Group Blog
 
All blogs
 

ลาวใต้...น้ำตก... ธรรมชาติที่ยังคงอยู่

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ได้ไป ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
ชีวิตเหมือนย้อนกลับไปสู่วันเวลาเก่าๆในชนบท
ทุกอย่างเรียบง่าย

ครั้งแรกที่บอกว่าจะไปลาวใต้และสารพัดน้ำตก
น้องที่ที่ทำงานเอ่ยปากให้ยืมไม้เท้าแบบพับเก็บได้
ไม่เอ๊า...ขืนถือก็สูงอายุสิจ๊ะ
แล้วทางก็ไม่ได้ลื่นขนาดต้องใช้ไม้เท้า
เพราะน้ำหนักตัวเราไม่ได้เยอะอย่างพี่ชายเขา

เราผ่านออกไปลาวตรงด่านช่องเม็ก
แน่นอน ทัวร์เป็นคนจัดการทุกอย่าง
ระหว่างที่เราเดินดูของ แดดร้อน ฝุ่นฟุ้ง

แวะกินข้าวที่ร้านแดลตาหน้าโรงแรมจำปาสักพาเลซ
แล้วก็ไปน้ำตกตาดเยือน
ตาดแปลว่าน้ำตก
เยือนก็คือเลียงผา
ละอองน้ำปลิวมากระทบผิว ให้ความรู้สึกฉ่ำเย็นสุดๆ
อยากจะนอนอยู่ตรงจุดชมวิวเลยละ



ดอกไม้ป่าสีชมพูที่ขึ้นอยู่บนผาหน้าน้ำตก ดูสวยบอบบาง
ท่ามกลางเสียงน้ำตกโครมครืน และละอองน้ำที่ปลิวมาต้อง



ชีวิต บ้านเรือนที่นี่ เหมือนชนบทของไทยเมื่อ 40-50 ปีก่อน
ให้ความรู้สึกสงบ พ้นจากความวุ่นวายในเมืองดี





เราไปพักที่สายเซรีสอร์ท ตรงน้ำตกตาดเลาะ
บรรยากาศดี เพราะอยู่ติดน้ำตก
กินอาหารค่ำโดยมีน้ำตกเป็นฉากหลัง
เช้าตื่นมาใสบาตรพระ เณร ที่เดินจากวัดตรงหมู่บ้านใกล้ๆมาบิณฑบาตร
แล้วก็มีอาหารเช้าที่เดิม ข้างน้ำตก ขนมปังโฮมเมด ข้าวต้มปลา ชา กาแฟ
แต่บรรยากาศอบอุ่นต่างไปจากตอนค่ำ





กินข้าวเสร็จ มีไกด์ตัวน้อยสามคน เป็นเด็กผู้ชายแถวๆนั้นรับอาสาพาเดินไปน้ำตกอีกที่
เรากับพี่ๆน้องๆก็เดินตามไป
ตลอดเวลา ไกด์ตัวน้อยที่ชื่อน้องโจ้ก็คอยหันมาดูเป็นระยะ
แถมเวลาขาลงยังช่วยส่งมือให้จับ สุภาพบุรุษซะไม่มี น่ารักมาก
อายุน่าจะไม่เกิน 7 ขวบ
ตอนแรกยังคิดว่าจะไหวเร้อ... จะพากันร่วงทั้งขบวนละมั้ง
แต่พอส่งมือให้จับ รู้ทันที ข้อแข็งมาก
ตามแบบฉบับเด็กชนบทที่ช่วยงานบ้าน ตักน้ำ หาบน้ำเป็นกิจวัตร





ไปน้ำตกตาดผาส้วม ที่มีร่องหินเป็นเหมือนห้อง
เพราะส้วมที่นี่ หมายถึงห้อง
กินข้าวกลางวันเอร็ดอร่อยที่เรือนไม้ นั่งพื้น แต่ห้อยขาได้สบาย
กินไปฟังเสียงน้ำตกไป





แล้วก็ไปน้ำตกคอนพะเพ็ง
หรือที่เรียกว่า Niagara Asia
น้ำตกที่ตกลงมาแบบรุนแรงผ่านเกาะแก่งที่ขวางกลางแม่น้ำโขง
บ่งบอกให้เรารู้ถึงความยิ่งใหญ่และพลังของธรรมชาติ
อย่างไม่มีข้อแม้ใด





