Group Blog
 
All blogs
 

ว่าด้วยดัชนี..ชีวิต บิ๊กแม็ค ไข่เจียว และความรัก

ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล.. คนทุกยุคทุกสมัยจะมีดัชนีไว้บ่งชี้อะไรสักอย่าง

เช่นสมัยก่อน ความมั่งคั่งของขุนนาง คหบดี เขาวัดกันที่ขนาดที่ดิน และจำนวนข้าทาสบริวาร รวมไปถึงบุตร ธิดา ภรรยา
ยิ่งมาก ยิ่งเชื่อได้ว่าใหญ่จริง

การจะดูลักษณะของช้าง ม้า วัว ควาย ว่าดีไม่ดี เขาก็มีดัชนีมาตรฐานในการดู
ช้างก็เรียกกันเป็นตำราคชลักษณ์ ม้าก็เป็นตำราอัศวลักษณ์ อะไรกันไป
ตำราดูลักษณะวัว ควาย ไม่ทราบเรียกอะไร แต่ไม่ใช่ แอสตันลักษณ์ก็แล้วกัน

ผมเคยได้ยินว่า สมัยก่อนอีกเหมือนกัน
เวลาผู้ใหญ่เขาจะไปดูตัวลูกสาวบ้านไหน เพื่อขอมาเป็นสะไภ้
เขาจะไปดูเวลาสาวนางนั้นปอกมะม่วง
ถ้าปอกแล้วกินเนื้อเข้าไปลึก ก็ว่า สาวนั้นมีแนวโน้มเป้นคนสุรุ่ยสุร่าย
ถ้าปอกแล้วบางเกินไปเปลือกขาด ไม่สม่ำเสมอ ก็ว่าคนๆนั้นขี้เหนียว ตระหนี่เกินมัธยัสถ์ไปหน่อย

เคยอ่านมาว่า บางคนใช้ฟังเสียงครกตำน้ำพริก
ถ้าเสียงหนักแน่นแปลว่าแรงดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผมแอบเดาเอาว่า.. คงมีคนไปประเมินว่า ลูกสาวบ้านไหนสวยจากความชื้นของหัวกระได
เพราะสมัยก่อนบ้านเรือนไทยมันจะสูงครับ
จะขึ้นเรือนก็มีธรรมเนียมว่า ต้องล้างเท้าก่อน เพื่ออนามัย
ก็สมควรอยู่ เพราะสมัยก่อน เขาไม่ใช้รองเท้ากัน

ถ้าบ้านไหนมีคนมาเยี่ยม มาจีบลูกสาวบ้านนั้นมาก หัวกระไดก็จะเปียกตลอดเวลา
เลยเป็นที่มาของสำนวน หัวกระไดไม่แห้ง

สมัยผมเด็กๆ ผมสังเกตเอาว่า คนแถวๆบ้านผม เขาวัดความเจริญทางเศรษฐกิจของแต่ละบ้านด้วยรถยนต์
บ้านไหนขับรถยุโรป ก็ดูทีว่าฐานะจะดีกว่าบ้านที่ขับรถญี่ปุ่นกระป๋องๆ

เพราะสมัยก่อน ยังไม่นิยมการดาวน์ต่ำ ผ่อนบ้าเลือด 72 เดือนอย่างวันนี้

สมัยนี้ใครซื้อรถยุโรปแล้วผ่อน ไม่ซื้อสด เผลอๆจะถูกมองด้วยสายตาเป็นห่วง ว่ามีหนี้มาก

ผมจะรู้สึกไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้.. ว่าเดี๋ยวนี้ค่านิยมการใช้รถเป็นเครื่องวัดความสำเร็จในชีวิตคน ยังมีอยู่ แต่น้อยลง

ในทางมหภาค.. มาม่า ยังเป็นดัชนีวัดฐานะเรื่องปากท้องคนไทยได้เสมอ
คือช่วงไหนถ้าเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา จะมีคนไปเฝ้าดูตัวเลขยอดขายมาม่า
ถ้าเมื่อไหร่ยอดขายมันพุ่งขึ้น นักวิชาการเขาจะบอกว่า.. นั่นแหละ คนเริ่มเหลือเงินในกระเป๋าน้อยลง เลยต้องพึ่งมาม่ามากขึ้น

แล้วคุณทราบกันไหม.. ว่าบิ๊กแหมก บิ๊กแม็ค อะไรนี่ฝรั่งนิยม เอามาใช้เป็นดัชนีด้วยนะ

ใครที่เรียน MBA คงพอทราบว่าฝรั่งจะมี Big Mac Indicator เอาไว้ประเมินว่าของที่ส่งมาขายในประเทศต่างๆ มันถูกหรือแพง
โดยอาศัยราคาของ บิ๊กแม็คของอเมริกาตั้ง เทียบกับราคาของบิ๊กแม็คในประเทศอื่น แล้วถอดสมการออกมา ว่าถ้าบิ๊กแมคอเมริกาขายเท่านี้ บิ๊คแมคเมืองไทยขายเท่าไหร่
ดังนั้น เมื่อราคาของชิ้นเดียวกันขายในอเมริกา ราคาเท่านี้ ควรจะขายเท่าไหร่ในเมืองไทย

มาถึงไข่เจียว.. อันนี้ทฤษฎีของผมเอง

เคยไหมครับ ที่ต้องไปทานอาหารในร้านแปลกหน้า แปลกตา แล้วไม่แน่ใจว่ามันอร่อยหรือเปล่า
มองหาป้ายเชลล์ชวนลิ้ม ชิมโดยแม่ช้อย เกี่ยวก้อยโดยหมึกแดง ก็ไม่เจอ

