Group Blog
 
All blogs
 

องุ่นเปรี้ยว: งานเลี้ยง งานแต่ง งานศพ





บล็อคนี้ขอล้างภาพโรแมนติกยามเมื่อดอกรักบานหน่อยนะเจ้า.............
ขอสวมวิญญานจิ๊กโก๋องุ่นเปรี้ยวสักบล็อคนึง

มีเพื่อนคนหนึ่ง ส่งต่ออีเมล์มาให้ผมฉบับนึง
ส่วนพ่วงมากับเมล์นั้น คือคลิปวีดีโอเหตุการณ์ซึ้งๆของคนคู่นึงที่ขอแต่งงานกันออนไลน์

ผมไม่รู้มีใครได้บ้างหรือเปล่า แล้วมีใครรู้สึกยังไงตอนที่เห็น
องุ่นเปรี้ยวแบบผม ดูแล้วก็ เอ่อออออ... ขอให้รอดนะน้อง.. ขอให้รอด

ไอ้เรื่องที่ผมดูแล้วรู้สึกว่าฝ่ายชายจงใจจัดฉาก เพื่อทำ VTR ไว้ฉายในงานแต่ง
อันนั้นเป็นสิทธิส่วนบุคคล ว่ากันไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

หรือแม้แต่การที่คลิปนี้ มันหลุดออกมาเป็นอีเมล์ส่งต่อ (forward mail)
ผมว่าเจ้าตัวเขาก็คงไม่ได้มีเจตนาอีก

ผมเลยขอเอาใจช่วยว่า ไม่ว่าจะจัดฉาก หรือของจริง
ไม่ว่าจะรักกันขนาดไหน ผมขอให้รอดนะครับ ..เพี๊ยงงงง..

สมัยนึง ผมเคยรู้สึกว่า การไปงานเลี้ยงแต่งงาน เป็นเรื่องชวนเบิกบาน
การไปงานศพ เป็นเรื่องน่าหดหู่ ผมจึงชอบไปงานแต่งมากกว่างานศพ

แต่หลังๆมา ผมว่า งานแต่งนี่ มันยังไม่แน่นอน

ไอ้ประเด็นว่าเราไม่รู้ว่าไอ้คู่ที่เราไปงานนี่ เขาเต็มใจชวนเราจริงๆ
หรือกลั้นใจชวนตามมารยาท ชวนเพราะเกรงใจพ่อ
ไม่กล้าขอเงินแม่ หรือกลัวงานโหรงเหรง ยังไม่เท่าไหร่

ประเด็นมันอยู่ที่ ทั้งคู่อยากอยู่ด้วยกันจริงๆหรือเปล่า
ที่สำคัญ งานแต่งจะดูดีขนาดไหน ไม่ใช่หลักประกันว่าจะอยู่กันรอดนะครับ

ตรงกันข้าม ไอ้งานศพนี่ของแท้ แน่จริง
ไอ้ประเภทยังไม่ตายแล้วหาศพมาสวมแทน เหมือนพวกเจ้าพ่อยาบ้าทำกัน
หรือนอนๆในโลง พระสวดๆแล้วเด้งฟื้นขึ้นมา อันนี้สิบปีอาจจะมีสักสองสามหน

ครูบาอาจารย์ท่านนึง ท่านเคยเตือนลูกศิษย์ว่า
ถ้าบุพพการีตายน่ะ ให้เบิกบานไว้ อย่าเสียใจ
เพราะบุพพการีผู้มีพระคุณท่านกำลังแสดงธรรมให้เราเห็นของจริง

ว่าคนเราเกิดมาแล้ว ที่สุดก็ต้องตาย
จะยากดีมีจน เป็นคนจิตใจประเสริฐเกิดมางามหมดจดขนาดไหน
ก็อยู่ในกฏข้อเดียวกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

เมื่อผู้ตายท่านแสดงธรรมให้เราเห็น เตือนให้เรารู้ว่า ความตายเป็นของแน่นอน
เมื่อผู้ตายท่านแสดงธรรมให้เราเห็นว่า กายนี้เป็นของเสื่อมได้ แตกดับได้
เมื่อผู้ตายท่านแสดงธรรมให้เราเห็นว่า ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ไม่ได้ติดตัวเราไปได้

อันนั้นเป็นเรื่องควรยินดี ที่เราได้เห็นธรรมอันประเสริฐ จากผู้มีพระคุณ
ที่แม้ในยามตาย ก็ยังให้คุณแก่ลูกหลาน แสดงธรรมให้ดู
เราจะได้ไม่ใช้ชีวิตปลิดเวลาทิ้ง ด้วยความประมาทขาดสติ
ถึงเวลาจะต้องไปจริงๆ จะได้ไม่ต้องแบกความรู้สึกผิดติดตัวที่มัวเมา

เวลาไปงานศพ ผมจึงรู้สึกว่าผมได้ประโยชน์มากกว่างานแต่ง
เวลามีการ์ดเชิญไปงานแต่ง แล้วผมไปไม่ได้ ผมจะไม่ค่อยรู้สึกผิด
เมื่อเทียบกับมีงานศพ แล้วผมไม่ได้ไป

อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องกระเพาะปลางานศพ อร่อยกว่างานแต่งนะ

ผมพูดแบบองุ่นเปรี้ยวนะครับ ไม่ต้องเชื่อผมหรอก
ใครมีแฟน มีคนรัก รู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ ว่าอยากแต่ง รักมัน ก็แต่งเถอะ
คนที่แต่งแล้วรอด แต่งแล้วแฮปปี้ ดีพร้อม ก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ

เพียงแต่ คนรักกันดีอยู่ มันไม่ค่อยเป็นข่าว
จะเป็นข่าวก็เวลามีเรื่องฉาวเขย่าเตียง เสียงจะดังหน่อย

ผมก็แค่อยากบอกว่า.. งานแต่ง มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่บทสรุป
เท่านั้นเองจริงๆ

จุดเริ่มต้น จะสวยงามขนาดไหน ก็ยังคลุมเครือ
เหมือนรูปประกอบบล็อคนี้แหละ
มันเป็นรูปซนๆ ที่ผมลองยกกล้องเล็งถ่ายผนังร้านอาหารร้านหนึ่งเล่นๆ

มองแค่นี้ บอกไม่ได้หรอกครับ ว่าจะสวยไม่สวย
มันเป็นแค่ภาพๆนึง ในอีกหลายร้อยพันภาพ ที่ต้องมาประกอบต่อกัน
จนถึงภาพสุดท้าย ที่เห็นร้านทั้งร้าน เห็นโลกทั้งใบ ของคนสองคน

ถึงวันนั้น ก็สรุปได้เองว่า .. ไอ้ภาพแรกของชีวิตคู่นี่

ของจริง.. หรือ.. ภาพลวงตา

โอ... องุ่นเปรี้ยวจริงๆ ไอ้หมอนี่




 

Create Date : 04 กันยายน 2550    
Last Update : 8 กันยายน 2550 9:24:07 น.
Counter : 1354 Pageviews.  

จุดสุดท้ายของความรัก



วันก่อน.. มีน้องจากนิตยสารฉบับนึง โทรมาให้ผมช่วยแสดงความคิดเห็น
หัวข้อคือ.. เราจะรู้ได้ยังไงว่า ความรักมันเดินมาถึงที่สุดแล้ว

ผมหัวเราะ.. แล้วถามว่า..
นี่เจาะจงถามผมเพราะจะให้ผมพูดจากประสบการณ์ตรงเลยเหรอ

เธอหัวเราะ.. แล้วบอกว่า..
"ขอแค่ความเห็นน่ะค่ะ พี่จะพูดจากประสบการณ์ของตัวเอง
หรือจะอาศัยอ้างอิงกรณีศึกษาของใครก็ได้"

เธอบอกว่า..ให้เวลาผมครึ่งชั่วโมง แล้วจะโทรกลับมาฟังคำตอบ

ผมใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ก็เรียงสิ่งที่อยากพูดออกจากสมองได้
เหมือนคนช่างสังเกตที่เดินผ่านร้านขายกล้วยแขกปากซอยทุกวัน
ย่อมใช้เวลาไม่นาน ที่จะบรรยายลักษณะของร้านได้ละเอียดละออ

ผมตอบไปยาวประมาณนึง แต่ก็บอกว่า เขาต้องใช้ยาวสั้นขนาดไหน
ก็ไปตัดออกเองก็แล้วกัน

ผมให้กรอบความคิดไว้เบื้องต้นว่า..
ผมศรัทธาในพระพุทธเจ้า ผมจึงเชื่อที่ท่านสอนว่า

"สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับไปเป็นธรรมดา"
ฉันใดฉันนั้น ความสัมพันธ์ใดๆที่มีจุดเริ่มต้น
ย่อมมีจุดสิ้นสุดเป็นธรรมดา

จำได้ไหมครับ ที่ผมเคยเขียนเล่าว่า คนเราเกิดมาพบกัน
ก็เพื่อจะพลัดพรากจากกันไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ไม่ช้าก็เร็ว ไม่จากเป็น ก็จากตาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่
คนสองคนพบกัน แล้วต้องเลิกร้างแยกจากกันหรือไม่
แต่ความแตกต่างอยู่ที่ ระหว่างที่มีเวลาร่วมกันเราปฏิบัติต่อกันอย่างไร

เมื่อไม่กี่บล็อคก่อนผมเพิ่งเขียนว่า
คนเราจะได้อยู่ด้วยกันแค่ 1 คืน อย่าง Before Sunrise
หรือ 1 เดือน อย่าง Sweet November ก็ไม่เป็นไร

สำคัญที่ว่า.. ขอให้วันนึงเรามองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น
เราจะไม่ต้องเสียใจ ที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ
และไม่ต้องเสียใจ ที่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

มีคนเคยพูดว่า.. จุดหมายของการเดินทาง
ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้ในระหว่างเดินทาง

Destination is not as important as the journey itself.

