Group Blog
 
All blogs
 

คืนวันเสาร์ ความเหงา กับความทรงจำ

เอาล่ะสิครับ ท่านผู้ชม..

เสาร์แรกหลังจากฟุตบอลพี่เมียหลีก (Premier League) ปิดฤดูกาลลงก็มาถึง
มนุษย์พันธุ์เฝ้าบ้านเก่ง แต่ต้องอยู่คนเดียวอย่างผม ก็มีกิจกรรมหลังพระอาทิตย์อัสดงให้ทำน้อยลงไปอย่างนึง

ทางออกของ คนที่ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ไม่ดูละครทีวี
แบบผม ก็คงต้องพึ่ง DVD หรือ CD เพลงเพราะๆมาแก้เหงา

ไม่งั้นเหงาตาย..

วันนี้ ตอนหัวค่ำเปิดไปเจอหนังเรื่อง Eternal Sunshine Of A Spotless Mind ซึ่งเคยดูในโรงแล้ว ต้องบอกว่าเป็นหนังดีเรื่องนึง

ดีที่พล็อตมันน่าสนใจครับ หนังเรื่องนี้ซื้อพล็อตของหนังเกาหลีไป ทำใหม่ ตามกระแสฮอลลีวูดช่วงนี้

ใครที่ดู Eternal Sunshine มาแล้ว คงจำได้ว่ามันเป็นเรื่องสมมติว่าเป็นอนาคต ที่มีวิทยาการสามารถเลือกลบความทรงจำเป็นบางเรื่องได้

พระเอก ที่แสดงโดยจิม แคร์รี ก็เป็นลูกค้าคนนึงของคลีนิคลบความทรงจำที่ว่า
เขาอยากลบความทรงจำก็เพราะทะเลาะกับแฟน แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไปมีแฟนใหม่

โดยที่เขาเองก็มาค้นพบในระหว่างที่ความทรงจำกำลังถูกลบไปทีละฉาก ทีละตอน ว่า..

ที่คนรักไปมีแฟนใหม่ได้โดยไม่ไยดีเขา (และทำให้เขาต้องมาอยากลบความทรงจำ) ก็เพราะเธอไปลบความจำเกี่ยวกับเขาออก

พอความทรงจำเริ่มถูกรื้อกลับมาให้เขาเห็น ในระหว่างทำการลบ เขากลับพบว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของเขา ก็คือความทรงจำเหล่านั้นแหละ

และเขาพยายามอย่างยิ่ง ที่จะสู้เพื่อรักษาส่วนที่ยังมีเหลือ ไม่ให้ถูกลบ แต่จะทำยังไง ในเมื่อตัวเองกินยานอนหลับเข้าไป เพื่อให้พนักงานลบความจำ เขาทำงานได้

อันนี้ไม่เฉลยนะครับ.. ลองไปหาชมเอาเอง ถ้าสนใจ

แค่อยากบอกว่า.. ความทรงจำ นี่.. ในทางพุทธ ท่านถือว่าเป็นส่วนประกอบนึงของชีวิต ที่เรียกว่า ขันธ์ 5 ครับ

ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาน
ความทรงจำ คือตัวสัญญา

ถึงจะเป็นส่วนนึงของสิ่งมีชีวิต ที่เราเข้าใจและเรียกว่าตัวเรา
แต่แท้จริง มันก็ไม่ใช่ของเราหรอกนะครับ..
ความทรงจำมันเป็นอิสระ มันไม่ขึ้นกับการควบคุมบังคับของเราหรอก

ความทรงจำบางเรื่อง เวลามันอยากจะแจ่มชัดสมบูรณ์
เราจะไปบังคับให้มันลืม ก็ลำบาก

แต่พอเวลาที่มันจะขี้ลืมขึ้นมา เราจะบังคับให้มันจำ ก็ลำบากอีก

พระท่านถึงบอกว่า มันไม่ใช่ของๆเรา เราบังคับมันไม่ได้
แค่สร้างเหตุปัจจัย ช่วยให้มันจำบางเรื่องได้ ด้วยการทำ การพูดท่อง การมองซ้ำๆ บ่อยๆ ให้ชำนาญ

แต่บางที ก็ไม่ได้ผลเสมอไป จำสัก ร้อยเรื่อง อาจจะได้แค่ยี่สิบ นั่นก็ธรรมชาติ ปกติธรรมดานะครับ

