Group Blog
 
All blogs
 

Knowing the Path & Walking the Path

ผมติดหนี้คุณดุสิตาไว้ ในสองบล็อคก่อนหน้านี้
สัญญาว่าจะมาอธิบายว่า ที่คุณดุสิตาบอกว่า..
"หรือการไม่รับรู้ข่าวสารอะไรเลย
จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ .." ยังไม่ใช่คำตอบน่ะครับ

เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ในบล็อคโน้น..ว่า
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คนหูหนวก ตาบอด ก็บรรลุธรรมกันหมดแล้ว

แต่ถ้าคุณดุสิตาจะหมายถึงการพ้นทุกข์ ในแบบทางโลก
คือพ้นจากทุกข์ที่เจออยู่เป็นเรื่องๆ
การถอยห่าง ไม่รับข่าวอะไรบ้าง ก็ช่วยได้จริงๆนะครับ

อย่างผมอ่านข่าวการเมืองแล้วทุกข์ เพราะหงุดหงิด เบื่อ
ผมก็เอาสติตามรู้ความเบื่อตัวเอง แล้วก็เลือกจะงดรับข่าวการเมืองลงบ้าง

อันนั้นผมเรียกว่าช่วยบรรเทาทุกข์ ทางใจตามปกติ
แต่ถ้าจะเอาขนาดพ้นทุกข์ แบบ ทางธรรม คือนิพพานไปเลย
การปิดหู ปิดตา ปิดใจ ไม่รับรู้อะไรเลย ถือว่าผิดหลักครับ

เพราะคนเรานั้นจะพ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา
ปัญญาที่ทำให้เราพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย
ปัญญาตัวนี้ ไม่ใช่ปัญญาจากการเรียนด้วยการอ่าน การฟัง การถาม

เป็นปัญญาที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
เป็นปัญญาที่มาได้จากการเจริญสติ เข้าไปรู้ไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติของกายและจิต

ถามว่า.. แค่รู้ แค่เห็นธรรมชาติของกายและจิต จะช่วยอะไรได้
ตอบว่า.. ต้องลองทำเอง..

คือ.. พูดตามทฤษฎี คนเราถ้าเห็นอะไรบ่อยๆ ก็จะเข้าใจได้ โดยไม่ต้องอธิบาย
ความเข้าใจนั่นแหละคือปัญญา

ตามทฤษฎีนะครับ.. เราไม่พ้นจากทุกข์ เพราะเรายังมีความเห็นผิดอยู่
ว่ากายนี้ ใจนี้ เป็นตัวเรา เป็นของเรา ว่ามันเที่ยง มันบังคับได้

การที่เราเห็นความจริง ที่เกิดขึ้นในกาย ในจิตเราบ่อยๆ
มันจะค่อยๆบอกเราว่า ความจริงแล้ว กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรา
ตัวเรา ไม่เคยมี มีแต่ธาตุที่มาประกอบกันเป็นกาย ที่เสื่อมถอยไปเรื่อยๆ
อันนี้หลายๆคนคงเห็น คงสังเกตได้

จิตเราไม่เคยมี มีแต่ความยึดมั่นในอุปาทาน ขันธ์ทั้ง 5 ว่าด้วย รูป เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำ) สังขาร (การคิดปรุงแต่ง) และวิญญาน (การรับรู้)

พูดแบบนี้ รับรองว่างงกันเป็นแถบๆ
แต่ก็อย่างที่บอก.. ว่ามันคือทฤษฎี ไม่ช่วยอะไรมากมาย
พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกว่า ไม่ต้องเชื่อหรอก ให้ลองพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติเอง แล้วจะเห็นเอง

ในโลกนี้ มีคนที่รู้ทฤษฎีแบบละเอียด จำพระไตรปิฎกได้เป็นตู้ๆ แต่ไม่เคยเข้าถึงจริงๆ เพราะไม่เคยปฏิบัติ ก็เยอะนะครับ

สมัยพุทธกาลก็มีอยู่ ปัจจุบันก็ยังมี ในหนังเรื่อง the Matrix มอร์เฟียร์ซ ก็พูดว่า Knowing the path มันเป็นคนละเรื่องกับ walking the path

รู้ว่าทางนั้นมีอยู่ ก็ไม่สู้ เดินไปบนทางนั้น

ถามว่า.. คนเราเป็นคนดี มีศีล ไม่เบียดเบียนใคร ไม่พอเหรอ
ตอบว่า.. ก็แล้วแต่ว่าเราจะมองในระดับไหน
การเป็นคนดี มีศีล ไม่ทำผิดคิดชั่ว อันนี้ในระดับทางโลกก็ดีนักหนา ตายไปก็ได้เป็นเทวดา หมดบุญก็ว่ากันใหม่
เวียนลงมาเกิดใหม่ วัดดวงเอา

แต่ถามว่า ถ้าเราเกิดมา มีสติปัญญา มีโอกาสได้เกิดในแผ่นดินธรรมของพระเจ้าอยู่หัวฯ
ที่พระองค์เอง ก็ใฝ่ใจในการเจริญสติวิปัสสนาอยู่อย่างยิ่งยวด
ได้เจอ ได้อยู่ใกล้พุทธศาสนาแค่เอื้อม

