Group Blog
 
All blogs
 

ปอกเปลือกความคิด : SeaBiscuit

ฝรั่งเขามีคำพูดว่า.. Don't judge a book by its cover
อย่าด่วนตัดสินคุณค่าของหนังสือจากปก

สักสองปีก่อนผมดูหนังเรื่อง Seabiscuit ซีบิสกิต แล้วชอบมากขนาดยอมจ่ายเงินอีกหลายร้อยเพื่อซื้อหนังสือมาอ่าน

สาบานได้ว่าถ้าไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้จากหนัง ผมคงไม่นึกจะอ่าน



ซีบิสกิต เป็นเรื่องของม้าตัวนึง ที่ถูกคนประเมินศักยภาพของมันผิดเพี้ยน
เพราะ "ปก" หรือรูปลักษณ์ของมัน

มันเป็นม้าสายพันธุ์ดี แต่ดันตัวเตี้ย แล้วก็ขี้เกียจ กินจุ ดื้อ พยศ
มันเลยโดนขายทอดเป็นช่วงๆ ต่อๆมาหลายหน
แทบจะไม่มีใครอยากได้มันนอกจากจะเอาไว้เป็นม้ารอง
เพื่อฝึกให้มัน"แพ้" ให้ม้าตัวอื่นในคอกได้คุ้นชินกับชัยชนะ
จนมันมีปมในใจเสมอว่า มันเกิดมาเพื่อ "แพ้"

อยู่มาวันหนึ่ง มีเศรษฐีคนหนึ่ง ที่มีแผลในชีวิตเหมือนกัน
เนื่องจากตัวเองรวยขึ้นมาจากธุรกิจขายรถ
แต่ลูกชายตัวเองต้องตายเพราะขับรถตกเหว
ภรรยาก็ทิ้งไป เพราะโทษว่าเป็นความผิดที่เขาสอนให้ลูกขับรถ

เศรษฐีเกิดอยากทำคอกม้า เลยต้องหาคนฝึกม้าฝีมือดี
แล้วก็ไปสะดุดตาคนฝึกม้ารักสันโดษคนนึง
ที่ใครๆก็บอกว่าไอ้หมอนี่บ้า ความที่ไม่สุงสิงกับใคร นอกจากกับม้า

คนฝึกม้าที่ว่า ก็รับอาสามองหาม้ากับจ็อกกี้ คนขี่ม้า
แล้วก็ไปเลือกเอาเจ้า ซีบิสกิต ม้าตกยาก ที่ไม่มีใครเห็นค่า
และคว้าเอา เรด พอลลาร์ด จ๊อกกี้ปัญญาชนตกอับ
แถมยังตาบอดข้างนึงอีกต่างหาก มาเป็นจ็อกกี้
เพราะเห็นวิธีที่เรด สื่อสารกับม้า

ทั้งหมด มารวมกัน ฟังดูไม่มีอนาคตเท่าไหร่เลยนะครับ
แต่ซีบิสกิต กลายเป็นม้าตัวนึงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์การแข่งม้า ของอเมริกา

นิยายเรื่องนี้ เขียนจากเรื่องจริงครับ ไม่ใช่แต่งขึ้น
ทั้งหมดมีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์

คนเราชอบห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วยความคิด
ความคิดที่เราเชื่อและที่คนอื่นทำให้เราเชื่อว่าเราเป็น

บางที ก็ต้องอาศัยคนอื่นมาปอกเปลือกความคิดตัวเองออกมา
ถ้าโชคดี ก็มีโยนิโสมนสิการ คิดได้ พิจารณาเองได้ด้วยความแยบคายก็ดีไป

อย่างผมเอง ชอบห่อตัวเองด้วยความคิดว่า
ผมไม่ดีพอสำหรับคนดีๆที่ผมไปชอบเขาหรอก เป็นต้น
อันนี้พยายามปอกเท่าไหร่
เปลือกความคิดตัวเองก็ยังไม่ออกหมดเสียที

หรือบางคน อาจจะห่อตัวเอง ด้วยความคิดว่า
เราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ทำได้แค่นั้น ทำได้แค่นี้
แล้วก็ยอมรับสภาพว่าตัวเองเกิดมาเพื่อแพ้

