Group Blog
 
All blogs
 

ดอกไม้จันทน์กับวันเศร้า

ชีวิต... สำหรับบางคนก็เป็นเรื่องเปราะบางเหลือเกิน
เพียงสองเดือนกว่า จากครั้งสุดท้ายที่พบกัน
ผู้หญิงหน้ากลม ผมลอน แต่งตัวสวยสดใสคนนั้นก็จากไป
ด้วยความตั้งใจ...

ทั้งที่ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน เธอยังคงสดชื่นงดงาม
เราอยู่ห่างเกินกว่าจะรู้ถึงปัญหาลึกๆที่เธอมี
แต่ก็เสียดายที่เธอเลือกทางเดินนี้

ครั้งสุดท้ายเมื่อคืนวันอังคารที่เธอโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดของรุ่นเธอ
ติดๆกันทุก 10 นาที ตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงตี 1
เรายังคิดว่า เธอคงเหงา
แต่ไม่คิดว่าบ่ายวันต่อมา เธอจะหนีปัญหาทั้งหมดไปอย่างไม่คาดคิด

คนที่เคยอยู่ใกล้ใจเธอที่สุดวันนี้คงช็อค
และยังไม่อยากเชื่อว่าเธอจากไปแล้ว
เราเองก็ได้แต่เตือนให้ระวังเรื่องการเดินทางให้ดี
ให้เขาตั้งสติไว้ อย่าเบลอ

ช่างน่าแปลก...
ดอกไม้แล้งน้ำของเราเลือกที่จะสู้ เพื่อครอบครัวที่เธอรัก
แต่ดอกไม้อิ่มน้ำดอกหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
เลือกที่จะปลิดกลีบลงกับดิน

แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ความปรารถนาดีของเราอยู่ที่ขอให้เธอพบความสุขสงบอย่างแท้จริง




 

Create Date : 07 กันยายน 2549    
Last Update : 7 กันยายน 2549 19:56:10 น.
Counter : 265 Pageviews.  

ดอกไม้แล้งน้ำ

คำพูดของผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งในวันนี้ทำให้เรานิ่งไปด้วยความสะเทือนใจ
ได้แต่บอกว่าทำอะไรก็คิดถึงตัวเองบ้าง
เพราะดูเหมือนทุกคนจะตักตวง กอบโกย จากความเป็นคนดีของเธอ

เรายังจำได้เมื่อเราเห็นเธอตอนที่เธอยังเป็นเด็กสาวสวย
หน้าตาสดชื่นแจ่มใส
จมูกโด่งแหลมเปี๊ยบ ตาโตสุกใส
หน้าผากเหม่งสุกใสด้วย
ดูสดชื่นเหมือนนกตัวเล็กๆ

เรียนจบแล้ว เธอก็ยังดูสดใสมีความสุขกับชีวิต
จนกระทั่งน้องชายสองคนของเธอเรียนจบนั่นแหละ
เงาร้ายก็พาดผ่านเข้ามา
เพราะน้องชายทั้งคู่ติดพนันบอล
เป็นหนี้สินมหาศาลชนิดเจ้ามือตามทวงแบบไม่ปล่อย

เธอทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อหาเงินมาโปะหนี้สินเหล่านั้น
ทุกข์ใจแทนพ่อแม่ ที่ต้องกังวลใจเรื่องน้อง
จนเธอต้องพยายามทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว
ทั้งที่ถ้าพูดถึงรายได้จากงานประจำสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว
เพิ่งจบปริญญาโทในสาขาที่หางานทำได้สบายๆ
เธอไม่เดือดร้อนอะไรเลย

หลายครั้งที่เธอรีบร้อนไปทำงานพาร์ทไทม์
หลายครั้งที่เธอเหมือนไม่ได้นอน จากการอยู่เวรดึก
หลายครั้งที่เราเห็นของหน้าตาแปลกๆท้ายรถ
ข้าวตังหมูหยองบ้าง น้ำส้มบ้าง
นั่นคือสิ่งที่เธอพยายามหารายได้มาเพิ่มเติม

