Group Blog
 
All blogs
 

เด็กหญิงผมเปียกับช่างซ่อมท่อประปา





เด็กหญิงผมเปียคนนั้นคือเราเอง
ตอนเรียนอยู่ปี 4 เราถักเปียเดี่ยวไปเรียนหนังสือ
เพราะเป็นทรงผมที่คนผมยาวจะสามารถทำแล็บได้โดยไม่ต้องพะวงว่าผมจะลงไปจุ่มในน้ำยา
หรือพันเข้าไปในเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ

คำเตือน: เหตุการณ์ต่อไปนี้ ไม่เหมาะที่จะใช้อ่านเพื่อความบันเทิง
และไม่เหมาะสำหรับเด็ก สตรี คนชรา และสตรีมีครรภ์



เหตุเกิดในแล็บเภสัชวิทยา ก็แล็บเดิมที่เราเล่าเรื่องฆ่าเต่านั่นแหละ
เริ่มต้นจากต้นเทอมที่รู้ว่าต้องใช้สัตว์ทดลอง
และต้องฆ่าหนู เอาหัวใจ เอาลำไส้มาใช้
เราก็นั่งคิดบนรถปอ.ซะสิบตลบ
ว่าจะโดดเรียนดีมั้ยนะ
เพราะเราเป็นคนที่ขยะแขยงหนูสุดชีวิต (เดี๋ยวนี้ชินแล้ว)
คิดไปคิดมา ถ้าโดดก็ต้องตลอดเทอม
กลั้นใจไปเรียนแล้วกัน...

แล็บแรก เป็นหนู mice ตัวเล็กๆ หรือหนูถีบจักร
ตอนที่ใส่ถุงมือ หยิบหนูชั่งน้ำหนักทีละตัวนั่น
ช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...

เราขนลุกซู่ทั้งตัวด้วยความขยะแขยง
แต่ก็อดทนชั่งจนเสร็จ
เพราะต้องให้ยาตามน้ำหนักตัว
พอให้ยาสลบหนูเสร็จ ก็บันทึกเวลาที่หนูตื่น
รอจนเย็น...หนูก็ไม่ตื่นซะที
ตื่นสิ...จะกลับบ้านแล้ว เจ้าหนูทั้งหลาย
พออาจารย์เผลอ เราก็แอบสะกิดๆหนูให้ตื่น
แต่เจ้าหนูสิบตัวที่นอนเรียงแถวเป็น sleeping beauty นั่นก็ไม่ตื่นซะที
สักพักก็ได้ยินเสียงอาจารย์แจ้วๆ "อย่าจี๋หนูนะ ปล่อยให้มันตื่นเอง"

จนหนูตื่นครบทุกตัว
เราก็อึ้งตะลึงตะไล...
ตอนที่อาจารย์สั่งให้เก็บหนูตัวผู้ไว้
ส่วนหนูตัวเมียให้ใช้วิธีดึงคอเพื่อฆ่าทิ้ง
ใช้สองมือดึงที่คอและตัว เพื่อให้กระดูกสันหลังที่คอหลุดออกจากกัน
หนูก็จะตาย



ต่อมาเป็นหนูขาว (rat) ตัวโตขึ้นมาอีก สีขาว หางยาว
เวลาจะเอาหัวใจ ลำไส้ มาใช้
ก็ต้องฆ่าหนูโดยการทำให้กระดูกที่คอหักอย่างรวดเร็ว
เพื่อไม่ให้เจ็บปวดทรมาน



วันนั้นมีช่างประปาหน้าตาโหดมาซ่อมท่อประปาที่อ่างล้างมือที่โต๊ะแล็บ
เด็กหญิงผมเปียทำแล็บมา 4-5 หนแล้ว
ก็เริ่มต้นด้วยการจับหางหนูเหวี่ยงเป็นวงกลม แล้วฟาดคอหนูลงกับขอบโต๊ะ
ทีเดียวเท่านั้น คอหักทันที หนูก็แน่นิ่งไป

ช่างประปาก็ยืนแน่นิ่งเช่นกัน ด้วยความอึ้ง...
มองดูหน้าเด็กหญิงผมเปียที่ทำหน้าเฉย
หิ้วหนูที่นิ่งไปแล้ว เดินไปที่กิโยตินเล็กๆกลางโต๊ะ
สอดหัวหนูเข้าไป...