เราจะทิ้งโอกาสที่จะได้สัมผัสของดี ที่ไม่รู้ว่าเกิดชาติหน้าจะมีโอกาสอีกไหม ไปทำไม

แต่ทั้งหลายทั้งปวง ก็แล้วแต่บุญ กุศล บารมีของแต่ละคนนะครับ

ผมบอกได้แค่ว่า ทางนั้นมีอยู่ แต่ท่านจะเดินไปหรือไม่
ก็สุดแท้แต่.. ผมไม่ทุกข์ ไม่บังคับ เพราะผมเข้าใจ ผมเคยอยู่ในสถานะคนนอกศาสนามาก่อน
และศาสนาพุทธ ไม่ได้เน้นการชวนใครมานับถือกราบไหว้พระพุทธเจ้า

เราเป็นศาสนาแห่งปัญญา ไม่ใช่ศรัทธา
เราเจริญในศาสนาในโลก ด้วยการนำของสติ ไม่ใช่ศรัทธา

ผมบอกได้แต่ว่า.. ทางนี้ เป็นทางที่เดินแล้วเป็นสุข
เดินแล้วเราอยู่กับโลกได้ ด้วยความทุกข์ที่น้อยลงๆ
ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องกดข่มบังคับอะไร แต่ก็ไม่ไหลไปกับกระแสของกิเลส จนหาทิศทางไม่เจอ

ผมบอกได้เท่านี้.. และอวยพรให้ทุกท่านมีโอกาสได้เดินบนทางเส้นนี้ ไม่วันใดก็วันนึง

*****************************
ที่จริง.. ผมกะว่าวันนี้จะมาเขียนเล่าบางมุมของตัวเองให้คุณรู้จัก
เพราะผมรู้ว่า หลายคนสงสัย ว่า aston27 ตัวจริงเป็นใคร
เป็นคนยังไง

แต่พอลงมือเขียนจริงๆ ตัวหนังสือมันไหลไปทางโน้นเสียนี่
งั้นก็เก็บไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะครับ วันนี้ยาวแล้ว

สุขสันต์วันเสาร์ครับ วันนี้อากาศดีจัง




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2549    
Last Update : 24 มิถุนายน 2549 11:14:10 น.
Counter : 790 Pageviews.  

ครึ่งหนึ่งของชีวิต

ไม่ได้จะมาร้องเพลงของพี่แอมให้ฟังนะครับ ^^

มีคนบอกว่า.. ครึ่งหนึ่งของความคิดดีๆ มักจะมาในเวลาที่เรานึกไม่ถึงเสมอ
เช่นตอนอยู่ในห้องน้ำ เป็นต้น

ไม่ได้ทะลึ่งตึงตังอะไรนะ.. แต่ผมน่ะ เป็นแบบนี้เสมอ
คิดอะไรขึ้นมาได้เวลาเข้าห้องน้ำตอนเช้าบ่อยๆ

อาจจะเพราะตอนเช้า เป็นช่วงที่เราเพิ่งตื่นจากการนอนพักผ่อน
สมองมันยังสด ไม่มีอะไรมาบดบังความคิด

ผมอาจจะโชคดี(และในบางมุม ก็เป็นโชคร้ายด้วย) ที่เป็นคนช่างสังเกต ช่างคิด ช่างถาม
มีคนมาเล่า มาคุย มาปรึกษาเรื่องโน้น เรื่องนี้บ่อยๆ
ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ยังมีคนชอบมาปรึกษาผม

เคยนึกอยู่ว่า ชาติที่แล้วไม่รู้เคยไปนึกอยากเป็นพระโพธิสัตว์กะเขามั่งหรือเปล่า
แต่แค่นึกเล่นๆนะครับ..
ความดีของผมนี่ยังห่างไกลคำว่าโพธิสัตว์อีกหลายล้านปีแสงอยู่

จะด้วยวัยใกล้หลักสี่ไอทีแสควร์ หรืออย่างไรไม่ทราบชัด
เมื่อเช้า ผมเกิดตั้งคำถามขึ้นมาว่า
ในชั่วชีวิตคนเรานี่ เราใช้เวลาคุ้มค่าพอหรือเปล่า

มองย้อนกลับไปในวันที่ผ่านๆมา
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไปหลงทำสิ่งที่ไม่ควรจะเสียเวลาหลายอย่าง
แล้วก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ อีกหลายอย่าง

บังเอิญไม่ได้จดนับบันทึกจับเวลาเป็นสถิติไว้ เหมือนเวลาดูฟุตบอลสมัยนี้
ที่เขาบอกละเอียดเลยว่า ฝ่ายไหน ครองบอลมากกว่า คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์

ถ้ามีเครื่องมือวัดค่าของการใช้เวลาไปกับเรื่องที่ควรทำ
กับเรื่องที่ไม่ควรทำในแต่ละวันได้ ผมคงจะขอซื้อมาใช้คนแรก

แต่คำนวณคร่าวๆแบบไม่เข้าข้างตัวเอง .. ผมว่ามันประมาณครึ่งชีวิตเลยแหละ

ใครเคยนั่งใจลอย ฟุ้งไกลไปในความคิดนานๆ
จนลืมเนื้อลืมตัวได้เป็นวันๆแบบผมไหมครับ
เคยนั่งเล่นเกมคอนทรา ABAB ขึ้นลงขึ้นลง ซ้ายขวาซ้ายขวา อะไรนั่นทั้งคืนไหมครับ
หรือไม่หลับไม่นอน เพราะอยากเอาชนะเกมซุปเปอร์มาริโอ

ผมเคยติดเกม football manager เล่นชนิดทั้งวันทั้งคืนได้สามคืนติดกัน
แล้วก็มาติดเกมสามก๊ก เล่นไปโกงโจโฉไปจนชนะ แต่ก็กินเวลาว่างไปเกือบเดือน

