Group Blog
 
All blogs
 

เกาะล้าน และมอเตอร์ไซค์


หลังจากสงกรานต์ เราเลือกที่จะหยุดพักไปทะเล ก่อนวันแรงงาน ก่อนวันฉัตรมงคล
เพราะไม่ชอบหยุดพร้อมใครๆ
ที่ใกล้สุดคือ พัทยา เกาะล้าน
ตอนแรกก็ใจหาย ตอนที่พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตก 80% ทั้งสามวันที่ไป
แต่พอใกล้ๆถึงวันไป ก็มีลุ้น ฝนตกแค่ 10% 40% และ 80% ในวันกลับ

วันที่ไปเกาะล้าน ไม่ได้ไปนานนับสิบปี ทุกสิ่งเปลี่ยนไป
มีคนมาติดต่อเช่ามอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ลงเรือมา
พอบอกว่าไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์นานมากแล้ว
ครั้งสุดท้ายคือที่เกาะพยาม ระนอง คือปีที่แล้ว ก็ขี่แบบระมัดระวังมาก
น้องเจ้าของมอเตอร์ไซค์ เลือกรถคันที่สภาพดีสุดให้ตามขอ
แล้วก็ให้ทดลองขับที่ลานแถวท่าเรือ
เราว่า เขาคงอยากดูให้แน่ใจ ว่าพี่คนสวยนี่คงไม่เร่งเครื่องกระโจนลงทะเลไป มากกว่า


หลังจากพอทำความคุ้นเคยกับรถได้เล็กน้อย
เราก็เอารถออกไป พร้อมคนซ้อนท้าย
พระเจ้า... ออกมาปุ๊บก็เป็นแหล่งพลุกพล่าน ซื้อขายของ
และนักท่องเที่ยวเดินขวางเกะกะกลางถนนแคบๆ

ปกติ ขี่มอเตอร์ไซค์คนเดียวน่ะ ไม่มีปัญหา
แต่พอมีคนซ้อนท้ายที่ไม่รู้จักวิธีขี่มอเตอร์ไซค์
และไม่รู้ว่าควรเอาขาลงยันพื้นผ่อนน้ำหนักรถเมื่อไหร่นี่สิ งานหนัก

ยังไม่ทันถึงไหน ฝรั่งชายหญิง คันข้างหน้าก็เร่งเครื่องเฉี่ยวคนเดิน
แล้วเบรค ก่อนโจนทะยานใส่รถเข็นขายของซ้ายมือโครมสนั่น!!
กระเด็นตกลงมานอนแอ้งแม้งที่ถนนทั้งคู่
ดีที่แม่ค้าไม่เป็นไร
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นภายในสามวินาที

เราก็ยังรีรออยู่ จะแซงออกไปก็ไม่ได้
เพราะคนขวางทางเต็มถนน
ระหว่างชุลมุน น้องเจ้าของมอเตอร์ไซค์ ก็ขี่ตามหลังมาดู
แล้วบอกว่า พี่ตามผมมาเลยครับ โอเคหรือเปล่า


เราตามออกไปจนพ้นแหล่งชุลมุน เจ้าของวินก็บอกว่า พี่ตรงไปเลยนะครับ ไปได้ใช่ไหม
แล้วก็วกกลับไป หลังจากเราพยักหน้า

คนซ้อนบอกว่า ดีนะ เขาเป็นห่วงตามมาบอกทาง
เราหัวเราะในคอ ก่อนตอบว่า
เค้าตามมาดู ตอนได้ยินเสียงโครมครามชุลมุน
คงกลัวว่าคงเป็นพี่คนสวยไปเสยกับใครเข้าน่ะสิ

ที่อดขำไม่ได้คือ ตอนบ่ายเอารถมาส่งคืน
น้องเจ้าของวินมีประกายตายิ้มๆแกมโล่งอก
ในที่สุด เธอก็กลับมาในสภาพดีพร้อม ทั้งรถและคน 







 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2557 21:15:31 น.
Counter : 921 Pageviews.  