วันก่อนผมคุยกับลูกน้อง ที่ผมเห็นว่าเธอเริ่มหมดไฟก่อนวัยอันควร

ผมบอกเธอว่า.. ผมไม่อยากให้เธอยอมจำนนกับอุปสรรค
เพราะในวัยของเธอ ที่เพิ่งเรียนจบมาสามสี่ปี
ควรจะเป็นวัยที่มีไฟแรงลุกโชติช่วง ไม่ใช่ดูสลดหดแบบนี้

ผมบอกว่า.. คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะเขาเกิดและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
อันนี้ไปลองหาชีวประวัติคนเก่งๆหลายคนบนโลกนี้ดูก็ได้

ส่วนมากก็ปากกัดเท้าถีบกันมาทั้งนั้น
อนุมานเหมาได้ว่า คนทุกคนเกิดมามีอุปสรรคเท่าๆกัน
เพียงแต่ คนที่ประสบความสำเร็จ
คือคนที่เจออุปสรรคแล้วบอกว่า
ถ้าฉันยอมแพ้ ฉันจะอดตาย ฉันเลยต้องสู้

ในขณะที่คนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
จะโทษอุปสรรค โทษคนรอบข้าง โทษโน่น โทษนี่
แล้วก็พูดว่า เออ.. ฉันทำได้แค่นี้แหละ

พูดปิดท้าย น้องเขาก็เลยบอกว่า.. หนูกำลังคิดจะลาออกไปเรียนต่อพอดีเลยพี่

ผมก็บอกว่า.. ถ้าจะออกเพราะอยากไปเรียน ก็ไปเถอะ
แต่อย่าออก เพราะวิ่งหนีความล้มเหลวของตัวเอง
เพราะคนเราไปอยู่ที่ไหน ก็มีความยากของมัน มีปัญหาของมัน

เราวิ่งหนีปัญหา หนีองค์กร หนีคนบางคนได้
แต่เราหนีตัวเราเองไม่ได้หรอก
ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้จะยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง
และกล้าที่จะแก้ไขมัน ตั้งแต่ตอนนี้

วันหน้า เราไปเจอปัญหาอื่น หรือปัญหาแบบเดิม
เราก็จะวิ่งหนีไปเรื่อยๆ

ขมวดท้าย ผมบอกเหมือนมอร์เฟียซ์ บอกนีโอว่า
ผมเพียงแต่บอกได้ว่า ทางเดินมันมีอยู่
แต่เขาจะเลือกเดินบนทางนั้นไหม ผมบังคับไม่ได้ และจะไม่บังคับ

ถ้าเจอหนังเรื่องนี้ ใน UBC ก็ดี หยุดดูนะครับ
ถ้าเจอในร้านขายก็ดี ซิวมาได้เลยครับ ยกเว้นที่แผงขายแผ่นผี

เพลงวันนี้ชื่อ send in the clown ไอ้ คลาวน์ คำนี้แปลว่าตัวตลกครับ
นักร้องชื่อ Lou Rawls อ่านว่า ลู รอวส์
เป็นคนร้องเพลงโปรดอีกเพลงของผม ชื่อ If I were a magician ไว้วันดีคืนดี จะเอามาฝาก

โชคดีมีสุข วันศุกร์กันทุกท่านนะครับ




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2549    
Last Update : 21 ตุลาคม 2549 14:58:38 น.
Counter : 4065 Pageviews.  

เรื่องแปลกๆในโลก



เคยได้ยินไหมครับว่า.. ปลาวาฬ จริงๆแล้วไม่ใช่ปลา
มันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ดันไปอยู่ในน้ำ

จริงๆแล้วจระเข้ไม่มีลิ้น .. ไอ้ที่เขาพูดว่าคนๆนั้นเป็นพวกลิ้นจระเข้
อันนั้นเขาแซวกันเล่น

สองอันบนนี่ยังเด็กๆนะ

โลกนี้มีอะไรแปลกๆเยอะแยะ ที่เราแทบไม่เคยรู้
อย่างล่าสุด นักร้องสาวเสียงดีคนนึงที่คุ้นเคยกัน
ผมไม่บอกว่าเป็นใคร ไม่ให้อักษรย่อ
เพราะผมไม่ใช่ดาราเดลี่ หรือมายาแชนเนล

เอาเป็นว่า จู่ๆเธอ ก็โทรมาปรึกษาผมเรื่องจัดงานแต่งงาน

ว่าที่เจ้าบ่าว เป็นหนุ่มออสเตรีย
เรื่องแปลกคือเธอเล่าว่า เธอเพิ่งรู้จักกันมาเดือนเดียว

อันนั้นยังไม่แปลกเท่ากับว่า ว่าที่เจ้าบ่าวเธอเล่าว่า
ในออสเตรียนี่ ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายมาขอผู้ชายนะ
ผู้หญิงออสเตรีย ต้องจ่ายสินสอดให้บ้านฝ่ายชาย

ไอ้หนุ่มนั่นจะพูดจริงๆหรือเปล่า ผมไม่รู้แฮะ
แต่เล่นเอาผมอึ้งกิมกี่ เพราะนึกว่าธรรมเนียมแบบนี้
จะมีที่อินตะระเดียเท่านั้นนะนายจ๋า..