เรากลับมาพักที่โรงแรมจำปาสักพาเลซ ในเมืองจำปาสัก
สภาพบ้านเรือนเหมือนอยู่ในตัวอำเภอบ้านเรา
มีตึกให้เห็นบ้างประปราย
แต่ถ้าพ้นตัวเมืองไปก็มีแต่บ้านไม้
โรงแรมนี่เป็นตึกที่สูง 5 ชั้น หรูสุดแล้ว
ถ้าขึ้นไปบนดาดฟ้า ก็มองเห็นวิวได้รอบเมือง
ห้องพัก เพดานสูง ประตูไม้แบบยาวสไตล์ฝรั่งเศส สวยขรึม ขลัง



เลยโรงแรมไปไม่ไกล มีร้านมินิมาร์ท ขายสารพัดอย่างที่มาจากเมืองไทย
เราก็เลยซื้ออาหารแห้งไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนเพื่อใส่บาตรตอนเช้า
เพราะพนักงานโรงแรมบอกว่าพระจะเดินบิณฑบาตรผ่านหน้าโรงแรมตอนหกโมงสิบห้า

พระท่านเดินเร็วมาก ทั้งพระและเณร เปิดบาตร ใส่ของ ไหว้ อย่างรวดเร็ว
แป๊บเดียวก็ผ่านหน้าไป
พี่คนหนึ่งถ่ายรูปอยู่บนดาดฟ้า ลงมาข้างล่าง พระท่านเดินผ่านไปแล้ว
ต้องวิ่งตาม โดยมีเราลุ้นให้วิ่งทันอยู่ข้างหลัง
ช่วยได้แค่ถือขาตั้งกล้องไว้ให้เท่านั้น
โชคดีที่ทัน




แล้วก็นั่งรถตู้ลงแพขนานยนตร์ข้ามแม่น้ำโขงไปปราสาทวัดพู
ช่างน่าทึ่งที่คนขับรถต้องขับไปบนขอนไม้ขนาดพอดีล้อ
โดยมีคนที่แพคอยส่งสัญญาณมือบอกทิศทางอยู่หน้ารถ
แถวนั้นเต็มไปด้วยของขาย
มันแกว มะพร้าว ข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยา
ตามไปขายกันบนแพด้วย

ใครจะไปปราสาทวัดพู โปรดจงทากันแดดให้หนักๆ
อารมณ์ประมาณไปนครวัด
บันไดทางขึ้น 7 ชั้น 77 ขั้นนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนผ่านเขมรและบันไดปรางค์ประธานนครวัดมาแล้ว
หน้านี้ ดอกลั่นทม หรือลีลาวดี หรือจำปาลาว ออกดอกสวย
ให้บรรยากาศต่างจากหน้าฝนที่มีแต่ใบเขียวพอสมควร





ทับหลังที่นี่ยังคงความงดงามสมบูรณ์อยู่มาก
คุณไกด์เห็นพวกเราสนใจไถ่ถาม ฟังบรรยายดี ก็เลยมีของแถม
พาเดินขึ้นไปดูรอยพระพุทธบาทบนเขา ต่อไปอีก

พอได้กลับมาอยู่ในรถตู้พร้อมแอร์เย็นๆนี่
ชีวิตช่างมีความสุขเสียนี่กระไร
ฝุ่นท่วมข้อเท้าเลย

แล้วก็กลับมาสู่แสงสีในเมืองอุบล ก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ คืนนั้น
กับความทรงจำที่ดี




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2549    
Last Update : 17 ธันวาคม 2549 14:50:35 น.
Counter : 698 Pageviews.  

เจ้าตัวยาวในห้องน้ำ

ช่างเป็นเช้าที่วุ่นวายสุดๆ
ตรงที่ตื่นมาเสียบปลั๊กกาต้มน้ำ ชงกาแฟ
แล้วพบว่างูอยู่ในห้องน้ำข้างล่าง
มันมาจากไหนล่ะนั่น

มาตรการขั้นเด็ดขาดคือ มันต้องตายสถานเดียว
เพราะถ้าหลุดออกมาจากห้องน้ำ ไปซุกอยู่ที่อื่นละก็ ยิ่งแย่หนัก
ไม่อยากทำแต่ก็จำเป็น