การ์ดใบสุดท้ายที่ไม่ได้ส่ง


แค่เห็นเบอร์โทรรุ่นน้อง เราก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
สังหรณ์บางอย่างบอกว่า อาจารย์ไปแล้ว...


พี่ MM อาจารย์เสียแล้ว
น้ำเสียงน้องเจือสะอื้น
เรานิ่งตะลึง...
หลังจากถามไถ่ เช็ครายละเอียด น้องบอกว่าจะติดต่อมาอีกทีถ้ารู้วัด รู้ศาลาแล้ว

เราติดต่อรุ่นพี่รุ่นน้องคนอื่นๆ น้ำตาไหลตลอดคืนนั้น...
แต่ตอนโทรบอกคนอื่นเราพยายามจะไม่ร้องไห้

วันรุ่งขึ้น ต้องเปลี่ยนแผน ตอนเช้าไปงานบวช
รีบกลับมาตอนบ่าย เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดดำเพื่อไปรดน้ำศพอาจารย์
ก่อนที่น้ำหลวงพระราชทานจะมาถึง

ไปถึงก็เห็นรุ่นน้องหลายคน นัยน์ตาช้ำแดงจากการร้องไห้
เราไม่ได้ร้องไห้... เมื่อวางมาลัยดอกมะลิพวงยาวลงข้างตัวอาจารย์
และกราบลงบนมืออาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาลูกชายคนโตของอาจารย์ที่เรารู้จักมาตั้งแต่เขายังเด็ก
เราก็รู้สึกถึงความสูญเสียที่มี

เดินออกมาเจอภรรยาอาจารย์ พอไหว้สวัสดี ภรรยาอาจารย์ก็บอกว่า "MM อาจารย์เขาไปสบายแล้ว"
ภรรยาอาจารย์เป็นคนที่เราเคารพไม่น้อยไปกว่าอาจารย์
สวนกับน้องสาวอาจารย์ พอเราสวัสดี น้องสาวอาจารย์ก็มีแววตาจดจำได้ทันที
แต่แขกที่มาร่วมงานมากเกินกว่าจะทักทายกันมากกว่านั้น

เสียงตอกไม้ ทำให้เราบอกอาจารย์ว่า เรามาส่งอาจารย์นะ
เจ้าพนักงานเก็บฉาก แล้วเราก็เห็นทุกอย่างสวยงาม
ทั้งโกศ ฉัตรเบญจา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดอกไม้

ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับอาจารย์ทางโทรศัพท์คือกลางเดือนมกราคม
เสียงอาจารย์เหนื่อยมาก จนเราต้องบอกว่าไม่เป็นไร ให้อาจารย์ค่อยยังชั่วก่อนดีกว่า
แอบโทรถามเลขาภาคว่า อาจารย์ดีขึ้นหรือยัง จะได้ไปเยี่ยม
แต่ทราบว่าอาจารย์ยังผอมมาก
โอ้เอ้เขียนการ์ดไว้ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียที...

ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกว่า เก็บการ์ดวันเกิด ปีใหม่ วันครู ที่เราให้ไว้ทุกใบ
เรายิ้ม... ดีใจ
รู้ว่าลึกๆลงไปในสีหน้าดุ นิ่ง อาจารย์มีอารมณ์ขัน และ sentimental ไม่น้อย


คืนนี้เราแวะไปฟังสวดพระอภิธรรมอีก ได้มีเวลาคุยกับภรรยาอาจารย์
พอบอกเรื่องการ์ด ภรรยาอาจารย์บอกทันทีว่า
"เดี๋ยวให้เขาเอาใส่ลงไปในโลงตอนเปิดโลงด้วย..."
"ป่านนี้เขาคงเตรียมสอนอยู่ข้างบน..."