อันนั้นผมถือเป็นความเสียเวลา ที่คิดได้เองไม่ยากนัก
พอเล่นๆไป อยู่ๆก็คิดได้ว่า.. ชนะเกมไปแล้วก็ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมา
บริษัทเกมมันก็ไม่ได้สร้างอนุเสารีย์ให้ผมเสียเมื่อไหร่
แถมเอาเวลาไปตั้งเยอะ ให้แค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว

แต่ความหลงผิด เสียเวลาในชีวิตแบบอื่นนี่ น่ากลัวกว่าครับ
หลายคนที่ผมรู้จัก .. เสียเวลาไปเยอะกับความกลัวของตัวเอง
เพราะเคยเจอ เคยมีความทรงจำที่ไม่ดี ก็เลยสร้างกำแพงไว้
มีคนดีๆเข้ามา ก็มองไม่เห็นความดีของเขา หรือมองเห็นแต่ไม่กล้าเปิดรับเขาเข้ามา

หรือเปิดรับเข้ามาด้านในรั้ว แต่ก็สวมชุดแฟนซีพรางตัวไว้ ไม่กล้าให้เขาเห็นความจริง
กลัวเขาจะไม่ชอบตัวจริงของเรา กลัวผิดหวัง กลัวเสียใจ กลัวๆๆๆ

แล้วก็เพราะความกลัว ก็เสียเวลา เสียโอกาสอยู่เป็นปีๆ ถึงหลายๆปีก็มี

บางคนจมอยู่กับอดีต อยู่กับความผิดพลาด อยู่กับความล้มเหลว อยู่กับสิ่งที่ไม่เคยเรียกกลับมาแก้ไขได้
โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังเผาผลาญเวลาในปัจจุบันไปอย่างไร้ค่า เพราะมัวแต่พะวงอดีตนั่นแหละ

อันนี้พูดกันแต่เฉพาะทางโลกนะ ไม่ใช่ทางธรรม
ถ้าพูดกันแบบทางธรรม จะน่ากลัวกว่านี้มาก อันนี้ใครที่เริ่มปฏิบัติจนสติตื่นบ่อยเข้า จะ้เห็นความจริง
เหมือนนีโอตื่นขึ้นมาเห็นว่า ไอ้โลกที่เราคิดว่ามันเป็นของจริง มันเป็นแค่ภาพเสมือน
และทุกคนใน matrix ล้วนแต่หลับไหล ตื่นแต่กาย แต่ใจหลับ

ผมมีคนรู้จักพอประมาณ ไม่ถึงขั้นสนิทอยู่กลุ่มนึง
รวมตัวกันหุ้นเปิดร้านอาหารชื่อดังแห่งนึง ในกรุงเทพฯนี่แหละ
ปีแรกๆ กิจการดีขนาดจะไปทีต้องไปยืนต่อคิวเกือบชั่วโมง
แต่หุ้นส่วนคนนึงที่คุมเรื่องบัญชีด้วย ดันไปติดพนันบอล เลยแอบยักยอกเงินของร้านไปแทงบอล ร้านเลยซวนเซแทบเจ๊ง

พนันนี่ ใครเคยเล่นคงรู้ดี ว่ามันเหมือนมีผีสิงจริงๆ
เริ่มเล่นมักจะได้มากกว่าเสีย ยิ่งได้ก็ยิ่งเล่น
เล่นไปแล้วก็เริ่มเสีย กำไรหมด ทุนพร่อง ก็เริ่มอยากได้ทุนคืน

แต่ยิ่งอยากได้ทุนคืน ก็หมดไปเรื่อยๆ จนต้องหาเงินในหลายวิธี
คนดีๆหลายๆคน กลายเป็นคนขายยา เป็นโจร โกงเพื่อน โกงญาติพี่น้อง
ก็เพราะติดพนันนี่มาเยอะแล้ว

สุดท้ายหนุ่มคนนั้นคงจะอายเพื่อน และไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาโปะคืน เลยต้องทิ้งชีวิตที่น่าจะได้ทำบุญ ทำกุศล
ได้ทำความดีอีกหลายอย่างไป

อันนี้บอกเตือนสำหรับใครที่คิดจะเล่น หรือกำลังเล่นพนันบอลโลก หรือบอลลีกอะไรก็ตามแต่

ใครชอบพูดว่า พนันแล้วถึงจะดูบอลสนุก ผมเถียงขาดใจ
ผมดูบอลสนุกโคตๆมาเป็นสิบปีแล้ว โดยไม่ต้องเล่นพนัน

สมัยทำงานใหม่ๆ เขาเล่นกันแบบน่ารัก คือพนันเลี้ยงข้าวกลางวัน อันนั้นพอรับได้

แล้วก็พัฒนาเป็นเล่นทีละ 20 บาท แล้วก็เริ่มเป็น 100
พอเขาเริ่ื่มเล่นกันหนัก ผมก็เห็นแววแล้วว่า มันเริ่มไม่สนุก
เลยถอนตัวจากนั้นเป็นต้นมา

ท่านอื่นก็คงมีเรื่องที่ท่านหลงๆต่างกันไปนะครับ มีทั้งนั้นแหละ
เอาเป็นว่าชีวิตที่ผ่านมา จะหลงมากหน่อย จะเสียเวลาไปนิด ก็ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ต้องไปเสียดายอะไร
ที่ควรจะเสียดาย คือทุกวินาทีของปัจจุบันนี้ ที่เป็นอยู่ ดำเนินอยู่ และกำลังจะหมดไปเรื่อยๆ

มีคนเคยพูดว่า.. เมื่อเราแก่ตัวไป เรามักจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่ทำไปแล้ว

ครึ่งหนึ่งของชีวิตคุณกำลังหมดไปกับสิ่งไหนครับ ?




