Group Blog
 
All blogs
 

Sixty Six ฝันร้ายในวันดี ฝันดีในวันร้าย



สำหรับคนอังกฤษและแฟนบอลอังกฤษแล้ว ปี 1966 คือปีที่น่าจดจำที่สุดปีหนึ่ง ในประวัติศาสตร์

เพราะเป็นปีที่อังกฤษครองแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินของตนเอง ในฐานะเจ้าภาพ

หนังเรื่องที่ผมจะแนะนำวันนี้ ก็ผูกเรื่องขึ้นในปี 1966 นั่นแหละครับ และเป็นที่มาของชื่อเรื่องว่า Sixty Six

นี่เป็นหนึ่งในบรรดาหนังที่ไม่มีโอกาสได้เข้าฉายในโรงหนังบ้านเรา แต่เป็นหนังที่น่ารักเป็นบ้า

ผลงานกำกับของ พอล เวย์แลนด์ (Paul Weiland) ที่ฟังชื่อเขาแล้วคุณอาจจะงงๆ

แต่ถ้าบอกว่า เขาเคยเป็นทีมผู้กำกับ มิสเตอร์บีน ตลกทีวีคลาสสิค คุณคงร้องอ๋อมากกว่า

ดาราในเรื่อง ไม่มีใครที่เราคุ้นชื่อมากนัก นอกจาก เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ แต่ทีมสร้างเป็นทีมเดียวกับ ABout A Boy และ Bridget Jones Diary

อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่า คุณจะได้ดูหนังตลกสไตล์อังกฤษแท้ ที่ไม่ค่อยมีพิษมีภัย และมีอะไรให้สะดุดใจในบทสนทนาเสมอ

ซิกส์ตี้ ซิกส์ เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนนึงที่เกิดมาในครอบครัวชาวยิว
เป็นเด็กที่ค่อนข้างโชคร้าย รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ถูกรังแกกดขี่ แม้กระทั่งจากพี่ชายของตัวเอง

เขาโทษว่า ที่ชีวิตเขาเป็นแบบนี้ เพราะพ่อของเขา เป็นยิวซื่อบื้อ ที่ไม่เคยตัดสินใจอะไรถูกสักครั้งในชีวิต นอกจากเลือกแม่ของเขามาเป็นภรรยา

จนกระทั่งวันที่เขาได้รู้จักงาน บาร์มิทซ์วา งานที่สำคัญที่สุดที่เด็กชายชาวยิว จะได้รับการยอมรับจากญาติมิตร และสังคมอย่างเต็มภาคภูมิเป็นครั้งแรก

เขาทุ่มเทสติปัญญา และความตั้งใจทุกอย่างให้งานนี้ เพียงเพื่อจะพบว่า พ่อของเขากำลังสิ้นเนื้อประดาตัว ตกยาก จนงานเลี้ยงแสนหรูที่เขาฝันไว้ กลายเป็นแค่งานเลี้ยงต๊อกต๋อย

และที่ร้ายไปกว่านั้น วันที่เขากำหนดจัดงาน ดันไปตรงกับนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกเสียอีก

เล่าเท่านี้พอนะครับ .. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ต่อไปใน DVD

ความน่ารักของหนัง.. มีส่วนที่น่าประทับใจตรงที่ ชีวิตของเด็กคนนี้ ก็เหมือนอาการของทีมชาติอังกฤษ

ช่วงก่อนจะแข่ง ไม่มีสื่อมวลชนสำนักไหนเลย ที่มองว่าอังกฤษเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์

ทุกคนดูแคลนว่าทีมอังกฤษชุดนี้ ไม่ดีพอ ไม่ได้เรื่อง
ถ้าไม่จอดป้ายที่รอบแรก ก็อาจจะไปได้ดีที่สุด แค่รอบก่อนรองชนะเลิศ

พระเอกในเรื่อง ก็เหมือนกัน ไม่มีใครเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเขา แม้แต่ตัวเขาเอง

เขาจึงต้องไปฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ไว้กับงานบาร์มิทซ์วา และคิดว่า มันคือคำตอบสุดท้ายของชีวิต

ในวันที่ดีที่สุดของเขา ที่จะได้มีพิธีนั้น เขากลับพบฝันร้ายว่า อังกฤษได้เข้าชิงชนะเลิศ

ในวันที่ร้ายที่สุด ที่เขาพบว่างานบาร์มิทซวา ของเขามันเละเป็นโจ๊ก เขากลับพบฝันดีว่า อังกฤษได้เป็นแชมป์โลก

หนังเรื่องนี้น่ารักครับ ดูแล้วจะรู้สึกดี ไม่ว่าคุณจะรู้เรื่องฟุตบอลหรือไม่รู้ก็ตาม

แล้วคุณจะรู้ว่า บางทีวันร้ายๆ ก็อาจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
ถ้ามองดีๆ ก็อาจจะเห็นประโยชน์อะไรจากมันอยู่

อย่างที่ผมพูดเสมอว่า.. ครึ่งนึงของความสุขในชีวิต เริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ดีครับ

สุขสันต์วันนี้ครับ




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2550    
Last Update : 5 มิถุนายน 2550 8:26:03 น.
Counter : 1265 Pageviews.  

ตะกอนความคิดจากหลังไมค์



ผมเล่นพันทิพมานานเกินสิบปี เล่นหลังไมค์ตั้งแต่วันแรกๆที่เขามีระบบนี้
แต่เชื่อไหม กล่องหลังไมค์ผม ไม่เคยเต็มเลย ทั้งที่แทบจะไม่ค่อยได้ลบอะไรทิ้ง

หลายวันก่อน มีเหตุให้ต้องกลับไปนั่งอ่านข้อความเก่าๆใน outbox ของหลังไมค์
เพราะจะต้องเริ่มเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากขณะนี้ปริมาณหลังไมค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ก็พบข้อความบางอันที่เคยเขียนแนะนำเพื่อนๆ น้องๆหลายท่านไป
จะลบทิ้งก็เสียดาย จะไม่ลบก็ไม่ได้ เพราะเหลือที่อีกไม่มาก

เลยขอเอามา ปะไว้ในนี้เป็นอนุสรณ์นะครับ เผื่อมีประโยชน์
ส่วนที่เอามาลง จะเป็นเฉพาะที่ผมเขียนให้คนอื่น
ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ไม่ระบุว่าเขาถามมาว่าอะไร

ผมคั่นของแต่ละคนไว้ด้วยเครื่องหมายเส้นประ คู่ นะครับ

=============================
To : XXXX [1 มีนาคม 2549 01:05]