เราหวังว่า เราคงหยิบการ์ดในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่เราเขียนถึงอาจารย์
มาในวันพระราชทานเพลิงศพได้ทันเป็นครั้งสุดท้าย
ตามคำแนะนำของภรรยาอาจารย์

อาจารย์คงได้เก็บการ์ดของความเคารพรักที่เรามีให้ไว้ครบทุกใบ




 

Create Date : 14 เมษายน 2556    
Last Update : 14 เมษายน 2556 22:55:04 น.
Counter : 453 Pageviews.  

ตัวประกัน... วันระทึก






เริ่มจากตอนบ่ายวันเสาร์ยังอยู่ที่ทำงาน ก็เห็น Timeline ในทวิตเตอร์บอกว่ามีการจี้จับตัวประกันแถวสุขุมวิท
ก็ชักเอ๊ะ... ยังไง

จนที่บ้านมารับไปทานข้าว ตอนบ่ายสี่โมง พยายามกดอ่านทวิตเตอร์อีกครั้ง
ก็พบว่าตัวประกันเป็นเภสัช
พยายามคลิก link เพื่ออ่านข่าว ดูชื่อ แต่เหมือนสัญญาณทุกอย่างไม่เป็นใจ

จนกลับมาบ้านตอนสามทุ่ม พอเปิด Facebook ก็.. ชัดละ
คนใกล้ตัวนี่เอง
ดีที่เธอรอดมาได้ปลอดภัย

เปิดดูภาพข่าว เห็นหน้าชัดๆ
เธอนั่งขัดสมาธิ มีคนร้ายล็อคคออยู่ด้านหลัง ที่คอมีมีดจ่ออยู่


น้องใน Facebook ที่ไม่รู้จักเธอเพราะรุ่นห่างกันมาก โพสต์ตอนดูรายงานข่าวว่า
"เภสัชกรที่โดนจี้ แม่งงนิ่งมาก"
อีกคนก็มา comment ทันใจ ว่า
"เป็นตรู กรี๊ดใส่ไอ้บ้านั่นหูแตกไปแล้ว"

อ่านแล้วต้องรีบบอกว่า

"ในสภาวะแบบนั้น สติสำคัญสุดค่ะ
อย่ายั่วยุคนร้าย ถ้าไม่เคยฝึกที่จะเอาตัวรอด หรือต่อสู้

และถ้าตัดสินใจจะหนีหรือสู้ เรามีเวลาแค่ 1-3 วินาที ช้ากว่านั้นก็ไม่รอด
ถึงได้บอกว่าเรียน self defense ไว้บ้างก็ดี

ไม่ได้ให้สู้ เพราะคนร้ายตัวโตๆนี่ ขอบอกว่าโค่นลำบาก
สำหรับผู้หญิงตัวปกติ เล็กๆ... หลบออกมาได้ก็ถือเป็นโอกาสแล้ว

ครูที่สอน Aikido เคยบอกว่า ให้เวลาฮึดได้หนเดียว ถ้าไม่รอดคือตาย...
และขอย้ำว่า ส่วนใหญ่จะสอนให้หลุดรอดและหนี มากกว่าให้สู้ค่ะ"



ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สติสำคัญสุด
คุยกับรุ่นน้องที่เคยผ่านวิกฤตการณ์มาแล้ว
เราคิดตรงกันว่า ท่านั่งตามสบายของตัวประกันนั่น หมดโอกาสหนีเลยนะ

แต่ก็ปลอดภัยสุดแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนต่อสู้ป้องกันตัว
และไม่ยั่วยุคนร้ายให้โกรธด้วยการพยายามที่ไร้ประโยชน์

เพราะถ้าจะหลบรอด ก็คงต้องตั้งแต่ถูกลากออกมาท่ายืนแล้ว
ลากมานั่งได้นี่ก็ ทำใจเถอะ คุมสติไว้ก็พอ

ยังสั่งรุ่นน้องไว้ว่า ถ้ามีแบบนี้ หาคนเสียงนุ่มๆ ฟังแล้วน่าไว้ใจไปเจรจานะ
อย่าส่งพวกเสียงปรี๊ดๆฟังแล้วกระตุ้นต่อมเครียดไปเจรจา
ฟังแล้วเครียดทั้งคนร้ายและตัวประกัน
เดี๋ยวประสาทกระตุก โดนเชือดเอาดื้อๆ



ขอบคุณพระ ที่เธอรอดมาได้

ชีวิตคนเมือง... ต้องดูแลตัวเองดีๆนะคะ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2555    
Last Update : 20 มีนาคม 2555 21:16:27 น.
Counter : 468 Pageviews.  