แต่มีอย่างนึง ที่ไม่ได้มีแต่ในอินเดียแน่ๆ
นั่นคือแผ่นผี ทั้งละมุนภัณฑ์ (software) ซีดีเพลง ดีวีดีหนัง

เมื่อวานแอบไปสำรวจแผงแผ่นผีมา เห็นบางแผ่นก็นึกขำๆอยู่
คือคนซื้อแผ่นผีนี่ เขาเคยชินกับการซื้อแต่แผ่นผี
จนบางทีไม่รู้ว่าของจริงบางเรื่อง เขาขายถูกกว่าแผ่นผีเสียอีก

คุณล่ะ เจอเรื่องแปลกๆอะไรมั่ง เล่าให้ฟังมั่งสิครับ




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2549    
Last Update : 20 ตุลาคม 2549 0:32:48 น.
Counter : 1810 Pageviews.  

บนทางสามแพร่ง



เคยรู้สึกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วผลมันออกมาแย่ไหมครับ

ผมรู้สึกแบบนั้นอยู่ ทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ต้องห่วงผมมากนะครับ
ผมแค่อยากบ่นให้ใครฟังซะบ้างเท่านั้นเอง

ข้อดีของการนี้ ก็ยังมีอยู่บ้าง ตรงที่มันพอจะเตือนตัวเองได้
ว่าจริงๆ ผมก็ยังแอบมีความคาดหวังจากการทำดีอยู่ไม่น้อย
เวลาที่ถูกมองในทางลบ ก็ยังขมขื่นเหมือนอมบอระเพ็ดสักกำใหญ่

บทเรียนอีกอย่าง ที่ได้คือ..
คนบางคน มีความสามารถในการยอมรับผิดต่ำมาก
เขาจะมองว่าการตัดสินใจพลาด ทำอะไรผิด
เป็นเรื่องต้องหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำ ให้ดูมีน้ำหนักที่สุด

มากกว่าจะเอ่ยสองคำสั้นๆว่า.. "ขอโทษ"

จำเรื่องลูกน้องที่ผมบ่นไปเมื่อวันก่อนได้ไหมครับ
ผมเพิ่งมารู้ว่า ภาพพจน์ผมในสายตาลูกน้องมันค่อนข้างลบอยู่

ไอ้เรื่องนั้นเข้าใจได้ .. คนเราโดนหัวหน้าดุด่าว่ากล่าว
จะให้ชอบใจ ชื่นใจ ก็ท่าทางจะซาดิสม์เกินไป
แต่การไปสุมหัวกันอภิปรายบอกว่า
ผมเป็นหัวหน้าที่แย่ในทุกกระเบียด ..อันนี้ นิดนึงนะ

ที่รู้ก็เพราะ ลูกน้องคนนึงเขียนบล็อคพยายามสอนมวยผม
เพราะเขาก็ฟังมาจากการอภิปรายนี่แหละ

ผมปล่อยลิงค์ไว้ในบล็อคงั้นแหละ
ใครอยากอ่านก็ไปอ่านได้นะครับ ผมไม่ห่วงภาพพจน์เท่าไหร่

อันนี้ มันขมขื่นอยู่มากจริงๆ เพราะ 3 คน ที่เป็นหัวโจก ในการอภิปราย
ล้วนแต่เป็นคนที่โดนนายผมเพ่งเล็ง และไม่ปลื้มในผลงาน
คนนึง ทำงานพลาดบ่อยๆ และทุกครั้งก็วิ่งมาหาผม
ก็ผมนี่แหละเป็นคนคอยช่วยแก้ปัญหาให้
ทั้งๆที่ตอนนั้น เขาไม่ได้อยู่แผนกผม
จนพอแก้ปัญหาให้ได้ นายก็เลยเหมาให้เขามาขึ้นกับผม