อยากให้คุณตั้งสติเยอะหน่อยนะครับ
ตกลงคุณไม่สบายใจเรื่องอะไร

อ่านทีแรก เหมือนคุณรู้สึกว่า เขามีกิ๊ก แต่พออ่านๆไป เหมือนคุณปกป้องเขาว่า เขาไม่มีอะไร แต่คุณไม่ชอบที่เขาชอบติดต่อสนทนากับสาวๆ

อ่านไปอีกนิด เหมือนคุณพยายามเข้าใจเขา แต่ไม่เข้าใจ
และลงท้าย เหมือนคุณแค่อยากถามผมว่า ควรจะโทรไปง้อดีไหม

มีอีกประเด็นที่คุณพูดถึง คือการเปรียบเทียบคนนี้ กับคนเก่า ซึ่งผมอยากให้ตัดทิ้งไป เพราะคุณกำลังเอาข้อดีของคนเดิม มาวางเทียบกับข้อเสียของคนใหม่ อันนี้ไม่ควรอย่างยิ่ง

อย่าลืมว่า สิ่งที่ทำให้แฟนเก่าคุณต้องเลิกกับคุณ
ก็เพราะเขาเจ้าชู้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ดี ไม่ใช่เพราะเขาไม่แสดงออกว่ารัก

อย่าเอามาโยงให้ยิ่งสับสนกันไปใหญ่

คนทุกคน มีข้อดีข้อเสีย ผมเชื่อว่าคุณเองก็มี
ผมตอบแทนแฟนคุณไม่ได้ว่าเขารักคุณแค่ไหน เห็นแต่ว่า คุณกำลังทุกข์

และเหตุแห่งทุกข์ คือการที่เขาไม่เห็นว่าคุณกำลังทุกข์ใจในสิ่งที่เขาทำในโลกส่วนตัว การที่เขาเห็นคุณค่าความรัก ความหวง ห่วง ของคุณน้อยเกินไป

To : XXXX [1 มีนาคม 2549 01:17]

คือถ้าเลือกได้ ผู้ชายไม่มีใครอยากได้แฟนขี้หึงหรอกครับ
แต่ถ้าคุณน่ารัก แสนดี มีคุณค่า เขาก็ควรจะทำตัวไม่ให้คุณหึง

ของทุกอย่างมีราคาที่เราต้องจ่ายครับ อย่าพยายามไปทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างที่ตัวเราต้องการ

ถ้าคุณอยากคบเขาต่อ อย่างสงบ ก็น่าจะยอมรับธรรมชาติเจ้าชู้ของเขาซะ

ถ้ามั่นใจว่า คุณถอยไม่ได้ ก็ต้องเจรจากัน หาจุดที่ประนีประนอมได้ ก็ดีไป ถ้าหาไม่ได้ สงสัยต้องเตรียมหาแฟนใหม่ครับ

แล้วเวลาผ่านไป เขาจะรู้เอง ว่า.. เขาคิดผิด หรือเปล่า

และนั่นอาจเป็นราคาที่เขาต้องจ่ายครับ

=================================

To : * XXXX * [16 พฤษภาคม 2549 08:26]
ขอบคุณครับ :)

ไม่ทราบจะแนะนำยังไงเหมือนกัน
ผมยกประโยชน์ให้พระพุทธเจ้าก็แล้วกันครับ

เพราะท่านสอนผมในหลายเรื่อง
เช่นสอนให้มีสติ สอนว่าโลกนี้อยู่ใต้กฏที่ว่า ..
ทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

สอนว่า.. ทุกเรื่องไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา
ผลย่อมเกิดแต่เหตุ

เพราะมีเหตุเช่นนี้ ผลจึงเป็นเช่นนี้

สอนว่า.. เราควรมีชีวิตด้วยความไม่ประมาท
สอนว่า.. ทางสายกลาง อยู่ระหว่างความไม่สุดโต่งสองอย่าง

สอนว่า.. ความรู้สารพัด ไม่มีอะไรประเสริฐไปกว่ารู้จักตัวเอง

ฯลฯ
ความรู้ที่ท่านสอนไว้ มีเยอะมากนะครับ
เทียบกับความรู้ที่ผมมี ต้องถือว่าผมเองรู้น้อยมากครับ ยังไม่เท่าปลายนิ้วก้อยเลย

=================================

To : XXXX [5 กรกฎาคม 2549 11:44]

ที่จริงกุญแจของการปฏิบัติจริงๆ

คือการทำให้ตัวเราเองเนี่ย เห็นชัดในความจริงว่า
ที่จริงแล้ว สุขหรือทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา เลย

และจิตมันจะทำงานตลอดเวลา คิดตลอดเวลา แล้วลากเราไปโน่นไปนี่ด้วยการหลอกเราว่า.. จิตเป็นของเรา เหมือนที่เราคิดว่า กายนี้เป็นของเรา

จุดหมายนึงของการปฏิบัติ คือต้องการให้เราตื่นขึ้นมาเห็นความจริงนั่นแหละครับ

ว่าสิ่งที่เราเรียกตัวเรา มันไม่มี อยู่จริง

มันมีแต่อุปาทาน เข้าใจไปว่า ขันธ์ทั้ง 5 คือ กาย เวทนา ความจำ ความคิด ความรู้สึก ทั้งหลายนั้น เป็นตัวเรา

ทั้งๆที่ จริงๆแล้ว มันเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติ ที่เป็นผลจากการทำงาน การตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบจิต

แล้วเราก็เข้าไปยึด ไปแบกมันไว้ ทั้งๆที่ จริงๆ แล้วเราก็เป็นแค่ธาตุก้อนหนึ่ง ที่มารวมกันอยู่ มีอารมณ์ทั้ง สี่ มาเป็นตัวประกอบ

เวลาเสียใจ มีทุกข์เกิด คุณเห็นไหมครับ ว่ากายเป็นส่วนหนึ่ง ความรู้สึกเป็นอีกส่วน และมีสติเป็นตัวรู้อยู่ต่างหาก

เวลาลอยไปในความคิด แล้วรู้ตัวตื่นขึ้นมา เห็นไหมครับ ว่าตัวที่คิด กับตัวที่รู้ว่าคิด มันคนละตัวกัน

=================================

To : xxxx [5 กรกฎาคม 2549 13:19]

คุณxxxx ต้องเข้าใจว่า "ปัญหา" กับ "ทุกข์" มันเป็นคนละส่วนกันนะครับ

คนเราเกิดมาพร้อมกับปัญหา และเพราะเราไม่รู้วิธีจัดการกับปัญหาที่ดีพอ เราไปรังเกียจมัน เราไม่ชอบ เราอยากให้มันหมดไป