กร๊อบ...บ...บ...บ...

ตัดหัวหนูออก

หัวหนูหล่นลงไปบนหนังสือพิมพ์ที่รองไว้ซับเลือด
แล้วก็รีบหิ้วหางหนูไปที่อ่างล้างมือ
เพื่อให้เลือดไหลจากคอหนูลงอ่างจนหมด

ช่างประปาหน้าโหดยืนตาเหลือกอยู่ ปากอ้าค้าง...
มองดูเลือดหยดแหมะๆ ลงอ่างที่เขาเพิ่งซ่อมเสร็จ

เด็กหญิงผมเปียเงยหน้ามองช่างประปาแล้วก็อึ้งไป
เพราะสีหน้าแววตาของช่างประปาช่างบอกความไม่คาดคิด
และมีคำว่าใจร้ายอยู่เต็มลูกตา


คุณช่างประปาวันนั้นคงฝันร้าย
เราไม่ได้ตั้งใจโหด


ยัง ยังไม่หมด
ยังขาดหนูตะเภา หรือ guinea pig อีกอย่าง

ใครที่เคยเห็นก็คงรู้ว่าเป็นหนูที่ตัวอวบอ้วน เกือบเท่ากระต่ายตัวย่อมๆ ไม่มีหาง
ดังนั้นการทำให้กระดูกคอหลุด ก็คือต้องใช้มือจับคอไว้ ให้หนูหันหน้ามาทางเรา
สะบัดข้อมือลงแรงๆให้น้ำหนักตัวหนูเองเป็นตัวถ่วงให้กระดูกคอหลุด

ความผิดพลาดที่ร้ายกาจก็คือ
ความที่ข้อมือเราเล็กมาก
พอสะบัดก็สู้น้ำหนักตัวหนูไม่ไหว
หนูตะเภาเคราะห์ร้ายก็เลยหลุดมือไปกระแทกฝาตู้แล็บดังพลั่ก!!!
เลือดออกปากออกจมูก กระเซ็นมาโดนเสื้อกาวน์เป็นดวงๆ


เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว
เพื่อนผู้ชายบางคนสะบัดแรงไป หนูก็หลุดมือไปกระแทกตู้เช่นกัน


กรรมดีใดๆอันเกิดจากการใช้วิชาชีพให้เป็นประโยชน์
เราขออุทิศให้แก่สัตว์ทดลองทั้งหมดที่อุทิศชีวิตเพื่อการศึกษา และประโยชน์ของมนุษย์ค่ะ






 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 22:52:31 น.
Counter : 770 Pageviews.  

ภูหลวง...ในวันที่กำลังยังเหลือ



ก่อนอื่น ต้องบอกว่า บล็อกนี้ยาวเหมือนระยะทางที่เดิน
ใครไขข้อเสื่อม ไม่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ...



วางแผนไว้ว่าจะไปภูหลวงกับน้องคนที่ไปเที่ยวด้วยกันเสมอๆ ตั้งแต่มิถุนา
แล้วก็มีเหตุให้ต้องยกเลิกตอนปลายเดือนกันยา
เธอก็เข้าใจทันที ถ้าอย่างนี้ก็ไปกับหนูไม่ได้แล้วใช่ไหม
แต่เธอก็บอกว่า หนูยังเก็บที่ไว้ให้พี่ก่อนแล้วกัน
ถ้าพี่ไปไม่ได้จริงๆหนูค่อยหาเพื่อนคนอื่น

ในที่สุด เธอก็โทรมาอีกครั้ง ตกลงไปเที่ยวกับหนูได้แล้วใช่ไหม ไปเถอะ
เรารู้ว่าเธออยากให้เราไปอยู่ท่ามกลางคนที่คุ้นเคย

รู้ว่าต้องเตรียมเดิน
เตรียมรับมือกับอากาศหนาว
และที่แน่นอน ไม่ใช่การพักแบบคุณหนูแอนด์คุณนาย

เตรียมเสื้อกันหนาว ถุงมือ ถุงเท้าไปครบ
ถ้ากันหนาวไม่อยู่ก็ใส่ทั้งหมดที่มีอยู่ในกระเป๋านั่นแหละ

