Group Blog
 
All blogs
 

The Matrix เรื่องง่ายๆ ที่กลายเป็นยาก

ครั้งหนึ่ง ผมเคยได้รับเชิญ ให้ไปช่วยให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนากับเด็กมัธยมในโรงเรียน สามแห่ง ที่ต่างจังหวัด

พระที่ชวนผมไป ท่านบอกว่า ท่านอยากให้มีฆราวาสไปคุยกับเด็กว่า ทำไมเด็กต้องสนใจเรื่องศาสนาพุทธ ทำไงให้เด็กรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเชย น่าเบื่อ

ท่านรู้สึกว่า บางทีเด็กอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นพระพูด พระก็พูดเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อ และท่านคิดว่า ความเป็นฆราวาส สามารถเอื้อให้เราดัดแปลงวิธีการพูดได้หลากหลายกว่าพระ

ผมเลยทำอย่างที่ท่านว่าจริงๆ ด้วยการเอาบางส่วนบางตอน ของภาพยนตร์ไปฉายเสียเลย เพราะเชื่อเอาว่า เด็กมักจะชอบ และสนใจมากกว่าไปยืนพูดๆๆๆๆ

ผมเลือกเอาหนังเรื่อง the Matrix ไปฉาย เพราะภาคแรกของหนังเรื่องนี้ ถูกเขียนบทขึ้นมา โดยได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ปรัชญาพุทธสายมหายาน ทางธิเบต



เมื่อวานนี้หยิบเอาหนังขึ้นมาดูอีกที ก็ยังนึกชมเชยความหลักแหลมของพี่น้องวาโชวสกี้ ที่เข้าใจปรัชญาพุทธเข้าขั้นลึกซึ้ง และคอยแซมหลักการปฏิบัติแบบพุทธไว้ในหนังอย่างเป็นระยะๆ

อย่างตอนฉากที่มอร์เฟียร์ซ ให้นีโอเลือกว่า จะเลือกกินยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน อันนี้สะท้อนแนวความเชื่อของพุทธ ที่ศรัทธาในการ "เลือกกระทำ" ไม่ใช่พึ่งพาแต่ชะตาชีวิต เพราะนีโอ หรือมิสเตอร์ แอนเดอร์สัน ไม่ชอบความคิดเรื่องโชคชะตา เขาจึงมีสิทธิเลือกกระทั่ง จะตื่นขึ้นเพื่อเรียนรู้ความจริงของชีวิต หรือจะกลับไปฝันในโลกเดิมต่อไป

ผมบอกน้องๆเด็กนักเรียนไปว่า.. น้องเลือกได้นะครับ ว่าจะหยิบยาเม็ดสีแดง หรือสีน้ำเงิน

ถ้าคิดว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องเชย เป็นเรื่องของคนแก่ คนอกหักรักคุด มันไม่จ๊าบ ไม่ใจ ไม่คูล ก็เท่ากับน้องหยิบยาเม็ดสีน้ำเงิน ก็อยู่อย่างเดิมต่อไป แต่น่าแปลกที่คนฝรั่งทำหนังสุดเท่อย่าง thw Matrix เขายังสนใจพุทธปรัชญาน่ะ มันน่าเสียดายมั้ย พวกเราอยู่ใกล้ศาสนาพุทธแค่หายใจเข้าออก เรากลับปฏิเสธเสียอย่างนั้น

ฉากหนึ่ง มอร์เฟียร์ซ พานีโอ ไปหา Oracle เขาบอกนีโอก่อนเข้าประตูว่า "ผมเป็นแค่คนบอกทาง แต่คุณคือคนที่ต้องเดินไปบนทางนั้นเอง" ซึ่งประโยคทำนองนี้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้

จะศีล ก็ดี สมาธิ หรือปัญญาก็ดี เราแจกกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ จะมีได้ ก็ต้องสร้างเอาเอง ด้วยตัวเอง พระท่านจึงกล่าวประโยคที่เราเคยได้ยินเสมอว่า

"อัตตาหิ อัตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไงครับ

ฉากที่ตอนดูแล้วผมขนลุก คือตอนที่เขาซ้อมสู้กันมือเปล่าซึ่งนีโอสู้ไม่ได้ แล้วมอร์เฟียร์ซ บอกว่า
"Don't THINK you can beat me, just KNOW"
"อย่า 'คิด' ว่าคุณเอาชนะผมได้.. จง 'รู้' ว่าคุณทำได้ "

แล้วก็บอกว่า
"Stop trying to hit me and hit me.."
"หยุด 'พยายาม' จะซัดผม และซัดเลย"

มันมีหลักง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ในการปฏิบัติเพื่อเจริญสติ ที่พระท่านสอนไว้ว่า..