ผมว่าจริงนะ :)

ผมขมวดปิดท้ายคำตอบของผมว่า..
ผมสังเกตว่า ความรัก มันมีดัชนีชี้วัดสำคัญตัวหนึ่ง
ชื่อว่า.. ความปรารถนาดี

ถามว่า.. คนเราจะรู้ได้เมื่อไหร่ว่า
ความสัมพันธ์นี้ มันเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว

ตอบว่า.. เมื่อคนสองคนไม่มีความปรารถนาดีให้แก่กันมากพออีกต่อไป
เมื่อนั้นแหละ .. การอยู่ต่อไปจะเป็นเรื่องที่ปวดร้าวมาก

เพลงวันนี้เป็นเพลงของ Perry Como ผู้ชายที่มีร้านตัดผมเป็นของตัวเอง
เขาเป็นช่างตัดผมที่ชอบร้องเพลงให้ลูกค้าฟังมาก่อน




เพลงนี้ความหมายดีครับ เขาบอกว่า

Don't look so sad, I know it's over,
But life goes on and this ol' world will keep on turning.
Let's just be glad we had some time to spend together,
There's no need to watch the bridges that we're burning.

อย่าเศร้าไปเลย ผมรู้ว่ามันจบแล้ว
แต่ชีวิตยังดำเนินต่อไป และโลกใบเดิมก็ยังหมุนรอบตัวเอง
ยินดีกันเถอะ ที่อย่างน้อยเราก็เคยใช้เวลาช่วงนึงด้วยกัน
ไม่จำเป็นเลย ที่จะเฝ้ามองสะพานที่เราก่อไฟเผามันไปแล้ว

เพลงชื่อว่า For The Good Times "แด่ช่วงเวลาดีๆ"

สำหรับช่วงเวลาดีๆในชีวิตของทุกท่านครับ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2550    
Last Update : 4 กันยายน 2550 16:45:42 น.
Counter : 1682 Pageviews.  

คู่แท้



บล็อคนี้ จัดให้ตามคำขอ

"พูดแล้วแพนก็คิดถึง แนวคิดที่ตัวเองพยายามเอามาปรับใช้อยู่
เรื่องความสมกัน ทั้ง 4 ทางพุทธศาสนาของคู่รัก คือ
ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ที่ควรจะมีเท่าเสมอกัน
เพื่อความรักที่เสริมส่งกันในทางที่ดี

เลยคิดว่าถ้าเป็นไปได้อยากให้พี่ aston มาเขียนแนะนำให้เพื่อนๆอ่านกันด้วยค่ะ"



เรื่อง "คู่แท้" หรือโซลเมท นี่เป็นประเด็นยอดฮิตมานาน
เพราะมนุษย์มีธรรมชาติของความอยากมีคู่ ในโครโมโซมปกติ

มีคนบอกว่า คู่แท้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก เป็นแฟนเสมอไป
บางทีอาจจะเป็นพี่ น้อง เพื่อน พ่อ แม่ ก็ได้
อันนี้พูดให้หลายคนโล่งอก เป่าปากปู้ดดดด ว่า.. เออ.. แบบนี้ชั้นก็เจอแล้วดิ

อ่ะ.. แต่พูดแบบนั้น เดี๋ยวบางคนจะว่าผมเป็นองุ่นเปรี้ยว หาทางแก้เกี้ยวให้ตัวเอง
งั้นพูดถึงโซลเมท คู่แท้ ในกรณ๊คนรักก็ได้เอ้า..

ว่าแต่ คู่แท้ของคุณผู้อ่านที่เจอแล้ว หรือยังไม่เจอ มีลักษณะเป็นยังไงครับ

คนที่(คิดว่า)เจอแล้ว ก็อาจจะง่ายหน่อย
คนที่ยังไม่เจอ ก็ยังต้องดูๆกันต่อไปให้คันๆเล่น

แต่ไม่ว่าคู่แท้ในจินตนาการของคุณ จะมีลักษณะเป็นอย่างไร
จะโคตรทรหดเหมือน my sassy girl, The Classic หรือ A Moment To Remember

หรือมาแบบเหนือจินตนาการอย่าง Il Mare, Be With You
หรือจะฮอลลีวูดหน่อยๆ อย่าง When Harry Met Sally, French Kiss, Serendipity, Sleepless In Seatle

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงให้แนวทางการมีคู่แท้ไว้ว่า
พึงมีความเสมอกันใน 4 ประการ คือ ศีล ศรัทธา จาคะ และปัญญา

(แก้ไขให้ใหม่แล้วนะครับ อะไรมันจะก่งก๊งได้ขนาดนั้น
ขอบพระคุณที่ทักท้วงมานะครับ)

ศีล คือวิธีการดำเนินชีวิตปกติ
ข้อนี้จะเข้าใจง่าย เพราะคนทั่วๆไป ถ้าบอกว่า
คนเราควรหาแฟนที่มีวิถีชีวิตใกล้กัน ส่วนมากจะนึกออกเลย ว่าเพราะอะไร

