงในนิตยสารธรรมมะใกล้ตัวรึเปล่าคะ ? รู้สึกคุ้นๆเหมือนกัน emo

ปล* ถ้ารู้ได้ หนูคิดว่าน่าจะอารมณ์ประมาณ ... รู้แจ้ง อะไรอย่างนั้นใช่รึเปล่าคะ ?
แต่ก็งงๆอ่ะค่ะ แหะๆ emo


โดย: a r i t s u m e m o o n วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:37:18 น.  

 
อืม...
ก้อยคงต้องหาเป็นเล่มเลยหละคะ
เอาไว้ขีดๆๆ เขียนๆๆ
เวลามีโมโหคะ
ปกติอารมณ์คะ...
แต่ช่วงนี้ไม่ปกติคะ
อ่านบลอคนี้แล้ว รู้สึกดีคะ
ขอบคุณนะคะ
และขอโทษ
ที่ห่างหายไปซะนาน....
บอกตรงๆๆ
คุณเอ๊ด...เขียนดีคะ...แต่ยาวมากมาย
บางอารมณ์...ไม่สามารถอ่านอะไรยาวๆได้
ถึงแม้จะรู้ ว่าอ่านแล้วดี มีประโยชน์ก็ตาม
แล้วจะเข้ามาศึกษา ความเป็น "มนุษย์"
บ่อยๆนะคะ....
ไม่ยึดติด ต้องไม่ยึดติด ใช่ไหมคะ


โดย: snpk (snpk ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:00:55 น.  

 
สำหรับผมแล้ว การเรียนรู้ที่จะได้รักใครสักคนก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แล้วครับ ถึงแม้จะไมได้รักตอบกลับมาก็ตาม เรื่องบางเรื่องก็ทำให้ตัวผมคิดว่ามันก็ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้กันครับ ถึงแม้จะแอบภูมิใจเล็ก ๆ อยู่คนเดียวก็ตาม

มีความสุขมาก ๆ ครับ แล้วจะแวะเข้ามาใหม่ครับผม

ปล. เรื่อง Moulin Rouge เป็นหนังเรื่องโปรดอีกเรื่องที่ดูไม่ต่ำกว่าสิบรอบครับ สาบานได้


โดย: จากวันที่เธอไม่อยู่ วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:4:17:37 น.  

 
ขอบคุณทุกท่านนะครับ อุตส่าห์แวะมาอ่าน
ไม่ว่าจะลงชื่อ หรือไม่ลงชื่อก็ตาม

ประเด็นที่มีบางท่านพูดมา น่าสนใจมากครับ

คุณฮันนี่เลมอนโซดา เข้าใจถูกแล้วครับ
ที่จริงการที่จิตมันมีอาการโกรธ เพราะโดนอะไรกระทบมาก็ตาม

มันเป็นการหลงไปอย่างหนึ่ง
พระรูปนึงท่านเคยบอกผมว่า
มนุษย์เราส่วนมาก.. หลงกันทั้งชีวิต

ตื่นแต่ตัว แต่ใจหลง หลงแบบเดียวกับที่เราฝันตอนหลับนั่นแหละ

ฉะนั้น ครั้งแรกที่เริ่มทำความรู้สึกตัว
มันอาจจะช้าหน่อย แต่เชื่อเถอะครับว่า
ดีกว่าทั้งชีวิตไม่เคยตื่นเลย

ขีดแรก ที่ขีด อาจจะหลังจากโกรธไปแล้วชั่วโมงนึง
ขีดต่อๆมาจะสั้นลงเรื่อยๆ ตามความรู้สึกตัวที่เพิ่มขึ้น

อีกหน่อยหัดจนชำนิชำนาญ
โกรธแว๊บ ก็ขีดได้ หายโกรธแว๊บนึง
แล้วได้ยินเขาพูดต่อ โกรธอีกแว๊บก็ขีดได้อีก

จะเห็นว่าความโกรธก็เป็นแค่สภาวะอันหนึ่ง
ที่จิตไปรู้เข้า คนที่ทำไประยะหนึ่ง พอสติตัวจริงเริ่มเกิด

จะเห็นว่า จิตตัวที่ไปรู้ความโกรธ
กับจิตที่โกรธอยู่ เป็นคนละดวงกัน
มันแยกกันอยู่คนละส่วน ให้เราเห็นต่อหน้าต่อตานั่นแหละ