แต่เพราะย้ายที่ทำงานมาใหม่ ย้ายบ้านมาใหม่ ร้านนี้มันอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน เอาล่ะวะ ถึงเชลล์ไม่ชวนก็ควรชิม

ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะสั่ง "ไข่เจียว" ครับ
เพราะผมว่า ไข่เจียวเป็นอาหารที่คนไทยทั่วไปจะทำได้เป็นอย่างแรกๆ ถัดจากการปอกกล้วย

ถ้าร้านไหน พ่อครัว แม่ครัว ทอดไข่เจียวแล้วอมน้ำมัน ดำทมิฬ ก็แทบจะฟันธงได้ว่า ฝีมือไม่ถึง

แต่อันนี้ใช้เป็นมาตรฐานสากลไม่ได้ เพราะบางคนอาจจะไม่ชอบไข่เจียวเหลืองหอม นุ่มเหมือนผม
บางคนก็ชอบไข่เจียวเกรียมๆ กรอบๆ ก็มี

เอาเป็นว่า ถ้าเขาทอดไข่เจียว ถูกปากคุณ ก็แววดีก็แล้วกันนะ

ส่วนดัชนีความรัก.. อันนี้วัดยากจัง
ผมพยายามนึกว่า เราจะใช้อะไรมาเป็นตัววัด ระดับความรัก

จะบอกว่าการมีปากเสียง ก็ไม่แน่ใจ
เพราะบางบ้านเห็นมีจานบินบ่อยๆ โพล้งเพล้งๆๆ
แต่ก็ลูกดกเหลือเกิน

ผมว่าความรักเป็นเรื่องของเคมี ของคนสองคน
ไม่ค่อยมีดัชนีสากล บางคู่ บางที เห็นแล้วมันก็อธิบายลำบาก

ความรักมันเป็นนามธรรม ถ้าพยายามเอาเหตุผลไปอธิบาย เอาทฤษฎีไปจับ มักจะพลาดหน้าแตกเอาง่ายๆ

ถ้ามองแค่ระดับความสัมพันธ์ก็เห็นมีตำราหลายเล่มว่าไว้
ดัชนีที่จะเห็นได้อาจจะมีตั้งแต่ท่าเดินด้วยกัน วิธีการจับการจูงมือ

ถ้าคู่ไหน ผู้ชายกำลังตามจีบอยู่ สังเกตดูว่าจะเดินตามหลังสาว
ถ้าเดินดุ่ยๆนำหน้าสาวไป อาจแปลได้ว่า จีบติดแล้ว ขอเป็นผู้นำมั่งสิ
ถ้าเดินเคียงข้างกันกุมมือด้วย แปลว่าความรักกำลังอยู่ในระยะแน่นแฟ้น

แต่ผมยังไม่ค่อยมั่นใจในทฤษฎีข้างบนเท่าไหร่นะ บอกตามตรง

ผมว่าดัชนีที่ดีที่สุด ในเรื่องความรัก มันต้องดูใจตัวเองนั่นแหละครับ
ถ้ายังรู้สึกอุ่นใจที่อยู่ใกล้ วาบหวามที่ได้เห็นหน้า
ถ้ายังเชื่อใจใครสักคนได้ โดยไม่ต้องมีคำถาม ไม่ต้องการคำอธิบาย
ก็แปลได้ว่า ความรักคุณยังมีมาก มั่นคงดีอยู่

ถ้าเริ่มขี้หึง เริ่มแสดงอาการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
อันนั้นเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าคุณรักเขาน้อยลง และรักตัวเองมากขึ้น

ไม่ได้บอกว่า อันไหนถูก อันไหนผิดนะครับ
แค่เอาไว้เป็นดัชนี วัดใจตัวเองได้อย่างเดียว

อย่างผม.. ตอนนี้ มีอาการกลัวผู้หญิง เดินสวนใคร ก็หลบตา เข้าลิฟท์ก็ไม่กล้าแอบชำเลืองมองใคร
ปล่าวๆๆ.. ไม่ใช่ดัชนีว่ากำลังหันเหสู่ไม้ป่าเดียวกัน

เพียงแต่ผมเริ่มเหนื่อย.. และเริ่มเห็นว่า ตัวเองเหมาะกับการอยู่คนเดียว ปลอดภัยที่สุด

ผมมักจะเป็นตัวนำโชค(ร้าย) ไปให้ผู้หญิงที่ผมรัก และรักผมน่ะครับ
ไปคบกับใคร เขาก็มีปัญหากับที่บ้านไปเสียหมด

อันนี้ ถ้าคิดแบบเห็นแก่ตัว ก็ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวกับผม
แต่ถ้านึกถึงว่า.. เราเป็นคนนอก.. เขาเป็นพ่อแม่พี่น้องกันมายี่สิบ สามสิบกว่าปี
อยู่ๆเราโผล่เข้าไป แล้วก็มีแต่คนรังเกียจ .. อี๊ พ่อม่าย อี๊ มีลูกติด อี๊..

มันก็พอทำใจได้ในช่วงแรก..
แต่พอมีปัญหาจุกจิกอื่นเข้ามา ถึงรู้สึกว่า ความรู้สึกเรา มันเปราะบางมาก
เกินกว่าจะอดทนได้ในภาวะแบบนี้

เลยพาลรู้สึกว่า.. เออ.. อยู่เฉยๆ ท่าทางจะดีกว่า..