ถ้าจะทำวิปัสสนา ไม่ต้อง "พยายาม" ทำอะไร สร้างอะไรขึ้นมา
ขอให้ "รู้" ด้วยการ "รู้สึกตัว" ในสภาวะที่เกิด ไม่ว่าจะดี จะร้าย

รู้ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดีที่สภาวะนั้นมันดี ตรงใจเรา
ไม่ยินร้ายที่สภาวะนั้นมันแย่ ไม่ตรงใจเรา
ไม่ต้องอยากให้มันดี และไม่รังเกียจที่มันแย่
เพราะทุกอย่างคือความจริง คือธรรมชาติ ที่เราไม่มีหน้าที่อะไรมากไปกว่าการ "รู้"

"รู้" เข้าไปเฉยๆ ธรรมดาๆ สั้นๆ ง่ายๆ
คนปฏิบัติวิปัสสนาเป็นแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรมากหรอกนะครับ
มีแต่คนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ที่พยายามไปจินตนาการว่า
วิปัสสนาต้องนั่งสมาธิ ต้องหลับตา ต้องไม่ฟุ้งซ่าน
ต้องไม่มีกิเลส ต้องนุ่งห่มขาว ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์
ต้องไม่ยินดียินร้าย ต้องไม่มีอารมณ์ ต้องไม่มีความรู้สึก
ต้องเอาจิตไปแปะตรงไหน ต้องไปเพ่ง ไปบังคับมือ บังคับเท้า บังคับลม บังคับความคิด

จะยืน จะเดิน จะนั่ง ก็ต้องมีท่าทาง เหมือนเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย หรือหมัดมังกร 18 ท่า ของอั้งชิดกง กระบวนท่าหมัดเมาของยาจกซู

พูดให้ถนัดกว่านั้น เราเริ่มพลาดตั้งแต่ "จินตนาการ" แล้วครับ
เพราะวิปัสสนานี่ เขาไม่ใช้การ "คิด" แต่ใช้การ "รู้สึกตัว"
ไม่ใช้การบังคับอะไร เพราะเราต้องการเห็นความจริง และของจริง
ว่าจิตมันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่เที่ยง มันบังคับไม่ได้

เหมือนที่ ออเรเคิล ชี้ให้ นีโอ ดูป้ายที่เขียนไว้เหนือทางเข้าห้องครัวของเธอ ว่าให้ "รู้จักตัวเอง" ไม่ต้องถอดจิตไปไหน ไปดูใคร แต่ให้ดูแค่ตัวเองนี่แหละ

อีกฉากนึง หลังจากนีโอช่วยมอร์เฟียร์ซออกมาได้ มอร์เฟียร์ซบอกว่า
"There a difference between Knowing the path and walking the path"
"มันต่างกันนะ ระหว่างการรู้ว่าทางสายนั้นมีอยู่ กับการเดินไปบนทางนั้น"

คุณที่หลังไมค์มาคุยเรื่องปัญหาชีวิตกับผม แล้วผมแนะนำให้หัดเจริญสติ แล้วกลับมาบ่นว่า ยังวนเวียนอยู่ในปัญหาเดิมๆ บางครั้งก็ดีขึ้น บางครั้งก็แย่ลง หลุดออกมาไม่ได้เลย พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ใจก็สงบได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานก็กลับเข้ามาสู่วงจรเดิมอีก รู้สึกว่าตัวเองมันแย่เอามากๆเลย

อยากบอกว่า คุณยังไม่มีทางหลุดได้หรอกครับ ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอรหันต์ เรายังมีกิเลสอยู่ พระโสดาบันก็ยังโลภ โกรธ หลง เลย