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2549    
Last Update : 20 มิถุนายน 2549 18:00:03 น.
Counter : 869 Pageviews.  

Ground Hog Day ภาค2

ผมแน่ใจว่า วันนี้ เป็น Ground Hog Day ของวันเสาร์สำหรับผม
เพราะมันก็ยังเป็นวันเสาร์ที่อยู่ถัดจากวันศุกร์ หนึ่งวัน
และอยู่ก่อนหน้าวันอาทิตย์หนึ่งวัน เหมือนกับทุกเสาร์ที่ผ่านมา

ผมตื่นก่อนเวลาที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ดีไปอย่าง เพราะได้เปิดพันทิพเข้ามาดูโน่นดูนี่

วันนี้ได้เห็น 1 ข่าว และหลายกระทู้ ที่อ่านแล้วน้ำตาซึม
ข่าวนึง คือข่าวน้อง ม.4 ที่โดนฆ่าข่มขืน ที่ดอนเมือง
ข่าวว่าน้องเขาไปช่วยงานศพคุณย่าของเพื่อน แล้วกลับดึก
อันนี้น้ำตาซึมด้วยความสงสาร และเศร้าใจ

ผมทำได้แค่ส่งจิตแผ่เมตตาไปให้วิญญานน้องเขาสงบ และได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี

ส่วนที่น้ำตาซึมอันต่อมา คืออันนี้
//topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2006/01/O4035518/O4035518.html
เรื่องของลุงหอยทอดเตาถ่าน ภาคใหม่ ที่ทำให้ผมรับรู้ได้ว่า ลุงเขาคงมีความสุขมากกับน้ำใจของคนแปลกหน้าที่ไหลรินมาให้

เรื่องต่อมา เป็นเรื่องหมาๆ ที่ไม่ใช่หมาในความหมายไม่ดี
คุณมารบูรพา อึ้งเอียะซือ ส่ง link มาชวนให้ไปอ่าน //www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J4453780/J4453780.html

ช่วงที่อ่าน ก็ได้เห็นอารมณ์หลากหลายของตัวเอง
วูบนึง มันสงสาร วูบนึงมีโทสะ วูบนึงอิ่มใจในความใจบุญของคนกลุ่มนึง แว๊บนึงอยากทานหอยทอด

หลายคนที่ผมรู้จักก็ปฏิบัติธรรม วิปัสสนาในชีวิตประจำวันแบบนี้แหละครับ
เราไม่ค่อยได้นุ่งห่มขาว ไม่ได้นั่งหลับตาอย่างเดียว
หรือไปเพ่งจิต คุมไว้ไม่ให้มันหลุดไปไหน

ครูบาอาจารย์ผม ท่านสอนให้เจริญสติด้วยการตามรู้สภาวะที่เกิด ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่งหรือนอน
ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตา

นั่งอ่านอะไรแล้วชอบใจ ก็รู้สึกตัวว่าชอบใจขึ้นมาแล้ว
อ่านแล้วไม่ชอบใจ ก็รู้สึกตัว ว่ามีอารมณ์ไม่ชอบใจเกิดขึ้น
อ่านแล้วอยากทานหอยทอด ก็รู้ว่าเกิดอารมณ์อยากทานขึ้นในใจ
อ่านแล้วเกลียดคนที่เอาหมาไปทิ้ง ก็รู้ว่ามีโทสะขึ้น
แค่นี้ก็เจริญสติ วิปัสสนาเสร็จไปหลายครั้งแล้วนะครับ ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรเลย

***************
เมื่อคืน ผมคุยกับน้องท่านนึงทางโทรศัพท์
เธอบอกว่าช่วงนี้เธอรู้สึกแปลกๆ เธอเบื่อทุกอย่างที่อยู่รอบตัว
เธอพยายามทำในสิ่งที่ปกติเธอชอบ เธอมีความสุข
เช่นอยู่กับแฟน ก็เบื่อ เลยหลบมาอยู่กับแม่ ก็เบื่อ
ไปเที่ยว ก็เบื่อ ไปเดินสยามช๊อปปิ้ง ก็เบื่อ ทำงานก็เบื่องาน

ผมก็บอกเธอไปว่า.. จริงๆแล้ว ที่เธอทุกข์อยู่
มันไม่ได้ผิดปกติอะไรเลย มันเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคนได้ในบางเวลา

เพราะมนุษย์เรา มีธรรมชาติในการพอใจในอารมณ์ที่ดี วิ่งหนีอารมณ์ที่ร้าย
เราชอบใจในความสงบ รังเกียจความวุ่นวาย
เรายินดีในสุข และเกลียดความทุกข์

ทุกข์ที่เกิด มันไม่ใช่เพราะค่าเงินดอลล่าร์ตก รถติด น้ำมันแพง แฟนไม่เข้าใจ แม่ไม่เข้าใจ งานน่าเบื่อหรอก

แต่มันเป็นเพราะ เธอไม่ชอบที่มันเป็นอย่างนั้น
พอไม่ชอบใจ ก็ไม่สบอารมณ์ ไม่สบอารมณ์แล้วก็อยากทำอะไรให้มันหาย ให้มันพ้นจากอารมณ์นี้