อันนี้ไม่มีดัชนีอะไรบอกครับ..

สุขสันต์วันพุธนะครับ




 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2549 9:26:33 น.
Counter : 809 Pageviews.  

โลกอนาคต โลกแตก น้ำท่วมโลก



วันนี้ ผมนั่งเปิด DVD เรื่อง Animatrix ดูตั้งแต่เช้า

นอกเหนือจากแง่มุมทางพุทธปรัชญา ที่หนังหยิบมาดัดแปลงให้เป็นหนังไซไฟ เรื่อง The Matrix แล้ว

พี่น้อง วาโชวสกี้ ผู้กำกับที่สร้างทั้ง Matrix และ Animatrix ก็ยังสร้างประเด็นเรื่องของโลกอนาคตไว้ด้วย

เคยสังเกตไหมครับว่า.. เวลาที่บรรดานักเขียนนักคิดจินตนาการถึงโลกอนาคต
มันมักจะมีอารมณ์ หม่นๆ หมองๆ แห้งแล้งๆ และมองโลกในแง่ร้ายพ่วงอยู่ด้วยเสมอ

หลายคนคิดตรงกันว่า.. มนุษย์เราจะพัฒนาคอมพิวเตอร์ สมองกล หุ่นยนต์ จนถึงขีดสูงสุด
จนกระทั่งเทคโนโลยีที่เราสร้าง มันอยู่เหนือการควบคุม
และย้อนกลับมาเล่นงานมนุษย์เสียเอง

ไล่เรียงมาตั้งแต่ หนังเรื่อง 2001 A Space Odyssey ของแสตนลีย์ คิวบริค, I, Robot
สองเรื่องนี้ เขียนโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่สุดสองคนคือ คือ อาเธอร์ ซี คล้าก กับไอแซค อาซิมอฟ (ขอบคุณคุณเก่ง ที่แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนักเขียนนะครับ)

แล้วก็ยังมี Blade Runner และอีกหลายเรื่องมาจนถึง the Matrix หรือล่าสุดคือ 2012

ถามว่า.. แล้วผมเชื่อไหม.. ตอบว่า ผมไม่ได้เชื่อหรือไม่เชื่อ
เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เราเชื่อ ท่านสอนให้เรา "รู้"

แต่.. ผมค่อนข้างไม่สบายใจกับเทคโนโลยี
ผมว่ามันทำให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิตจากความเป็นมนุษย์ปกติ มากเกินไป

ผมสังเกตเอาว่า อีกไม่นาน.. เด็กๆ จะเขียนหนังสือไม่เป็น
เพราะเขาจะโตมาในยุคที่ใช้การพิมพ์เป็นหลัก แทนการเขียน

เด็กจะเริ่มชั้นอนุบาลด้วยการหัดพิมพ์สัมผัส แทนการเขียน ก กา

อีกหน่อย.. เราจะเดินทาง ด้วยยานพาหนะ ที่ไม่ต้องใช้พวงมาลัย
หุ่นยนต์จะพัฒนาไปจนถึงขั้นเหมือนมนุษย์ เดินกันเพ่นพ่านเป็นของปกติ

เหมือนที่ครั้งนึง เราไม่เคยนึกว่า.. โทรศัพท์มือถือ
จะเป็นของหาง่ายที่มีกันกระทั่งยาม หรือพนักงานกวาดถนน

ถามว่าผมกลัวอะไรมากที่สุด.. จากเทคโนโลยี

ผมว่า มันทำให้เราสบาย จนเคยตัว
อีกสักห้าสิบปี เราคงต้องมีรายการแม่บ้านยุคโบราณ มีคนมาสาธิตว่า
สมัยก่อนเขาซักผ้าด้วยมือกันยังไง เพราะเครื่องซักผ้าจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิต

โชคดีที่เสื้อผ้า ยังไงก็ต้องใช้มือรีด หรือเดี๋ยวนี้เขามีเครื่องรีดผ้าแล้วผมไม่รู้หว่า

หรือนิทรรศการว่าสมัยก่อน เราล้างจานกันยังไง ก่อนจะมีเครื่องล้างจาน

เทคโนโลยี ทำให้เราสะดวกขึ้น แต่เราก็ลำบากขึ้นในการดำรงชีพ
เพราะเทคโนโลยี ทำให้เราต้องจ่ายเงินซื้อของแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันออกรุ่นใหม่ที ก็จะแพง

นานๆไปจะออกรุ่นใหม่ถึงราคาตกมาทีนึง
ลองดูรถยนต์ เป็นตัวอย่างได้

จะบอกว่า.. เราเป็นทาสของเทคโนโลยี ก็พูดได้กลายๆนะครับ

เพราะแม้เราอาจจะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือของเรา
แต่เราเองก็สร้างความเคยชินในการพึ่งเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว

และบ่อยครั้ง เราก็ทำงานหนัก เพื่อจะได้เงินมากขึ้นๆไม่สุดสิ้น
เพื่อจะได้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาไม่สิ้นสุด

แล้วก็เทคโนโลยี อย่าง อีเมล์ อินเตอร์เนท เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์นี่แหละ..
ทำให้ข่าวลือมันแพร่สะพัดง่ายเหมือนไข้หวัด