แล้วเวลามีจิตตัวที่ไปรู้ความโกรธเกิดขึ้น
ไอ้จิตที่กำลังโกรธอยู่ มันจะดับไปได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่เงื่อนไขคือ จิตตัวที่ไปรู้ ต้องไม่มีความอยากดับความโกรธเจืออยู่

เพราะถ้ามีความอยากเจืออยู่ จิตผู้รู้มันก็ไม่เป็นกลาง
เมื่อไม่เป็นกลาง สติตัวจริง ก็ยังไม่เกิด
เมือสติยังไม่เกิด ความหลง(ไปโกรธ) ก็ยังไม่สิ้นไป

เพราะมีกิเลส(ความอยาก) ตัวใหม่แทรกตัวขึ้นมาแทน

สรุปว่า.. ถ้ารู้ตัวเร็วคงดีจริงๆด้วยครับ
แต่ประเด็นคือ "อยากรู้ตัวเร็วๆ" ก็ผิดแล้วนะครับ

อริทสุมีมูน ความรู้สึกตัวเอง ก็เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง ไม่ถาวร
เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไปเหมือนกันนะครับ

ฉะนั้น ที่เห็นว่ามันหายไปน่ะ ถูกแล้ว ดีแล้ว

ถ้ารู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว เห็นว่ามันคาอยู่อย่างนั้น ไม่หายไปเลย
อันนั้นน่าเป็นห่วงมาก ให้มาบอกพี่ด่วน แปลว่าทำอะไรผิดสักอย่างชัวร์

เขียนๆไปแล้ว รู้สึกว่า ควรจะขึ้นบล็อคใหม่เรื่องนี้เลยนะนี่

ยกไปไว้ในหัวข้อตอบคำถามละกันนะครับ


โดย: aston27 วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:03:46 น.  

 
การยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเราเอง การตัดสินใจใช้ความคิดของตัวเองก็ยิ่งใหญ่นะคะ


โดย: Professional วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:48:31 น.  

 
ความรักที่ไม่ได้กลับคืนมานี่มันช่างน่าหงุดหงิดและผิดหวัง
แต่หลังจากผ่านหลายครั้ง ผมก็ปลอบตัวเองว่า
นี่ไง "ความรักคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน"


โดย: getterTu วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:18:04 น.  

 
แฟนเพลงจัง
ฟังเพลิน
อ่านเพลิน
จำเริญใจ

ความรัก คงเป็นเรื่องเดียวที่ไม่มีสอนในชั้นเรียน
และคงไม่ต้องสอน มันติดตัวอยู่กับเรา เพราะอย่างน้อย คนเราก็รู้จักรักตัวเอง แต่จะทำยังให้รู้จักรักและห่วงหาคนอื่นด้วย

สิ่งที่เราจะต้องเรียน คือ รู้จักใช้มันให้ถูกทาง และเวลา บุคคล




โดย: ดุสิตา (ดุสิตา ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:19:26 น.  

 
พอเริ่มสังเกตเฝ้าดูจิตของตัวเอง
..
..
ก็เห็นว่ามันไม่นิ่งเลยค่ะ
เดี๋ยวแว่บไปนั่นแว่บไปนู่น
..
ดึงกลับมาได้
ประเดี๋ยวไปอีกแล้ว
emo
..
จะเริ่มยังไงดีคะคุณพี่แอสตัน?


โดย: azamiya วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:22:09 น.  

 


หลงทางมาค่ะ...แล้วมาสะดุดกับบทความที่คุณเขียน...

เราเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ใจไม่สบายสุดๆ ก็หาหนังสือของคุณดังตฤณมาอ่าน...