ในที่สุดเธอก็ย้ายงานไปทำงานที่ใหม่
โดยหวังว่ารายได้ที่มากขึ้น แต่งานหนักขึ้นด้วยนั้น
จะทำให้เธอไม่ต้องวิ่งรอกไปทำงานพิเศษอื่น
เราเองก็คิดว่าปัญหาหนี้สินที่น้องชายทำไว้คงเบาบางลงแล้ว
แต่สิ่งที่เราได้รับทราบกลับทำให้ใจเราถูกถ่วงหนักลง

เพราะผีพนันไม่เคยปล่อยใครให้รอดเงื้อมมือ
ถ้าหากได้ลิ้มรสความตื่นเต้นมาแล้ว
วงจรเดิมในชีวิตเธอผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หายไป 2-3 ปี วันนี้เราได้เจอเธออีกครั้ง
เธอแวะมาคุยด้วยหลังจากเปลี่ยนงานใหม่อีกครั้ง
ขายบ้าน ขายรถ
พ่อกับแม่กลับไปอยู่ต่างจังหวัด
น้องชายก็มีครอบครัวและหนี้สินที่เธอยังต้องเป็นธุระอยู่อย่างเคย
ทั้งที่ทั้งคู่เรียนจบในสาขาที่เป็นอันดับต้นๆของวิชาชีพ

เธอบอกเราว่าแม่รักน้องมาก
เธออยากช่วยเพราะไม่อยากให้แม่ทุกข์ใจ
เราอยากรู้จังเลย
ว่าพ่อแม่เธอมองเห็นความทุกข์ตรมในแววตาเธอไหม


เธอก้าวเข้ามาในห้อง ทักทายพี่ชายเราว่าอ้วนขึ้น
ทักเราว่าเราหน้าใส
แล้วก็บอกว่า "เจอคนอื่นๆที่ไม่ได้เจอกันนาน
เขาทักดาว่าดาแก่ หน้ามีริ้วรอยเต็มเลย"

เราส่ายหน้า ก่อนบอกเธอว่า
พี่ว่าดาไม่ได้ดูแก่หรอก
แต่ดาดูเหนื่อย

เราไม่ได้บอกเธอว่า เธอดูเหนื่อย โรย เหมือนดอกไม้ในแจกันที่ขาดน้ำ

เธอเล่าว่าเธอไม่สบาย
ปวดหัวทุกวัน จนเดี๋ยวนี้ก็ปวด
ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าคนปกติเขาไม่ปวดหัวกันยังไง

เรากับพี่ชายสบตากัน สงสารเธอจนพูดไม่ถูก
พี่ชายเราซึ่งคุ้นเคยกับเธอมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน
บอกกับเธอว่า ดาห่วงตัวเองบ้าง
เก็บเงินทองไว้เผื่อเวลาที่ตัวเองไม่สบาย
เวลาพ่อแม่ไม่สบายบ้าง
อย่าทุ่มแบกทุกอย่างไว้คนเดียว

ความเครียดที่สะสมมาตลอด
มันส่งผลต่อสุขภาพของเธอ

เธอฟัง เรารู้
แต่มันคงยาก เพราะเธอทุ่มเทให้ครอบครัวจนสุดตัว
ไม่ได้คิดถึงความสุขหรืออนาคตตัวเอง
หวังแต่เพียงจะแก้ไขปัดเป่าปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

พี่ชายบอกว่าลำบากนักก็ยกให้ไปให้หมด
แล้วจะไปบวชก็ไป

เธอกลับไปแล้ว
เราบอกพี่ชายว่าเธอทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก
เพราะเธอเป็นคนหาเงินทองมาให้ครอบครัวอยู่ตอนนี้
พี่ถามเราว่า เธอเกิดมาเพื่ออะไร
เพื่อใช้กรรมหรือ

เราตอบไม่ได้


เราได้แต่หวังว่าเธอคงจะปล่อยวางภาระบางอย่างได้
และมีความสุขขึ้นบ้าง
แม้จะไม่เท่านกตัวเล็กๆที่เราเคยเห็น
แต่ก็ขออย่าให้เป็นดอกไม้แล้งน้ำแบบนี้เลย




 

Create Date : 06 กันยายน 2549    
Last Update : 6 กันยายน 2549 20:27:14 น.
Counter : 329 Pageviews.  