ศีลในประเด็นนี้ ไม่ได้หมายความแค่ศีล 5 ศีล 8
แต่หมายถึงการใช้ชีวิตปกติธรรมดาของคน 2 คน ว่าเข้ากัน หรือต่างกันขนาดไหน

เช่นคนชอบเที่ยวกลางคืน ย่อมอยู่กับคนชอบเที่ยวกลางคืนได้
แต่อยู่กับคนที่ไม่ชอบเที่ยว ชอบอยู่แต่บ้านชอบไปวัด ลำบากครับ

คนชอบสูบบุหรี่ ย่อมอยู่กับคนชอบสูบบุหรี่เหมือนกันได้
แต่อยู่กับคนไม่สูบบุหรี่ เหม็นบุหรี่ แพ้บุหรี่ ลำบากครับ

อันนี้ยกตัวอย่าง แบบที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องศีล 5 โดยตรง
ถ้าเกี่ยวโดยตรง อย่างคนที่ถือศีล 5 เคร่งครัด ไม่ฆ่าสัตว์
เกิดมีสามีชอบเข้าป่า ยิงนก ยิงสัตว์ จะทรมานใจมากครับ

นี่คือเหตุว่า ทำไมคู่รักที่ดี จึงควรมีศีลเสมอกัน

ศรัทธา อันนี้ตรงตัว คือศรัทธาในพุทธศาสนา
ผมรู้จักเพื่อนบางท่านที่แต่งงานกับคนต่างศาสนาที่ใจไม่กว้าง
เวลาจะมาปฏิบัติ จะไปวัด ต้องแอบๆ นึกแล้วก็ชวนถอนใจ

หรือแม้แต่คนที่เป็นศาสนาเดียวกัน ถ้าต่างแนวกันก็ยังลำบาก
ไม่ต้องพูดถึงคาธอลิคกับโปรเตสแตนท์
ไม่ต้องพูดถึงซุนหนี่ กับชีอะห์
เอาแค่จานบิน กับสันติอโศก ก็เหนื่อยแล้ว

อันนี้ไม่ได้บอกว่า จานบิน กับสันติอโศก อันไหนดีไม่ดีนะครับ
แค่บอกว่า คิดต่างกันศรัทธาต่างกัน คุยกันแล้วมันเหนื่อย




จาคะ คือการสละ การคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มี
ข้อนี้มองเผินๆ อาจจะคล้ายๆ "ทาน" แต่ต่างกันนิดหน่อย

แต่ทานเป็นเรื่องของการหามา แล้วจึงให้ อย่างสังฆทาน
เราก็ไปจัดหา จัดซื้อ จัดเตรียม เพื่อให้ไป
จาคะเป็นเรื่องของการสละ สิ่งที่มีอยู่เดิมแล้ว
สิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็น "ของเรา" ออกไป

อันนี้ถ้าผมตีความผิด ผมขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ

ข้อนี้ผมว่ามันสะท้อนถึง "ทัศนคติ" ด้วย
คนที่ยึดมั่นถือมั่นแรงกล้า จะมีอัตตาแรง อารมณ์แรง
มีความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสูง ขี้หึง ขี้วีน

ปัญญา คือความคิดความอ่าน ความเข้าใจและมุมมอง
ทั้งในเรื่องทางโลก และทางธรรม

คนที่เข้าใจอะไรเสมอกัน ย่อมอยู่กันอย่างสบายใจราบรื่น
มากว่าคนที่มองทุกอย่างในมุมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เพื่อนๆ น้องๆหลายคน รวมถึงตัวผมด้วย
ต่างก็รู้สึกว่า ถ้าจะต้องมีคู่อีกในชาตินี้
ขอแบบที่ฝักใฝ่ในการปฏิบัติแนวทางเดียวกัน
ก็ด้วยเหตุนี้ จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องบาปบุญ
เรื่องนรก สวรรค์ เรื่องกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

ไปจนถึงเรื่องความแตกต่างของสมถะ กับวิปัสสนา
หรือวิธีเดินไปสู่ พระนิพพาน

หรือถ้าเป็นปัญญา ความเข้าใจทางโลก
ก็อย่างเรื่องทักษิณ เรื่องคมช. เรื่องรับไม่รับ
ถ้าเข้าใจหรือเห็นไม่ตรงกัน มันเหนื่อยพิกลเลยทีเดียวเชียว

เว้นแต่จะเห็นได้ว่า คนเราคิดต่างกันได้
และเคารพความคิดของกันและกันได้จริงๆ

ใครที่มีคู่อยู่แล้ว รู้สึกว่ามันตะกุกตะกักเหลือเกิน
ลองพิจารณาดูว่า 4 ข้อที่ว่า มันไม่เสมอกันข้อไหนบ้าง จริงไหม

แต่ถ้าคุณเป็นคู่ที่แสนสุขสมนั่งชมวิหค
ก็ลองพิจารณาดูว่า เป็นเพราะ 4 ข้อนี้เสมอกันจริงๆใช่ไหม