พยายามที่จะทำตาม...แต่ด้วยข้อแก้ตัวเหมือนคนทั่วไป

ทำให้ความเข้มข้นของการปฏิบัติเลือนลางลงไป

จนตอนนี้แทบจะไม่ได้ปฏิบัติอีกเลย...แถมยังเริ่มที่จะรู้สึกว่าใจเราเริ่มจะตกต่ำอีกแล้ว

รู้สึกเหมือนใจไม่มีความสุข...แบบไม่มีเหตุผล

หงุดหงิดกับอะไรรอบตัวง่ายมาก โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีนะคะ จะลองพยายามอีกสักครั้งค่ะ



โดย: ฟากฟ้าฝั่งฝัน วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:49:23 น.  

 
azamiya ก็เริ่มได้ดีแล้วนี่ครับ

ที่เห็นว่ามันไม่นิ่งน่ะ ถูกต้องแล้ว

เราไม่ได้ต้องการ"ทำ"ให้มันนิ่งนะ
ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นอะไรทั้งนั้น
แค่ต้องการรู้ความจริง เห็นของจริงๆ

เราดู เราสังเกต เพื่อพิสูจน์ เพื่อวิจัยว่า
ตกลงไอ้จิตเรานี่ มันมีธรรมชาติเป็นยังไง

มันจะเป็นยังไง เราแค่ "รู้" สภาวะปัจจุบันของมัน
แค่รู้.. ไม่ทำอะไรเลย นอกจากการรู้.. รู้ลูกเดียว

มันแว่บไป แว่บมา ก็รู้
ไม่ต้องดึงมันกลับ แค่รู้ แล้วก็ปล่อยมัน
แล้วก็คอยไปรู้มันบ่อยๆ

อย่าดึงกลับเลยเชียว ..เพราะเดี๋ยวจะแน่นๆขึ้นมา

ที่บอกว่า คุณเห็นถูกต้องแล้ว
เพราะธรรมชาติจริงๆของจิต มันไม่เคยอยู่นิ่ง

เราต้องการรู้ตรงนั้นแหละ
รู้บ่อยๆ แล้วคุณจะเห็นว่า อีกหน่อย เวลามันแว้บไป
คุณจะรู้ตัวเอง โดยไม่ต้องจงใจไปตามรู้ ตามดู เหมือนเดิม

ถ้ามันเป็นอัตโนมัติได้เมื่อไหร่
คุณจะเห็นว่า จิตดวงที่คุณคิดว่ามันคือตัวคุณ
จิตที่คุณเคยคิดเสมอมาว่า มันเป็นของคุณ
ที่จริงมันไม่ใช่เลย
เพราะคุณบังคับมันไม่ได้จริงๆหรอก

มันทำงานของมันเอง มันแว่บไปคิดโน่นคิดนี่
โดยที่คุณไม่ได้บังคับมันเลยสักนิดเดียว

มันคิดถึงเรื่องที่คุณไม่อยากคิด
มันจำเรื่องที่คุณไม่อยากจำ
แต่ดันไม่จำเรื่องที่คุณอยากให้มันจำ

เพราะอะไร.. เพราะมันไม่ใช่ของคุณ
พูดให้ถูกกว่านั้น จิตมันไม่ใช่ตัวคุณนั่นแหละ

ดูต่อไปนะครับ ทำได้ดีแล้ว

ขอบพระคุณท่านอื่นๆที่แวะมานะครับ



โดย: aston27 วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:08:56 น.  

 
อ่านไปก็ยิ่งไม่เข้าใจที่เคยเข้าใจ
..
..
แต่พอได้อ่านจนจบ
ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วค่ะ

ขอบคุณนะคะ
..
..
ปล วานนี้ไปงานศพมาค่ะ


โดย: azamiya วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:25:04 น.  

 
..
ปล2 จิตตกค่ะ


โดย: azamiya วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:29:26 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณเอ๊ด...

เรากลับชอบประเด็นที่คุณว่าเราอาจจะไม่ได้เลือกศาสนาตั้งแต่เกิดด้วยตัวเอง

แต่เราก็เลือกได้ ว่าจะใช้โอกาสนี้ ให้เป็นประโยชน์แค่ไหน...

...ถูกคะเพราะ..การประยุกต์นำข้อคิดที่ดีในศาสนา มาใช้กับชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกเองได้
..และนำไปสู่การเรียนรู้ที่
เราคิดว่าการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่คือการเรียนรู้สิ่งที่ผิดมาก่อนเพื่อที่จะบอกกับตัวเองได้ว่า..เราไม่ควรทำสิ่งนี้อีก..มากกว่าที่เราจะทำอะไรให้ถูกต้องไปหมดซะทุกอย่างจนคุณไม่รู้ว่าความผิดหวังเป็นอย่างไรคะ..

มีความสุขกับวันพักผ่อนคะ
emoemoemo


โดย: ^^Ken-Ju***Pu-Jung^^ วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:09:57 น.  