เราอยากมีจิตนิ่งๆ ไม่อยากมีปัญหามาวนเวียน เราอยากพ้นปัญหา แต่ใช้วิธี "คิดเอา"

เห็นไหมครับว่า เราอยู่กับ "ความคิด" และ "ความอยาก" ตลอดเวลา

2 ตัวนี่แหละครับ ทำให้คนเราแยกปัญหาออกจากทุกข์ไม่ได้

คนที่จะมีปัญหาโดยมีความทุกข์น้อยมาก คือคนที่มีสติดี สังเกตสิครับ

คนยิ่งคิดมากก็จะทุกข์มาก แทนที่จะแค่มีปัญหา แล้วก็มีสติรู้สึกตัวว่าเราทำอะไรอยู่ จิตมันทำงานอะไรอยู่

มันจะเป็นยังไงก็เรื่องของมันนะครับ อย่าไปแบกมัน
เราก็หายใจเข้าออกเหมือนเดิม กินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง ถึงเวลาทำงาน ก็ทำเต็มที่

โลกนี้มีเรื่องมากมายให้เราสนใจ มีฟ้า มีน้ำ มีต้นไม้ ดอกไม้ เรื่องของเราเป็นแค่เรื่องเล็กๆในจักรวาล

แต่เราไปแบกมันไว้ ไปให้ค่ามันจนเหมือนเราแบกโลกไว้ทั้งโลก

================================

To : xxxx [7 มกราคม 2550 10:40]

พี่เคยอบรมคอร์ส xxxx มาหลายครั้ง อันนี้พอจะตอบได้ว่า
ในภาพรวมเป็นคอร์สที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น

แต่เทคนิคการสอนยังคลาดเคลื่อนในบางจุดสำคัญ
เช่นการสอนให้กำหนด เพราะการกำหนดจะทำให้จิตติดสมถะ
คือมันจะนิ่ง และติดการเพ่งจ้อง

ส่วนการดูพองยุบ ไม่มีอะไรผิด หรือเสียหาย เป็นกรรมฐานที่ทำได้
เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า เราเพ่งท้อง จ้องแช่อยู่หรือไม่

ถ้าจะให้ถูก ก็ให้ดูพองยุบ พอให้จิตเป็นสมาธิระดับต้นๆก็พอ
แล้วก็อาศัยพองยุบ เป็นเครื่องอยู่โยง

เวลาจิตมันมีการแฉลบไปทำงานอย่างอื่น เช่นไปคิดเรื่องแฟน เรื่องคนรักเก่า
แม้แต่เรื่องธรรมะ เรื่องการปฏิบัติ ก็ให้รู้ทันว่ามันไปทำงานอยู่

การตามรู้ตรงนี้ ไม่ได้ทำเพื่อให้มันหยุดทำงาน หรือหยุดคิด
เพราะถ้าอยากให้มันหยุดคิด อยากให้มันสงบๆ นิ่งๆ
เท่ากับเราทำวิปัสสนา ด้วยความ"อยาก" ด้วยกิเลสที่เจืออยู่

แต่ที่ต้องการคือให้เห็นว่า จิตนี้ "มันไม่คงที่ มันเป็นทุกข์
คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
และเราบังคับมันไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา"

วิปัสสนา ทำเพื่อให้เกิดการเห็นความจริงข้อนั้นบ่อยๆ เป็นสำคัญครับ

To : xxxx [7 มกราคม 2550 10:50]

ถ้าเราปฏิบัติจนเห็นความจริงเหล่านั้นได้บ่อยๆ เนืองๆ
จิตมันจะค่อยๆยอมรับว่า "ตัวเรา" ไม่มี มีแต่ขันธ์ 5

มีแต่ กายกับจิต ที่มาอยู่รวมกัน แล้วก็แสดงไตรลักษณ์
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ ให้เห็นทุกวัน ทุกเวลา

หลักใหญ่ของวิปัสสนา จึงต่างกับสมถะตรงนี้
คือสมถะ ต้องการฝึกจิตให้นิ่ง ให้สงบ
แต่วิปัสสนา ไม่เอาอะไร นอกจากความจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน

มันฟุ้ง ก็ไม่บังคับให้มันหายฟุ้ง แต่ให้รู้อาการฟุ้ง และรู้ความรู้สึกของจิต

หลังจากรู้ว่ามีการฟุ้ง หรือมีสภาวะอะไรเกิดขึ้น
จิตจะชอบที่เป็นอย่างนั้น.. ก็รู้
จิตไม่ชอบที่เป็นอย่างนั้น.. ก็รู้
อยากให้มันหายฟุ้ง หรือพ้นจากสภาวะนั้นๆ..ก็รู้

แต่สมถะจะเป็นพื้นฐานที่ดี ของวิปัสสนานะครับ
ไม่ได้บอกว่า ห้ามทำ ไม่ได้บอกว่าทำแล้วไม่ดี

แต่จะบอกว่า ทำเท่าที่จำเป็น อย่าทำจนเข้าฌานสมาบัติ
สมาธิดิ่งลึกจนเงียบเกิน จะไม่มีความจริงอะไรให้ดู
มันจะเสียโอกาสเดินปัญญา

ปกติพี่ทำสมาธิแค่เวลาที่รู้สึกว่าจิตไม่ค่อยมีกำลัง
เหมือนกินข้าวเฉพาะเวลาหิว กินเท่าที่จำเป็น

จิตตานุปัสสนา ไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ //www.wimutti.net/

หลวงพ่อ..(ขอไม่ระบุชื่อนะครับ).... พี่ไม่เคยเรียนกับท่าน
พี่ตอบไม่ได้ว่าจะเหมาะกับเราไหม แต่เราลองใช้หลักที่พี่ให้ไว้ดูนะ

To : xxxx [7 มกราคม 2550 10:56]

ถ้ามันเป็นหลักการเดียวกัน คือเป็นวิปัสสนา มากกว่าสมถะ
ไม่ใช่สมถะ มากกว่าวิปัสสนา ก็ใช้ได้

หลวงพ่อฯ ท่านบอกเสมอว่า สำนักไหนก็ตาม
ส่วนมากถ้าถูก ก็ถูกเหมือนกัน ถ้าผิด ก็ผิดเหมือนกัน

ที่ว่าถูก คือเกิดการ รู้กาย รู้ใจ
อย่างเป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซงมัน
รู้แล้ว มันจะเป็นอะไรต่อ หรือดับไป ก็เรื่องของจิต

เราไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่เรา เราเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์จิตเท่านั้น

เหมือนไปศึกษาชีวิตนก งู หมี อะไรสักอย่าง
เราควรเป็นแค่ผู้ดูของจริง ดูพฤติกรรมมันจริงๆ
ไม่ใช่ไปกำหนดว่า นก ที่ดีต้องบินยังไง ต้องร้องยังไง
ต้องกินอะไร ต้องเกาะตรงไหน

ส่วนมากที่พลาด ก็ไปพลาดตรงนี้แหละ
คือพอเริ่มปฏิบัติก็พากันไปหัดบังคับจิต อยากให้มันดี ให้มันสงบ
ให้มันไม่มีทุกข์ กลายเป็นพากันไปทำสมถะเสียหมด

สงสัย ถามได้นะ แต่ให้รู้ทันความสงสัยที่เกิดเสียก่อน :)

To : xxxx [21 พฤษภาคม 2550 08:45]

ดีแล้ว ^^

อุตส่าห์รู้ทางเดินแล้ว อย่าขี้เกียจนะ
xxxx ก็คงเห็นแล้วว่าทางเดินแบบโลกๆนี่มันวุ่นวาย และน่าเบื่อขนาดไหน

เราแค่อยากมีความสุขเล็กๆน้อยๆ
แต่ราคาที่เราต้องจ่ายมันน่าเหนื่อยใจมาก

ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้า บอกทางเลือกให้
ก็อย่าเอาเวลาไปให้ความสุขเล็กๆน้อยๆทางโลกเสียหมด

ความสุขทางธรรม มันเยอะกว่า มากมาย กว้างขวาง
และเป็นความสุขที่เราต้องทำเอง ไม่ได้รอน้ำใจจากใคร
ไม่ต้องรอให้ใครมีเวลาให้เรา ไม่ต้องรอให้ใครมารัก
ไม่ต้องรอให้ใครมาจริงใจกับเรา

พี่เป็นได้แค่คนบอกทางนะ :)

=================================

To : xxxx [14 มกราคม 2550 00:20]

พี่ให้กำลังใจก็แล้วกันนะครับ

อย่างนึงที่บอกได้คือ.. ไม่ควรเอาสุขหรือทุกข์ของเราไปฝากไว้กับใครในโลกนี้

ทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ที่อยากวิ่งหาสุข วิ่งหนีทุกข์
เราต่างก็อยากมีสุข ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์

เราอยากมีแฟน ก็เพราะคิดว่า ถ้ามีแล้วจะเป็นสุข
เมื่อมีแล้วมันไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เราก็เป็นทุกข์
ก็อย่าโกรธเขา อย่าโกรธตัวเอง

การจากกัน มันไม่จำเป็นต้องเจ็บปวด
เหมือนต้นไม้ก็ไม่ต้องเสียใจ ที่หน้าฝนมันจบ
ถ้าเพียงแต่เข้าใจได้ว่า ทุกอย่างในโลกมันมีฤดูกาลของมัน

ต่อให้เป็นแฟนแล้วไม่เลิก ก็ไม่แน่ว่าจะสุขมากกว่าทุกข์
ต่อให้ได้แต่งงานกัน ก็ไม่แน่ว่าจะสุข มากกว่าทุกข์

ต่อให้เป็นคู่ที่รักกัน เสมอกันด้วยศีล ปัญญา ศรัทธา ไปแสนนาน
ที่สุดแล้ว ก็ต้องตายจากกันอยู่ดี

คนเราจะจากกันแบบเป็นๆ หรือตายแล้ว
มันก็นำความเจ็บปวดมาให้ได้เหมือนกัน

ลองหายใจเข้าให้ยาวที่สุด ยังไงก็ต้องหายใจออก
หายใจออกให้ยาวที่สุด ยังไงก็ต้องหายใจเข้า

สุข ทุกข์ มันอยู่คู่กับเรามานานแล้ว เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเห็น
เพราะเราคุ้นเคยกับการวิ่งหนีทุกข์ วิ่งหาสุขมาชั่วชีวิต

To : xxxx [14 มกราคม 2550 00:46]

ต่อจากนี้.. ไม่ต้องวิ่งหนีความทุกข์แล้วนะครับ :)
อย่ากลัวมัน อย่ารังเกียจมัน

เพราะยิ่งกลัว ยิ่งเกลียด จิตเราจะยิ่งดิ้นเพื่อหนีมัน
ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งทุกข์ แล้วก็เกลียดทุกข์ อยากหนีทุกข์
แล้วก็ดิ้น แล้วก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ วนเวียนเป็นวงจร

ไม่มีอะไรต้องทำใจ มากไปกว่ามีสติ รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน

ครั้งนึง สุขมันมาแล้วมันก็ไป
ตอนนี้ ทุกข์มันมา แล้วถึงเวลามันก็จะไป

ยิ่งไปพยายาม "ทำ" อะไรขึ้นมา ก็ยิ่งไม่พ้น

คนเป็นทุกข์ เหมือนคนยกของหนัก
รู้ว่าหนัก แล้วก็พยายามหาทาง "ทำ" ให้มันหายหนัก

ทั้งๆที่ ไม่ต้องทำอะไร มากไปกว่าวาง

ที่ยังไม่วาง ทั้งๆที่อยากวาง ก็เพราะไปรู้สึกว่า ไอ้ของนั้น มันเป็น "ของเรา"
ถ้าเราเกิดรู้ว่า มันไม่ใช่ของๆเรา เราคงรีบโยนทิ้งในทันทีใช่ไหมครับ

แต่ถ้ามีสติพอดีๆ ตรงความรู้สึกนั้น ทุกข์ จะดับวับไปเป็นระยะๆ
เหมือนคนง่วงมาก แล้วสะดุ้งตื่นวูบ
แล้วก็ค่อยๆผลอยหลับ พอได้สติที ก็ตื่นทีแว้บๆ

เวลาวิปัสสนา ดูจิต รู้จิต ใหม่ๆ ก็เป็นแบบนั้น
ดูไปจนเห็นว่า จิตมันไม่ใช่ "ตัวเรา"
เมื่อจิตมันทุกข์ ทุกข์นั้นก็จะไม่ใช่เป็น "ของเรา"

=================================

To : xxxx [8 กุมภาพันธ์ 2550 07:37]

This is a very tough question indeed. :)