บังคับให้จำ ก็ไม่ได้ ถ้ามันจะไม่จำ
บังคับให้ลืมก็ไม่ได้ ถ้ามันจะไม่ลืม

ผมถึงเชื่อเอาว่า วิธีมีชีวิตที่เป็นสุข ไม่ควรเอาไปขึ้นกับการจำได้ หรือต้องลืม

แต่เรามีสุขได้ ทั้งๆที่จำเรื่องแย่ๆได้ เพราะมีสติ มีปัญญา

ไม่รู้จะบอกยังไงดีกว่านี้.. เพราะพูดไปพูดมา เริ่มงงแล้ว
ว่าจะบอกอะไร

ก็บอกแล้ว..สัญญา.. หรือ ความทรงจำ มันไม่เที่ยง บังคับไม่ได้นี่ครับ

สุขสันต์คืนวันเสาร์นะครับ




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2549 23:57:29 น.
Counter : 843 Pageviews.  

ฟุตบอลโลก.. โรคฟุตบอล ภาษา และสมมติบัญญัติ

ชวนคุณสนทนาเกี่ยวกับฟุตบอลโลกสักหน่อย ท่าจะดี
ก่อนที่ฟีเวอร์จะมาในเดือนหน้า ..

คุณเคยสังเกตไหมว่า.. มีศัพท์กี่คำที่เขาใช้สื่อความหมายถึงกีฬาชนิดนี้..
เอาเฉพาะที่ผมนึกออกนะ..

ฟุตบอล = กีฬาลูกหนัง การดวลแข้ง การฟาดแข้ง การบรรเลงเพลงแข้ง ..
จะเห็นว่า คนไทยส่วนมากจะสนใจคำว่า "แข้ง"

ต่างจากคนอังกฤษที่บอกว่า มันเป็นกีฬาที่ใช้เท้าเล่นบอล
จึงเรียกมันว่า Foot-Ball

ไม่รู้ว่า คนไทยชอบใช้แข้งเตะบอลมากกว่าเท้าหรือเปล่า
ผลงานถึงไม่ค่อยพัฒนาเสียที

ที่จริง จะว่าเราชาติเดียวก็ไม่ถูก.. เพราะอย่างฝรั่งอเมริกัน เขาก็ไม่เรียก Football แต่เขาเรียกว่า Soccer

ในขณะที่คำว่า Football นั้น เขาไปใช้เรียก อเมริกันฟุตบอล ที่เอาคนมาสวมหมวกกันน็อค แล้ววิ่งชนกันจนม้ามแลบกันเป็นแถบๆนั่นแหละนั่นแหละ

ทั้งๆที่ทั้งเกม เขาใช้เท้าเอาไว้วิ่งอย่างเดียว ลูกก็ถือไว้กอดไว้ด้วยมือประมาณ 95% ของเกม
นานๆถึงจะใช้เท้าเตะบอลเพื่อเปิดเกม หรือเตะเพื่อทำแต้ม

ก็ยังจะเรียกว่า ฟุตบอลน่ะ .. มีไรแมะ..

คิดแล้วก็ชวนให้ขำๆ .. เพราะของอย่างเดียวกันแท้ๆ
พวกคอเคเชี่ยน หรือคนพูดภาษาปะกิตเหมือนกัน แต่ดันเรียกไม่เหมือนกัน

อเมริกัน กับอังกฤษ เขามีเรื่องขำๆแบบนี้เยอะครับ
แม้แต่ศัพท์ออกเสียงเหมือนกัน บางทีก็ยังสะกดต่างกัน

เช่น analyse - analyze เช่นคำ่ว่า Traveler - Traveller

หรือคำๆเดียวกัน เขียนเหมือนกัน พี่ก็จะออกเสียงต่างกันน่ะ มีไรมั้ย..

เช่น Fragile ที่แปลว่า เปราะ บอบบาง แตกหักง่าย
อังกฤษจะอ่านว่า ฟราจาย แต่อเมริกันมักอ่านเป็น แฟรจิล

ลองไปฟังเพลงชื่อ Fragile ของนักร้องชื่อ STING ซึ่งเป็นคนอังกฤษ เขาก็ออกเสียงชัดเจนว่า "ฮาว ฟราจาย วี อาร์" how fragile we are..