เวลาบอกว่าเสมอกันนี่ ไม่ใช่ว่าต้อง 100% เป๊ะ
บางคู่ ได้ 3 ใน 4 ก็แฮปปี้แล้ว
เพียงแต่ยิ่งเปอร์เซนต์ของความเสมอกันมากเท่าไหร่
ระดับความสุขในชีวิตคู่ก็มากขึ้นเท่านั้น

ถ้ายังไม่เจอ ก็ทำบุญไปพลางๆก่อนนะครับ
ของแบบนี้ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าล่ะน่า

วันนี้นึกถึงเพลงนี้อีกแล้ว It Never Happened before ของลุงพอล แมคคาร์ทนีย์

สุขสันต์วันเสาร์ครับ





 

Create Date : 25 สิงหาคม 2550    
Last Update : 30 สิงหาคม 2550 0:21:10 น.
Counter : 2266 Pageviews.  

อีกสามวัน ผมจะ....



(ภาพจากกระทู้ในเฉลิมไทยของคุณ Jeabody)



น้องจั๊กจั่น กะพี่ตั๊กแตน ไม่เกี่ยวอะไรกับบล็อคนี้หรอกครับ

ผมเพียงแต่ได้ FWD กระทู้มา เรื่องที่น้องจั๊กจั่นไปช่วยพี่เขาขายตั๊กแตนทำมือ
ทำเอาหนุ่มๆหัวใจละลายกันเป็นแถบๆ ผมเองยังนึกเสียดายที่ไม่ได้ทำงานแถวนั้น

คือปกติ น้องเขาก็น่ารักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งอาบเหงื่อไปช่วยคนพิการ
แบบไม่ได้ตั้งใจ PR แบบนี้ ยิ่งงามขึ้นกว่าเดิมอีก

ผู้หญิงสวยๆสมัยนี้ หาดูง่ายๆได้ทุกชั่วโมง
แต่คนที่งามนอกงามใน หายากจริงๆนะครับ

ไม่ว่าคุณจั๊กจั่นจะได้อ่านบล็อคนี้หรือไม่ก็ตาม
ผมอนุโมทนาด้วยนะครับ ในความเมตตากรุณาที่คุณมีต่อเพื่อนมนุษย์

ผมเชื่อว่า นี่ไม่ใช่ภพชาติแรกที่คุณเคยทำความดีงามแบบนี้มา
คุณถึงได้เกิดมาเป็นคนงามในภพชาตินี้

เห็นข่าวนี้แล้ว ก็มั่นใจได้ว่า..คุณผ่านมรสุมชีวิตอันนั้นมาแล้วจริงๆ
และชีวิตคุณจะเดินไปในทางที่เจริญยิ่งๆขึ้นไป

พูดแบบนี้ คุณผู้อ่านอย่าชวนผมคิดอะไรเพ้อฝันอีกล่ะ
คนเราปลื้มกันได้ห่างๆเป็นธรรมดา
น้องเขาไปดีแล้วล่ะครับ ผมไม่อยากมานั่งร้องเพลง "คนข้างล่าง"

ขอร้อง "วันที่เธอไม่สบาย" เพลงเดียวพอแล้ว

อ่ะ..กลับเข้าเรื่อง..
ถ้ามีใครที่รู้จักคุ้นเคยกับผมอยู่บ้าง คงพอทราบว่า 27 น่ะคือวันเกิดของผม

นับจากวันนี้ ก็เหลืออีกสามวัน .. นั่นคือที่มาของชื่อบล็อคนี้
อีกสามวัน ผมจะสามสิบเก้าแล้วครับ
ถ้าคิดเป็นระยะทาง จากลาดพร้าวมุ่งหน้าหลักสี่
ผมก็คงอยู่แถวๆสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฯ แล้ว

สมัยผม 29 ย่าง 30 เป็นปีที่ผมทบทวนก้าวย่างชีวิต และคิดเยอะมาก
ว่าอีกสิบปีข้างหน้า ผมจะทำอะไรอยู่ ยังจะทำงานเดิม หรือทำงานอื่น

ตอนนั้นผมนึกไม่ออกหรอก ว่าจะทำอะไรแม่นๆ
แต่เชื่อได้ว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่นึกไว้
ชีวิตลงตัวดี มีความสุข งานดี มีคน(ให้)รัก
ถึงแม้จะยังต้องเรียกสถานะตัวเองว่า "โสด" อยู่ต่อไป

อายุ 39 ในความรู้สึกหลายคน ท่าทางจะน่ากลัวอยู่ใช่ย่อย
แต่ผมกลับรู้สึกว่า นี่เป็นช่วงอายุที่ผมดูเข้าที มากกว่าสมัยเป็นหนุ่มน้อยเสียอีก

ผมถือหลักว่า ถ้าเพียร์ซ บรอสแนน ดูดีได้ ในอายุ 50 กว่าๆ
วัย 39 ของผมนี่ต้องถือว่าจิ๊บจ๊อย

ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแก่ แม้จะชอบปล่อยมุขนั้นกับหลายคน
แต่รู้สึกว่า กำลังอยู่ในช่วงที่ประสบการณ์ชีวิต มันสุกงอมพอดี

ที่สำคัญ ผมรู้แล้วว่า ผมต้องการอะไร หาตัวเองเจอ
รู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้เป็นสุข ทั้งทางโลก และทางธรรม
รักยังไงให้ตัวเรากับคนที่เรารักบาดเจ็บน้อยที่สุด

ชีวิตอีกยี่สิบปีข้างหน้า สำหรับผม ไม่น่ากลัวเท่าไหร่
เลยจากนั้นถึงจะเริ่มเข้าขั้น "แก่" จริงๆ ค่อยว่ากันอีกที

วันนี้ ไม่มีอะไรเล่ามาก แค่มาบันทึกความรู้สึกตัวเองไว้

ถ้ามีอะไรอยากบอก .. ก็จะบอกน้องๆ ว่า..
ถ้าคุณอายุ 20.. อย่ารีบแก่ ไม่ต้องห่วงว่าเมื่อไหร่จะ 30
คุณได้แก่แน่ๆ ไม่นานอย่างที่คุณนึกไว้ด้วย

แล้วคุณจะพบว่า.. เวลาเดินเร็วกว่าที่คุณนึกไว้นะครับ
ใช้ชีวิตคุณให้ดี ใช้ให้คุ้ม แต่อย่าใช้เปลือง

เด็กๆหลายคนที่ผมรู้จัก เอาคำว่า "ใช้ชีวิตคุ้ม" ไปปะปนกับ "ใช้ชีวิตเปลือง"
ผมพูดแค่นี้แหละ พูดมากเดี๋ยวมีคนเคืองผม

ถ้าคุณอายุ 30 ก็ไม่ต้องด่วนรู้สึกว่า..แก่แล้ว
เพราะคุณยังดูดีได้เสมอ ถ้าคุณไม่ละเลยเรื่องอาหาร
เรื่องดูแลสุขภาพ และถ้าคุณฝึกวิปัสสนาจนเป็นส่วนนึงของชีวิตประจำวัน

ความเครียดมักเป็นปัญหา ของคนยุคใหม่
เพราะคนรุ่นนี้ คิดมาก เครียดง่าย แก่เร็ว เพราะเครียด
สมถะ และวิปัสสนา ที่ประกอบด้วยปัญญา ช่วยคุณได้ครับ

นี่อาจจะดูคล้ายบล็อคคนแก่ปลอบใจตัวเอง
แต่ปล่าวเลยนะ .. ผมว่าผมรู้สึกดีกับตัวเองตอนนี้มากเลย
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตอน อีกสามวัน จะยี่สิบเก้าน่ะ

ส่วนใหญ่ๆเลย ผมยกประโยชน์ให้วิปัสสนานะครับ
ถ้าไม่มีวิปัสสนาปัญญา ผมคงยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองต่อไป
ว่าผมเกิดมาทำไม เพื่อประโยชน์อะไร และจะมีอะไรเป็นจุดหมายของชีวิต

นึกแล้วก็ขอบพระคุณ ครูบาอาจารย์
ที่นำคำสอนของมหาบุรุษที่เคยมีชีวิตเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน
มาแบ่งปัน ให้บังเกิดแสงสว่างในชีวิตของสัตว์โลกอย่างผม

ผมก็ยังเป็นมนุษย์โง่ๆคนนึง ที่ยังไม่เห็นแจ้งแทงตลอด
ว่าจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า แต่เห็นได้แค่เป็นขณะๆ แว๊บๆ

แต่แค่แว๊บๆ นี่ก็สุขมากแล้วนะครับ ได้เห็น ได้เข้าใจอะไรขึ้นเยอะ
เหมือนเราอยู่ในโลกมืดๆ ที่ไม่เคยมีแสงสว่าง
ถึงจะได้แค่แสงสว่างจากไม้ขีดทีละก้านๆ ก็เห็นความแตกต่างมากโข

ที่เอามาฝากๆ แบ่งให้คุณอ่านกัน
ก็เป็นแค่ไม้ขีดก้านเดียว ทั้งนั้น

ความรู้ ความสุข ในพระธรรมนั้นลึกซึ้ง กว้างใหญ่
ที่ผมเอามาฝาก ก็แค่น้ำแก้วหนึ่ง จากมหาสมุทร

ใครรับได้ ผมก็ยินดี ใครยังไม่เปิด ไม่รับ ผมก็ขอบคุณอยู่ดีที่มาอ่าน
เพื่อนผมคนนึง มันบอกว่า มันอ่านไม่เข้าใจหรอก แต่รู้ว่าดี

อีกสามวัน หรืออีกกี่วัน ผมก็ยังเป็นคนเดิม
คุณเข้ามาบล็อคนี้ ก็ยังจะมีเรื่องเชยๆ ให้อ่านเหมือนเดิม

จะเขียนให้อ่าน จนกว่าจะไม่มีแรง หรือบล็อคเขาปิดไปนั่นแหละ

ขอบคุณในมิตรภาพ และความห่วงใย คำติชมที่มีให้เสมอมา
ถ้าวันเกิดของผม จะมีอะไรดีๆจากบุญกุศลที่ผมได้ทำมา
มาออกดอกออกผลในวัย 39 ของผมจริงๆ

ก็ขอให้ผู้อ่านได้รับมันด้วยเช่นกันทุกท่านทุกคนนะครับ .. สาธุ..