พยายามนึกอยู่ว่าคุณจะรู้สึกยังไงก่อน แล้วก็นึกถึงเขา แล้วก็นึกถึงความน่าจะเป็น

ปกติ ผมเป็นคนใจอ่อนเหมือนกับคุณนะ แต่เรื่องเรียน เรื่องสอบ ผมไม่ค่อยใจอ่อน

เพราะผมถือหลักอย่างนึงว่า คนเราตั้งใจมาเรียนเพื่อเอาความรู้ ไม่ได้มาเรียนเพื่อเอาแค่เกรด

ถ้าให้เขาลอก ผมอาจจะช่วยให้เขาเรียนจบได้ แต่มันช่วยให้เขามีความรู้อย่างที่เขาเองก็อยากมีไม่ได้

ไม่ต้องนึกไปไกลถึงว่า ถ้า AAA กลับเมืองไทยพร้อม Ph.D. แล้วมาเป็นอาจารย์ จะสร้างความวินาศให้นักเรียนอีกเท่าไหร่

สมัยผมเรียน ผมจะบอกเพื่อนทุกคนล่วงหน้าว่า ถ้าอยาก xerox เล็คเชอร์ มาเอาไปเลย ถ้าอยากให้อธิบายให้บอก อยากติวก็ติวให้ แต่เวลาสอบ ไม่ต้องหวังว่าจะมาขอลอก เพราะเราไม่เคยทำและรู้สึกไม่ดีที่จะทำ

คนจะเป็น Ph.D. มันควรจะมีทั้งความรู้ Knowledge และ Moral หรือ Ethics ด้วย ไม่งั้นความรู้นั้น ก็ไม่ผิดอะไรกับเอาปืนไปยัดใส่มือคนไม่มีสติ ขาดจิตสำนึก

มาถึงส่วนที่ว่า แล้ว xxxx จะทำยังไงดี

พี่ว่า ก็ต้องอธิบายจุดยืนของเราให้เขาเข้าใจ ให้เขารู้แน่ๆ ว่าเราจะไม่ให้เขาทำวิธีเดิมๆ

To : xxxx [8 กุมภาพันธ์ 2550 07:46]

ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขาเลียอาจารย์ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เรางก

แต่เพราะเราอยากให้เขาได้ความรู้ คือรู้จัก "คิดได้" "คิดเป็น" และมีความภูมิใจในตัวเอง เวลาที่เรียนจบ

ที่ผ่านมา เราช่วยเขามามากแล้ว จนเราโดนอาจารย์เรียกไปด่า เสียชื่อ เสียเครดิตก็เคยแล้ว อันนั้นถ้าในฐานะที่รู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน ก็น่าจะถือว่ามากพอแล้ว

ถ้าไม่ถือว่าเป็นคนรู้จักกัน ก็คงไม่เอาอนาคตตัวเองไปเสี่ยงขนาดนั้น

และเราก็เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมา ความช่วยเหลือของเรา ไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาขึ้นจนดูแลตัวเองได้ เหมือนเราเป็นคนคอยจับปลาให้เขากิน โดยเขาไม่เรียนรู้วิธีจะจับปลาเองสักที เพราะคิดเสมอว่า จับไม่ได้ ก็มาขอปลากิน

ไอ้เรื่องลงแรงไปแล้วให้เขาชุบมือเปิบ ถ้ามันไม่เดือดร้อนมาถึงตัวเองได้ ก็ไม่เป็นไรหรอก อันนั้นพอมองข้ามได้ว่า ทำทาน

แต่ถ้าให้ลอกแล้วมันเดือดร้อนเราจะโดนเพ่งเล็งหมายหัว เดี๋ยวจะเรียนไม่จบ อันนั้นก็ไม่ควร

การใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือคนอื่น เป็นเรื่องดีนะครับ
แต่มันต้องรู้จักประมาณตัวเอง ว่าช่วยได้แค่ไหน ถึงจะพอเหมาะ พอควร พอประมาณ

ถ้าช่วยเกินพอดี มันก็เหมือนทำร้ายเขาทางอ้อม

To : xxxx [8 กุมภาพันธ์ 2550 07:55]

การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในช่วงแรก ถ้ามันยังไม่เป็น ยังไม่ได้ เพราะไม่รู้วิธี มันก็ไม่แปลกถ้าจะมีคนช่วย

แต่ถ้าผ่านไปหลายๆเดือน ถ้ายังต้องให้คนช่วยอีก มันก็จะดูแปลกๆไปนิด เพราะอันนี้ไม่ได้เรียนศึกษาผู้ใหญ่ เทียบวุฒิ ป. สี่

แต่การเป็นด็อกเตอร์ มันเป็นความรู้ระดับสูงสุด ในทางโลก ถ้าคิดไม่ได้ คิดไม่เป็น ก็เห็นจะไม่มีประโยชน์จะเอาดีกรีนั้นมาแปะข้างฝา ให้ฝุ่นจับเล่น

ที่จริง.. xxxx น่าจะมองอันนี้เป็นโจทย์อีกข้อในการเรียนนะ :)

การเรียนอะไรก็แล้วแต่ พี่ว่าจุดมุ่งหมายที่เป็นอุดมคติ คือต้องการให้เราคิดแก้ปัญหาเป็น

มันก็เหมือนโจทย์คณิตศาสตร์ข้อนึง ที่ซับซ้อนเพราะเหมือนจะมีสมการหลายส่วนซ้อนกัน

ประเด็นคือ เราต้องมองความสัมพันธ์ของตัวแปรแต่ละตัวให้ออก ว่าจะยึดตัวไหนเป็นกุญแจ ในการไขโจทย์ข้อนั้น ให้ได้คำตอบ

ความแตกต่างคือ ในชีวิตจริงมันไม่มีคำตอบที่ "ดีที่สุด" หรือ "ถูกต้องที่สุด" สำหรับทุกสถานการณ์ สำหรับทุกคน

ทุกอย่างเป็นเรื่องความพอดี พอเหมาะ พอควร
ของจิตใจเราเป็นสำคัญ
ถ้าเจตนาเราชัดเจน คือต้องการให้เขาเรียนรู้ และสำเร็จปริญญาด้วยความสามารถของเขาเอง

================================

หลายๆอันน่าเสียดาย ที่ผมไม่ได้เซฟไว้ครบหมดทุกอัน
อ่านๆแล้วจะรู้สึกเหมือนผมยังเขียนไม่จบ

แต่วันนี้เจตนามีแค่จะย้ายที่เก็บ
แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า.. ถ้าเป็นคนที่ตามอ่านมานานสักระยะนึง

น่าจะเดาออกว่าผมจะเขียนต่อจากนั้นว่าอะไร

ย้ายของเสร็จแล้ว.. ทำงานต่อล่ะครับ




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2550 17:23:47 น.
Counter : 1362 Pageviews.  