พูดง่ายๆว่าไปวิ่งหาสุข วิ่งหนีทุกข์ วิ่งๆๆๆๆ จนเหนื่อย
แล้วก็มาทุกข์เพิ่มเพราะเหนื่อย และทุกข์ก็ไม่ได้น้อยลง หรือหมดไปไหน
เพราะระหว่างนั้น เราก็แบกทุกข์ไว้ตลอดเวลา

พระท่านถึงสอนว่า.. ทุกข์น่ะ มีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้แบก

ยกตัวอย่าง.. มีผู้ชายคนนึง เดินๆไปเจอก้อนหินหล่นมาจากฟ้า หล่นโครมลงมาข้างหน้า
แทนที่จะแค่รู้แล้วก็เดินไป แต่ด้วยความไม่พอใจ ก็ยกหินนั้นขึ้นมาแบก
พอรู้สึกว่ามันหนัก ก็เริ่มออกวิ่งหนีความหนักของก้อนหิน
ไปเที่ยว ไปหาอะไรที่สวยๆดู หาอะไรที่สนุกๆทำ
มันก็ไม่หายหนัก ยิ่งนานก็ยิ่งหนัก แล้วก็โกรธตัวเอง
โกรธหิน โกรธทุกอย่าง แต่ก็แบกหินไว้ตลอดเวลาอยู่นั่นแหละ

ทั้งๆที่ไม่ต้องวิ่งไปไหน ไม่ต้องทำอะไร แค่แวะเข้าข้างทาง แล้วก็วางหินลง .. แค่นั้น

สำหรับคนที่เดินบนสายของผู้ปฏิบัติ
ก็คือคนธรรมดากลุ่มนึงบนโลกปกติ
ยังต้องทำมาหากิน มีชีวิตทางโลก มีปัญหาเหมือนคนธรรมดา

เพียงแต่แตกต่างที่การมีสติ.. ตามรู้บ่อยๆ
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะสุข หรือทุกข์
ทุกอย่างเป็นสภาวะที่มีค่าเท่าเทียมกัน .. คือมีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้แบก

เพราะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นแค่อารมณ์ๆนึง ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
สุขก็อยู่กับเราไม่นาน ทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน

เมื่อคืนผมบอกน้องเธอไปว่า.. สุข หรือทุกข์ มันก็เป็นเหมือนลม
มันอาจพัดมาวูบนึง หรือพัดชั่วระยะนึง แล้วมันก็ไปแล้ว

ถ้าเป็นลมดี ก็อาจทำให้เราเย็นสบายชื่นใจ
ถ้าเป็นลมร้าย ก็อาจหอบเอากลิ่นขยะเหม็นเน่า ลอยมาเตะจมูก เป็นทุกข์แก่เรา

แต่ไม่จำเป็นเลย ที่เราต้องไปโกรธ ไปเกลียดลม ร้ายๆ
และไม่ควรด้วย จะไปอยากบังคับลมดีๆ ให้มันคงอยู่ตลอดไป

แค่มีสติรู้กาย รู้ใจเราไป เดี๋ยวทุกอย่างมันก็แค่ มาแล้วก้ไป
ไม่มีอะไรต้องยึด ไม่มีอะไรต้องเกลียด

ด้วยสติที่เรามีและคอยสะสมมันไปเรื่อยๆ
ถึงจุดนึง มันจะสร้างมุมมองที่แตกต่างให้ ที่เรียกว่าปัญญา

เราจะเข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจธรรมะ หรือธรรมชาตินั่นแหละ
ถึงจุดนั้น .. วันๆนี้ จะเป็นวันจันทร์ หรือวันเสาร์ ก็มีค่าเท่ากัน
เป็นวันทำงาน หรือวันหยุด ก็มีค่าเท่ากัน
เป็นวันที่เจอแต่เรื่องดี หรือมีแต่เรื่องร้าย ก็มีค่าเท่ากัน

ถึงจะเป็นวันเดิมๆเหมือนที่เคยเจอมาชั่วนาตาปี
ถึงจะซ้ำซาก จำเจ เราก็จะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องจำใจ

ความสุขสงบอันเกิดจากภายใน เกิดขึ้นได้ แม้ในวันร้ายๆ
ถ้าเพียงแต่เราเลือกวิธีมีชีวิตที่แตกต่าง จากเดิม ตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ

เรากำหนดเองไม่ได้นะครับว่าจะหลุดจาก Ground Hog Day เมื่อไหร่
รู้แต่ว่า เราเลือกใช้ชีวิตให้แตกต่างได้
แม้ว่าเราจะยังต้องวนเวียนอยู่ ในนี้

ขอให้ท่านเป็นสุขกับทุกวันที่เจริญด้วยสตินะครับ

แล้ววันนี้ ผมจะทานหอยทอดเผื่อนะ




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2549    
Last Update : 20 มิถุนายน 2549 9:19:23 น.
Counter : 675 Pageviews.  