ปล. วันนี้ ขอบคุณป้า เอ๊ย.. ลุง เอลตัน จอห์น สำหรับเพลง โมนาลิซ่า แอนด์ แมด แฮทเทอร์ส (Monalisa and Mad Hatters) ครับ




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2550 9:00:55 น.
Counter : 925 Pageviews.  

คู่มือความรัก





ถ้าความรักมันสร้างขึ้นได้อย่างในเพลงนี้คงดีนะครับ Recipe For Love
Recipe แปลว่าคู่มือหรือสูตรปรุงอาหารน่ะครับ

เหมือนคุณดูรายการทีวีของคุณหมึกดำ หมึกแดง หรืออาจารย์ยิ่งศักดิ์ เรื่อยไปจนถึง Jamie Oliver
ทั้งรายการส่วนมาก ก็จะพูดเรื่องส่วนผสมและวิธีการปรุงอาหาร ที่เรียกว่า Recipe
ออกเสียงว่า เรซ-ซิพ-พี่

อยากมีความรักเมื่อไหร่ก็เข้าครัวเปิดคู่มือ ปรุงมันเดี๋ยวนั้น

ที่จริงจะพูดว่ามันปรุงไม่ได้ก็ไม่ถูก เพราะความรักปรุงได้
แต่มันต้องมีก่อน ถึงจะปรุงได้

เหมือนดึกๆ คุณอยากกินสปาเก็ตตี้เบค่อน ได้ไหม.. ได้ซี่
แต่ในครัวมันต้องมีสปาเก็ตตี้ กะเบค่อนอยู่นะ ถึงจะปรุงได้

ถามว่า..แล้วไอ้ความรักนี่จะไปหามาจากไหนล่ะ..
อันนี้แหละครับ ที่ผมบอกว่ามันปรุงขึ้นมา สร้างขึ้นมาไม่ได้

ผมเคยได้ยินบทหนังเรื่องไหนสักเรื่อง จำชื่อเรื่องไม่ได้
เขาบอกว่า.. ที่จริง เราเลือกไม่ได้ที่จะรักหรือไม่รักใครหรอก
ความรักต่างหากที่เลือกเรา

ฟังแล้ว..เออออว่ะ.. จริงของคนเขียนบทมัน

ฉะนั้น ถ้าให้ผมเขียนคู่มือของคนที่จะมีความรัก
ข้อแรกที่ต้องใส่ไว้คือ.. ความรักมันสร้างขึ้นไม่ได้
มันจะค่อยๆก่อตัว หรือมันจะไหลมาเทมา เราไม่ได้เป็นคนกำหนด

ข้อสอง.. ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่คงที่
แม่ก็ไม่ได้รักลูกเท่ากันทุกวันฉันใด แฟนก็ไม่ได้รักเราเท่ากันทุกวันฉันนั้น

วันนั้นมันน่ารัก ทำตัวดี ก็รักมันมากหน่อย
วันไหนมันทำให้เราน้อยใจ ความรักมันก็แห้งๆไปได้เหมือนกัน

หรือวันนี้มันเคยรักเราจนแบกเขาพระสุเมรุได้ทั้งลูก
ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะแบกไว้ตลอดปี ตลอดชาติ

กล้ามเนื้อคนเรามันมีวันล้าได้ ความรักก็เหมือนกัน
มันเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย อย่าคิดว่าอะไรๆ มันจะคงที่

ข้อสาม.. ถ้าความรักมันเลือกเราแล้ว
อย่าลืมดูด้วยว่า มันเลือกคนที่เรารักด้วยหรือเปล่า

ถ้ามันจะเป็นรักข้างเดียว ก็อย่าบ่น อย่ารู้สึกแย่กับตัวเองมากนัก
ผมเคยเขียนเรื่องเหรียญสองด้านจำได้ไหมครับ

ถ้าวันนี้เหรียญออกด้านก้อย เราอาจจะไม่โชคดีในด้านนึง
แต่ในอีกด้านของเหรียญ มันก็มีด้านหัวอยู่ด้วยเสมอ ไม่เคยหายไปไหน

ในโชคดี ก็จะมีข้อเสีย ในโชคร้าย ก็จะมีข้อดี พ่วงติดมาเสมอ
อยู่ที่เราจะเลือกพลิกอีกด้านของเหรียญมามองหรือเปล่า