ความทรงจำที่สนามบิน 3

เกือบทุกครั้งที่ไปส่งใครที่สนามบิน
เรามักจะหลีกเลี่ยงการมองเห็นอีกคนเดินจากไปจนลับตา
เพราะเราจะหันหลังเดินกลับทันทีที่ร่ำลากันเสร็จ

บางครั้งการลาจากก็ทำให้เรารู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่าไปอีกหลายวัน
กว่าที่จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

สนามบินเป็นที่ที่เรามารอบุคคลอันเป็นที่รักด้วยใจจดจ่อ กระวนกระวาย
ความรู้สึกลิงโลดใจที่เห็นคนที่เรามารับเดินลากกระเป๋า
หรือเข็นรถเข็นออกมา
เป็นความรู้สึกที่มีค่า

พอๆกันกับความรู้สึกยามเมื่อมาส่งเขากลับ
คำบอกเล่าให้ดูแลตัวเองดีๆ รักษาสุขภาพดีๆ
ในยามที่เราอยู่ห่างไกลกัน

คราวหน้ามาก็ต้องไปรับที่สนามบินใหม่แล้วนะ
ไม่มีการโทรมาบอกว่า
น้ามาถึงแล้วนะลูก
ออกมารับหน่อย อยู่สนามบิน นั่งกินไอติมรออยู่
เพราะบอกวันผิด

เพราะถ้าบอกวันผิดละก็ นั่งรอไปอีกนานเลยกว่าจะไปถึง

แต่ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
ความรู้สึกลิงโลดใจยามพบเจอ
กับความเคว้งคว้างยามลาจาก
ก็จะยังคงเหมือนเดิม




 

Create Date : 04 กันยายน 2549    
Last Update : 4 กันยายน 2549 1:00:24 น.
Counter : 262 Pageviews.  

ความทรงจำที่สนามบิน 2

ก็ทริปเชียงใหม่หนนั้นแหละกระมัง
ที่พอถึงสนามบินเชียงใหม่
"ขณะนี้กัปตันชาลีและลูกเรือได้นำท่านมาถึงยังท่าอากาศยานกรุงเทพ เอ๊ย! เชียงใหม่"
อุตส่าห์บินมาตั้งชั่วโมง ไม่ได้ถึงไหนเลยนะนั่น

และแล้วเครื่องบินลำนั้นก็คือเครื่องบินที่เกิดการระเบิดในเวลาต่อมาไม่นานนัก
เราจำชื่อเครื่องบินได้พอเห็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์


สนามบินดอนเมืองคงเป็นที่เดียวที่เราต้องรอเครื่องบินขึ้นอยู่ 45 นาที
เพราะมีการซ้อมบินผาดแผลง (เขาใช้คำนี้หรือเปล่าเนี่ย)
จำได้ว่าทริปนั้นไปขอนแก่น
ต้องโทรไปบอกน้องที่มารับว่ายังไม่ต้องออกมาจากบ้าน
เพราะเครื่องบินดีเลย์
ตอนนี้พี่กำลังดูโชว์การบินอยู่จากในเครื่องบินที่จอดรออยู่กับที่

ครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางมากที่สุดก็คือทริปไปอเมริกาหลังจากเหตุการณ์ 911
และอเมริกากำลังประกาศสงครามได้ไม่กี่วัน
ตอนนั้นเริ่มมีการตั้งโต๊ะตรวจกระเป๋าก่อนส่งเข้าเครื่อง x-ray
ห้ามล็อคกุญแจกระเป๋า
โน้ตบุ๊คอาจถูกขอให้เปิดเครื่องรันระบบให้ดู

ขาไปไม่มีอะไรมาก ยกเว้นขากางเกงยีนส์ของเราที่ตอกหมุดพราวส่งเสียงเมื่อผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ
และตามเคย "Please be here, ma'am"
หน้าดิชั้นก็ยังไม่เหมือนคนไทยตามเคย

เราก็เวียนถอดๆใส่ๆแจ็คเก็ต เช็คเป้ เช็คโน้ตบุ๊ค ตลอดทุกสนามบินจนถึงจุดหมาย
แต่ก็ไม่ได้โดนตรวจมากกว่านั้น