Ground Hog Day ชีวิตใหม่ในวันเดิม

อยู่ๆ เมื่อเช้าก็แว่บเรื่องนึงขึ้นมาในหัว
ที่จริงเป็นหัวข้อแรกที่ผมนึกอยากเขียนด้วยซ้ำ
แต่มันมักจะไถลออกจากรอยหยักของสมองของผมเสมอ เวลานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์

เมื่อ 13 ปีก่อน มีหนังอยู่เรื่องนึง ชื่อ Ground Hog Day
เป็นหนังเล็กๆ ที่มี บิล เมอร์เรย์ (คนที่แสดงเรื่อง Lost In Translation) และ แอนดี้ แมคโดเวล นำแสดง

บิล เล่นเป็น ฟิล คอนเนอร์ส ผู้รายงานข่าวดินฟ้าอากาศ (ที่ฝรั่งเขาเรียก Weather man) ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่ต้องออกไปทำข่าววันแห่ง "ตัวตุ่นทำนายฟ้าดิน" หรือ Ground Hog Day เป็นปีที่ 4 ร่วมกับโปรดิวเซอร์ สาวสวย ริต้า

จะเพราะอาการหยาบคาย จากความเบื่อที่ต้องมารายงานข่าวที่เขารู้สึกว่ามันห่วยๆ
จะเพราะว่าเขาไปเรียกตัวตุ่นว่าเป็น "หนูสกปรก"
จะด้วยความนิสัยเสีย ด้วยความเป็นมนุษย์ที่หยาบกร้าน จนพระเจ้าลงโทษ หรือด้วยความอะไรก็แล้วแต่

ฟิล กับเพื่อนๆต้องเจอพายุหิมะ ระหว่างเดินทางกลับ จนต้องย้อนกลับมาค้างคืนที่เมือง พังซุนโทวนี่ (Punxsutawney) เมืองของตัวตุ่นที่ว่า

และฟิลพบว่า เขาเป็นคนๆเดียว ที่ต้องตื่นขึ้นมา พบกับวัน ground hog day ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

ในขณะที่สำหรับคนอื่น ในเมืองนั้น วันนั้น ก็เหมือนกับวันใหม่ของพวกเขา
แต่ฟิลเป็นคนเดียวที่จำได้ว่า มีอะไรเกิดขึ้นในวันๆนี้

เขาหนีออกจากเมืองไม่ได้ เขาฆ่าตัวตายได้ แต่ก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำทุกอย่าง ในเช้าวัน ground hog day เหมือนเดิม

ช่วงแรก ฟิล ใช้ชีวิตเหมือนคนบ้า เขาทำความเลวทุกอย่างแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เพื่อประชด
และเพราะคิดว่า ไม่ว่าจะทำอะไรไป ก็ไม่มีใครจำได้ว่า เขาทำอะไรเลวๆไว้บ้าง
และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันก็จะย้อนกลับไปเป็นวันเดิม สภาพเดิมเสมอ
แต่เขากลับรู้สึกว่า มันไม่ได้ทำให้เขามีความสุขขึ้นเลย

หนังเรื่องนี้ พล็อตเรื่องสุดยอดมาก ครับ บางคนถึงกับเรียกว่า เป็นงานที่ดีที่สุด ของบิล เมอร์เรย์

ผมเดาเอาว่า หลายท่านที่อ่านอยู่ น่าจะเคยรู้สึกว่า
ชีวิตคนเรามันวนกันอยู่เป็นวงกลม เป็น loop ซ้ำๆ
ตื่นนอน อาบน้ำแปรงฟัน ไปทำงาน ด้วยเส้นทางเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิม
เจอปัญหาเดิมๆ คนเดิมๆ หมดไปวันนึง ก็กลับบ้านเดิม
บนถนนเส้นเดิม กินข้าว อาบน้ำ เข้านอน แล้วก็ตื่น

เป็นอย่างนี้จนตาย

ที่น่าสนใจกว่านั้น.. ผมอยากบอกว่า.. ในทางพุทธ และอีกหลายศาสนา

เราเกิดมาทำแบบนี้ จนตาย แล้วก็กลับมาเกิดใหม่อีกไม่รู้กี่ล้านรอบแล้ว เจอปัญหา เจอทุกข์แบบเดิมๆ จองกรรมจองเวรกันมากับใครต่อใครบ้างมากมาย

พระพุทธเจ้าบอกว่า .. วงจรชีวิตของพวกเราแต่ละคนนั้น
จับต้นไม่ได้ หาปลายไม่เจอ

มันยาวนาน ซ้ำซาก เหมือนๆกับแต่ละวันๆ ที่ผ่านไปนี่แหละ บางคนคงนึกเถียงว่า ชีวิตเราเป็นสุขจะตาย
มีแต่เรื่องดีๆ มีอะไรใหม่ๆเสมอ อันนั้นถือเป็นโชคดีนะครับ
แต่ลองดูดีๆ คุณจะเห็นว่า แต่ละวัน มันไม่เหมือนกันสักวัน

เพราะถ้าโชคดี บางวัน อาจจะมีแต่เรื่องดี บางวันมีแต่เรื่องร้าย
ก็คล้ายกับชีวิตในแต่ละชาติ เราอาจทำแต่เรื่องดีๆ แต่บางทีก็ทำแต่เรื่องร้าย

บางชาติพลาดพลั้งไปมากหน่อย ก็ต้องไปเกิดเป็นแมลง เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำลงไป
บางชาิติโชคดี ก็อาจมีโอกาสทำบุญ ฟังธรรม ได้เจอพระพุทธเจ้า ก็เป็นบุญ ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหมอะไรกันไป

ตอนจบของเรื่องนี้ ดีมากครับ ผมอยากแนะนำให้คุณไปหามาดู

ธรรมชาติไม่ได้โหดร้ายกับเราไปเสียหมด
ถึงแม้ว่าเราจะระลึกชาติไม่ได้ อย่างที่ฟิล มีความจำถึงวันที่ผ่านๆไปได้

แต่ธรรมชาติก็เปิดช่องให้เราสะสมความดี และสติปัญญาไว้เป็นเสบียงไปในชาติต่อๆไปได้

เหมือนที่ช่วงที่ฟิลคิดได้ .. เขาไปหัดเรียนเปียนโน เรียนโน่น หัดทำนี่ หัดแกะสลักน้ำแข็ง ทุกวันๆๆๆๆ จนชำนาญ