อย่าถามผมนะครับ ว่าทำไมมันต้องเป็นไปอย่างนั้น
เพราะผมว่าคนอังกฤษ มะกันเอง หลายคนก็คงตอบไม่ได้

มันบัญญัติกันสืบๆมาแบบนี้น่ะครับ

เรื่องภาษานี่ ในทางพุทธ เขาเรียกว่ามันเป็นเรื่องของ "สมมติบัญญัติ" ครับ

แปลเป็นไทยได้ว่า..
คำที่เรากำหนดขึ้น โดยสมมติว่ามันคือชื่อเรียกของอะไรก็แล้วแต่ ของ คน กริยาอาการ ความรู้สึก

เน้นที่คำว่า สมมติ เพราะมันไม่ใช่ของจริง แต่เป็นคำที่ใช้แทนเท่านั้น .. นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมถึงมีตลกขำขันอันเกิดจากภาษามากมาย เกินบรรยาย ในโลกนี้

เวลาผมเห็นคนเถียงกันเรื่องสมมติบัญญัตินี่จะเหนื่อยใจแทนครับ

เคยได้ยินคนเถียงกันว่า.. คำๆนี้ ที่ถูกอ่านว่ายังไงไหมครับ
อย่างเช่นบางท่านบอกว่า คนไทยชอบอ่านชื่อฝรั่งผิด
เช่น Paris ต้องอ่านว่า แพริส ไม่ใช่ ปารีส
New York ต้องอ่านว่า นิวโย้ค(เคอะ) ไม่ใช่ นิวหยอก

Niaggara Water Fall ต้องอ่านว่า น้ำตก ไนแอ๊กกร้า ไม่ใช่ ไนแองการ่า

Jewellry ต้องอ่านว่า จูวเวลลี่ ไม่ใช่ จิวเวลลี่

ยา Aspirin ก็ต้องอ่านว่า แอสพริน ไม่ใช่ แอสไพริน

แต่น่าแปลกที่ไม่เคยมีใครสะกิดบอกฝรั่งเลยว่า เขาอ่านชื่อเมืองหลวงของเรา "บางกอก" ผิด เป็น แบงค่อก

แถมทุกวันนี้เวลาใครจัดงานอะไรที่ขึ้นชื่อด้วย Bangkok ก็พลอยอ่านเป็น แบงค่อก กันไปหมดแล้ว

เรื่อง "ถูก" "ผิด" นี่ ถึงว่า ถ้าไปยึดไปแบกกันมาก มันเหนื่อยนะครับ

เอาแค่ พอพูดแล้ว มันสื่อสารกันได้เข้าใจ ก็พอแล้ว
อย่าถึงขั้นต้องดูแคลนกันว่าต่ำชั้น ไร้สกุลอะไรกันขนาดนั้นเลย

เพราะทุกอย่าง มันก็เป็นแค่สมมติบัีญญัติ เป็นสิ่งที่เอาไว้ใช้สื่อสาร ไม่ได้เอาไว้แบก

เพราะถ้าจะว่ากันเรื่องอ่านชื่อผิดแล้วคอขาดบาดตาย
ชาวปารีสคงต้องออกมาเดินขบวนกันยกใหญ่ มานานแล้ว

เพราะคนค่อนโลกเรียกชื่อเมืองเขาผิดเป็น .. ปารีส .. แพริสก็ผิดนะครับ

เพราะชื่อที่คนฝรั่งเศสเรียกเมืองหลวงตัวเอง..
เขาสมมติเป็นบัญญัิติเอาไว้ว่า..

"ปาครี.." ครับ

สุขสันต์วันวิสาขบูชา.. วันแห่งความรู้ ความตื่น ความเบิกบานของชาวพุทธ

วันที่พระพุทธเจ้าแสดงให้พวกเราเห็นไตรลักษณ์ ด้วยสังขารของพระองค์ เอง ว่าทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา ..

เจริญในโลก เจริญในธรรมกันทุกท่านนะครับ




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2549 21:42:49 น.
Counter : 878 Pageviews.  

จาก เรื่องล้างกรรม.. ถึง Lost In Translation

เมื่อวานที่เขียนเรื่องสัตว์เลี้ยงไป ..
มีข้อความของคุณแม่น้องนับ run to me เจ้าประจำถามว่า..