แต่ตอนขากลับหลังจากนั้นอีกเดือนเศษ
เริ่มจากสายการบินในประเทศเลย
เราต้องถอดรองเท้าบู้ตออกตรวจเป็นครั้งแรก
หลังจากที่ขามาเห็นผู้ชายคนก่อนหน้าเราถูกขอให้ถอดรองเท้าถุงเท้าออกตรวจที่สนามบินโอแฮร์มาแล้ว
แต่เราไม่โดน

จากนาริตะมากรุงเทพฯ เราถูกขอให้เปิดโน้ตบุ๊คดูการทำงานอย่างสุภาพ
จากเจ้าหน้าที่ผู้หญิงญี่ปุ่นเสียงหงุงหงิงน่ารัก
เราก็ทำตามแต่โดยดี
พอรันได้ เธอก็ขอบคุณ
ปล่อยให้เรากวาดโน้ตบุ๊ค เป้ และแจ็คเก้ตขึ้นเครื่องไป

แต่พอระหว่างอยู่บนเครื่อง
ผู้โดยสารอื่นหลับหมดแล้ว
เราก็เจอปัญหาไม่สามารถบู๊ตโน้ตบุ๊คได้
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น
เป็นเหตุให้ flight attendant หนุ่มหล่อคนหนึ่งเดินมาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม
พอเราบอกปัญหา เขาก็พยายามช่วย
สักพักเขาก็พูดภาษาไทยหลังจากที่เห็นคีย์บอร์ดมีภาษาไทยอยู่ด้วย
เราเห็นพูดไทยได้ก็เปลี่ยนมาพูดภาษาไทยด้วยทันที
คงจะอธิบายเร็วไปหน่อย
เพราะเขากระพริบตาปริบๆขอร้องว่า
ช้าๆหน่อยครับ ผมฟังไม่ทัน

ถึงคราวเรางงบ้าง อ้าว! ขอโทษค่ะ นึกว่าคนไทย
เขาก็ยิ้มเขินๆ คนไทยครับ แต่ผมโตในต่างประเทศ
ก็เลยต้องกลับมาพูดภาษาอังกฤษกันอีกรอบ

แต่ก็ต้องยอมแพ้ ทำอะไรไม่ได้
เคราะห์ดีที่พอกลับมาบ้านก็บู๊ตเครื่องได้ ไม่มีปัญหา

ทุกครั้งที่เดินทาง เรายกกระเป๋าเข้าเครื่อง x-ray ชั่งน้ำหนักเองทุกครั้ง
ยกเว้นหลังผ่าตัดใหม่ๆที่หมอห้ามยกของหนัก
ที่เราต้องยิ้มหวาน ขอให้พนักวานยกกระเป๋าให้
พอเช็คอินไฟลท์ไปหาดใหญ่ เราขอให้พนักงานยกกระเป๋าชั่งน้ำหนักให้
"เพิ่งผ่าตัดมาค่ะ หมอห้ามยกของหนัก"
เราให้เหตุผลเพราะกลัวจะถูกหาว่าลากมาได้ทำไมจะยกไม่ได้
เจ้าหน้าที่ก็เต็มใจช่วยเหลืออย่างดี
แถมกังวลเกินเหตุ รีบเรียกถามเจ้าหน้าที่อีกคน พี่คะคุณเขาเพิ่งผ่าตัดมา จะมีปัญหาอะไรไหมคะ
แล้วหันมาถามเราว่า คุณหมออนุญาตให้เดินทางหรือยังคะ
เรารีบบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ เดินทางได้ เดินได้ช้าๆ แต่ห้ามยกของหนักเท่านั้นค่ะ
"ต้องการวีลแชร์ ไหมคะ"
บริการดีเหลือเกิน
"ไม่เป็นไรค่ะ เดินเองดีกว่าค่ะ ขอบคุณ"

ขากลับมา เรานั่งรออยู่ตรงจุดที่เกิดการระเบิดสนามบินที่หาดใหญ่ ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือนพอดี




 

Create Date : 03 กันยายน 2549    
Last Update : 4 กันยายน 2549 0:45:00 น.
Counter : 279 Pageviews.  