เคยได้รับ FWD: mail พวกปีหน้าน้ำจะท่วม โลกจะแตก อะไรทำนองนั้นไหมครับ

มีคนถามผมว่า.. ผมเชื่อเรื่องที่เขาลือกันอย่างนั้นไหม
แล้วผมคิดว่า เทคโนโลยี จะนำอวสานมาสู่โลกอย่างใน Matrix จริงๆหรือเปล่า

ก็ยังตอบเหมือนเดิม.. ว่าผมไม่ทราบ เพราะมันเป็นเรื่องอนาคต
คิดไป กลัวไปก็เท่านั้นแหละ ไม่ทำให้สบายใจขึ้นหรอก

ทราบแต่ว่าในพระไตรปิฎก เคยระบุว่าศาสนาพุทธยุคนี้จะอยู่ได้ 5,000 ปี
แปลว่า ไม่ว่ายังไง ก็ยังจะมีคนมีชีวิตรอดอยู่สืบทอดพระพุทธศาสนา
ไปอีกอย่างน้อยก็สองพันกว่าปีนับจากนี้

เลยจากนี้ไป ผมไม่ทราบ หวังแต่ว่า ถ้ายังต้องเกิด
ก็ขอให้เกิดในยุคที่ยังมีพุทธศาสนา มีพระพุทธวจนะให้เราได้ฟัง

สุดท้ายอยากบอกว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายกันทุกคนนะ จะกลัวไปทำไม
ตอนตาย จะตายเพราะโลกแตกหรือตายยังไง ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า
ตอนยังมีชีวิต เรามีชีวิตยังไง เราใช้ชีวิตแบบมีคุณค่าหรือเปล่า

ตอนนี้มีสติอยู่กับปัจจุบันไปก่อนนะครับ




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 9 ตุลาคม 2553 8:14:36 น.
Counter : 1949 Pageviews.  

รักนวลสงวนตัว.. รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา รักกระเป๋าหามรถเมล์

ตั้งชื่อให้มันคล้องกันไปงั้นแหละ เผื่อคุณกาละแมร์จะอยากแวะมาอ่านมั่ง

ที่จริงเนื้อหามันตรงกับแค่วลีแรกของชื่อบล็อคอันนี้เท่านั้นเอง อันที่สองสาม ก็พอถูไถสีข้างแดงนิดๆ ว่าเกี่ยวกันบ้าง
แต่อันสุดท้ายนี่ ไม่ใช่เป็นอันขาด

ที่จะพูดเรื่องรักนวลสงวนตัว ก็สืบเนื่องมาจากกระทู้อันนึงในสวนลุมฯ ที่เขาตั้งมาและผมไปตอบไว้ดังนี้ครับ

ฉันเป็นคนไม่รักนวลสงวนตัวใช่ไหม

ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีแฟนจะไม่ยอมมีอะไรกับเค้าก่อนแต่งงาน

พอมีแฟน อยู่กันตามลำพังก็ไม่ยอมให้เค้าทำแบบนั้น แต่ยอมให้เค้าจูบ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่เหมาะสมตั้งแต่ไปอยู่กับเค้าตามลำพังแล้ว อย่างนี้แปลว่าฉันไม่รักนวลสงวนตัวใช่ไหม

หรือมันเป็นเรื่องปกติของคนที่เป็นแฟนกันที่จะต้องทำแบบนี้

จากคุณ : dimpled girl - [ 16 พ.ค. 49 23:10:17 ]


**************************
ความคิดเห็นที่ 4

พูดเรื่องนี้ทีไรยาวทุกที..
เพราะถ้าพูดสั้นแล้วคนมักจะเข้าใจผิด

ต้องเข้าใจว่า.. ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ
สมัยที่ผู้หญิงออกเรือนกันตั้งแต่อายุไม่เกิน ยี่สิบ
ตั้งแต่สมัยที่ผู้หญิงมีค่าแค่เป็นแม่พันธุ์ แม่ครัว และแรงงานของครอบครัว

แปลว่า ถ้าคุณเป็นผู้หญิงสมัยก่อน คุณอดกลั้นเรื่องเซกส์ไว้สักยี่สิบปี ก็เก่งแล้ว

ผมเคยได้ยินทฤษฎีว่า
ความเชื่อนี้ มีจุดกำเนิดส่วนหนึ่ง จากความต้องการของผู้ชาย
ที่ถือว่าการมีภรรยาที่เป็นของชายอื่นมาแล้ว เป็นเรื่องเสียเกียรติ

พ่อแม่ สมัยก่อน กลัวลูกจะอื้อฉาวว่าด่างพร้อยแล้วจะไม่มีใครมาขอ
เลยปลูกฝังค่านิยมเรื่องนี้ใส่หัวผู้หญิงมารุ่นต่อรุ่น เพื่อให้แน่ใจว่าจะขายออก

อันนี้คือเรื่องของสมัยก่อน จริงไม่จริง ผมก็ฟังเขามาและวิเคราะห์ต่อยอดเอาหน่อยๆ

ที่พูดมา ไม่ได้จะบอกว่า.. มันคร่ำครึ ล้าสมัย โบราณ
แต่จะบอกว่า.. มันทันสมัยมาก เพียงแต่ ต้องประยุกต์เข้ากับยุคสมัยบ้าง