แต่วันนี้ เขาไม่พอใจเพราะรู้สึกว่า ผมไปจู้จี้เขา ทั้งที่เขาไม่ได้ขึ้นกับผมโดยตรง

อีกคน เมื่อปีก่อนจวนเจียนจะไม่ผ่านโปรฯ
ผมก็ช่วยด้วยการสถาปนาหน้าที่ความรับผิดชอบให้ใหม่
แล้วหาเหตุผลร้อยแปดไปบอกนายว่า เขาจะมีประโยชน์กับบริษัทยังไง

อันนี้ ผมก็ไม่เคยบอก เพราะเกรงเขาจะเสียกำลังใจ
แต่ก็ต้องมาเคี่ยวเข็นให้เขาทำงานดีขึ้น
ให้รับผิดชอบดีขึ้น ผิดพลาดน้อยลง ทำงานให้ทันเวลามากขึ้น

แต่พอเคี่ยวเข็นมากๆ ก็กลายเป็นผมโหด เลว(ไม่ค่อย)ดี

อีกคนนึง เราเพิ่ง รีเอนยิเนียริ่งแผนก
เขาจะโดนนายผมลดบทบาท เพราะเห็นว่าฝีมือไม่ถึง
ผมก็ไม่อยากให้เขาเสียความมั่นใจ

ผมก็พยายามพูดให้นาย ให้โอกาสเขา
ซึ่งนายก็บอกว่า.. ก็ตามใจคุณนะ ถ้าคิดว่าเขาทำได้

ฟังแล้วก็สะอึก.. เพราะผมไม่มั่นใจเลย ว่าผมจะคุมเขาได้
แต่ผมรู้ว่า คนอีโก้จัดอย่างเขา ถ้าโดนลดบทบาท ยังไงก็ยอมรับไม่ได้
ผมก็เลือกจะรับเผือกร้อนมา แล้วหาทางจัดการกับเผือกเอาทีหลัง
แทนที่จะโยนเผือกทิ้งไป ถือว่าธุระไม่ใช่ แล้วขอกล้วยมาแทน

จะว่าไปก็เหมือนผมช่วยคนอื่น เพื่อสร้างปัญหาเพิ่มให้กับตัวเอง
ตกลงนี่ผมคิดผิดเหรอนี่ .. สารภาพตามตรง
ตอนอ่านบล็อคลูกน้องผม แว่บนึงผมคิดอย่างนั้น

มองอีกที .. ผมเหมือนเป็นพ่อลูกน้องผมเลยนะ
คนเป็นลูกมองขึ้นมา ก็คงนึกว่า เป็นพ่อนี่สบายจัง
วันๆเอาแต่สั่งๆ ดุๆ ให้ลูกกลัว จู้จี้ ขี้บ่นก็เท่านั้น

เจอหน้าก็ อ่านหนังสือบ้างนะ อย่าลืมทำการบ้านนะ
อย่าเล่นเกมมากนะ อย่ากลับบ้านดึกนะ อย่าแต่งตัวโป๊นะ

แต่ไม่รู้หรอกว่า.. ตอนลูกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน พ่อทำอะไร
พ่อมีปัญหาอะไร พูดไม่ได้ก็ตั้งหลายเรื่อง
ไอ้ที่พูดๆไปจนลูกเกลียดน่ะ ก็เพราะอยากให้เขาได้ดี
อยากให้ปลอดภัย อยากให้เติบโต

ดื้อมาก ออกนอกลู่นอกทางมาก พ่อก็ต้องดุด่าว่ากล่าว
บางทีก็ต้องตีบ้าง พอให้รู้ว่า เรื่องนี้ ซีเรียสนะ
แต่ตีแล้ว พ่อก็น้ำตาจะไหลตามลูกเหมือนกันนะ

ผมบอกลูกน้องที่เขียนบล็อคสรรเสริญผมน่ะ
บอกว่า.. ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีลูกน้องเลยสักคน
ตอนเข้ามาทีแรก คุยกันอีกแบบนึง
ว่าให้ผมเป็นคนวางแผนการตลาดอย่างเดียว
ที่เหลือนายคุมเอง

แต่พอทำๆไป ก็เห็นว่า ถ้าไม่ช่วยอะไรเลย ก็อาจจะตายหมู่ได้
คือจะให้ผมทำตัวเฉยๆ ไม่ต้องปกป้องอะไรใคร ไม่ยุ่งกับใคร
คิดเสียว่า ธุระไม่ใช่ ใครจะมีงานทำ หรือตกงาน ก็ไม่ใช่เรื่องของผม