ความทรงจำที่สนามบิน 1

ไหนๆ อีกไม่นานก็จะต้องย้ายไปสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
ขอเขียนถึงความทรงจำที่สนามบินดอนเมืองซะหน่อยแล้วกัน

ครั้งแรกที่มาสนามบินดอนเมืองก็คือไปส่งน้าเดินทาง
ยังเด็กมาก ไม่ได้เศร้าอะไรนัก รู้แต่ว่าแม่เศร้ามาก

เวลาที่เดินทางเองครั้งแรกคือไปฮ่องกง ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ
มีเรากับเพื่อนรุ่นเดียวกันแต่จบคนละสถาบันที่เริ่มทำงานพร้อมกันเท่านั้นที่มีแม่มาส่ง
แต่พี่ๆก็ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องแปลก ได้แต่รับปากแม่ว่าจะดูแลน้องๆอย่างดี

ตอนตรวจหนังสือเดินทาง ก็โดนตม.แซวเรื่องอาชีพอยู่ 2-3 คำ ก่อนจะประทับตราให้

แล้วพี่ๆก็ดูแลดีจริงๆ ยอมเป็นเพื่อนไปเล่นเครื่องเล่นที่ฮ่องกงจนลงมาเวียนหัวต้องเดินอัดบุหรี่กันเป็นแถว
พร้อมกับบ่นว่าเราสองคนซาดิสม์ เล่นไม่เลิก
แต่ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบินที่ฮ่องกง หรือท่าเรือที่มาเก๊า
พี่ๆจะห่วงเราเป็นพิเศษ
จริงๆแล้วมีน้องผู้หญิงรุ่นเดียวกันอยู่ 4 คน
พี่ๆก็จะต้องเรียกให้มาอยู่ระหว่างแถว ที่ตัวเองสามารถดูแลได้
ไม่ยอมให้ไปต่อแถวอยู่ท้ายๆ เพราะกลัวมีปัญหาตอนตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากน้องๆเป็นสาวโสดหน้าตาน่ารัก


หนต่อมาไปอเมริกา รุ่นพี่ที่คณะที่ไปเรียนที่โน่น ฝากน้องสาวให้เดินทางไปพร้อมกัน
ตลอดเวลาได้แต่ติดต่อน้องสาวคนรองของพี่เขา
ส่วนน้องสาวคนที่จะไปนั่นได้คุยกันก่อนเดินทาง
ก็นัดแนะไปเจอกันที่สนามบิน
เธอบอกว่าพี่เสียงเพราะมาก ต้องสวยแน่เลย
ทำเอาเราหัวเราะก๊าก รีบบอกว่าอย่าคิดอย่างนั้นเดี๋ยวจะหากันไม่เจอ
เธอชื่อน้องเล็ก หน้าตาเหมือนรุ่นพี่ของเรา แต่เป็นเวอร์ชั่นสูบลมแล้ว เธอให้คำจำกัดความมาแบบนั้น
แล้วก็จริง

เรามักจะโดนเพื่อนล้อว่าหน้าตาน่าไว้ใจ พอที่ใครๆจะฝากพี่น้องเดินทางด้วย
เพราะขากลับมาจากชิคาโก ระหว่างที่เรากำลังเช็คอิน
ผู้หญิงผมดำคนหนึ่งได้ยินเราบอกว่ากระเป๋าเช็คทรูไปกรุงเทพฯเลย
เธอเดินตรงมาถามว่า คนไทยใช่ไหมคะ
พอถามเส้นทางการเดินทางเสร็จก็บอกว่า รบกวนฝากน้องชายคนหนึ่งนะคะ
เขาต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯคนเดียว
ฝากสายการบินแล้ว แต่คิดว่าฝากเราน่าจะดีกว่า

ตกลงเราก็เลยต้องดูแลลูกชาวบ้านนามว่าน้องปาล์ม
เป็นเด็กผู้ชายตัวสูง อายุ 12-13
น้องปาล์มเป็นเด็กที่น่ารัก นิสัยสุภาพ
มาถึงกรุงเทพฯ เราก็แยกกัน เมื่อญาติๆเขามารับ

ทุกครั้งที่สนามบิน บนเครื่องบิน เราไม่เคยถูกต้อนรับด้วยภาษาไทยเลย
ต่อให้มีลูกเรือคนไทยก็เถอะ
พอมาถึงเรา เขาและเธอเหล่านั้นจะต้องเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษทุกครั้งไป