ก่อนไป อุณหภูมิพื้นราบ ราวๆ 16 C ข้างบนภูหลวงก็ราวๆ 5-10 C
ตอนที่ไปอุ่นขึ้นมาหน่อย ราวๆ 10 C
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงบอกว่า
ต้องขอโทษที่อาทิตย์นี้เครื่องทำความเย็นเสียครับ

ขอเปลี่ยนเป็น heater แทนดีกว่ามั้งคะ
หรือเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นก็จะวิเศษสุด


ที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นค่ะ
เวลาอาบน้ำเป็นเวลาวัดใจ
ควรอาบน้ำตอนเย็น ไม่เกิน 6 โมงเย็น
เพราะหลังพระอาทิตย์ตก อากาศจะเย็นยะเยือก

แน่นอน... น้ำก็เย็นเฉียบเหมือนมาจากถังน้ำแข็ง จนหน้าชา ตัวชา
ครีมอาบน้ำใครล้างยากๆละก็ อย่าให้พูดเลย อาจตายได้


จะไม่อาบน้ำตอนเย็นก็ใช่ที่
เพราะจากทางแยกที่ต้องนั่งรถสองแถวขึ้นไปอีกชั่วโมงหนึ่งนั้น
บางช่วงเหมือนถูกซัดด้วยแป้งฝุ่นสีนวลอมส้ม
ทางเป็นคอนกรีตแล้ว แต่บางช่วงยังเพิ่งเทปูน
ลงมาจากรถก็ตบฝุ่นตามตัวกับเป้ได้ฟุ้งกระจาย

อาบน้ำเช้าน่ะหรือคะ...แปลว่าอะไร...ลืมมันซะเถอะ
เพราะไม่สามารถเอาตัวเองออกมาจากเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มอุ่นๆมาทั้งคืนได้
แถมตื่นมาตอนตีสี่ครึ่ง มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีไฟฟ้า
เพราะไฟฟ้าจะเปิดตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสามทุ่มเท่านั้น
ไม่สะดวกที่จะอาบน้ำแบบมืดๆหนาวๆ
ตีห้าออกเดินไปจากบ้าน เจ้าหน้าที่พาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า
ไฟฉายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการมาพักที่นี่

พอพระอาทิตย์ขึ้น ดอกไม้ใบไม้ก็จะฉ่ำน้ำค้าง ถ่ายรูปสวยสุด
แต่อากาศก็เย็นชื้นสุดๆเหมือนกัน
เราก็ยืนสูดน้ำมูกไป ใส่ถุงมือถ่ายรูปไม่ถนัด ก็ต้องถอด
หมุนไปทางซ้ายก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเล็งกล้องมาทางเรา แล้วก็ยกนิ้วโป้งให้ เป็นทำนองว่าภาพสวยมาก
ตกลงถ่ายรูปดิฉันหรือคะ...
นึกว่ามากลุ่มเดียวกัน แต่เปล่า...
อ้าววว....เอารูปชั้นคืนมานะ

อาหารเช้า กลางวัน เย็น จะเป็นอาหารที่สั่งจากที่โรงครัวทุกมื้อ
ห้ามประกอบอาหารเองในที่พักค่ะ


มื้อเช้าเป็นข้าวต้มหมูกับเห็ดหอม กาแฟ โอวัลติน
ตอนกลางวันเป็นข้าวกล่องที่เราต้องหย่อนใส่เป้ไปเดินป่าด้วย
เจอที่เหมาะๆก็หยุดกิน
เมนูยอดฮิต กระเพราไก่ ไข่ดาว ที่แสนอร่อยเวลาเดินป่ามาหิวๆ
ตอนเย็นมีกับข้าวหลายอย่าง พร้อมผลไม้
คืนนั้นมีน้ำพริก ปลาทูทอด ผักลวก ซุปมันฝรั่งกับไก่ กระดูกหมูทอด ไข่เจียว

กิจกรรมระหว่างวันคือการเดินป่า
มีรอบเล็ก รอบใหญ่
รอบเล็กคือ 1800 เมตร
รอบใหญ่คือ 12 กิโลเมตร