ธนาคารความสุข


คุณมีเงินฝากในธนาคารไหนกันบ้างครับ

เคยผ่านตาที่ไหนสักที่ เขาบอกว่า
"เงินเป็นของนอกกาย แต่จำเป็นสำหรับชีวิต"

ธนาคารสมัยนี้ กับสมัยผมเด็กๆ มันต่างกันเยอะนะ
สมัยผมยังเด็ก เราไม่มีปัญญาไปทำธุรกรรมที่ธนาคารพาณิชย์ไหนหรอก

เพราะเขาเปิดเก้าโมง ปิดบ่ายสาม ไม่ทำงานเสาร์ อาทิตย์
ธนาคารขวัญใจเด็กๆรุ่นผม ก็มีออมสินที่เดียว
เพราะวันเสาร์ เขาเปิดครึ่งวัน

เดี๋ยวนี้คุณมีเครื่องฝาก ถอนเงิน ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง
ทั้งถอนเงิน ฝากเงิน เช็คยอด ปรับยอดสมุด จ่ายค่ามือถือ
จ่ายค่าไฟ โอนเงิน บริจาคเงิน ฯลฯ

แถมยังมีธนาคารในห้าง ในร้านกาแฟ
เปิดกันยันสองทุ่ม ไม่เว้นวันหยุดราชการ เสาร์อาทิตย์

คนไม่ค่อยชำนาญเรื่องการเงินอย่างผม แต่อยากเก็บเงิน
มีปัญญานึกออกก็แค่ ทำประกันชีวิตสองฉบับ
อันนี้ทำนานเกือบสิบปีได้แล้ว กำลังดูๆจะทำเพิ่มอีกฉบับ

อีกอันที่เคยทำคือเดินไปธนาคาร
เปิดบัญชีเงินฝากประจำรายเดือน ปลอดภาษี

เคยทำสำเร็จครั้งนึง ดีใจยังกะทีมชาติไทยได้ไปบอลโลก
แต่ก็เอาเงินไปใช้หมดแล้ว

ไม่เป็นไร.. เอาใหม่ คราวนี้เก็บมัน 24 เดือน สองปีเลย
ทำมาได้นี่จะล่วงเข้าเดือนที่ 5 แล้ว

เออ... ก็อยู่ได้นี่หว่า..
ชักได้ใจ .. เดี๋ยวเปิดอีกเล่มดีกว่า อิอิอิ

ผมนึกเล่นๆขึ้นมาว่า..
น่าเสียดายที่ธนาคารเขารับฝากแต่เงิน ทอง เครื่องเพชร
ถ้ามีธนาคารที่รับฝากความสุข แถมดอกเบี้ยให้ด้วย ก็น่าจะดี

ใครที่ช่วงไหนมีความสุขมาก จะได้แบ่งเอาไปฝากได้
เผื่อวันที่ความสุขเหือดหาย จะได้เดินไปกด "แฮปปี้ ATM"
เอาความสุขออกมาสำรองใช้

หรือถ้าบริหารเก่งๆ ก็มีขายกองทุนรวมทวีสุข อะไรก็ว่าไป
เอาความสุขไปซื้อหน่วยลงทุน เพื่ออนาคต
ครบห้าปี สิบปี ไถ่ถอนได้ความสุข แถมดอกเบี้ย
พร้อมความสุขปันผลรายปีอะไรก็ว่าไป

ผมสังเกตอีกว่า
ธนาคารยุคนี้ เขานิยมทำบริษัทประกันชีวิต
และประกันภัยควบไปด้วย

ถ้ามีบริษัทประกันความสุขแบบที่ว่าจริงๆ
ก็น่าจะมีกรมธรรม์คุ้มครองความสุข
จะได้มีพนักงานมาตรวจสุขภาพความสุข

วันไหนมีทุกข์ เคลมได้ ถ้าตายด้วยความทุกข์
จ่ายความสุขให้ไปใช้ในสวรรค์อีก 5 เท่าของทุนประกัน

ฟังดูเหมือนเพ้อฝันและติงต๊อง

แต่นึกๆดูอีกที ไอ้ธนาคารความสุขนี่ มีจริงนะครับ
แฮปปี้ เอทีเอ็ม นี่ก็มีด้วย

ธนาคารที่ว่าตั้งอยู่ที่ไหน .. ก็อยู่ที่ใจเรานี่แหละ
แฮปปี้เอทีเอ็ม ก็อยู่ที่ใจ

แต่เครื่องรุ่นนี้มันแปลก ไม่มีปุ่มกด
จะถอนความสุขมาใช้ ไม่ต้องอาศัยบัตรเอทีเอ็ม
อาศัยแต่สติอย่างเดียว

ถามว่า..แล้วจะเอาอะไรเปิดบัญชี คุณแอสตัน
ตอบว่า.. ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม ไม่ต้องเซ็นสำเนาถูกต้ม
เพราะทุกคนมีสมุดฝากประจำตัวกันคนละเล่มเสมอ

ถามต่อว่า.. แล้วใช้อะไรฝาก.. ความสุขฝากได้เหรอ
ไหนคุณแอสตันเคยบอกว่า
ความสุขเป็นอารมณ์อย่างนึง เกิดแล้วก็ดับ

ถูกแล้วครับ.. แต่เราฝากกันด้วยการสะสมสิ่งที่เรียกว่า
"ความรู้สึกตัว"

ไม่ว่าจิตของคุณจะอยู่ไหนสภาวะไหน
จะสุข จะทุกข์ จะดี จะร้าย จะหน่าย จะเซ็ง

เพียงคุณทำความรู้สึกตัว ย้อนเข้าไปมองสภาวะนั้น
ด้วยความเป็นกลาง
คุณก็จะได้ชื่อว่า ได้ทำการฝากเรียบร้อยแล้วหนึ่งรายการ

ถามว่า.. รู้สึกตัว แล้วรู้ทุกสภาวะ
รวมทั้งทุกข์ด้วยเนี่ยนะ จะทำให้มีความสุข

ตอบว่า ถูกแล้วครับ ธนาคารรับรอง

เงื่อนไขเดียวของธนาคารคือ
ฝากแล้วห้ามคาดหวัง ว่าจะได้กด เอทีเอ็ม
หรือถอนมาใช้เมื่อไหร่

พูดง่ายๆ คือ.. อย่าโลภ อย่าอยาก
ถ้าอยากเมื่อไหร่ ให้รู้เข้าไปซื่อๆให้เห็นความอยาก
แล้วจะได้ฝากเพิ่ม..