"เมื่อคืนอ่านเรื่องกรรมแล้ว คุณ aston เชื่อเรื่องการทำบุญลบล้างกรรมมัย มันลบล้างกันได้เหรอ ที่เค้าเขียนมาก็ดูมีเหตุผลนะ แต่...บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป มันลบกันได้ก๊ะ..."

แม่น้องนับเข้าใจถูกต้องแล้วก่ะ ..
บุญกับบาปเป็นคนละตัวกัน.. และเราเป็นศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องการล้างบาป.. แต่ .. (ขอเน้นตรง "แต่" อีกที) เราเชื่อว่าการทำความดี สร้างกุศลในระดับที่มากพอจะช่วยเจือจาง บรรเทาผลของทุกข์นั้นได้

ผมเคยได้ฟังผู้รู้ที่เป็นครูบาอาจารย์หลายท่าน หลายสำนักสอนตรงกัน เลยอนุมานว่าพระพุทธเจ้าจะทรงเคยใช้วิธีเปรียบเทียบนี้มาก่อน.. ว่า..

ถ้าเปรียบบาปอกุศล ที่เราทำเป็นเกลือกำมือหนึ่ง เปรียบกุศลผลบุญ ความดี เป็นเหมือนน้ำเปล่า

สมมติบุญกุศล มีปริมาณเท่าน้ำหนึ่งแก้ว เอาเกลือใส่ลงไปในแก้ว ถามว่าน้ำจะเค็มไหม.. ควรจะใช่ไหมครับ.. เค็มมากๆด้วย

แต่สมมติเราหมั่นทำความดี ด้วยความตั้งใจดี กุศล ผลบุญที่เราสร้างเหมือนน้ำที่เติมเข้าไปทีละแก้ว ทีละแก้ว

หรือถ้าบุญใหญ่หน่อบ กลายเป็นถัง และที่สุดแล้วปริมาณกุศล มันเพิ่มเป็นซักโอ่งใหญ่ๆโอ่งนึง

ถามว่า.. เกลือจะหายไปไหม.. ไม่นะครับ ความเค็มของเกลือก็ยังอยู่ แต่ปริมาณน้ำสะอาดที่เราเติมเข้าไปๆๆ มันจะช่วยเจือจางให้รสเค็มนั้นมันเจือจางลง

ฉันใดฉันนั้น บาปกรรมที่เราทำไว้ มันไม่เคยหายไปไหนหรอก มันก็เป็นเกลือที่รอเวลาจะถูกโยนลงมาในบ่อชีวิตของเรา

ถึงเวลานั้น ก็ขึ้นกับว่า เรามีปริมาณน้ำใสๆเย็นๆ อยู่เท่าไหร่ ถ้ามันมากมายเท่าสระว่ายน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ เราก็อาจจะแทบไม่รู้สึกถึงความเค็มเลยก็ได้

********************

คุณๆรู้จักหนังเรื่อง Lost in Translation ไหมครับ
หนังเล็กๆที่แสดงโดย บิล เมอร์เรย์ กับ Scarlett Yohannson เรื่องของดาราวัยดึก ที่ไปทำงานในโตเกียว แล้วไปสนิทกับสาวน้อยที่เพิ่งแต่งงาน

หนังเรื่องเรื่องนี้กำกับโดย โซเฟีย คอปโปลา ลูกสาวของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับที่สร้าง GodFather ทั้งสามภาค ให้เป็นหนังขึ้นหิ้งอมตะสะท้านโลกมาแล้วนั่นแล

ถามว่าหนังสนุกไหม.. ไม่สนุกเลยครับ เป็นหนังประเภทต้องปีนกระไดดูพอสมควร เพราะต้องใช้ความสามารถในการเดาว่าตัวละครมันคิดอะไร ตลอดเวลา

แถมเขาก็จะเดินเรื่องเนือยๆ เหมือนดู Reality show ของผู้ชายวัยใกล้ 60 คนนึง ที่ไม่ทำอะไรนอกจากกินแล้วก็นอน

แต่จู่ๆ เมื่อวานนี้ .. ผมก็เริ่มเข้าใจความหมายของ Lost In Translations ขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย

ผมมาคิดได้ว่า.. ไอ้ Translation มันมีสองความหมาย ระหว่างการแปลภาษาต่างด้าว ให้เป็นภาษาที่เราเข้าใจ