แน่นอนว่าเราเป็นพวกตีตั๋วเดินอยู่แล้ว ระดับนี้ต้องรอบใหญ่เท่านั้น
กลุ่มเล็กของเรามีกัน 6 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนหนังสือ
รู้จักกันมาก่อนแล้ว
แต่น้องเล็กสุดขอเดินรอบเล็กเพราะข้อเข่าอักเสบจากรถชน
ก็เลยมีแต่พี่ๆ 5 คนไปเดินรอบใหญ่

น้องผู้ชายคนเดียวในกลุ่มชวนว่า
เดี๋ยวเราเดินรอบใหญ่เสร็จ ไปต่อรอบเล็กไหมพี่
เรามองหน้า...เดินรอบใหญ่ให้รอดแล้วค่อยถามพี่ใหม่อีกทีก็ได้นะจ๊ะ

ในกลุ่มรอบใหญ่นั้นก็มีทั้งกลุ่มที่เดินชมนกชมไม้
และกลุ่มที่ถ่ายภาพทุกอย่างที่ขวางหน้า
ดังนั้นกลุ่มชมนกชมไม้จะตามติดเจ้าหน้าที่
ทิ้งกลุ่มถ่ายภาพไว้ข้างหลัง

เราเป็นพวกเดินไปเดินมาก็จะเดินอยู่คนเดียวทุกที
เป็นเวลาที่สงบสุข เหมือนโลกเป็นของเรา

แต่เจ้าหน้าที่สองคนที่เดินสวนมาคงห่วง เพราะกลุ่มหน้าล่วงหน้าไปไกลแล้ว
ถามว่า "ไม่มีเจ้าหน้าที่นำหรือครับ"
คือว่า ที่นี่ไปไหนต้องมีเจ้าหน้าที่นำ ห้ามเดินออกนอกเส้นทาง
เราบอกว่าอยู่ข้างหน้าค่ะ
แล้วก็เลยเดินช้าลง รอน้องๆที่ถ่ายรูปอยู่ข้างหลัง

สักพักก็สวนกับอีกกลุ่มเล็กๆ 5-6 คน
ผู้หญิงคนที่เดินท้ายสุดท่าทางจะเป็นห่วงเรา ถามว่าทำไมเดินคนเดียวล่ะคะ
เราก็เลยบอกว่า เพื่อนตามมาข้างหลังค่ะ

หยุดรอเป็นระยะๆ 3 รอบ กลุ่มเราถึงตามมาทัน
พร้อมกับพี่อีกคนที่ถือโทรโข่งและวิทยุตามมา

เดินไปถ่ายรูปวิวผาเตลิ่นที่เป็นชั้นๆ โดยถ่ายจากผาสมเด็จ
แต่อากาศไม่เป็นใจ หมอกลงจัดจนขาวฟุ้งไปหมด
ก็เลยไม่รอหมอกจางละ เดินต่อไป



สักพักก็หลงทางกับกลุ่มข้างหน้าที่มีเจ้าหน้าที่นำ
...จะไปทางไหนดีละเนี่ย

มีพี่อีกสองคนตามมาสมทบ
ได้ยินเสียงจากวิทยุเจ้าหน้าที่คุยกันว่า ถึงหน้าผาแล้ว แต่ยังขาดอีก 8 คน
นับไปนับมาก็กลุ่มเรานี่นา

พี่คนที่ถือวิทยุบอกว่า ...ผมไม่รู้ว่าพิกัดที่เราอยู่คือตรงไหน...
อ้าว...แปลว่ายังไงก็ต้องดั้นด้นไปเองใช่ไหม
พี่จ๋า ตกลงวิทยุที่พี่ถือมา ช่วยอะไรเราไม่ได้เลยนะเนี่ย

ระหว่างรอพี่อีกคนไปทำธุระส่วนตัว
พวกเราก็เลยลงนั่งทานข้าวกลางวันซะเลย
ไม่ได้อนาทรร้อนใจใดๆทั้งสิ้น
ขอท้องอิ่ม และกำจัดสัมภาระส่วนหนึ่งไปก่อน
มารู้ทีหลังว่ากลุ่มใหญ่ที่รออยู่ที่หน้าผา เป็นห่วงว่าพวกเราหายไปไหน