ในวันสุดท้าย ก่อนที่เขาจะหลุดพ้นจาก Ground Hog day เขาสามารถเล่นเปียนโนได้ชำนาญชนิดมืออาชีพต้องอาย
เหมือนกับเคยเรียนมาแล้วเป็นปี (ก็จริงๆเขาก็เรียนมาเป็นปีแล้วจริงๆ)

ผมนึกถึงเรื่องในพระสูตรต่างๆ ที่พูดถึงผู้คนในสมัยพุทธกาล
เวลาได้ฟังธรรมเพียงประโยคเดียว เพียงบทเดียว ก็บรรลุธรรม

นั่นเพราะเขาสะสมปัญญาไว้เต็มเปี่ยมจนพร้อม
เหมือนดอกบัวพร้อมจะบานเมื่อได้สัมผัสแสงแรกแห่งอรุณ

ที่สำคัญ... ในคืนที่สุดท้าย ก่อนการหลุดพ้นจาก ground hog day นั้น

ฟิล เลิก "อยาก" จะหลุดพ้น และพร้อมจะทำใจใช้ชีวิตในวันเดิมวันนั้น ให้มีค่า มีประโยชน์ที่สุด

ผมนึกถึงเรื่องของพระอานนท์ ที่เร่งความเพียร เพื่อให้บรรลุธรรม ก่อนการประชุมเหล่าพระอรหันต์

เร่งเท่าไหร่ เพียรเท่าไหร่ ก็ไม่บรรลุ .. ยิ่งอยาก ยิ่งไม่ได้
จนใกล้รุ่งสาง ท่านล้าจนไม่ไหว เลยปล่อยวางจิตว่า
ไม่ได้ ก็ไม่ได้ ไม่เป็นไร
แล้วก็เจริญสติลงในอิริยาบทเอนกายลงจะนอนพัก

พระอานนท์ บรรลุธรรมในระหว่างเอนกายลง ยังไม่ถึงเตียงนั่นแหละครับ

เจริญในโลก เจริญในธรรมกันทุกท่านนะครับ




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2549    
Last Update : 20 มิถุนายน 2549 9:19:53 น.
Counter : 1538 Pageviews.  

รักสามเส้า : สัญลักษณ์และการแปลความหมาย

ผมสังเกตเอาว่า .. วันไหนเขียนเรื่องรักๆ เรตติ้งจะดีเป็นพิเศษ
วันนี้เลยตั้งหัวข้อดึงคนอ่านไปงั้นแหละ อิอิอิ

ที่จริงก็อยากจะอธิบายที่มา ความหมายของคำนี้ เพราะหลังๆผมอ่านเจอคนใช้ผิดเป็น "รักสามเศร้า" กันบ่อยขึ้น

เรื่องแบบนี้ ไม่ต้องไปบอกใคร เขาก็รู้ว่ามันเศร้านะท่าน
แต่ช่วยเขียนให้ถูกหน่อยก็จะดี

คำจริงๆเขาเขียนว่า "สามเส้า"
เคยมีคนบอกว่า ที่มา มาจากไอ้เครื่องมือช่างสมัยก่อนที่ใช้ตอกเสาเข็มด้วยมือที่เรียก "สามเกลอ"

เวลาจะใช้มันต้องช่วยกันจับสามคน ยกตอกๆๆ
ฟังดูความหมายมันออกไปทางสามัคคีมากกว่าจะแก่งแย่งกันนิ
ผมก็ไม่รู้ว่ามันแผลงมาเป็นความหมายอันนี้ได้ยังไง

หรือใครรู้ที่มาอื่นๆ ก็บอกทีนะครับ

ถ้าที่มาของเรื่องนี้เป็นจริง ก็เห็นจะต้องบอกว่า การตีความของผม คงไม่เหมือนคนที่เอามาใช้อย่างที่เป็นอยู่

เพราะผมมองว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจมากกว่า
ในขณะที่ รักสามเส้า มันดูเป็นลบๆ

หรือว่าคนสมัยก่อนเขาไม่รู้สึกว่า อันนี้เป็นเรื่องลบ ผมก็ไม่ทราบนะครับ
อาจจะเป็นได้ เพราะคนสมัยก่อน การมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน เป็นเรื่องยอมรับได้
เพราะเราเป็นพวกสังคมเกษตรกรรมที่อาศัยแรงคนในการสร้างผลผลิต
คนมากกว่าได้เปรียบ ว่างั้น

สัญลักษณ์ และการแปลความหมายมันเป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปได้ตามเวลา และบุคคลครับ

และผมว่ามันเป็นปัจจัยที่สำคัญเบอร์ต้นๆ ของชีวิตคู่ที่ราบรื่น
คู่ไหนมองตา ก็รู้ใจ พูดสองคำเข้าใจตรงกัน ถือว่าโชคดี
ไม่ใช่กลับตีสามภรรยาถือมีดเดินมา ก็ยังตีความไปว่าภรรยารักมากขนาดจะเอามีดมาให้ช่วยลับ เพราะจะทำลาบเลือดให้ทานตอนตีสาม

อันนั้น เป็นการตีความหมายพลาดชนิดอาจถึงตายได้

ใครดูตอนต้นๆเรื่องของ ดาวินชี่โค้ด เขาก็มีพูดเรื่องนี้
อย่างบางคนเห็นสามง่าม ก็อาจนึกถึงซาตาน บางคนนึกถึงปีศาจแดงของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ขณะที่คนสมัยก่อนโน้น จะนึกถึง เทพแห่งสมุทรที่ชื่อโพไซดอน