กับอีกอันคือการแปลภาษาไทย ให้เป็นไทยนี่แหละ

คนเรานี่ ถ้าฟังภาษาญี่ปุ่น เยอรมัน บัลแกเรียน ฮิบบรู สวาฮิลีไม่เข้าใจ มันปกติน่ะครับ เข้าใจได้ เหมือนที่บิล เจอในหนัง

แต่ถ้าคนใกล้ตัว พูดภาษาไทย หรือต่อให้อังกฤษเหมือนกันอย่างในหนัง แล้วแปลความหมายไม่ตรงกัน บ่อยๆ หรือแทบจะตลอดเวลา มันลำบากนะครับ มันจะเหนื่อยมาก

เหมือนที่สการ์เล็ตท์ รู้สึก Lost เพราะสามีไม่เข้าใจภาษา และความรู้สึกของเธอ

ผมว่า.. บางที.. ถ้าเราจะเพียงแค่ "ฟัง" เขา ในสิ่งที่เขาพูด โดยไม่ต้องพยายาม "แปล" มากเกินไป มันอาจจะดีกว่านี้

เช่นถ้าสามีคุณบอกว่า.. วันนี้กับข้าวเค็มไปนิดนะ ก็ไม่ต้องไปแปลว่า สามีกำลังคิดว่า.. ว่าฝีมือทำกับข้าวเธอห่วยมากสู้แฟนเก่าไม่ได้ ฯลฯ

เพราะมันมีความหมายแค่กับข้าวถ้วยนั้นมันเค็มไปนิด เท่านั้นแหละ

หรือถ้าบอกว่า.. วันนี้เขาเหนื่อยมาก เขาอาจจะอยากฟังเราเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง แต่ไม่อยากพูดมาก ก็ไม่ควรจะแปลว่า เขารักเราน้อยลง หรือกำลังว่อกแว่กไปคิดถึงคนอื่น

เพราะมันมีความหมายแค่.. เขาเหนื่อยและอยากได้กำลังใจเฉยๆ

ผมว่า คู่ไหน คนไหน ที่มีการสื่อสารที่ดี ชนิดหลับตา พูดกันคำเดียว ก็เข้าใจทะลุ (ในทางที่ดีด้วยนะ) ชาติที่แล้วคุณท่าทางจะทำบุญมาดีมาก

แต่ถ้าไปเจอคู่ที่พูดว่าเทา ก็พยายามคิดว่ามันขาว หรือดำ
พูดว่าขาว ก็พยายามคิดว่า มันจะขาวได้นานแค่ไหน
พูดว่าดำ ก็พยายามคิดว่า สงสัยจะพูดว่าดำกับเราคนเดียว กับคนอื่นคงพูดขาวหมด

ไม่พูดอะไร ก็คิดอีกว่ากำลังไม่พอใจอยู่แน่เลย ..

อันนั้น lost in translation แล้วล่ะมัง

หวังว่าคุณๆจะไม่เจอและไม่เป็นอาการนั้นนะครับ

สุขสันต์วันพฤหัสบดีครับ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2549 8:38:19 น.
Counter : 939 Pageviews.  

น้องหมา.. น้องแฮม .. น้องนก

ที่บ้านผมไม่มีสัตว์เลี้ยงครับ ..

ไม่ใช่ไม่รักสัตว์ แต่เพราะผมรู้ธรรมชาติตัวเองว่า ผมเป็นคนผูกพันกับสิ่งที่ผมรัก และผมอยู่ตัวคนเดียว มันจะเป็นการทรมานเจ้าสัตว์ตัวน้อย มากกว่าจะให้คุณกับเขา

เวลาผูกพันกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อย หรือตัวใหญ่ก็ตามแต่
มันก็เหมือนมีลูกนั่นแหละ ต้องคอยดูแล ห่วงใย
ต้องคอยให้อาหาร ทำความสะอาด ต้องคอยกอด คอยสัมผัส
จะไปไหนไกลๆ ก็ลำบาก เพราะต้องกังวลว่าใครจะดูแล

หลายคนอาจจะบอกว่า.. ก็พาไปด้วยสิ

แต่ในความเป็นจริงจะพาไปด้วย ก็ไม่ง่ายนัก เพราะหลายๆที่ เขาก็ไม่อยากให้นำสัตว์เข้าไปในห้องพัก