ถามว่า.. บ๊ะ.. แล้วให้ฝาก แต่ไม่ให้อยากถอน
แล้วจะฝากไปทำแป๊ะอะไร

ตอบว่า.. ไม่ได้ทำแป๊ะ..
แต่เราเป็นธนาคารที่แสนจะไฮเทค
เรามีระบบติดตามวิเคราะห์ สภาวะของลูกค้า

ถ้าลูกค้าสะสมความรู้สึกตัวไว้อย่างถูกวิธี มากพอ
คือรู้อย่างซื่อๆ ตรงๆ เป็นกลาง ไม่แทรกแซง

เราจะมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน อย่างทันท่วงที
ในเวลาที่คุณประสบทุกข์ ขาดแคลนสุข

อย่าลืมว่า เราแจ้งให้คุณทราบแล้วว่า
ธนาคารของเราตั้งอยู่ที่กลางใจคุณเองนี่แหละ
เอทีเอ็มของเรา ก็เป็นเอทีเอ็มส่วนตัว ให้คุณใช้คนเดียว

ถ้าจิตคุณสะสมความเคยชินในการรู้สึกตัว มากพอ ถึงจุดหนึ่ง
ในเวลาที่มีสิ่งมากระทบจิต แล้วคุณเกิดความทุกข์
ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าชื่อ "คุณสติ" ไปคุ้มครองคุณโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทันทีที่เห็น"คุณสติ" ปรากฏขึ้น
แฮปปี้เอทีเอ็ม ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ
ในการส่งผ่านความสุขเบาๆ จางๆ มาคลายทุกข์ให้

แจ๋วไหมครับ ธนาคารนี้

ยิ่งฝากมาก ยิ่งมีสิทธิมาก นะ
เรามีโปรโมชั่นนะ เพียงคุณเริ่มฝากในชาตินี้
เรายินดีบริการฟรี ตลอดชีพ

แถมยังมีบริการเก็บรักษาทุนสะสมของคุณไว้ให้ในชาติหน้า
แม้ว่าคุณจะเกิดมาในชาติตระกูลใหม่ ใช้ชื่ออื่น เพศอื่น
แต่ธนาคารจะรู้ทันทีว่า นี่คือสิ่งที่คุณสะสมมา
และจะดำเนินการส่งมอบต่อให้ เมื่อคุณเริ่ม reactivate บัญชีใหม่

อย่าลืมเงื่อนไขสำคัญ
ฝากด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าอยาก อย่าโลภ
อย่าเกลียด หรือพยายามกำหนด เพื่อกำจัดสิ่งที่คุณรู้

เพราะสำหรับธนาคารความสุข
เรารับฝากโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เพศ การศึกษา

แต่เราไม่รับฝาก ในกรณีที่ลูกค้าโลภ ไม่เป็นกลาง
หรือ.... ใช้วิธี "คิดเอา"

รู้ลูกเดียว ไม่คิดนะ..

คิดยังไงเหรอ.. ก็ตอนที่อ่านนี่ก็อ่านไปคิดไป.. เห็นไหมล่ะ

ตอนคิดไม่ได้คะแนน ไม่นับเป็นรายการฝาก
แต่ถ้าคุณมองย้อนกลับไปเห็นกระบวนการ "คิด"
อันนั้นคุณได้คะแนน ได้สะสมรายการฝากแล้ว

อนึ่ง ธนาคารเปิดทำการโดยไม่มีกำหนด
ท่านจะฝาก ถอนเมื่อไหร่ ได้ตลอด 24 ชม.

มีบัญชีกันแล้ว..

เริ่มฝากได้แล้วครับ




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2550 23:48:01 น.
Counter : 3121 Pageviews.  

Everything is okay



มีคนบอกว่า อยากให้อัพบล็อคให้อ่านก่อนนอนหน่อย

นึกๆว่าจะ เขียนเรื่องอะไรดี เพราะอันที่เขียนค้างอยู่ ก็ค่อนข้างยาว

เอาเรื่องนี้ก็แล้วกัน มาจาก FWD mail ฉบับนึง
อ่านแล้วอมยิ้มได้ และมีความหมายดีครับ ใจความว่า..

ที่วัดป่าชิคาโก มีพระพุทธรูปอยู่องค์นึง..
ปางปฐมเทศนาหรือปางแสดง ธรรมจักร
(เราคิดว่าเป็นปางนี้ เพราะแม่บอกว่าเป็นปางที่ท่านทำมือจีบๆ)

หลวงพ่อท่านเล่า ว่า..
มีเด็กฝรั่งคนนึงมาที่วัดกับแม่ เค้า
ตอนเดินผ่านพระพุทธรูปองค์นี้..
เค้าก็สะกิดๆแม่เค้าแล้วก็บอกว่า..

"Look mom,
Buddha says everything is okay.."

เราฟังแล้วขำกลิ้ง เลย..
เด็กอะไร เข้าใจคิดจริงๆ :

หลวงพ่อบอกว่า เออ หลวงพ่อก็เห็นพระพุทธรูปองค์นี้มาตั้งนาน แล้ว
เดินผ่านอยู่ทุกวัน
ไม่ เห็นเคยมองมุมนั้นมาก่อนเลย :
ท่านบอกว่า หลังจากนั้น เดินผ่านพระพุทธรูปองค์นี้ทีไร
ก็จะนึกขึ้นมาทุกทีว่า พระพุทธรูปท่านว่า Everything is okay ^^'


ไม่รู้ว่าต้นฉบับใครเป็นผู้เขียน
แต่หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจที่ผมเอามาเผยแพร่นะครับ

ผมมองพระพุทธรูปองค์นี้ แล้วผมเห็นอะไรอีกอย่าง
คือมือที่จีบของท่าน อยู่ตรงกลางพระอุระ (อก) พอดี

ผมไม่ทราบว่า ผู้ออกแบบเจตนาแฝงปริศนาธรรมอะไรหรือเปล่า

แต่ผมเห็นแล้วนึกถึงหลักข้อนึง ที่บอกว่า
ให้รู้ทุกอย่างที่ปรากฏด้วยความเป็นกลาง

จะสุข หรือทุกข์ จะดี หรือร้าย
สำหรับผู้ปฏิบัติ มันมีคุณค่าเสมอกัน

อีกอันก็คือ ในทางพุทธ เราถือว่า
จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน
สุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่ใจเรานี่แหละ

ถ้าปฏิบัติแล้วไม่รู้จะเอาสติไปรู้อะไร
ก็ให้รู้อยู่ที่จิต

รู้อย่างเป็นกลาง ไม่แทรกแซง
แล้วทุกอย่างจะโอเค

อันนี้ตีความเองนะครับ

ราตรีสวัสดิ์ครับ







 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2550 9:25:45 น.
Counter : 1126 Pageviews.  