เพียงแต่เวลาคุณ โลภ คุณโกรธ คุณหลง ขอให้มีสติ รู้ว่ากำลังโลภ กำลังโกรธ กำลังหลง ถ้ารู้ ถ้าเห็นบ่อยๆ ก็จะประจักษ์เองว่า มันไม่ใช่อะไรมากไปกว่าอารมณ์อันหนึ่ง ที่เกิดขึ้นตามแรงกระทบ ทำให้จิตกระเพื่อมขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วมันก็จะดับไป ตามธรรมชาติ

เวลาคุณรู้สึกว่า จิตมันดี มันสงบ มันชุ่มชื้น คุณรู้สึกดี ก็ให้รู้ตรงที่คุณชอบใจ
เวลามันเหี่ยว มันแห้ง มันแล้ง เหมือนแร้งทึ้ง คุณไม่ชอบ ก็ให้รู้ที่ความรู้สึกไม่ชอบ

ถ้ารู้แบบนี้ ตามที่ผมบอก แต่ยังไม่หายทุกข์ ผมบอกได้ ว่าเป็นเพราะคุณยังละตัว "อยากหายจากทุกข์" ไม่ได้

คุณยัง "พยายาม" ดิ้นให้พ้นจากทุกข์ แต่ยิ่งดิ้น ทุกข์ก็จะยิ่งบีบรัดคุณให้ทุกข์แบบอินฟินิตี้ เพราะตัว "อยาก" มันไม่สมอยาก แล้วจะให้จิตเป็นสุขได้อย่างไร

ทุกข์ตัวแรกเกิด แทนที่จะรู้ จะดูมันเฉยๆ ดันไปอยากให้มันหาย มันเลยไม่หาย เพราะมีกิเลส คือความอยากมาปรุงมันเข้า

พอไม่สมอยากก็เกิดทุกข์ตัวที่สอง แล้วก็เกิดความอยากตัวใหม่ อยากให้ทุกข์ตัวสองมันดับ

แล้วมันก็ดับไม่ได้ ก็ไม่สมอยากอีก เลยเกิดทุกข์ตัวที่สามและเกิดความอยากตัวใหม่ ซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างนี้

มันถึงเข้าตำราที่ว่า คุณ knowing the path แต่ไม่ยอม walking the path

ผมแอบเดาว่าคุณเถียงในใจว่า ฉันพยายามเดินแล้ว แต่มันไม่สำเร็จ ผมเลยถือวิสาสะบอกคุณไว้เลยว่า

คุณหยุด "พยายาม" จะเดินสิครับ แต่ให้เดินไปเฉยๆ เดินสบายๆ ชิล ชิล น่ะ ทำได้ไหม

เหมือนที่มอร์เฟียร์ซ บอกนีโอว่า "Stop trying to hit me and hit me." นั่นแหละ

แค่รู้สึกตัว รู้ว่าทุกข์ แต่ไม่ต้องพยายามทำให้หายทุกข์

ถ้ามันมีความพยายามจะดิ้น ก็รู้ทันว่ามันดิ้นรน คุณจะตื่นขึ้นวูบนึง แล้วกลับไปหลงคิด เกิดทุกข์รอบใหม่ขึ้นมา ก็ให้กลับไปเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องบ่น เพราะมันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นแหละ คุณบังคับมันไม่ได้หรอก

หรือถ้าไปทำสมาธิมากๆ ไปเพ่ง ไปกดข่ม มันเอาไว้ ก็ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว สมาธิคลายเมื่อไหร่ เมื่อเหตุยังอยู่ ผลมันก็อีหรอบเดิม

ถ้าคุณทำอย่างที่พระท่านสอนไว้ คุณจะเห็นว่า ทุกข์ตัวนั้นแม้จะเกิดขึ้นเป็นลูป เป็นวังวนวังเวียน แต่มันจะเล็กลงๆ สั้นลงๆ คุณจะสบายขึ้นๆ

คนจำนวนมากไป "พยายามทำ" มากกว่าแค่ "รู้" ไอ้ที่ง่ายแสนจะง่าย มันก็เลยกลายเป็นยากขึ้นมา

ผมเป็นได้แค่คนบอกว่าประตูมันมีอยู่ ทางมันมีอยู่ แต่คุณจะเปิดประตูแล้วเดินไป หรือเอาแต่บ่นอยู่หน้าประตู ผมบังคับไม่ได้นะครับ





 

Create Date : 08 ตุลาคม 2549    
Last Update : 9 ตุลาคม 2549 23:36:52 น.
Counter : 6915 Pageviews.  