คนเลี้ยงสัตว์ มักจะไม่ค่อยรู้ตัวนะครับ ว่าเวลาพาสัตว์เลี้ยงแสนรักไปในที่สาธารณะ มันทำให้หลายคนรู้สึกว่าโดนละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหารนี่.. ขอความกรุณาเถอะครับ

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ สำคัญที่สุด มันอยู่ตรงที่ความรู้สึกเวลาเขาป่วย เวลาเขาหมดอายุขัยของเขานี่แหละ

เพราะน้องหมา น้องแฮม น้องนก น้องอะไรก็ตามแต่
เขาก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้กฏของธรรมชาติ
ถึงคุณจะรักเขาขนาดไหน พอสังขารเขาเสื่อมถอยจนหมดสภาพ เขาก็ต้องไป

มนุษย์อย่างเราๆ ยังเอาตัวไม่รอด แล้วนับประสาอะไร..
ยิ่งเขาเป็นสัตว์ที่ช่วงอายุขัยสั้นกว่าคนมาก ยิ่งเลี่ยงไม่ได้

ผมเคยเห็นหลายคนนั่งทุกขเวทนา ร้องไห้ตาบวม กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะสัตว์เลี้ยงแสนรักต้องจากไปมาเยอะแล้ว

เยอะพอที่ผมจะยืนยันกับตัวเองว่า .. ผมไม่ควรเลี้ยงสัตว์นั่นแหละ ไม่ว่าผมจะชอบหมายิ้มขนาดไหนก็ตาม

ถ้าจะมีข้อยกเว้นให้ตัวเองได้ เห็นจะมีปลาเท่านั้นแหละ
เพราะผมอยากมีสระน้ำอยู่ในบริเวณบ้าน ผมชอบอยู่ใกล้น้ำ มันเย็นดี

พูดมาเสียตั้งนาน.. ก็ยังแอบมีข้อยกเว้นของตัวเอง
ผมว่า คนเลี้ยงแมว หมา กา ไก่ หรือแฮมสเตอร์ อย่างคุณ Joyaccy หรือ เจ๊ว่านน้ำ เธอก็คงเห็นมันเป็นข้อยกเว้นอย่างนึงของชีวิตตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ

เลี้ยงอะไร ก็เลี้ยงให้ดี เลี้ยงได้นะครับ.. ผมขัดศรัทธาท่านไม่ได้หรอก
แค่อยากเตือนว่า.. ให้มีความเห็นถูก เห็นชอบไว้เสมอว่า..

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมดับไป เป็นธรรมดา

ถึงเวลาเขาจะต้องไป.. ก็เห็นทุกข์ไว้เยอะๆนะครับ จะได้ยอมรับว่าธรรมชาติมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว

ไหนๆจะทุกข์.. ก็ทุกข์ ให้เป็นกุศลนะครับ

สุขสันต์วันพุธครับ




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2549 7:50:38 น.
Counter : 700 Pageviews.  

ฉันรักเธอ... ในแบบที่เธอเป็น

พาดหัวไว้แบบนั้น.. หลายท่านคงมาปูเสื่อรออ่านเรื่องความรัก แต่ต้องขออภัย เพราะวันนี้ไม่ได้มาด้วยวัตถุประสงค์นั้น

หากจะมาเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง .. ที่จะมีวันคล้ายวันเกิดปีที่ 57 ในวันพรุ่งนี้ 9 พ.ค.

เขามีชื่อจริงๆเต็มๆ ว่า.. William Martin Joel วิลเลี่ยม มาร์ติน โจล

ผู้ชายคนนี้ ผมรู้จักประวัติเขาผ่านบทเพลงที่เขาแต่งและร้อง อย่าง Piano Man, New York State Of Mine ฯลฯ

เขาเกิดในครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว พ่ออพยพมาจากเยอรมัน แม่เป็นยิวจากอังกฤษ โตมาจากย่าน Bronx และ Long island ในนิวยอร์ค

ชีวิตวัยเด็ก ค่อนข้างโชกโชน หลังจากพ่อแยกทางกับแม่และกลับไปอยู่ในยุโรปตะวันออก ทิ้งให้แม่ดูแลเขาตามมีตามเกิด

ความโชคดีของเขา อยู่ตรงที่ เขามีความสนใจชนิดลุ่มหลงให้กับสองสิ่งคือ กีฬาชกมวย และการเล่นเปียนโน