ข้อสี่.. ถ้าคุณโชคดี ความรักเลือกคุณและเลือกคนที่คุณรักด้วย
รักษามันให้ดี ช่วงเวลาดีๆ ไม่ได้มีตลอดไป
เหมือนรายการนาทีทอง ไม่ได้ออกอากาศทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ถ้าความสัมพันธ์ที่ดี เหมือนอาหารจานนึง
อย่ากังวลว่ามันจะหมด เพราะตราบใดที่วัตถุดิบ อันประกอบด้วย ความรัก
ความอาทรห่วงใย ความหวานมัน ความเชื่อใจ ความเข้าใจ
มันยังบริบูรณ์ดี ไม่มีบกพร่อง เรายังสามารถปรุงจานใหม่ได้ตลอดเวลา

ฉะนั้น เมื่อมีวัตถุดิบ รีบปรุงซะ อย่าหมัก อย่าดอง มันจะเสียคุณค่าอาหาร

ข้อห้า.. อยู่กับความรักด้วยสติ คืออยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติของมัน
รู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่อพบกันชั่วครั้งคราว แล้วก็ต้องพลัดพรากกันในที่สุด

นานที่สุด ก็จนสิ้นอายุขัยในชาตินี้ แล้วจะได้เจออีกทีเมื่อไหร่ไม่รู้
เพราะเราทำบุญ ประกอบกรรมมาไม่เท่ากัน

หรือบางที อาจต้องพลัดหลงกันไป ตั้งแต่ยังมีลมหายใจ ก็เห็นตัวอย่างอยู่ทุกวัน
ฉะนั้น อย่าตั้งเป้าว่า คุณจะต้องอยู่กับเขานานเท่าไหร่

อย่าตั้งเป้าว่า.. ชาตินี้คุณจะมีเขาไปตลอดทุกลมหายใจ
แต่ขอให้ตั้งเป้าว่า เราจะเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน
เราจะดูแลกัน สร้างเหตุและปัจจัยเกื้อหนุนความสัมพันธ์ให้ดี

ให้เขามีวันเวลาที่ดีที่สุด ตลอดเวลาที่อยู่กับเรา
จะแค่คืนเดียว อย่างใน Before Sunrise
หรือเดือนเดียว อย่างใน Sweet November ก็ไม่เป็นไร

ขอให้วันนึง.. เรามองย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้
แล้วไม่ต้องเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรที่ควรทำให้เขา
และไม่ต้องเสียใจที่ทำอะไร ในสิ่งที่ไม่ควรทำ ก็พอ

หมายเหตุ.. อันนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์
ของคนไม่มีโชคในความรักนะครับ ไม่ต้องเชื่อก็ได้

เพียงแต่ การเป็นคนแพ้บ่อยๆ ก็ดีแบบนี้แหละ
เรามักจะได้เห็นอะไร ที่คนชนะบ่อยๆ เขาไม่ได้เห็น
หรือที่เขาเห็น แต่เขาไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องใส่ใจ

ไม่ได้แปลว่า ผมไม่มีคนมารักเลยนะ
แต่ผมระวังที่จะเปิดประตูให้คนเข้ามาในชีวิต
เพราะบางที ข้างหลังกำแพงของผม มันอาจจะไม่ใช่บ้านที่สวยงาม
มันเชย มันอาจดูเก่า ซอมซ่อ ผุพัง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะรับได้

และกระนั้น..ไม่ใช่ทุกคนที่ผมจะยินดีถ้าเขาจะอยู่

มีคนเคยวิเคราะห์ผมถูกต้องว่า.. ที่จริงผมอยากมีแฟนนะเนี่ย
แม่นแล้วครับ.. อยากมี.. เห็นตัวอยากของตัวเองอยู่ทุกวัน

แล้วอาจจะดูหลงตัวเองไปหน่อย แต่ผมรู้ว่า ถ้าไม่เลือกมากผมจะมีเมื่อไหร่ก็ได้
แต่.. ในความไม่สมบูรณ์ของผม ผมก็ยังขอเลือกอยู่ดี

ไม่ใช่แค่ใครก็ได้สักคนที่รักผมมากๆ มันมีปัจจัยอื่นอีกด้วย
ผมไม่ได้อยากมีแฟนสวยแบบอั้ม พัชราภา หรือน้องแพนเค้ก
แต่ชอบคนดูดี ที่จิตใจน่ารัก ความคิดน่ารัก ฉลาด

ผมอยากกินสปาเก็ตตี้ มัสหมั่น ถ้าไม่มีผมก็ยอมอด
ดีกว่าบอกผมว่า มีข้าวไข่เจียว แกงเลียง ก็กินๆไปเหอะ

อันนี้คือสิ่งที่คู่มือของผมบอกไว้
แม้จะรู้ตัวว่ากำลังจะอดตาย พะงาบๆในเร็ววันนี้ก็ตาม

โชคดีกันทุกท่านนะครับ เพี๊ยงงง




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2550    
Last Update : 24 สิงหาคม 2550 14:44:45 น.
Counter : 2041 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.