รถไฟฟ้า... มองหาก็จะเจอ






ตอนช่วงน้ำท่วม เราแปลงสภาพเป็นคนเร่ร่อน เปลี่ยนที่นอน 6 ครั้งในรอบสองเดือน
รวมโรงพยาบาลด้วย...

แต่เรื่องราวบนรถไฟฟ้าเกิดขึ้นในช่วงปลายของน้ำท่วม ตอนที่กรุงเทพฯชั้นในโล่งใจว่าไม่ท่วมแน่แล้ว
เรากลับมาอยู่กรุงเทพฯ และพักอยู่คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าเนื่องจากสะดวกในการไปประชุมที่คอนโดของบอส
ที่ทำงานไม่ต้องพูดถึง... ยังจมน้ำอยู่

ระหว่างที่นั่งรถไฟฟ้าทุกวัน ก็รู้สึกว่า คนสมัยนี้มีอาณาเขตรอบตัวอยู่ที่บีบี หรือไอโฟน
ขึ้นมาบนรถได้ เขาหรือเธอจะไม่สนใจว่าใครจะยืนได้ไหม เบียดเข้าประตูได้ไหม
แต่จะพิงหลังหรือคล้องแขนกับเสา กดบีบี ปาดไอโฟน ยิ้มกับวัตถุในมือ

ความใส่ใจคนอื่นและมารยาทพื้นฐานหายไป...



เย็นวันหนึ่งจากสถานีจตุจักร ผู้หญิงคนหนึ่งลุกให้เด็กชายและเด็กหญิงวัยราว 5-7 ขวบนั่ง
เราเห็นแล้วก็รู้สึกดี...
เด็กสองคนคุยกันเป็นภาษาเกาหลีตลอดทาง
จนมาถึงสถานีแถวสุขุมวิท...
พ่อของเด็กสองคนก็หันมาบอกผู้หญืงเป็นภาษาไทยว่า ขอบคุณครับ
แล้วจูงลูกขึ้นจากที่นั่ง



ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงแทนที่ ในขณะที่ครอบครัวพ่อลูกกำลังจะลง
จังหวะที่ระดับสายตาเธอตรงกับเด็กหญิงเด็กชายคู่นั้น
เด็กหญิงหันมายิ้มอายๆ และบอกเธอว่า ขอบคุณค่ะ ก่อนก้าวออกประตูไป



เราอดอมยิ้มไม่ได้
อย่างน้อย... รถไฟฟ้าก็มีน้ำใจ และความน่ารัก
ที่คุณมองหาก็จะเจอ





 

Create Date : 01 มีนาคม 2555    
Last Update : 1 มีนาคม 2555 20:42:05 น.
Counter : 347 Pageviews.  

คืนหนึ่งในโรงพยาบาล (ภาค 2)






หลังจากที่เรากลายเป็นคนไข้อนาถาไปแล้ว
มีเพียงพยาบาลเดินเข้าออก วัดความดันแทบจะทุก 15 นาที
จนเกือบสี่ทุ่ม ห้องพักเริ่มสงบ เราก็อยากเข้าห้องน้ำ แต่ติดสายน้ำเกลือ ยังไงก็ต้องเรียกพยาบาลมาช่วย

หลังจากกดออด แจ้งความประสงค์เบาหวิว เราก็พยายามกระดืบลุกขึ้น
ก็บอกแล้ว คนไข้อนาถาไม่มีใครช่วยไขเตียงให้
ปุ่มกดก็ไม่รู้อยู่ไหน สงสัยเตียงรุ่นเก่า