อันนั้นก็น่าจะสบายกับผมอยู่มาก และไม่เสียภาพพจน์ด้วย

แต่ถ้าผมกางปีกออกปกป้อง รับมาเป็นภาระผม
แล้วมองผมในแง่ร้าย ผมก็เสียใจนะ

แต่ก็นั่นแหละ.. ความยากของการเป็นหัวหน้าคนก็อยู่ตรงนี้
อีกอย่าง.. ผมก็เคยโดนหัวหน้าบี้มาแทบตายมาก่อน
เพราะสมัยก่อนผมก็ห่วยพอๆกับลูกน้องผมนี่แหละ
ผมเลยมองเห็นว่า มันเป็นกงกำกงเกวียนอย่างนึง

ถ้าผมปั้นโคลนให้เป็นชามสังคโลก หรือไหบ้านเชียงได้
ก็ถือว่าผมก็สอบผ่าน

แต่ถ้าผมทำไม่ได้ ก็ถือว่าสอบตก และเป็นคราวเคราะห์ของผมเอง
ที่ดันให้โอกาสคนพวกนี้มาทำงาน

อย่าคิดมากนะครับ ผมระบายเฉยๆ
ขอบคุณที่รับฟังผมบ่นครับ

สุขสันต์วันอาทิตย์ครับ




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2549    
Last Update : 17 ตุลาคม 2549 8:26:39 น.
Counter : 1024 Pageviews.  

ความจำสั้น ปลาทอง จราจร จลาจล



ผมค้นพบเทคนิคอย่างนึงในการหาเรื่องมาเขียนโดยบังเอิญ

นั่นคือการแวะไปอ่านเรื่องของชาวบ้านมาก่อน
แล้วมันจะป๊อปอัพสิ่งที่ตัวเองเจอขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ

อันนี้เป็นกรรมอย่างนึงของคนความจำสั้นเหมือนปลาทองอย่างผม

มีคนถามว่า.. ทำไมต้องความจำสั้นเหมือนปลาทองล่ะ คุณแอสตัน
ตอบว่า.. เพราะมีคนบอกผมว่าปลาทองเป็นสัตว์ความจำสั้น
เนื่องจากถ้ามันความจำยาว มันจะต้องตรอมใจตายด้วยความเบื่อ
เพราะมันมักจะถูกเลี้ยงในภาชนะเล็กๆ อย่างมากก็ไม่เกินเมตรเศษๆ
วันๆก็ว่ายไปว่ายมาอยู่แค่นั้น

ฉะนั้นธรรมชาติก็จะทำให้ความจำปลาทองสั้น
แค่เพียงชั่วว่ายน้ำจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่ง
เพื่อจะได้ลืมว่าอีกฟากนึงมีอะไร จะได้ว่ายกลับไปดูได้ใหม่ ไม่รู้เบื่อ

เคยมีผู้รู้ท่านบอกว่า.. ธรรมชาติก็ทำแบบนี้กับเราเหมือนกัน
คือให้เราจำอะไรได้เป็นช่วงๆ และทยอยลบความจำเราเป็นช่วงๆ
หมดชาติหนึ่ง ก็ลืมกันไป ว่าชาติที่ผ่านมาเป็นยังไง

เพราะถ้าความจำเราดีขนาดจำทุกอย่างได้หมด
แบบนั้น ไม่ต้องเอาทุกชาติที่ผ่านมาหรอก เอาแค่ชาติปัจจุบันก็แย่แล้ว

อันนั้นเป็นในแง่ดี ..
แต่ในแง่ร้ายก็มี เพราะมันทำให้เราประมาท
ทำให้เราไม่เชื่อว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง
ทำให้เราไม่เห็นว่า สังสารวัฏ การเกิดแล้วเกิดอีกมันทุกข์ขนาดไหน

เพื่อนหลายคนของผมเชื่อว่า เขาเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว ขอใช้ชีวิตให้คุ้ม
ฟังดูน่าจะดีนะครับ แต่เอาเข้าจริงๆ ไอ้การใช้ชีวิตที่ว่า
มันกลายเป็น "ใช้ชีวิตเปลือง" มากกว่าใช้ "คุ้ม"