6 ตุลา ข่าวลือ มะนาวต่างดุ๊ด และกัลยาณมิตร

เมื่อสักสองอาทิตย์ก่อน มี FWD Mail อันนึงมาถึงผมจาก3 แหล่ง โดยมิได้นัดหมาย จากเพื่อนที่ทำงาน จากน้องที่รู้จักกันอีกสองคน

เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนลอบสังหาร ชนิดที่เอาไปสร้างหนังได้สองภาค สบายๆ อันนี้ไม่ขอพูดในรายละเอียด เพราะกระดากปาก

แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ จับใจความได้ว่า อดีตนายกฯ เป็นคนใจบาปหยาบช้า คิดการใหญ่ เตรียมการด้วยแผนสุดแยบยล ซึ่งหนึ่งในนั้น คือการจัดหาคน 4 คน ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายนายก มาผ่าตัดแปลงโฉมไว้เป็นตัวหลอก เผื่อโดนลอบสังหาร

ผมอ่านแล้วนึกถึงหนังเรื่อง In The Line Of Fire, Conspiracy Theory และ Face Off รวมกันเหมือนแกงโฮ๊ะ แต่ผมเชื่อว่ามีคนเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง เหมือนตอนที่มี FWD mail ว่าเขาจะใช้หมึกล่องหนตอนเลือกตั้งคราวก่อน

ผมเลยเขียนกลับไปบอกทุกคนที่ส่งมาว่า.. ถ้าจะมีใครเชื่อเมล์อันนี้ ก็ควรจะเชื่อด้วยว่า จริงๆแล้วคุณทักกี้ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นเอลวิสที่ยังไม่ยอมตาย ถ่ายเซลส์สมองมาอยู่ในร่างคนเชียงใหม่ หน้าเหลี่ยม

หรือไม่ก็ควรเชื่อไปเลยว่า จริงๆแล้ว แกเป็นมะนาวต่างดุ๊ด มนุษย์ต่างดาวมาจากดาวพลูโต ที่เคียดแค้นชาวโลกเพราะอัปเปหิดาวของแกออกจากระบบสุริยจักรวาล

น้องท่านนึง ที่ผมเขียนกลับไปอย่างนั้น เขียนกลับมาตอบโต้ผมด้วยถ้อยคำเสียดสี ด่าทอ เหมือนที่หลายคนสรุปเอา ว่าผมเป็นพวกรับใช้เผด็จการ รักทุนนิยมสุดขั้ว และเธอสรุปว่า เธอไม่ได้พูดสักคำ ว่าเธอเชื่อจดหมายฉบับนั้น และที่ส่งไปก็ส่งแบบขำขำ ด้วยเห็นว่า ทุกคนที่ได้รับคงมีวิจารณญานในการอ่านเอง

ผมเขียนกลับไปขออภัย ที่ทำให้เธอไม่พอใจ แต่ผมก็แสดงความเสียใจ ที่เธอเห็นว่าจดหมายแบบนี้ สามารถส่งได้แบบ "ขำขำ"

ผมบอกว่า ผมเสียใจ ที่เธออ้างว่าเธอจบปริญญาโท เธอเชื่อว่าคนที่อ่านทุกคนมีวิจารณญาน เธอจึงส่งได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ เพราะถ้าเธอเชื่อ ก็น่าเสียดายวิจารณญานของเธอ ถ้าเธอไม่เชื่อ ก็ยิ่งน่าเสียดายว่า ในเมื่อไม่เชื่อแล้ว ก็ยังส่งต่อไปโดยไม่คิดว่ามันจะหมายถึงความเกลียดชังที่เพิ่มทวีขึ้นในสังคม โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความจริง

เวลาคนเราจะเกลียดอะไรใครขึ้นมาจริงๆ ใครมาพูดอะไรนิดเดียว เราก็มีแนวโน้มจะเชื่อกันไปได้ แม้ในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่สุด

เผื่อจะมีคนที่เชื่อเมล์ที่ว่า แวะมาอ่านเข้า คุณอาจจะถามว่า.. แล้วคุณแอสตันรู้ได้ไงว่าไม่จริง

ตอบว่า.. ต่อให้ตัดเรื่องที่มันโม้ๆออกไปจนเหลือเชื่อ เอาเฉพาะเนื้อๆนะ.. ผมก็รู้ว่ามันไม่จริง เนื่องจากข่าวนี้ ไม่ใช่ข่าวใหม่ มันลือกันมานานแล้ว ผมเคยอ่านเมล์แบบนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาอ่าน แต่คนที่ส่งหลังๆเนี่ย พยายามโยงว่า ที่ทหารตัดสินใจ coup d'etat ก็เพราะเหตุนี้

ซึ่งถ้ามันจริง เขาคงทำไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำ เพราะถ้าทหารไม่ทำ ประชาชนนี่แหละ จะออกไปสหบาทาคนที่คิดจะทำ และถ้ามันจริง ก็ควรจะเป็นเหตุผลแรกที่สำคัญที่สุดที่ คปค. จะต้องยกมาเป็นเหตุผลในการแถลงการณ์ แต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึง

ใครที่เกิดทัน หรือเคยตามข่าวเรื่องเหตุการณ์สมัย 6 ตุลา ก็คงเข้าใจถ้าผมจะบอกว่า การใช้ยุทธการสร้างข่าวลือเพื่อลดความน่ารัก น่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม โดยดึงสถาบันระดับสูง มาเล่นนี่มันสกปรก และน่าเกลียดขนาดไหน

ไหนๆเมื่อวาน ก็เพิ่งครบรอบ 30 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมก็ขอไว้อาลัยให้ทุกครอบครัว ทุกชีวิตที่สูญเสียไปในคราวนั้น

ไว้อาลัยให้กับคนไทยบางกลุ่ม ที่ไม่เคยเรียนรู้ ชอบเชื่อข่าวลือ และไม่ยอมเรียนรู้จะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ด้วยการยอมรับในความคิดเห็นของคนอื่น

พยายามจะเขียนให้ตลก ก็ตลกไม่ค่อยออก สงสัยต้องไปปรึกษาคุณดำรงเฮฮา กะน้าสมันน้อย ซอยสี่

สองรายนั้น ขโมยขึ้นบ้าน อาจารย์แม่ด่า น้ายืมตังค์ กะละมังรั่ว ใส้อั่วบูด ตูดเป็นสิว ก็ยังเขียนให้ตลกได้เสมอ

ขออภัยที่ทำให้เครียดนะครับ ไม่อยากเล้ย จริงๆ

********************************

เมื่อวันพุธ ผมลางาน ขับรถไปหาพระที่ผมเคารพนับถือ ฟังท่านเทศน์จบ บุญพาวาสนาส่งจริงๆ เลยได้มีโอกาสไหว้บุคคลผู้ควรแก่การเคารพกราบไหว้

ท่านเป็นนักเขียนชื่อดัง ที่ดังสมชื่อ เพราะคุณพี่ท่านชื่อ "ดังตฤณ" อันนี้นักอ่านทั้งหลายคงร้องอ๋อ คนเขียน "เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน" ที่พิมพ์ไม่รู้ กี่สิบรอบแล้ว หนังสือของท่าน ทำให้คนตื่นมาก็มากหลาย ทำให้คนเห็นคุณประโยชน์ของการมีศีล มีธรรม ทำให้คนเข้าใจเรื่อง "กรรม" อย่างเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล

ที่สำคัญ ทำให้คนเข้าใจธรรมะ ของพระพุทธเจ้าได้ลึกซึ้ง โดยไม่ต้องอ่านภาษาบาลี แต่ด้วยภาษาทางโลก ธรรมดาๆ หรือแม้กระทั่ง ในรูปแบบของนิยาย ท่านก็เขียนได้อ่านสนุกชนิดวางไม่ลงเหมือนกันนะครับ