จบข้าวกลางวันก็ตบท้ายด้วยส้มสายน้ำผึ้งที่พี่สองคนหลังหิ้วมาด้วย
เพื่อช่วยลดน้ำหนักสัมภาระ
และของหวาน ...ช็อกโกเลตรัมเรซิ่นที่เราพกใส่เป้มาหลายแท่ง
เพราะกะว่าบ่ายๆ เราคงหมดแรงเป็นแน่


อิ่มแล้วสบายใจ เดินต่อ
ตัดสินใจเดินไปตามทางที่ดูใหญ่ที่สุด
ปีนก้อนหินดูเป็นระยะ แล้วก็เห็นกลุ่มใหญ่รออยู่ที่หน้าผา
เป็นอันว่าไม่หลงแล้ว

นิสัยป่ายปีนของเราก็ยังคงอยู่ครบถ้วน
เมื่อเราบอกพี่ๆน้องๆว่า เราจะปีนไปหน้าผาที่ยื่นออกมา ถ่ายรูปให้ด้วย
ทิ้งเป้ กับกล้องไว้ที่พี่คนที่ถือวิทยุ
คิดว่าตัวเปล่าน่าจะคล่องตัวกว่า
แต่พอถึงชะง่อนผาแล้วเสียดาย
น่าเอากล้องมาด้วย เพราะมองลงไปให้อารมณ์หวิวสุดๆ
เวิ้งว้าง ว่างเปล่า... ลมเย็นฉ่ำ


เนื่องจากพวกที่เหลืออยู่เป็นตากล้องทั้งสิ้น
จึงมีการตะโกนมาเป็นระยะๆ... ให้ได้ภาพตามที่คุณๆต้องการ
จนเสร็จสิ้นกระบวนการ
เราตั้งท่าจะลุกยืน... แต่พอมองลงไปก็เหวอ...
บวกกับกระแสลมที่พัดมา ทำเอาเรานั่งลงทันที
ไม่ยืนก็ได้...กลัวลมกระโชกลงหน้าผาไป
ไม่ใช่สไปเดอร์แมน จะได้เกาะหน้าผาห้อยต่องแต่ง
เดี๋ยวบรรดาตากล้องฝั่งโน้นจะแข่งกันเอารูปสุดท้ายของเราไปแสดง

ต่อจากนั้นก็เดินไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์
แล้วก็เดินเข้าป่าดิบชื้น ออกมาดูดงเมเปิลแดง
เวลากระทบแสงแดดที่ส่องลงมาสวยจับใจ


แถวๆธารน้ำที่ใบไม้ร่วงหล่นลงมาค่อนข้างลื่น
สักพักก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายหงายหลังแต่เอามือยันพื้นไว้ทัน
ตามด้วยพี่ผู้ชายรายสุดท้ายที่ตามมา
เสียงดังปั้ก... เพราะเธอหงายหลังลงทั้งตัว มือกอดกล้องไว้สุดชีวิต

เราเองระวังลื่นสุดๆ เพราะรู้ว่าถ้าเดี้ยงในป่านี่ เป็นภาระพี่ๆแน่
รองเท้าบู๊ตคู่เก่าแก่สิบกว่าปียังทำหน้าที่ของมันอย่างครบถ้วนในการเดินป่า
หลังจากรอบสุดท้ายที่เปลี่ยนพื้นใหม่เมื่อหลายปีที่แล้ว เราก็ไม่ได้ใส่ไปไหนอีก
เพราะส่วนใหญ่จะใส่เป็นบู๊ตหัวแหลมหรือหัวตัด ส้นสูง ใส่เดินในเมือง
ก่อนไปก็เอารองเท้าไปเช็คสภาพเรียบร้อย
ต้องขอบคุณเจ้ารองเท้าคู่นี้ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
บุกป่าฝ่าดงได้แบบตลอดรอดฝั่งทั้งวัน
กลับมาถึงที่พัก ฝุ่นท่วมรองเท้ากลับมา
แต่เท้าดิฉันก็ยังสวยงามเป็นคุณนายเหมือนเดิม สีทาเล็บเท้ายังไม่ถลอกแม้แต่น้อย
ไม่เหมือนตอนไปหลงทางที่น้ำหนาว คราวนั้นรองเท้าผ้าใบกับถุงเท้าหนานุ่มยังทำให้เท้าพอง เลือดซึมถุงเท้า