หลายคนมองว่า การเที่ยวกลางคืนชนิดเมาหัวราน้ำ วันแล้ววันเล่า
มีเซกส์กับคนไม่เลือกหน้า อัพยา เป็นการใช้ชีวิตคุ้มแบบสุดๆ

สำหรับผม ผมเรียกว่า มันเป็นการใช้ชีวิต "เปลือง" นะ

การใช้ชีวิตเปลืองอีกอย่าง.. คือการอยู่กรุงเทพในวันรถติดนี่แหละผมว่า

เมื่อวันก่อน ที่ฝนตกชนิดฟ้ารั่วทั่วกรุงน่ะ ผมมีธุระต้องไปงานแถลงข่าวที่สยามพารากอนตอนหกโมงเย็น

ออกจากออฟฟิศตอน ห้าโมงสิบนาที เอาเข้าจริงๆ ไปถึงสยามตอนเกือบสองทุ่มพอดี

ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมง
กับระยะทางที่เราเคยวิ่งแค่ ยี่สิบห้านาที ถึงไม่เกินชั่วโมงนึงนี่ ทรมานใช่เล่นนะครับ

ถ้าคุณสังเกตเหมือนผม คงเห็นเหมือนกันว่า
เวลาที่คนขับรถด้วยความเห็นแก่ตัว และฉุนเฉียวง่ายที่สุด
คือตอนฝนตกรถติด นี่แหละ

จะมีพวกอาแปะ (เขาต่อแถวกันดีๆ อาแกจะขับมาแปะตรงปลายๆรอแปลงกายเป็น) น้าแทรก ลุงมุด

คนที่โดนกระทำ ก็จะหงุดหงิด ในอาการเอาเปรียบนั้นมากเป็นพิเศษ

ส่วนตัวผม ผมเข้าใจทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายนึง ก็ไม่เคยมีคนสั่งสอนให้มีมารยาท
คิดว่าแหม.. ฉันจะรีบไปตามหาบุพการี ขอแทรกแค่นี้อย่าคิดมาก

ฝ่ายนึง ก็รู้สึกว่า ทำไมฉันรอมาตั้งนาน
รถก็โคตะระติด ฉันยังต้องเจอไอ้พวกนี้ด้วย(วะ)

ใครที่เคยถามผมว่า.. เราจะเอาหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันยังไง .. นี่ไงครับ

ผมถือหลักว่า.. ผมสงสารตัวเอง ถ้าจะต้องอารมณ์เสียจากเรื่องแบบนี้
เพราะปกติผมหงุดหงิดจากการขับรถบ่อยมากจริงๆ

ผมรู้ว่า ถ้าผมวางใจผิด ผมจะต้องสงสารตัวเองเยอะมากกว่าจะถึงจุดหมาย

เลยมองทุกอย่างว่ามันเป็นธรรมดาของมันแบบนั้นแหละ ..
เพราะฝนตก น้ำเลยท่วม เพราะน้ำท่วม จะมีรถเสีย รถก็วิ่งช้า รถจึงติด
เพราะรถติด ก็จะมีคนรีบกลับบ้าน รีบไปมากกว่าคนอื่นมาก
ก็จะมีคนแสดงความเห็นแก่ตัวมาก

ที่สำคัญ.. ผมสามารถหงุดหงิดมากกว่าปกติอีกร้อยเท่า
แต่จราจร ก็จะจลาจลเหมือนเดิม และอาจจะแย่กว่าเดิมในความรู้สึก

ฉะนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าผมปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น
และให้สติตั้งมั่น ในกาย ในใจของเราเอง

รถมันจะติด ก็อย่าไปช่วยมันติด
มันจะไปเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น มีวิทยุ มีซีดี ก็ฟังเพลงไป

อาจจะลำบากกว่าเดิม แย่กว่าเดิม นานกว่าเดิม
แต่ที่สุดแล้ว มันก็จะผ่านไป เหมือนหลายๆอย่างในชีวิต

วันที่ดีก็ดี วันที่ร้ายก็ดี
ต่างก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน หมดแล้วก็ขึ้นวันใหม่เสมอกัน
จะไปคาดคั้นเอาเป็นเอาตายอะไรกับมันนักหนา

บอกเผื่อไว้ เพราะช่วงนี้ พายุท่าทางจะอยู่อีกหลายวัน
วางใจให้ดีกันทุกท่านนะครับ






 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 15 ตุลาคม 2549 1:34:39 น.
Counter : 1348 Pageviews.  