แล้วทุกคนก็สวมรองเท้าบู๊ต เตรียมประจันบาน
เริ่มจากการเทน้ำเดือดลงไป เพราะจะทำให้จัดการกับมันง่ายขึ้น
แต่เจ้าตัวนี้ โตเท่าข้อมือ สีครีม มีลายทางที่ตัว
คงไม่ใช่งูเห่าน่า

พอโดนน้ำร้อน งูก็ดิ้นปัดๆ คนหนึ่งเอาจอบกดหัว พยายามไม่ให้มันออกมาจากห้องน้ำได้
แม้หัวจะบุบไปแล้ว แต่ตัวก็ยังดิ้นไปมา
อโหสิเหอะ ที่ต้องเอาคราดเหล็กทุบจนตายสนิท
ก่อนที่จะแพ็คใส่บัคเก็ตของ KFC
เต็มบัคเก็ตเลย เพราะตัวมันยาวเป็นเมตร
สงสารก็สงสาร แต่ในบ้านนี่เอาไว้ไม่ได้จริงๆ

จากนั้นก็เช็ดพื้นเป็นการใหญ่ กลิ่นคาวงู มีเลือดนิดหน่อย
ไม่ชอบเลย
สเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อ ดับกลิ่น
ล้างห้องน้ำ
เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง
เหงื่อท่วมตัว
กว่าจะได้อาบน้ำสระผม แต่งตัวไปทำงาน

ลองดูจากรูปงูสารพัดชนิด แล้วสันนิษฐานว่าเป็นงูทางมะพร้าว
เฮ้อ! จะพิษน้อย พิษมาก ลองเข้ามาในบ้านละก็ หมดสิทธิ์เลื้อยกลับออกไป
เพราะบ้านนี้ถือคติว่าตีก่อนจะรู้ว่างูอะไร
แต่ถ้าเจอนอกบ้านก็ต่างคนต่างไป ไม่ว่ากัน

ขออย่าได้เจอแบบนี้อีกเลย




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2549 23:08:50 น.
Counter : 320 Pageviews.  

One Fine Day

วันเสาร์ที่ผ่านมาคงเป็น One Fine Day ของใครหลายๆคน
เริ่มจากการนัดที่ยังไม่มีโปรแกรมแน่นอน
ตอนแรกสาวน้อยผู้มาจากหัวหินอยากไปโยนโบวลิ่ง
แต่โดนเพื่อนๆของเธอค้านว่าวันรุ่งขึ้นเรามีงาน และจะเหนื่อยเกินไป

ในที่สุดใครบางคนก็บอกว่าไปกินข้าวที่บางปูกันไหม
ทุกคนเกรงใจเราว่า จะไกลเกินไป
แต่เราอยากไป
ในที่สุดก็เลยไปบางปูกัน 5 คน
แวะรับอีกสองคนระหว่างทาง

ไปถึงบางปูตอนบ่ายสองครึ่ง หิว ก็เลยเข้าไปนั่งกินข้าวก่อน
นานๆเราจึงจะได้หัวเราะเต็มเสียงแบบนี้
จนเกือบ 5 โมงเย็นถึงได้ออกมาถ่ายรูปนกนางนวลที่บินฉวัดเฉวียนเต็มฟ้า

เราทุกคนคิดเหมือนกันว่าวันนี้เป็น One Fine Day
ความสุขจากการที่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่เรารู้ว่า
แต่ละคนมีตำแหน่งแห่งที่พิเศษอยู่ในใจของอีกคน
ทำให้ท้องฟ้า สายลม แสงแดด นกนางนวล เป็นความรื่นรมย์ในชีวิต
ความสุขในวันนี้คงเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของทุกคน
เหมือนคืนวันที่เสร็จจากงานแล้วเราออกมากินข้าวที่ร้านประจำ
แล้วร้องเพลงกับอีกกรุ๊ปหนึ่งซึ่งหอบกีตาร์มาให้เราแอบแจม แล้วก็แจมอย่างเปิดเผยในที่สุด