พูดถึงคำว่า โพไซดอน เชื่อว่าหลายคนนึกถึงอาบอบนวด แถวรัชดา
บางคนนึกถึงหนังของ วูฟว์กัง ปีเตอร์เสน ที่เพิ่งฉายไปหมาดๆ
บางคนจะนึกถึงเทพองค์ที่ว่า

คนตั้งชื่อชื่ออาบอบนวด นี่ก็ช่างสรรสร้างจินตนาการเหลือเกินนะครับ
อย่าง Emmanuelle เป็นชื่อนิยายอีโรติคสุดฮิตของฝรั่งเศส และกลายมาเป็นหนังโป๊ชื่อดัง ในเวลาต่อมา

ชื่อ Victoria Secret ก็มาจากชื่อชุดชั้นในราคาแพง
ที่ใช้นางแบบระดับ ซุปเปอร์ โมเดลมาเดินแบบ ถ่ายปฎิทินทุกปี

คลีโอพัตรา โอ.. อันนี้ร้ายกาจ เพราะพวกชายหนุ่มมั่งแก่มั่ง ก็คงนึกว่า น้องๆทุกคนจะสวยเหมือนจักรพรรดินีแห่งไอยคุปต์ หรือ อลิซาเบท เทย์เลอร์

หมายถึงสมัยเธออายุ ยี่สิบต้นๆนะครับ ไม่ใช่หมายถึงตอนนี้ 555

จูเลียนา อันนี้ฟังดูงั้นๆ ก็นึกถึงสาวยุโรปแถวอิตาลี

อะไรอีกล่ะ .. the Plaza อันนี้ไม่เท่าไหร่ ฟังแล้วไม่ค่อยมีความหมาย
แต่บางคนเขาอาจจะนึกถึง ห้างที่มีของขายเยอะๆ มีให้เลือกได้มาก

เห็นมั้ยครับ ว่าถ้าจะตีความทางบวก มันก็ได้ทุกชื่อแหละ

แต่ถ้าสถานที่เดียวกันอย่างโฮโนลูลู ไปตั้งชื่อ ส.โบตั๋น ผมเชื่อว่าลูกค้าขี้เมื่อยก็จะตีความไปอีกทาง นึกภาพไปอีกอย่าง

ในทางการตลาด หรือโฆษณา เขาถึงเชื่อกันว่า
ชื่อสินค้านี่สำคัญเป็นเบอร์ต้นๆ

อย่างสมัยนี้ ถ้าคุณจะแจ้งเกิดเข้าวงการเป็นดารา
อยู่บ้านชื่อ จิ๋ม จะเข้าวงการ ก็ควรเปลี่ยนชื่อเล่นใหม่ ว่า เกรซ โลล่า เวลม่า อีฟ ถูถู ทาทา อะไรกันไป

ดาราชื่อจิ๋มแล้วดังคนหลังสุด ที่ผมนึกออกก็คือ คุณมยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช โน่น

อันนี้เว้นไว้เสียว่า คุณมีความงามชนิดหยุดหัวใจชายได้
อันนั้นจะชื่อหมู หมา กาไก่ ก็ไม่มีใครว่าอะไร

แล้วถ้าจะโกอินเตอร์ ก็ต้องคิดเผื่อ หรือเล็งไว้ให้เหมาะๆ
ว่าจะไปในซีกโลกไหน ส่วนไหนของโลก
เพราะภาษานี่ บางทีมันพ้องเสียง แต่เพี้ยนความหมายกันได้ชนิดขนลุกขนพองเลยนะ

อย่างคำว่า "หู" ในภาษาไทยน่ะ คนจีนแต๊จิ๋วเขาออกเสียงคำนี้เหมือนกันกับคำไทยพื้นๆ ที่แปลว่าอวัยวะเพศของสตรี

หรือคำว่า หอย ในภาษาจีน เขาแปลว่า ปู นะครับ
ดังนั้นเวลาสั่งหอยจ๊อ ก็อย่าสงสัยว่าทำไมมันรสชาติเหมือนปู

หรืออย่างใครชื่อคุณฟัก นี่ จะไปโชว์ตัวให้ฝรั่ง ยังไงก็ต้องเปลี่ยนชื่อให้สุภาพใหม่
จะเรียกว่า จอห์นนี่ ฟรานซ์ ทอม โทนี่ อย่างคุณจา พนมก็ตั้งไปเถอะ
ขอแค่อย่าเอาคำว่า Please ไปประกบชื่อคุณฟัก เพื่อให้สุภาพ ก็พอ

มันจะไปกันใหญ่

เรื่องนี้ พูดกันได้ยาวเป็นเอนไซโคลปีเดียเลยมั้ง

นอกจากความหมายของคำนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
คำหลายๆคำ มันบ่งบอกบางอย่างมากกว่านั้นนะครับ

อย่างคำว่า "เกรียน" หรือ "ปาหมอน" น่ะ
ผมน่ะฟังอยู่ตั้งนาน แล้วก็นึก ว่ามันแปลว่าอะไร

พอได้ความหมายแล้วก็ขำ .. มันน่ารักดี
แต่การฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็แปลความหมายได้เหมือนกันนะครับ

มันแปลว่าเราเชย และแก่แล้วจริงๆ น่ะ

5555




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2549    
Last Update : 14 มิถุนายน 2549 19:50:53 น.
Counter : 1538 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.