จริงอยู่.. เราพูดเรื่องพรหมจารีย์น้อยลง ในคนหลายๆส่วน
แต่ค่านิยมเรื่องรักนวลสงวนตัว ก็น่าจะยังมีติดกระเป๋าไว้บ้าง
โดยเฉพาะกับน้องๆที่ยังเรียนไม่จบ ยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่
ยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ยังไม่รู้ว่า คนที่เราอยากแต่งงานด้วย
และเหมาะจะฝากฝีฝากไข้ได้ มันควรจะเลือกยังไง

คนสมัยนี้ เลือกแฟนเองเสียมาก มีแฟนตั้งแต่ยังใส่คอซอง นุ่งขาสั้นไปเรียนก็มี
ต่างจากสมัยก่อนที่มีผู้ใหญ่คอยคัดเลือกให้

บางทีรีบเสียเนื้อเสียตัวไปตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งท้องเสียก็มี เป็นภาระอุปสรรคแก่การเรียน

หรือบางที เพราะมีค่านิยมผิดๆในหมู่ผู้ชายหลายคน ที่เห็นเซกส์เป็นเรื่องสนุกเหมือนกีฬาอย่างหนึ่ง
ไม่ได้เห็นมันเป็นปัจจัยที่เติมชีวิตคู่ให้สมบูรณ์ อย่างที่มันควรจะเป็น

การรักนวลสงวนตัวของคนสมัยนี้ จึงจำเป็นด้วยประการฉะนี้

แต่ถ้าโดยความเห็นส่วนตัว จำเป็นไหม ที่จะต้องมีเซกส์ หลังแต่งงานในทุกคน ทุกคู่ ทุกกรณี

ผมว่าไม่.. การแต่งงานมันเป็นเรื่องของพิธีการ
ยิ่งบางคนอายุสามสิบกว่า แถมกะว่าจะเรียนด็อกเตอร์ก่อนค่อยแต่งงาน
หรือรอมีบ้านก่อน มีรถก่อน มีเงินเท่านี้ค่อยแต่ง

กว่าจะได้แต่ง ก็สี่สิบหน่อยๆ ใกล้วัยทองเข้าไปทุกที
อันนั้นถ้าอยากมี ผมว่า ถ้าว่ากันตามวุฒิภาวะที่ควรจะมี
ถ้าเจอคนที่คุณคิดว่าควรคู่จะสละสิ่งที่คุณสงวนไว้มานาน
ก็น่าจะมีได้นะครับ

เพราะถ้าอยากมี ก็คงใคร่ครวญดีแล้ว ไม่ใช่มีเพราะเมา เพราะอารมณ์ชั่ววูบพาไป

หรือถ้าไม่อยากมี ก็ไม่ผิดอีกนั่นแหละนะ ชีวิตใคร ชีวิตมัน
ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

ถ้าถามว่าจะบอกได้ยังไงว่าคนไหนมีได้ คนไหนไม่ควรมี
อันนี้มันตอบลำบาก เอาเป็นว่า ..

อย่างน้อย..
คุณควรจะเรียนจบ ทำงานแล้วพร้อมจะมีครอบครัว วัยเกิน ยี่สิบห้าน่าจะดี เพื่อจะมีวุฒิภาวะ นำพาชีวิตรอดได้

แต่ถ้าทะเลาะกับเพื่อน ก็ต้องมาตั้งกระทู้ หาพวก
ทะเลาะกับแฟน ก็ต้องมาตั้งกระทู้ หาคนปลอบ
เลิกกับแฟน ก็ต้องมาตั้งกระทู้ หาคนร่วมอุดมการณ์

อันนี้ถึงจะสามสิบห้าแล้ว ผมก็ยังว่าคุณอ่อนไหวเกินไป.. อย่ามีเลย

หรือถ้ามีแล้วเกิดพลาดจริงๆ ท้องขึ้นมา ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงเด็กไว้ ต้องไปทำแท้ง ให้บาปหนาขึ้นมา
เพราะยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบ หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่
ก็ไม่ควรมีอีก

การรักนวลสงวนตัวเป็นเรื่องดี เรื่องควรสรรเสริญ
แต่ควรทำให้มันเป็นธรรมชาติ อย่าแบกขนาดต้องรอพิธีแต่งงานก่อนถึงแตะเนื้อต้องตัวได้

ก็ไม่ต้องขนาดนั้นกระมัง

อันนี้พูดในฐานว่า.. จขกท. ไม่ได้บอกอายุนะ
ผมเลยอนุมาน เดาๆ ว่าคุณอายุไม่มาก ไม่น้อย

ปกติถ้าผมพูดกับเด็ก จะบอกอย่างนึง พูดกับผู้ใหญ่ ก็จะบอกอีกอย่างนึง

ให้ความรักนวลสงวนตัว.. มันช่วยสงวนรักษาเรา ให้ถึงวัย ถึงวัน เวลา บุคคล ที่เหมาะที่ควร ก็พอแล้วครับ
แต่อย่าไปแบกมัน..

โชคดีนะครับ

จากคุณ : aston27




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2549 21:02:50 น.
Counter : 1887 Pageviews.  