เรารออยู่จนพระอาทิตย์ตกดิน
ระหว่างนั้นก็เจอรุ่นพี่สมัยที่เรียนปริญญาตรี
ในขณะที่เรากำลังลังเลว่าใช่ไหม
ใครอีกคนก็ลงมาดูรถให้ "หักสุดเลย หมอ"
เราก็เลยจำได้ทันทีว่าเป็นพี่อีกคนที่เคยไปเที่ยวด้วยกันหลายปีมาแล้ว
พอแน่ใจว่าใช่ก็เลยเดินไปทักทายกันอยู่ครู่ใหญ่
แล้วก็ขอตัวมาดูพระอาทิตย์ต่อ

ความสุขที่ซึมซับอยู่ในใจของแต่ละคนทำให้อยากจะใช้เวลาอยู่อีกนานๆ
เรากลับกรุงเทพฯ แล้วก็แวะเซ็นทรัลลาดพร้าว
เพื่อกินไอศกรีมกระท้อนที่ Bonito
เพราะหลังจากครั้งก่อนที่เราพาทั้งกลุ่มมากินไอศกรีมกระท้อนของโปรดของเรา
เราก็ทำให้ทุกคนติดไอศกรีมกระท้อนไปด้วย

เราลาจากกันด้วยเสียงหัวเราะ
และเราก็หวังเหลือเกินว่าความสุขในวันนี้คงเป็นพลังในวันที่ทดท้อ เหนื่อยหน่าย เวลาที่สองคนในกลุ่มต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดตามลำพัง









 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2549 2:04:10 น.
Counter : 292 Pageviews.  

We were soldiers กับอุโมงค์ Cu Chi

วันนี้อยู่ว่างๆ ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยค้นหนังมานั่งดูเล่น
ไม่ได้เป็นอะไรกับคณะปฏิรูปฯหรอก แต่ขี้เกียจไปทำงาน
ส่งงานไปให้เลขาของ boss ทาง e-mail ตอนบ่ายแล้วก็ว่าง

หยิบ We were soldiers ขึ้นมาดูทั้งที่รู้ว่าดูแล้วเครียดแหงๆ
แต่มีอะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้ที่เราคุ้นเคยอย่างประหลาด

นึกถึงตอนหนังเรื่องนี้เข้า เราไม่ได้ตั้งใจไปดูหรอก
จะไปดู Spiderman แต่ตั๋วเต็ม ขี้เกียจรอ
เลยได้ดูเรื่องนี้แทน

พอถึงฉากบัญชาการรบของทหารเวียด ในอุโมงค์กู๋จี
ที่เรียกว่า "เดียะด่าวกู๋จี" ในภาษาเวียดนาม
เราก็สะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นโต๊ะบัญชาการรบ กับภาพบนกำแพงอุโมงค์
เพราะนั่นคือภาพที่เราฝันเห็นเมื่อคืนก่อนที่จะมาดูหนัง


เราเคยไปที่อุโมงค์นั่นราวๆ 5 ปีก่อนหน้านั้น
และช่วงนั้นก็ไม่มีอะไรให้เราต้องฝันถึงที่นั่น
เราถึงแปลกใจเหลือเกินที่จู่ๆก็ฝันถึง
และก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม

เจ้าโต๊ะบัญชาการรบนั่นเรายังเคยไปนั่งใส่หมวกทหารถ่ายรูป ตอนไปมุดอุโมงค์
เราถึงจำได้แม่นยำ ตอนเจอฉากนั้นในหนัง

เจ้าอุโมงค์ที่ว่านี่ไม่ได้กว้างขนาดห้องโถงกลางที่ใช้บัญชาการทั้งหมดหรอก
บางช่วงแคบขนาดคนตัวเล็กๆอย่างเราคลานศอกไปได้ทีละคนเท่านั้น
ฝรั่งตัวใหญ่ๆน่ะหมดสิทธิ์
ใครที่กลัวที่แคบๆ ขอแนะนำว่าอย่าเชียว
มืดตึ๊ดตื๋อ มีแต่ไฟฉายจากไกด์นำทาง
ถ้าคลานอยู่ห่างไกด์ก็มืดสนิท
ออกมาที่กว้างๆได้ก็มอมไปทั้งตัวเลยเชียว
ทั้งร้อน ทั้งฝุ่น

บางห้องกว้างขวาง
แต่ทางที่จะไปต่อเป็นทางแคบแบบเรียงเดี่ยวมืดๆ
ด้านข้างทางเดินมีหลุมขวากแหลมยาว
ไกด์บอกว่านั่นคือกับดัก
เพราะสัญชาติญาณของคนคือเมื่อบุกมาเจอทางแคบที่ต้องรอ
ก็ต้องเบียดออกไปรอด้านข้าง
แล้วก็จะตกลงไปในหลุมขวาก!!!