ยิ้มได้ ในวันฝนตก



(ที่มาของภาพ //www.legendsofamerica.com/.../CharlieChaplin.jpg)




มีเพลงอยู่เพลงนึงชื่อ Smile
เขียนและร้องโดย Charlie Chaplin
ศิลปินตลก ผู้กำกับ ชื่อก้องโลกในยุคหนังขาวดำ

เพลงนี้ชาร์ลี พยายามบอกว่า
ในช่วงเวลาที่รู้สึกว่าชีวิตมันย่ำแย่ต๊อแต๊ ขอให้เรายิ้มสู้

ยิ้มไว้ในเวลาที่หัวใจร้าวราน
แล้วจะรู้ว่าโลกนี้มันไม่ได้เลวร้ายมากนักหรอก

ชีวิตของชาร์ลี แชปลิน เป็นชีวิตที่อัศจรรย์พันลึก
ไม่ต่างจากชีวิตเราๆท่านๆทั่วไป

ผมเรียกว่าอัศจรรย์ เพราะมันมักจะมีอะไรที่คาดไม่ถึง
ไม่ใช่เพราะมันต่างจากคนทั่วไป

มีวันที่ร้ายที่สุด ในเวลาที่น่าจะดีที่สุด
มีวันที่ดีที่สุด ในวันที่น่าจะร้ายที่สุด
บางตอนน่าหัวร่อ บางตอนชวนร้องไห้

ชีวิตวัยเด็กของชาร์ลี มีครบ 3 อาก
ลำบาก อดอยาก ยากจน
แบบเดียวกับที่ชาร์ลีถ่ายทอดไว้
ในหนังของเขาหลายเรื่อง เช่น The Kid



(ที่มาของภาพ //en.wikipedia.org/wiki/Charlie_Chaplin)

ความไม่แน่นอนของชีวิต เป็นของสากลนะครับ
การมียิ้มเป็นอาวุธลับติดตัวของเรา จึงเป็นสิ่งจำเป็น

แม่ของฟอเรสต์ กัมพ์ ตัวละครในหนังโปรดของผม เธอสอนฟอเรสต์ว่า

ชีวิต มันก็คล้ายกับช็อตโกแลต(สอดใส้หลากรสคละกัน)กล่องนึง
ที่เราไม่มีทางรู้ว่า เม็ดต่อไปที่เราจะหยิบได้ มันจะเป็นรสไหน

อธิบายในทางพุทธ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

คล้ายกับว่า เรานั่นแหละเป็นคนทำช็อคโกแลตในกล่องขึ้นมา
ไส้ข้างในมันจะแสนอร่อย หรือสุดขมขื่น
ก็เรานี่แหละทำของเราเอง

เพียงแต่คนเราเวียนว่ายตายเกิดมาแสนนาน
จับต้นไม่ได้ หาปลายไม่เจอ

เกิดมาแต่ละที เป็นคนบ้าง เป็นน้อยกว่าคนบ้าง
เป็นมากกว่าคน คือเทวดา เป็นพรหมบ้าง

ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง
ทำให้คนชื่นใจบ้าง ทำให้คนเสียใจบ้าง

ทุกอย่างที่ทำ กฏแห่งกรรม ก็จะบันทึกไว้
แล้วมาให้ผลทีหลังตามลำดับ ตามสมควร

แต่อย่างที่บอก เราเกิดกันมาแบบอินฟินิตี้
ธรรมชาติก็ใจดี คอยลบความจำในแต่ละชาติออกไปให้

ถ้าจำได้หมดนี่ ผมว่าเกิดมาก็บ้ากันหมดในทันที
เพราะกายภาพของมนุษย์ ต้องอาศัยก้อนสมองเก็บความจำ
ไอ้ก้อนนิดนึงมันรับความจำมหาศาลของทุกชาติไม่ไหวหรอก

พอจำไม่ได้ ว่าทำอะไรไว้
เราเลยมักจะบ่นว่า ตั้งแต่เกิดมา(ชาตินี้)ทำแต่ความดี
ไม่เคยคิดร้าย ให้ร้าย ทำลายใคร ทำไมเจอเรื่องร้าย

แต่เคยสังเกตไหมครับว่า
ชีวิตเราก็ไม่ได้มีแต่เรื่องร้ายไปเสียหมด

เพียงแต่ ในเวลาที่เราโชคดี เรามีสุขสมหวัง
เราไม่เคยบ่นว่า นี่ฉันไปทำอะไรมาฟระ
ถึงได้โชคดีกว่าคนอีกหลาย(สิบ)ล้านคน

ฉะนั้น.. ในวันที่ฟ้าใส จงยิ้มไว้ ว่านี่คือผลของความดีที่คุณทำมา
ในวันที่ฝนพรำ จงยิ้มไว้ ว่านี่คือโอกาสที่คุณจะได้ใช้หนี้ให้ตัวเอง

ถ้าให้อภัยได้ ก็อโหสิกรรมกันไป อย่าผูกเวรกัน
จะได้ลดจำนวนช็อคโกแลตเน่าๆในกล่องต่อไปของคุณอีกเม็ดนึง

เพื่อประกอบการยิ้ม ก็เปิดเพลง Smile ฉบับของลิซ่า โอโนะ

แล้วปิดท้ายด้วยเพลงนี้ดีกว่า ... 5555555
ผมตั้งใจรอให้คุณคลิกเพื่อฟัง โดยเฉพาะ

แต่ก่อนคลิก ช่วยบิด Volume ให้สุดๆหน่อย
เพื่ออรรถรสในการฟัง อิอิอิ



มอบเพลงนี้ให้กับเด็กผู้หญิงติงต๊อง
ที่น่ารักที่สุดในโลกคนนึงที่ผมรู้จัก

เธอชื่อ....... เอ่อ.. อ่า... อื่อ... อ่อ... คือ..
แน่ะ.. แน่ะ ... จะเดาล่ะสิ





























อาราเร่ครับ แฮ่.......



สุขสันต์วันหยุดครับ เย้ .... เย้.....

ปล. ขอบคุณ tk_station สำหรับเพลงติงต๊องเพลงนี้ครับ
ชอบมั่กๆ




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 8 ตุลาคม 2550 11:27:50 น.
Counter : 1245 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.