นิทานก่อนนอน

กาลครั้งหนึ่ง.. เมื่อตอนหัวค่ำ ผมไปชมภาพยนตร์เรื่องนึงมาครับ
ชื่อเรื่องว่า Always (sunset on the 3rd street) เป็นหนังญี่ปุ่นแบบย้อนยุคไปราวๆต้นศตวรรษ 2500

หนังพูดถึงชีวิตของคนหลายแบบ ต่างอาชีพ ที่มาร่วมหัวจมท้ายอยู่ในซอยเล็กๆแห่งนี้

ซูซูกิ ช่างซ่อมรถที่มีความฝันจะเปิดบริษัทรถยนต์เพื่อการส่งออก

โรขุจัง สาวน้อยจากบ้านนอกที่ฝันจะเป็นเลขานุการประธานบริษัทในตึกใหญ่ แต่ลงเอยด้วยการเป็นช่างซ่อมรถ
คนนี้หน้าตาน่ารักชนิดให้ห้าดาวแถมอีกสองดวงได้โดยไม่เสียดาย

แล้วก็ยังมีจุนโนะสุเกะ เด็กผู้ชายที่ถูกแม่ทิ้ง ไม่มีพ่อ ไม่มีครอบครัว ต้องมาอาศัยอยู่กับนักประพันธ์ใส้แห้ง อดีตลูกเศรษฐี ที่ตกอับ ที่จำต้องรับจุนโนะสุเกะไว้ เพราะหลงบ่วงเสน่ห์ของอดีตสาวนักเต้นฮิโรมิ

มีคุณหมอใจดี แต่อยู่เหงาๆคนเดียวกับความทรงจำของครอบครัวที่มอดไหม้ไปกับสงครามเมื่อ 13 ปีก่อน

หนังเดินเรื่องเป็นตอนๆ คล้ายวิธีเล่าเรื่องของคุณเก้งจิระ ใน มหาลัยเหมืองแร่

ส่วนพล็อตเรื่อง เนื้อหา การแสดง ไม่ใช่ของใหม่ มีให้เราเห็นมาแล้วหลายครั้ง

เพียงแต่ฝีมือในการสร้างความรู้สึกร่วม อาจไม่เท่ากัน

เป็นหนังดี ที่ควรดู แม้จะไม่ได้สมบูรณ์ในทุกองค์ประกอบ
หรือจงใจเรียกน้ำตาในบางฉากไปนิดอย่างรู้สึกได้ แต่ก็ยังน่าดู และควรค่าที่จะเสียเงินดู

ฉากเด็ดที่ผมชอบ มีหลายตอน อย่างตอนที่ชาวบ้านแห่กันมาดูทีวีเครื่องแรกของชุมชน จนกลายเป็นงานฉลองย่อมๆ

แต่ที่ชอบที่สุด คือตอนที่ จุนโนะสุเกะ เด็กกำพร้า ถือนิตยสารที่นักเขียนใส้แห้งที่ให้ที่พักพิงแก่ตน แอบขโมยเรื่องที่เขาเขียนไว้ ไปส่งลงพิมพ์ แล้วเพื่อนๆของจุนโนะสุเกะอ่านเจอ ก็จำได้ พากันมาฟ้องจุนโนะสุเกะ

จุนโนะสุเกะ พูดอะไรอย่างนึงตอนท้ายฉากนี้.. ซึ่งผมชอบมาก ไม่บอกดีกว่า

หนังพยายามมากจะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของคน
ในหลากหลายรูปแบบ เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของครอบครัว

ผมตีความเอาว่า.. หนังพยายามบอกว่า.. ความรักที่เรามีให้กันในฐานะที่เราเกี่ยวพันกันนั้น ไม่แปลก

แต่ความรักที่มาจากความแตกต่าง และคนสองคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย อันนั้นแปลกแต่มีจริง

ยิ่งนักเขียนหนุ่ม ผลักไส ไล่ส่ง จุนโนะสุเกะออกไปเท่าไหร่ เราก็ได้เห็นว่า เขารักเด็กผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เท่านั้น

บางที.. ความรัก.. ไม่ใช่การดึงเอาคนที่เรารักเข้ามาใกล้ เข้ามาอยู่กับเราเสมอไป

เพราะเรารัก.. เราถึงอยากเห็นเขามีโอกาส มีชีวิตที่ดีกว่าการอยู่กับเรา

และแม้ความรัก จะไม่มีตัวตน มองเห็นไม่ได้
แต่ทุกครั้งที่พระอาทิตย์ตก เพียงเรามองขึ้นไปบนฟ้า
ก็จะรู้สึกได้ว่า รักนั้นยังคงอยู่กับเราเสมอ

เหมือนแหวนล่องหน วงนั้น ที่สวมอยู่บนนิ้วนางของฮิโรมิ

ราตรีสวัสดิ์นะครับ

ปล. หนังยังมีฉายที่ โรงหนังสยาม นะครับ รีบไปดูซะ หนังดี มักอยู่ไม่ค่อยนานครับ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2549 0:00:16 น.
Counter : 837 Pageviews.  

คนที่ใช่.. คนดี กับเศรษฐศาสตร์ความรัก

ไม่ได้ขี้เกียจนะ.. บอกก่อน.. แต่กระทู้น่าสนใจแบบนี้มีให้เห็นเป็นช่วงๆ
ช่วงๆ ที่หมายถึงความถี่นะ.. ไม่ใช่แฟนคุณหลินฮุ่ย เอิก

กระทู้เพิ่งตอบสดๆ เลือดยังซิบๆ เขาถามว่าอย่างนี้ครับ

"ขอคำปรึกษา กลุ้มใจเรื่องความรักค่ะ เรียนไม่รุ้เรื่องเลย อยากเลิกคิด "
คือเราคบกับแฟนเรามานานพอสมควรแล้วค่ะ เราก็รักเค้านะคะ แต่ก็รู้สึกมาตลอดว่าเค้าเป็นคนที่รักเรา แต่ไม่ใช่แบบว่าคนที่แบบใช่เลย เรารักเค้าเพราะความดีของเค้า แต่เค้าก็มีข้อเสียบางอย่างที่เราทนไม่ไหว ไอ้เรื่องจุกจิกเหมือนผู้หญิงอ่ะค่ะ บางครั้งเรารู้สึกเราขาดอิสระเกินไป