 
สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ

ได้ฟังรายการเพิ่มขึ้น มีความสุขมากขึ้น

ลูกค้าที่ร้านพี่มาจากสารพัดมุมโลก

เขาบอกว่า

หูย...เธอรายการวิทยุของเธอเนี่ย เพราะกว่าที่บ้านผมอีกฯลฯ


โดย: พี่แหม๋ว...ฟ้าสั่ง:) (ฟ้าคงสั่งมา ) วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:36:57 น.  

 
แวะมาอ่านต่อค่ะ
ขอบคุณนะคะ

เรื่องการบ้าน ไม่ลืม ขอดองไว้ก่อนค่ะ


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:48:01 น.  

 
พี่เอ๊ด...สวัสดีค่ะ


อิอิ เอาของมาฝากเจ้าค่ะ
หน้าเหมือนพี่เอ๊ดเล้ยยยยย


Showing Some Love
More eComments



หนีก่อนดีกว่า เดี๊ยวโดนตี!!!


emo


โดย: Kimi o ai X eru วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:20:10 น.  

 
พี่เอ๊ดติ๊งต๊องมากมายยยยยยย



พี่เอ๊ดน่าหมั่นไส้มากมายยยยยย




พี่เอ๊ดทำเป็นวัยรุ่นมากมายยยยยย
อิ๊วหมั่นไส้มากมายยยยยยยยยยย


พี่เอ๊ดกินเบอร์เกอร์คิงคนเดียว
แล้วทำเป็นมายั่วมากมายยยยยยยยยยย



พี่เอ๊ดชอบแกล้งมากมายยยยยยยยยย



พี่เอ๊ดแก่มากมายยยยยยยยยยยยยยย


อิ๊วน่ารักมากมายยยยยยยยยยยยยยย

แต่อิ๊วหนีก่อนดีกว่า
ก่อนจะโดนพี่เอ๊ดตีมากมายยยยยยยยย







emo

อิ๊วไม่กลัวพี่เอ๊ดหรอกนะ อิอิอิ


โดย: Kimi o ai X eru วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:13:21 น.  

 
ซาหวัดดีค่ะ
เราว่าช่วงเวลาจัดรายการใหม่นี้ก็ดีนะคะ รู้สึกว่าบรรยากาศยามเช้า(ของเรา - เพราะปกติเป็นคนตื่นสายอ่ะ) เหมาะกับเพลงของคุณนะ
emo

วันนี้เราจิตตกพอควรกับการสอบ เลยถือโอกาสเข้ามาเรียกสติที่ blog คุณ ก็รู้สึกดีขึ้นจริงๆ
emo

ขอบคุณงามๆ ค่ะ




โดย: myouzhny วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:42:37 น.  

 
ขออีกนิดนะคะ

เราไม่ได้ฟังรายการคุณตลอดหรอกนะคะ จะฟังเมื่อเวลาอยู่ในห้องแล้วไม่ได้อ่านหนังสือ (อ่านเล่น) ในช่วงที่คุณจัดรายการพอดี บอกตรงๆ ว่าไม่ใช่คนที่ฟังเพลงหลากหลายมากนัก ส่วนใหญ่จะชอบฟังเพลง PoP ง่ายๆ เหมือนคนทั่วๆ ไปแหละค่ะ

เมื่อวานคุณเปิดเพลงร๊อครุ่นเก่าเพลงนึกที่มีดนตรีหลากหลาย ตอนแรกก็ฟังไปงั้นๆ แต่พอคุณพูดก็นึกออกว่าเราได้ยินดนตรีนั้นจริงๆ

เออเนอะ... มันรู้สึกว่าเพลงนั้นมันเจ๋งจริงๆ อ่ะ
emo

เท่านี้แหละคะ

พักผ่อนนะคะ และขอให้สัปดาห์หน้าเป็นสัปดาห์แห่งความสุขค่ะ


โดย: myouzhny วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:57:29 น.  

 
ขออนุญาตแชร์ความคิดเห็นของคำถามในcomment 17 หน่อยนะคะ

ธรรมชาติของจิตมีหน้าที่รู้ ถ้าเกิดว่าเราไม่อยากให้มันซัดส่ายหลุดไปหลุดมา เราก็ควรที่จะหาฐานหาที่สักที่หนึ่งให้จิตรู้ลงไปในที่เดียว



โดย: kittykitten วันที่: 8 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:00:14 น.  