เขาเป็นนักมวยฝีมือดี จนกระทั่งโดนต่อยจมูกจนดั้งหักในการชกครั้งหนึ่ง และบวกกับการได้เห็น the Beatles มาบุกอเมริกาชนิดราบคาบ ในรายการทีวีชื่อ Ed Sullivan's โชว์

(ใครนึกรายการนี้ไม่ออก ให้นึกถึง Twilight SHow หรือ ตีสิบ อะไรพวกนี้ครับ แต่เขาจะเน้นที่นักร้องเยอะหน่อย)

เขาเลยตัดสินใจหันชีวิตไปเอาดีทางการเป็นนักดนตรี
เริ่มจากเล่นดนตรีตามผับ หัวหกก้นขวิด กับอาชีพนี้อยู่หลายปี เจอปัญหาทั้งเรื่องออกอัลบั้ม แล้วขายไม่ได้ เซ็นสัญญาทาส โดยไม่รู้ตัว ทะเลาะกับเพื่อนคู่หู เพราะดันไปกิ๊กกับภรรยาของเพื่อน

ที่สุดแล้วชีวิตเลยหดหู่ เกิดอาการซึมเศร้า และเคยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินน้ำยาเคลือบเงาเฟอร์นิเจอร์

เดชะบุญพระเจ้าจอร์จทอดกล้วยมาช่วยไว้ทัน

เขาต้องเข้าบำบัดสภาพจิตใจในสถานบำบัดอยู่ระยะหนึ่ง
กว่าจะออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ ค่อยลองผิดลองถูกกับการทำอัลบั้ม
จนมาแจ็คพ็อตแตก กับอัลบั้มชื่อ the stranger ที่มีเพลงฮิตระดับ เพลงยอดเยี่มแห่งปี จากรางวัลแกรมมี่

ผมสนใจประวัติเขา เพราะเพลงฮิตเพลงนี้แหละครับ
เพลงที่คนส่วนมากที่ผมรู้จักจะร้องตามได้ อย่างน้อยก็หนึ่งประโยค

นั่นคือประโยคที่ว่า "I love you just the way you are"

เนื้อเพลงเต็มๆ เขาว่าอย่างนี้ครับ

Don't go changing, to try and please me
You never let me down before
Don't imagine you're too familiar
And I don't see you anymore

เขาบอกว่าอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพื่อเอาใจเขา

ไม่ได้บอกว่าห้ามเปลี่ยนเลยนะครับ
เพราะบางทีถ้าเปลี่ยน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เข้าใจกันมากขึ้น อันนั้นก็ยังควรจะเปลี่ยนบ้าง

ผมตีความเอาว่า เขาหมายถึงการเปลี่ยนตัวคุณให้เป็นในแบบที่ผู้มักจะคิดว่า ผู้ชายจะชอบ
เคยใส่สีดำๆ แล้วมาใส่สีชมพู เคยใส่เสื้อยืด แล้วมาใส่เดรสชีฟอง
เคยแต่งตัวตามสไตล์ตัวเอง แล้วไปแต่งตามสมัยนิยม

แบบนั้นมันเสีย identity และเพียงแค่เปลี่ยนให้คนๆนึง ดูเหมือนผู้หญิงอื่นๆส่วนใหญ่มากขึ้น เท่านั้นเอง

I wouldn't leave you in times of trouble
We never could have come this far
I took the good times, I'll take the bad times
I'll take you just the way you are

อันนี้เป็นคำสัญญา ช่วงโปรโมชั่นครับ อย่าคิดมาก
ไม่มีใครมาจีบเราแล้วบอกว่า.. ฉันจะอยู่กับเธอเฉพาะเวลาที่เธอมีความสุข
เวลาเธอมีทุกข์ ฉันจะไปอยู่ห่างๆนะ ..

Don't go trying some new fashion
Don't change the color of your hair
You always have my unspoken passion
Although I might not seem to care

อันนี้คล้ายๆกับย่อหน้าแรกครับ

I don't want clever conversation
I never want to work that hard
I just want someone that I can talk to
I want you just the way you are.