แล้วช่วงนี้ เรามีโอกาสได้คุย msn กับคนอื่นๆ ทำให้เรามีความรู้สึกดีกับคนๆนึงเกิดขึ้น ถึงแม้เรารู้ว่าเรื่องระหว่างเค้ากับเรามันคงเป็นไปไม่ได้ เค้าก็อาจไม่ได้รู้สึกดีกับเราแบบที่เรารู้สึกด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังแอบรู้สึก

แล้วแฟนเราก็ชอบพูดเรือ่งแต่งงาน แทนที่เราจะดีใจ เรากลับรู้สึกกลัว ว่าเราแน่ใจเหรอ ว่าเราจะหยุดที่คนนี้ คือแต่ก่อนมันไม่คิดอ่ะค่ะ เราก็มั่นใจพอควร ว่าเราควรเลือกคนที่รักเรา เพราะไอ้ที่รักเค้ามากๆอาจเป็นเพราะความหลงก็ได้ จากประสบการ์ที่ผ่านๆมา เวลารักใครมากมันมีความสุขแต่มันก็ทรมานด้วยเวลาที่เค้าไม่เห้นค่า แต่ใจจริงเราก็ยังอยากเจอคนแบบนั้นอยู่

ตอนนี้เลยไม่มีสมาธิทำอะไรเลย เพราะแบบอยากคุยกับคนนั้นตลอด ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไงดีจะทำให้ตัวเองตัดใจได้ แล้วพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ตรงนี้ได้ ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

จากคุณ : กลุ้มค่ะ - [ 15 พ.ค. 49 20:39:55 ]



ความคิดเห็นที่ 8

ถ้าผมเป็นคุณ.. ผมจะแยกปัญหาออกเป็นสองเรื่อง

หนึ่ง .. แฟนคนปัจจุบัน คือคนที่ใช่หรือยัง
สอง.. จะจัดการกับความรู้สึกที่มีกับหนุ่ม MSN ยังไง

คำถามแรก.. คุณหาคำตอบเองนะครับ
ผมมีบอกใบ้ให้นิดหน่อยว่า.. คนที่ใช่ที่คุณว่า อาจจะมีจริง
แต่เชื่อเถอะว่า.. คนๆนั้น ต่อให้คุณได้เจอจริงๆ เขาก็จะมีอะไรบางอย่างให้คุณต้องทำใจอยู่ดี

อย่ามองหาคนที่ perfect 100%
เพราะมันไม่มีอยู่จริง .. ต่อให้คุณถอดใครสักคนออกมาจากนิยายสักเรื่องได้
คุณจะพบว่า เขามีบางอย่าง ที่หนังสือไม่ได้บรรยายไว้ ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเสมอ

ไม่ได้บอกว่า คุณควรตัดสินใจยังไงนะครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณต้องเลือกเอง

ส่วน ข้อสอง.. ความรู้สึกที่คุณมีกับหนุ่ม msn
อย่างที่หลายคนว่าไว้.. คนใน msn นี่ทำเอาคนหงายหลังตึงมาเป็นแถบๆแล้วนะครับ

ผมเองถึงกับมีนโยบายว่า.. ถ้าไม่คอขาดบาดตายจริงๆ
ยังไงก็จะไม่หาแฟนจาก MSN เด็ดขาด

เพราะเชื่ออะไรกับ MSN ก็เท่ากับเชื่อนิทานเรื่องนึง
ที่เราไม่มีทางรู้ว่า มัน based on a true story สร้างจากเรื่องจริง จริงๆ หรือแค่โม้

คำแนะนำที่ผมอยากให้คือ.. อย่าเอาปัญหาสองเรื่องมาปนกัน
ตอบปัญหาข้อหนึ่งให้ได้ก่อน ว่าคุณจะฟันธงว่าเขาไม่ใช่คนที่มองหา
ก็จงหันหลังให้เขาไปเพราะคุณยังเลือกจะแสวงหาต่อไป

หรือถ้าต้องการจะเดินหน้ากับแฟนปัจจุบันต่อไป ก็อย่ามัวลังเล
อย่ามัวแต่คิดหาข้อเสียของเขา เพื่อจะทิ้งเขาไปหาเงาในความฝันของคุณ

ต้องปักหลักให้มั่นคง อย่าเป็นไม้หลักปักขี้เลน ง่อนแง่นๆ
เสียเกียรติลูกผู้หญิงหมด

สมัยเด็กๆ เคยเรียนนิทานอีสปเรื่องหมาคาบเนื้อไหมครับ

หมาหิวโซตัวนึง ไปขโมยคาบเนื้อชิ้นใหญ่มาได้จากตลาด
วิ่งหนีมาไกลจะไปหาที่กินเนื้อให้สบายใจ

ระหว่างเดินข้ามสะพานพลันชะโงกไปเห็นเงาของตัวเองในน้ำ ก็นึกว่าเป็นหมาอีกตัวอยู่ข้างล่าง
แถมยังเห็นไปว่า ไอ้เนื้อในปากของหมาตัวข้างล่างมันใหญ่กว่าเนื้อในปากตัวเอง

ด้วยความอยาก.. ก็คายเนื้อในปากทิ้งแล้วโดดลงไปหมายจะแย่งเนื้อจากเงาของตัวเองในน้ำ

ตอนจบเป็นยังไง คงไม่ต้องเล่า เพราะคุณน่าจะได้ฟังมาแล้ว
เล่าไปก็เอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเสียเปล่าๆ

แค่เอามาเตือนสติอีกที..