 
แวะมาสวัสดีค่ะ..

พักนี้หลุด... โกรธไปแล้วเพิ่งจะเอื้อก ... ดุอีกแล้วเรา..

เรื่องอ่านหนังสือนานๆไม่ได้นี่กว่าจะแก้ได้นานเหมือนกันค่ะ ต้องบังคับตัวเองให้อ่านให้ได้อย่างน้อยวันสองหน้าก่อนนอน ทำอยู่นานทีเดียวตอนนี้ดีขึ้นพอสมควร อย่างน้อยไม่รู้สึกว่าต้องบังคับตัวเองอีก

คงเหมือนกับเรื่องหัดทำความรู้สึกตัวหรือเปล่าคะ แรกๆก็ผิดๆถูกๆ หัดไปเรื่อยๆก็คล่องแคล่ว
ถ้านับเกรดกัน สงสัยยังอยู่ชั้นอนุบาลอยู่เลยค่ะ


ปล.ถ้าว่างแวะไปบ่นยาวๆอีกนะคะ อนุโมทนาบุญที่เอาหนังสือไปบริจาคด้วยค่ะ



โดย: SevenDaffodils วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:53:43 น.  

 
ม่อน...

ถ้าจะทำอย่างนั้น ต้องถามตัวเองก่อน ว่าจะทำอะไร
จะเอาสมถะ หรือ วิปัสสนา

ถ้าจะทำสมถะ ก็ทำอย่างที่ม่อนว่า เอาจิตไปไว้ที่ฐานใดฐานหนึ่ง ฐานเดียว

แต่ถ้าจะวิปัสสนา ไม่จำเป็น

ใช้คำว่าไม่จำเป็น.. เพราะถ้ารู้จิต ก็คือเอาจิตเป็นฐานอยู่แล้ว

เพียงแต่จิตมันทำงานไปที่ไหน ก็รู้ทันมัน
ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องรู้ลม รู้ท้อง หรือรู้องค์ภาวนา อันใด อันหนึ่งอันเดียว

และที่ควรจะรู้เป็นอย่างที่สุดคือ

..รู้ว่า.. "ไม่อยาก" ให้มันซัดส่าย นั่นแหละ
ตัวนั้นคือตัวแรกที่ต้องรู้

ส่วนท่านอื่นๆ .. ผมอ่านความเห็นท่านด้วยความขอบคุณนะครับ

อาจจะไม่ได้ตอบเป็นรายบุคคล เพราะไปเยี่ยมกันที่บล็อคอยู่แล้ว

ตอบเฉพาะเรื่องปฏิบัติแล้วกันนะครับ


โดย: aston27 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:12:27:31 น.  

 
ถ้าคุณรู้ความจริงว่า.. สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า"ตัวเรา" น่ะ
มันไม่เคยมีอยู่จริงหรอก

คุณว่ามันยิ่งใหญ่ไหมล่ะ
^
^
รู้ตัวเองว่าไม่เข้าใจค่ะ
แต่ความเข้าใจหน้าตามันเป็นยังไงนะ
ถ้าเข้าใจต้องร้องอ๋อออ ใช่ป่าวคะ
ตอนนี้แค่อืมๆ

แล้วเราก็จะไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่นถือมั่น
สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นก็จะเข้าใจว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง
พอเข้าใจเราก็จะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างสบายๆ
แบบนี้ป่าวคะ
แง่มๆ บอกแล้วว่าไม่เข้าใจอ่ะค่ะ
แต่ไม่เข้าใจก็รู้ว่าไม่เข้าใจ ใช่ไหมคะ
^^




โดย: I am just fine^^ วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:28:00 น.  

 
ไม่เข้าใจ รู้ว่าไม่เข้าใจ ก็ดีแล้วครับ
แต่ยังไม่พอ

ต้องดูต่อว่าไม่เข้าใจ แล้วอยากเข้าใจหรือเปล่า
ถ้าอยากต้องรู้ว่าอยาก

หรือไม่เข้าใจแล้ว จิตมันมีอาการอย่างไร

รู้ว่าไม่เข้าใจ มันผิวๆ คนทั่วไป ไม่ต้องเรียนวิปัสสนาก็รู้



โดย: aston27 วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:01:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.