กลับไปในเมือง ไปพิพิธภัณฑ์สงครามอีก
คราวนี้เป็นสิ่งที่ทหารอเมริกันทำกับทหารเวียด
ดูแล้วสลดใจพอกัน
เราออกมารอพร้อมกับกระดาษทิชชูชุ่มน้ำตาในมือ

สงคราม... ไม่ว่าที่ไหน กับใคร
ก็โหดร้ายเสมอ




 

Create Date : 22 กันยายน 2549    
Last Update : 22 กันยายน 2549 21:12:38 น.
Counter : 525 Pageviews.  

รถไฟ....ใครขับ วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง.....

เมื่อคืนนอนๆอยู่ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเฉยๆ
ทั้งที่นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก
ย้ายจากบ้านหลังแรกที่อยู่กับคุณยายทั้งสองคน
มาอยู่บ้านหลังที่สองกันตามลำพัง พ่อ แม่ ลูก

เรามีของเล่นชิ้นหนึ่ง เป็นหัวรถจักร ใส่ถ่านก้อนใหญ่ ความยาวประมาณฟุตนึง
มีตุ๊กตาคนขับรถไฟ นั่งเอนตัวไปมา สั่นระฆัง ยามที่หัวรถจักรแล่นไป
เวลาแล่นจะมีเสียง วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งง...
วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง...


ปกติเราจะวางไว้บนหลังตู้โชว์สูงประมาณ 1 เมตร
ในห้องที่มีโต๊ะเขียนหนังสือของพ่อกับเราคนละโต๊ะ
ห้องนั้นมีพื้นที่ว่างพอจะเล่นรถไฟได้

คืนวันหนึ่งเราตื่นมา ได้ยินเสียง วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง.....
วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง...

กลางดึก น่าจะราวๆเที่ยงคืน
สงสัยมากว่าใครมาเล่นรถไฟเรา
ตอนนั้นน่าจะราวๆ 7 ขวบ
ก็ลุกจากที่นอน ปีนตู้ ดูตรงช่องลม

ภาพที่เห็นคือ ห้องเขียนหนังสือไม่มีใคร
มีแต่หัวรถจักรวิ่งวนไปมา พอเจอสิ่งกีดขวาง ล้อก็จะหมุนหาทางออกใหม่
ส่งเสียง วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง.....
วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง...
ส่วนตุ๊กตาคนขับหัวรถจักรก็เอนตัวไปมา


เราปลุกพ่อให้ตื่นขึ้น แล้วพ่อก็เดินไปไขกุญแจห้อง
ปิดสวิทช์ที่อยู่ด้านล่างของหัวรถจักรแล้วหยิบไปวางไว้บนหลังตู้โชว์ตามเดิม
พ่อบอกว่ามันคงหล่นลงมาน่ะลูก
แล้วเราก็กลับไปนอนต่อ

แต่เราก็ยังคงแปลกใจอยู่เสมอว่า

ทำไมมันหล่นลงมาแล้วยังวิ่งได้...
บังเอิญมากเลยนะ ที่หล่นลงมาแล้วสวิทช์กระเทือน เปิดได้เอง ทั้งที่เวลาเปิดจริง เราต้องใช้แรงเลื่อนสวิทช์มาก

ทำไมมันไม่หล่นแบบตะแคง...
ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง และจะทำให้มันวิ่งไม่ได้

ทำไมมันถึงหล่นลงมาได้...
มันหนักมากเกินกว่าหนูหรือสัตว์ใดๆจะทำมันตก
บ้านเราไม่มีแมวหรือหมาบนบ้าน

ทำไมเราไม่ได้ยินเสียงมันหล่น...
ทั้งที่มันหล่นลงมาสูงขนาดนั้น
น่าจะมีเสียงโครมครามที่ปลุกเราตื่น
มากกว่าเสียง วู้น...น...น.... แป๊งงงง.....แป๊งงงง.....

อ่านแล้วอย่าขนลุกล่ะ




 

Create Date : 10 กันยายน 2549    
Last Update : 10 กันยายน 2549 14:02:22 น.
Counter : 318 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.