อ่านดีๆนะคุณน้อง.. ผมไม่ได้บอกว่า คนทุกคนมีแฟนแล้วเลิกไม่ได้
ถ้ามีเหตุอันควร จำเป็นจริงๆ อยากเลิกก็เลิกนะครับ
แต่ไม่อยากให้เลิกเพราะไปเจออีกคน ที่มีตัวตนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

มันจะกลายเป็นหาเหตุไปปฏิเสธเขา เพราะใจเราอยากไปวิ่งตามเงาของตัวเองในน้ำ

ถ้ามันกลุ้มใจขนาดเรียนไม่ได้.. ก็เลิกคิดฟุ้งซ่านให้ได้
เรียกสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเราก่อน

ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ในข้อหนึ่ง
แต่ข้อสองนี่.. พูดกันขนาดนี้ ถ้ายังหลงอีก.. ก็ไม่รู้จะช่วยไงแล้วครับ

ตัวใครตัวมันนะคุณน้อง..

จากคุณ : aston27


*******************************

เรื่องกระทู้ข้างบนจบไป..
อาจจะมีคนสงสัยว่า.. เออนะ.. ไอ้คนเราเนี่ย บางคนก็ดีแสนดี
ทำไมอีกฝ่ายมันถึงไม่เห็นค่าความดี เหมือนโรตีเห็นค่าของนมข้นหวานมั่ง

ผมพาลไปนึกถึงทฤษฎีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมา
หลักเรื่อง อุปสงค์ อุปทาน หรือ Demand กะ Supply

อุปทาน หรือซัพพลาย หมายถึงไอ้สิ่งที่เราผลิตออกมาได้
ดีมานด์ หรืออุปสงค์ ก็คือ ความต้องการนั่นแหละ

ในทางเศรษฐศาสตร์ เขาอธิบายว่า ถ้าสองข้อนี้มันสมดุลย์กัน ทุกอย่างก็แฮปปี้ ดีพร้อม

แต่ถ้าอย่างใดอย่างนึงมันมากกว่ากัน มันจะเริ่มมีปัญหา
ถ้าซัพพลาย ที่ผลิตได้ มันมากกว่าความต้องการ ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะของเหลือยังไงก็ดีกว่าขาด

แต่ถ้าความต้องการมีมาก แต่ซัพพลายมีไม่พอกับความต้องการ ก็จะมีความต้องการส่วนขาดเกิดขึ้น

เพราะส่วนขาดนี่แหละ ที่จะทำให้ เกิดความรู้สึก ไม่เต็ม ไม่อิ่ม มันพร่องๆ อยากไปหามาเติมจากที่อื่น

เคยมีผู้หญิงที่แสนดีที่สุดในโลกคนนึงในสายตาผม
ถามผมว่า.. ผู้ชายชอบไหม ถ้าจะต้องเจอแฟนทุกวัน
แฟนมาหาทุกวันเลยจะรำคาญไหม

ผมบอกว่า.. มันก็แล้วแต่คนสิ.. ถ้าเธอไปถามผู้ชายที่เขาอยากมีแฟนแบบนั้น เขาก็ชอบ
ถ้าไปถามผู้ชายที่ชอบมีเวลาส่วนตัวเยอะๆ เขาก็ไม่ชอบสิ

ที่น่าสนใจคือ.. ดีมานด์ กับซัพพลาย มันก็ไม่ได้คงที่นะครับ
มันแปรผันได้ตามเวลา ปัจจัยต่างๆและดินฟ้าอากาศ

วันนี้มันอาจจะขาด พรุ่งนี้ก็อาจสมดุลย์ มะรืนอาจจะเกิน
เพราะชีวิตมันขึ้นกับเหตุและปัจจัย

ถ้าเติมเหตุ และปัจจัยที่ดี ผลก็จะออกมาดี อะไรเกินก็ลดลงบ้าง
อะไรขาดก็เติมเข้าไป

คนเราถ้าเป็นฝ่ายให้ ก็ไม่ควรวิ่งตามดีมานด์ ไปตลอดเวลา
แต่ก็ไม่ควรจะนิ่งเฉยไม่คิดจะเพิ่มซัพพลายให้ทันดีมานด์บ้างเลย

ถ้าเป็นฝ่ายรับ ก็ไม่ควรนิ่งเฉยอย่างเดียว ถ้าสิ่งที่ได้มันไม่ตรงกับที่ต้องการ หรือมันน้อยจนคุณเหี่ยวเฉา ก็ต้องพูดกัน บอกกัน คุยกัน
คุยกัน นี่คนละความหมายกับด่าทอ ต่อว่านะครับ คุยครับคุย.. speak ก็พอ ไม่ต้อง blame

แต่ก็ไม่ควรที่เราจะเรียกร้องเอาๆ ไม่สิ้นสุด

ทางสายกลางในโลกนี้มีเสมอ..
แต่เราจะหาเจอหรือไม่ เท่านั้นเองครับ

สวดมนต์ก่อนนอนแล้วจะนอนหลับฝันดี ครับ




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2549 11:23:12 น.
Counter : 1157 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.