ออกมาจากป่าก็เดินตามถนนอีก 3 กิโล
แต่เป็นสามกิโลเมตรแบบขึ้นเขา
โอ แม่เจ้า...
ถามเจ้าหน้าที่ว่าอีกไกลไหม... เสาวิทยุนั่นแหละครับ (ลิบๆ)



ว่าแล้วพวกเราก็งัดขนมที่แต่ละคนพกมา ออกมาแจกจ่ายกันระหว่างเดิน
มีทั้งช็อกโกเลต บ๊วย มะขามคลุก กูลิโกป๊อกกี้

จะโบกรถก็ห่วงน้องผู้หญิงสองคนข้างหลังที่น้องผู้ชายเดินปิดท้ายเป็นเพื่อน
ในที่สุดก็โบกรถให้พี่ผู้หญิงที่น้ำหนักเยอะสุด อายุมากสุดในกลุ่มขึ้นไป
ที่เหลือก็เดินคุยกันไปต่อ

พอถึงที่ทำการฯ อ้าว...ไหงเจ้าน้องสามคนนั่นอยู่หน้าเรา
ได้ความว่าโบกรถขึ้นมาอยู่ในสเปซแค็บ ยื่นหน้ามาบอกไม่ได้
โห แล้วปล่อยพี่ๆเดินเนี่ยนะ...

ถ่ายรูปกล้วยไม้รองเท้านารีหน้าที่ทำการฯเสร็จ
น้องคนเดิมก็ถามว่า ตกลงพี่ไปเดินรอบเล็กอีกไหม
...พี่อยากไป แต่พี่อยากอาบน้ำ สระผม ไม่งั้นกลับมามืดแล้วสระผมไม่ไหว..."
"งั้นเลื่อนนัดเจ้าหน้าที่เขาไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ได้..." พี่คนที่กอดกล้องตอนล้มบอก
โอเคเลย พี่ออกจากบ้านก็แวะเรียกด้วยแล้วกัน...

ได้โอกาส รีบสระผม แบบไม่ให้ตัวเปียก เสร็จแล้วค่อยอาบน้ำ
รู้สึกสบายตัว สบายหัว

ออกไปเดินรอบเล็กอีกรอบ
รอบนี้มีเอื้องพลายชุมพลให้เห็นหลายที่
พวกสิงโตทั้งหลายโรยแล้ว
กล้วยไม้ส่วนใหญ่จะบานช่วงกุมภา-มีนา
ตอนนี้เลยมีไม่มากนัก
กุหลาบขาวมีอยู่ 4 ดอก
กุหลาบแดงยังเพิ่งตูม แต่ตรงหน้าที่ทำการฯออกดอกเต็มแล้ว

เดินวนรอบออกมาสมทบกับพวกที่รอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก
แล้วก็เดินกลับที่ทำการมากินข้าวเย็น
ระหว่างนั้นก็โหลดรูปมาดูกัน

นี่คือส่วนหนึ่งของทริปนี้ค่ะ


















































 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550    
Last Update : 14 ธันวาคม 2550 21:06:55 น.
Counter : 334 Pageviews.  

คำสัญญา...ทำไมต้องสัญญา








"ทำไมต้องมีคำสัญญา...
พูดออกมาแล้วไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้หรือ"

ครั้งหนึ่ง เด็กชายอายุ 4 ขวบเคยถามแม่ของเขาด้วยประโยคนี้
เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีคำว่าสัญญา
และยังคงไม่เข้าใจต่อมาอีกนาน
ว่าแค่พูดรับปาก ไม่ได้หมายความว่าต้องทำตามนั้นหรือ
ทำไมต้องมีสัญญาอีกล่ะ

เราอมยิ้มเมื่อได้ยินเพื่อนเล่าถึงตัวเขาเมื่อยามเด็ก
กับความสับสนเรื่องภาษา

เห็นด้วยกับเขาว่า
ถ้าหากคนเราหมายความอย่างที่พูด
ก็คงไม่ต้องมีคำสัญญา


โลกของเด็กตรงไปตรงมาเสมอ







 

Create Date : 02 ธันวาคม 2550    
Last Update : 2 มีนาคม 2551 21:50:50 น.
Counter : 430 Pageviews.  