ดื้อเงียบ

ไม่รู้จะเรียกว่าช่วงนี้ผมดวงการงานขึ้นดีไหม

รู้สึกท่าน MD จะไว้ใจเหลือเกิน
มีโปรเจคท์อะไร ก็อยากให้ผมมีเอี่ยวไปเสียทุกงาน
แผนกไหนมีปัญหาก็มอบหมายให้ผมไปรื้อ ไปเจรจา สรุปปัญหา แล้วไปแก้

จากเดิม มีลูกน้อง 3 คน ตอนนี้ปาเข้าไป 10 คนแล้ว
และกำลังจะงอกเป็น 11 คนในกลางเดือนนี้

เป็นลูกพี่คนนี่ มันวุ่นวายดีพิลึกนะครับ

ลูกน้องผู้ชายก็แบบนึง ผู้หญิงก็แบบนึง
ลูกน้องผู้ชายจะไม่อ่อนไหวมาก จะดุ จะว่า มันก็ยังยิ้ม
หมั่นไส้หน่อย เตะก้นมันป๊าบ มันก็หัวเราะแหะๆ

ถ้าผู้หญิงนี่ ดุนิด ดุหน่อย แอบไปเช็ดน้ำตากันเป็นแถว

ลูกน้องผมนี่ร้องไห้กันมาสองคนแล้ว เท่าที่จำได้
เป็นที่ร่ำลือกันไป ว่าเวลาผมดุ อัลเซเชี่ยนยังชิดซ้าย

แต่ลูกน้องไม่ค่อยรู้หรอก ว่าเวลาดุใครไป ผมน่ะเศร้าใจกว่าเขาเยอะ
เวลาเห็นตัวเองมีโทสะนี่ ไม่สนุกหรอกครับ

เจอบางคนขยัน หัวดี มีวินัย
ก็อยากจับคนที่เหลือมาโคลนนิ่งให้มันเป็นเหมือนกันให้หมด
จะได้ไม่ปวดหัว เรื่องทำงานไม่เรียบร้อย ไม่รอบคอบ
ไม่รีบแก้ปัญหา เอาแต่โบ้ยความผิด

ลูกน้องผมสองคน มีปัญหาเรื่องทัศนคติ
มองอะไรก็ลบไปหมด ตั้งแต่เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน
ไปจนถึงฝ่ายจัดซื้อของห้างที่ไปติดต่อ

อีกคนขยัน แต่ดื้อมาก และเป็นคนเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้มาก
จะบอกจะสอนอะไรที ก็เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาด้วยมือซ้าย
แล้วสีซอให้ควายฟังด้วยมือขวา
พร้อมกับจับปูใส่กระด้ง ด้วยเท้าข้างซ้าย

พูดประโยคนึง ก้อ เออ..ใช่ พี่คิดเหมือนหนูแหละ
เออ.. หนูรู้ตั้งนานแล้ว (รู้แล้วทำไมไม่ทำให้ถูกฟะ )

พูดอีกประโยค ก้อ.. เออ.. หนูก็ทำอย่างที่พี่บอกนั่นแหละ
เพียงแต่ทำคนละวิธี (แล้วมันอย่างเดียวกันยังไงฟะ )

พูดอีกประโยคก้อ.. เฮ้ย.. พี่ไม่เข้าใจหรอก ..อ้าว..

เช้าวันนี้แม่ลูกน้องคนนี้ ก็ทำผมน๊อตหลุดไปหลายตัว
ช่วยให้ผมได้เจริญสติดูโทสะอุตลุต

ที่สุดแล้วผมต้อง อีเมล์ ไปบอกว่า
ถ้าไม่อยากเป็นลูกน้องผม ก็ให้บอก
ผมจะช่วยบอก MD ให้ว่า ผมไม่มีความสามารถจะดูแลเขา
เรามีปัญหาเรื่องการสื่อสารกัน
ให้เขาไปขึ้นตรงกะ MD ไปเลย ผมไม่ว่า
แล้วผมจะไม่ยุ่งงานเขาเลย
นั่นแหละ.. ตอนบ่ายถึงได้ทำตัวดีขึ้นทันตา

คุณๆ มีปัญหา เรื่องการบริหารงานลูกน้องกันมั่งไหมครับ
ใครมีเคล็ดลับปราบพยศ บอกกันหน่อยสิ




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 9:32:30 น.
Counter : 1607 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.