ทริปต่อมาเป็นทริปไปฟรังค์ฟวร์ต
จำได้แต่ง่วงมาก เพราะเครื่องบินออกตอนตีหนึ่ง
ตอนนั่งรอที่เกต มีแต่เด็กๆปริญญาตรีเต็มไปหมด
ไม่รู้จักสักคน
เรากระเด็นมานั่งห่างจากกลุ่ม โดยมีน้องคนหนึ่งที่กระเด็นมานั่งหน้าเราคนเดียว
แต่หลังจากสองอาทิตย์ผ่านไป
ตอนขากลับที่สนามบินฟรังค์ฟวร์ต หลังจากร่ำลากับใครบางคนแบบวนหนีคิง ตามภาษาไพ่แล้ว
น้องๆก็มาเดินเปิดหมวกขอบริจาคเศษเงินมาร์ค (สมัยนั้น) จากเพื่อนๆและพี่ๆ เอาไปซื้อไอติมกับช็อกโกเลตกินกัน

ทริปไปเวียดนาม และพม่า ก็ยังเป็นทริปที่เราถูกถามว่า Coffee or tea? อยู่ดี ทั้งไปและกลับ
ในขณะที่พี่ๆคนอื่นในคณะที่เดินทางด้วยกันถูกทักภาษาไทยตลอด ชาหรือกาแฟคะ
หน้าดิชั้นเหมือนพม่าหรือเวียดนามนักหรือไง
ก็เที่ยวบินที่กลับจากพม่ามากรุงเทพฯน่ะ
หน้าตาเอเชียก็มีแต่ไทยกับพม่าเท่านั้น ฮึ!



เที่ยวบินในประเทศมักเป็นทริปที่เราลืมเก็บของมีคมโหลดใส่กระเป๋าใหญ่บ่อยที่สุด
หนหนึ่งที่เชียงใหม่ ระหว่างเรากำลังสลึมสลือด้วยฤทธิ์ยาแก้เมารถเมาเรือ
เจ้าหน้าที่ก็ถามเราว่าในกระเป๋ามีมีดใช่ไหมคะ
ตายละวา มีดปอกผลไม้ มีแน่ แต่มันอยู่ซอกไหนล่ะ
เจ้าหน้าที่รอเราค้นอย่างใจเย็น
แน่ละ ก็เครื่องมันดีเลย์นี่
แล้วเราก็ต้องมารับมีดคืนที่สนามบินดอนเมือง
แต่ทริปนั้นเรามีเพื่อนคุยเป็นนักบินที่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เชียงใหม่
ที่นั่งข้างๆเรา
ผู้ซึ่งถามด้วยความห่วงใยว่า ไม่สบายหรือเปล่าครับ
หลังจากเห็นเราขอน้ำมากินยาแก้ปวด ลดไข้
โดยที่ก่อนหน้านั้น เรานั่งอ่านหนังสือที่ซื้อมาจากร้านที่สนามบินตลอด ก่อนจะเก็บหนังสือตอนเครื่องบินขึ้น
"กลัวหรือเปล่าครับ เห็นตอนเครื่องขึ้นนั่งนิ่งๆมองไปข้างนอกตลอด" เขาชวนคุย
แต่คำตอบของเราก็ทำให้เขาเกือบหัวเราะออกมา
"เปล่าค่ะ ไม่ได้กลัว ชอบตอนเครื่องบินกำลังเทคออฟ มันเร็วสะใจดีค่ะ"
เราบอกว่าเรากินยาเพราะวันนั้นเราไปขี่จักรยานมารอบเมืองจนรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้
เนื่องจากหาไฟลท์กลับจากประชุมไม่ได้
เราจำสีหน้ากับแววตาประหลาดใจของนักบินคนนั้นได้
เมื่อพูดกันถึงเรื่องเครื่องบินลดระดับเร็วเกินไป
แล้วเราถามถึง flap
"รู้จัก flap ด้วยหรือครับ ผมแปลกใจนะ ได้ยินผู้หญิงพูดถึง flap"
ต้องขอบคุณนักบินคนนั้นที่ทำให้เวลาน่าเบื่อบนเครื่องบินเป็นบทสนทนาที่ทำให้ถึงสนามบินเร็วขึ้น




 

Create Date : 03 กันยายน 2549    
Last Update : 4 กันยายน 2549 0:34:35 น.
Counter : 297 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.