ชีวิตของใคร







นั่งฟังเพลงเดียวกัน 2 versions สลับกันไปมา...

แต่ละคนมีหนทางของตัวเอง
มีจุดหมายที่จะไปให้ถึง

บางครั้งก็มีเพื่อนร่วมทาง
บางครั้งก็ต้องเดินตามลำพัง
แต่ถึงที่สุดแล้ว ก็มาตามลำพัง ไปตามลำพัง อยู่ดี


สำหรับเรา ชีวิตมีจังหวะเวลาที่ต้องก้าวไป ช้าหรือเร็ว...
บางจังหวะรีบร้อนจนเป็นกระโดด...
บางหนก็ต้องหยุด... ถ้าไปไม่ไหว
บางครั้งก็ต้องหันหลังกลับ... ถ้าหากอันตรายรออยู่ข้างหน้า

นานมาแล้ว... เด็กผู้ชายคนหนึ่งเคยถามเรา
เมื่อเผชิญกับวิกฤตในชีวิต แต่ก็พยายามจะลากขาต่อไปท่ามกลางดงหนาม
ครั้งนั้น เราบอกให้เขาหยุด เก็บหนามที่ตำเท้าออกก่อน แล้วค่อยหาทางไปต่อ
เขาเชื่อ...
ดูเหมือนหนทางชีวิตเขาเริ่มสวยงาม

จนวันหนึ่ง... วันสุดท้ายที่เราเห็นเขาในห้อง ICU
แม่ของเขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาส่งให้แม่ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน
บอกว่า เขาจะเริ่มต้นเป็นคนดี
แม่ถามว่าเขาพูดจริงอย่างที่บอกแม่ใช่ไหมคะ...

เราพยักหน้า เมื่ออ่านจบพร้อมน้ำตา
เขาพูดจริง...
แต่บางครั้งเวลาในชีวิตก็ไม่ได้เหลืออยู่นานนัก

ชีวิตใครก็ชีวิตคนนั้น
เมื่อถึงวันสุดท้าย... ถ้าหากไม่มีสิ่งที่ต้องเสียใจที่ทำลงไป ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ








 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2550 17:58:39 น.
Counter : 301 Pageviews.  

A Reason, A Season, or A Lifetime





People come into your life for a reason, a season or a lifetime.

When you know which one it is, you will know what to
do for that person.


When someone is in your life for a REASON,
it is usually to meet a need you have expressed.

They have come to assist you through a difficulty to
provide you with guidance and support,
to aid you physically, emotionally or spiritually.

They may seem like a godsend and they are.
They are there for the reason you need them to be.

Then, without any wrong doing on your part or at an inconvenient time,
this person will say or do something to bring the relationship to an end.
Sometimes they die.
Sometimes they walk away.
Sometimes they act up and force you to take a stand.


What we must realize is that our need has been met,
our desire fulfilled, their work is done.

The prayer you sent up has been answered and now it
is time to move on.



Some people come into your life for a SEASON,
because your turn has come to share, grow or learn.

They bring you an experience of peace or make you laugh.
They may teach you something you have never done.

They usually give you an unbelievable amount of joy,
believe it, it is real, but only for a season.



LIFETIME relationships teach you lifetime lessons,
things you must build upon in order to have a solid
emotional foundation.

Your job is to accept the lesson, love the person
and put what you have learned to use in all other
relationships and areas of your life.

It is said that love is blind
but friendship is clairvoyant.


Thank you for being a part of my life, whether you
were a reason, a season or a lifetime.


-Anonymous... from forwarded mail...



ปกติจะไม่ค่อยเก็บ forwarded mail ไว้
บังเอิญเปิดมาเจอเมล์นี้ยังอยู่ในเมล์บ็อกซ์ทั้งที่เวลาผ่านมาแล้ว 2 ปี
ก็เลยเปิดอ่านอีกครั้ง และก็รู้ว่าทำไมยังเก็บไว้ ไม่ได้ลบทิ้ง

สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ...
ทำอย่างไรจึงจะรู้และยอมรับได้ว่าคนคนนั้นคือ a reason, a season or a lifetime





 

Create Date : 27 ตุลาคม 2550    
Last Update : 27 ตุลาคม 2550 11:26:40 น.
Counter : 342 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.