พี่เตียงนู้น คงเฝ้าลูกสาวเป็นไข้เลือดออก เห็นเราเข้าก็ส่งเสียงถามอย่างห่วงใยว่า
จะเอาอะไรหรือเปล่าคะ เรียกพยาบาลไหมคะ
เรายิ้ม ขอบคุณกับน้ำใจของเธอ บอกว่า เรียกแล้วละค่ะ
สักครู่พยาบาลก็มาช่วยพาไปห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่
เสื้อผ้าโรงพยาบาลก็น่ารักดี เป็นเสื้อคลุมยาวกรอมเท้า สีชมพู มีลายดอกไม้เล็กๆ สดใสไม่หดหู่

เราสบายตัวขึ้นแล้วก็กลับมานอนนิ่งๆ
พยาบาลถามว่าเจ็บไหมคะ เราพยักหน้า
ถ้าให้คะแนนความเจ็บเป็นสิบ เจ็บแค่ไหนคะ
สองค่ะ ...เรารีบตอบ ความจริงน่ะ 4 หรือ 5
แต่ไม่อยากโดนฉีด pethidine เดี๋ยวอาเจียนอีก พรุ่งนี้กลับบ้านไม่ได้
หลังจากนั้น พยาบาลก็มาฉีดยาแก้อาเจียนให้เข้าไปในสายน้ำเกลือที่ข้อมือ
เจ็บน่ะไม่เจ็บ เพระไม่ได้แทงเข็มเพิ่ม
แต่ปวดไปตามเส้นเลือดจนต้องยุดมือพยาบาลไว้ "ช้าๆหน่อยค่ะ"


เตียงขวามือของเราที่มีม่านกั้น มีเสียงคนเฝ้าดังเป็นระยะ
คุณแม่ ไม่ไหวแล้วนะคะ ไม่ลุกแล้ว ฉี่ใส่แพมเพอร์สเลยค่ะ
มีเสียงคุณแม่ต่อรอง... ก็มันฉี่ไม่ออก
ไม่ได้ค่ะ คุณแม่ลุกตลอดคืน หนูไม่ไหวแล้ว ไม่ได้นอนพอดี อย่างนี้แผลก็อักเสบ ไม่หายนะคะ


เราเข้าใจความรู้สึกคนไข้ที่ไม่อยากปัสสาวะบนเตียงหรือขับถ่ายบนเตียง
เพราะถ้าลุกได้ก็อยากไปห้องน้ำมากกว่า

ตลอดคืนก็จะมีเสียงเรียก "เกด แม่จะไปห้องน้ำ"
และเสียงต่อรองตลอด
น่าแปลกที่เราไม่ได้หงุดหงิด หรือรำคาญที่ไม่ได้นอน
แต่เป็นความรู้สึกนิ่ง สงบ


จนเช้า ได้ยินเสียงลูกสาวฟ้องพยาบาล
พยาบาลก็พยายามบอกว่าอย่าลุกเดินบ่อย
แผลที่เท้าระบมอีกแล้ว เดี๋ยวคุณยายไม่ได้กลับบ้านเร็วนะคะ
คุณยายอายุเท่าไหร่แล้วคะ...
94 หรือคะ ยังแข็งแรงอยู่เลย
เราเลยรู้ว่าที่ได้ยินเสียงนี่คุณยายอายุมากแล้ว

เราลุกไปเข้าห้องน้ำด้วยความช่วยเหลือของพยาบาลอีกครั้ง
หมอมาดูเราตั้งแต่แปดโมงเช้า พอรู้ว่าเข้าห้องน้ำ ก็รอ
และให้กลับบ้านได้หลังน้ำเกลือหมด
แถมใจดี ไม่ต้องให้กินยา "เพราะไม่งั้นหนูก็อาเจียนอีก"
ได้แต่บอกให้มาฟังผลอาทิตย์หน้า (ซึ่งรู้ผลแล้ว ปลอดภัย ปกติดีค่ะ)
เราเริ่มยิ้มแฉ่ง เพราะเคยหลายครั้งที่ดูเหมือนวันรุ่งขึ้นจะได้กลับบ้าน
ก็อาเจียนจนหมอไม่ให้กลับซะงั้น