อันนี้ไม่ตรงกับผมเท่าไหร่.. เอาล่ะ.. จริงอยู่ ว่าบทสนทนาที่คมคาย หรือแสดงภูมิอันสูงส่งอาจจะไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิตของมนุษย์สองเท้า

แต่บางที ถ้าเขาทำให้ผมรู้สึกว่า เขารอบรู้ในเรื่องที่ผมไม่รู้
คิดออกในเรื่องที่ผมคิดไม่ออก
ฉลาดพูด ในเรื่องที่คนอื่น อาจจะพูดแล้วผมขุ่นใจ แต่เธอพูดแล้ว ผมรู้สึกว่า เธอจะบอกกล่าวอะไร ด้วยความรัก และเข้าใจผม

ผมถึงเคยตั้งสเปคผู้หญิงเอาไว้เสมอ ว่าผมชอบคนฉลาด

แต่ไม่ต้องถึงกับพกสารานุกรมติดตัวเวลาคุยกันหรอกน่า

I need to know that you will always be
The same old someone that I knew
What will it take till you believe in me
The way that I believe in you.

อันนี้เป็นความคาดหวังปกติ ของคนมีแฟน
คืออยากให้แฟนเป็นแบบนี้ น่ารัก แสนดีเหมือนช่วงโปรโมชั่นจีบกันใหม่ๆไปนานๆ
แต่ชีวิตจริงนี่ มันมีความไม่แน่นอนสูงมากนะครับ

สิ่งที่ดีกว่าการคาดหวัง คือการเข้าใจ และยอมรับข้อจำกัดของอีกฝ่าย
อย่างน้อยเราต่างก็เป็นมนุษย์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นปกติ ทั้งด้วยสภาพร่างกาย และความคิด

I said I love you and that's forever
And this I promise from the heart
I could not love you any better
I love you just the way you are.

ผมเคยบอกน้องท่านนึงว่า.. บางทีคนเรามีนิยามความรัก ไม่เหมือนกัน

คนๆนึง พูดว่า "ผมรักคุณ" อาจจะมีความหมายว่า.. "ฉันหวังว่าเธอจะเป็นของฉันคนเดียว มีความสุขที่ได้เป็นแฟนฉัน"

บางคนมีความหมายว่า "ฉันอยากเห็นเธอมีความสุข ไม่ว่าจะกับฉันหรือกับใคร"

บางคนแค่มีความหมายว่า "ฉันอยากมีอะไรกับเธอ" ก็มีนะครับ

"รัก" ของคนๆนึง จึงอาจต่างกับ "รัก" ของคนอื่น ได้ด้วยประการฉะนี้..

ตอนที่อ่านประวัติของเขาแล้วผมก็ตกใจ ..
นึกเล่นๆว่า ถ้าเขาใช้วิธีที่ได้ผลกว่านั้น ในการฆ่าตัวตาย โลกนี้คงขาดเพลงดีๆไปอีกหลายเพลง

โดยเฉพาะเพลงที่คุณผู้หญิงช๊อบ ชอบ กันที่ผมพูดถึง

ผมลองนึกเล่นๆต่อไปว่า.. ถ้าเขารู้ล่วงหน้า ว่าชีวิตเขาวันนึง จะรุ่งโรจน์โชติช่วง ขนาดได้รางวัลเกียรติคุณดีเด่น Lifetime Achievement Awards ของอเมริกา

ถ้าเขารู้ว่าเขาจะขายอัลบั้มได้นับสิบล้านชุด มีเพลงฮิตเยอะแยะ มีอัลบั้มอันดับหนึ่งหลายชุด

เขายังจะคว้าไอ้ขวดน้ำยานั่นมากรอกปากอยู่ไหม
..คงไม่..

เขาถึงพูดกันเสมอ.. ว่า.. คนเรานะ.. เสียอะไรเสียได้
เสียเงินเสียทอง เสียบ้าน เสียรถ เสียงาน เสียคนรัก
เสียอะไร.. ก็หาใหม่ได้ทั้งนั้น ..

แต่อย่าเสียกำลังใจ..

เพราะกำลังใจคือสิ่งที่จะทำให้เราเดินต่อไป คือสิ่งที่จะทำให้เราใช้ชีวิตให้ดี ให้เต็มศักยภาพที่เรามี

โอกาส.. มีอยู่เสมอ สำหรับคนที่ให้โอกาสตัวเอง

เหมือนกับผู้ชายคนนี้.. คนที่เรารู้จักชื่อเขาว่า
"Billy Joel"




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2549 9:07:26 น.
Counter : 1142 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.