เตียงคุณยาย มีคุณลุงกับภรรยามาเปลี่ยนเวร
คุณยายก็จะถามตลอดว่า เกด ไปไหน
แสดงว่าคุณยายติดลูกสาวคนนี้มาก
คุณลุง ลูกชายที่มาเฝ้าแทนก็จะอ่านหนังสือพิมพ์ไป ตอบเสียงดังฟังชัดไปว่า
"เกดกลับบ้าน ไปฉีดยากันบาดทะยัก ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เดี๋ยวเที่ยงๆจะกลับมาเฝ้าคุณแม่"

ทั้งหมดนี้เราไม่เห็นหรอก ได้ยินแต่เสียง
คุณยายถามซ้ำทุก 3 นาที คุณลุงเสียงดุก็ยังตอบอย่างอดทนทุกครั้งอย่างน่าทึ่งมาก

ในที่สุดคุณลุงก็พูดว่า
คุณแม่ทำให้ผมคิดถึงหนัง ที่พระเอกเป็นทหารผ่านศึก
ทุกวันพอเขาเข็นไปรับอากาศบริสุทธิ์ที่สนาม ก็จะต้องถามถึงเพื่อนชื่อจอห์นทุกครั้งว่า
"Where's John?"
คนดูแลก็จะตอบทุกครั้งว่า
"He's still alive" ยังมีชีวิตอยู่


สำเนียงภาษาอังกฤษคุณลุงเพราะมาก
เดาว่าเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ

"คุณแม่ถามจนผมคิดถึง He's still alive นั่นน่ะ"
เราแอบอมยิ้ม เพราะคุณยายก็ยังถามต่อว่า เกดไปไหน จะกลับมาเมื่อไหร่ อยู่ดี



จนเราขอพยาบาลให้หยุดให้น้ำเกลือสำเร็จ
เข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเดิมเมื่อวานเย็น พร้อมรองเท้าส้นสูง
ทาแป้งทาปาก สลัดคราบคนไข้ พร้อมออกจากโรงพยาบาล
เตียงคุณยายเปิดม่านไว้ทางด้านที่ไม่ได้ติดกับเตียงเรา
เราหันกลับไปสวัสดี "ขอให้คุณยายหายเร็วๆนะคะ"
คุณลุงเสียงดุ หน้าดุ และภรรยาที่ท่าทางใจดี ยิ้มพร้อมกัน
ขอบคุณครับ/ ขอบคุณค่ะ



ไม่น่าเชื่อว่าพยาบาลที่เคาท์เตอร์ปล่อยเราลงลิฟท์มาจนถึงการเงิน
แล้วก็ต้องวิ่งเอายามาให้ เพราะไม่คิดว่าเราเป็นคนไข้เดินออกมาจากห้องพัก
หลังจากที่เราเปลี่ยนชุดแล้ว

ที่ได้ฤกษ์อัพเดตเรื่องนี้ หลังจากโอ้เอ้มานาน
ก็เพราะเมื่อวานซืนเราดูวิดีโอคลิปพ่อที่ถามลูกว่า นกอะไร และลูกชายตอบอย่างรำคาญว่านกกระจอกครับพ่อ
จนบ่อยครั้งเข้าลูกชายก็โมโห ตวาดกลับ
ในขณะที่พ่อเอาบันทึกให้ดูว่าตอนลูกเด็กๆ
ลูกถามซ้ำว่านกอะไร 20 กว่าครั้ง พ่อก็ตอบทุกครั้ง และกอดลูกทุกครั้ง
ก็เลยนึกถึงคุณลุงกับคุณยาย แม่ลูกคู่นั้น John และ He's still alive ขึ้นมาได้

ใครช่วยบอกที ว่าหนังเรื่องนี้ชื่ออะไร




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2554    
Last Update : 14 สิงหาคม 2554 21:06:10 น.
Counter : 496 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.