ผมเป็นคนบุญน้อย น้องๆ ที่ผมสนิทคุ้นเคยหลายคน เป็นน้อง เป็นศิษย์คุณดังตฤณ ได้เรียน ได้สนทนาประสาธรรมกันเมื่อไหร่ก็ได้ที่ว่าง ผมเองกลับไม่เคยได้ขอความรู้จากท่านเลย

วันพุธ เลยปลื้มใจเป็นพิเศษ อันนี้ต้องขอบพระคุณกัลยาณมิตร อย่างคุณ ธิตินาถ ณ พัทลุง มา ณ ที่นี้ ที่ช่วยแนะนำผมให้มีโอกาสสนทนากับพี่ดังตฤณ

ใครไม่เคยรู้จัก หรือเคยได้ยินแต่ชื่อ อยากรู้จัก อยากอ่านงานดีๆของคุณดังตฤณ ท่านมีเว็บให้เข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรี ที่นี่ครับ
//www.dungtrin.com/

โลกนี้ มีไม่มากหรอกครับ คนที่มีรายได้หลักจากการเป็นนักเขียน แต่มีเว็บไซท์ให้สาธารณชนดาวน์โหลดผลงานไปอ่านฟรีๆ

แต่หนังสือของท่าน ก็ยังขายดี เพราะยิ่งมีคนได้อ่าน ก็ยิ่งมีคนเห็นคุณค่าของมัน ซื้อมาไว้ในชั้นหนังสือไม่พอ ยังต้องซื้อไปแจกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง

มีหนังสือของท่านไว้ ก็เหมือนคุณรู้จักกัลยาณมิตรเพิ่มอีกหนึ่งคนนะครับ

สุขสันต์วันเสาร์ครับ





 

Create Date : 07 ตุลาคม 2549    
Last Update : 8 ตุลาคม 2549 16:57:03 น.
Counter : 769 Pageviews.  

Devil Wears Prada เมื่อนางมารสวมป้าดา

ไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย ที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ก่อนไปดูหนัง

คือมักจะมีคนพูดว่า หนังที่สร้างจากหนังสือ มากจะให้รายละเอียดได้ไม่เท่า ไม่เข้มข้นเท่า แล้วผมก็เห็นจริงอย่างนั้น ในหนังเรื่อง Da Vinci Code

แต่ต้องไม่ลืมว่า หนังมันมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ภาษาหนัง จึงไม่เหมือนภาษาหนังสือ ภาษาหนังสือยืดย้วยได้ แต่ภาษาหนังทำไม่ได้ และไม่ควรทำ

เพราะหนังที่ฉายตามโรง มันมีรอบหนังเป็นตัวบังคับ ถ้าสร้างหนังยาวมาก วันนึงเขาอาจจะฉายได้แค่ 4 รอบ ในขณะที่ถ้าเอาเรื่องอื่นมาฉาย เขาจะฉายได้ 6-7 รอบ เป็นต้น

โรงหนัง จึงอยากจะฉายหนัง ที่ไม่ยาวมาก มากกว่าหนังยาวๆ ยืดๆ ทุกวันนี้ คุณถึงจะไม่ค่อยเห็นหนัง 3 ชั่วโมง หรือ 6-7 ชั่วโมง อย่างพวก DR. Zhivago หรือ War and Peace หรือ Gone With The Wind

ฉะนั้น ในฐานะผู้กำกับ คุณมีทางเลือกสองทาง คือทำมันให้สั้น กระชับซะ หรือไม่ก็แบ่งเป็นสองสามภาคไปเลย

กลับมาที่นางมารสวมป้าดาครับ นี่เป็นหนังชีวิตกึ่งคอเมดี้ ตามสูตรที่ผมชอบพอดี อย่างที่บอก ผมไม่ได้อ่านหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ เรื่องนี้มาก่อน เลยบอกไม่ได้ว่ามันสนุกเท่าหนังสือไหม

แต่หนังได้เงินมากกว่าหนังแอคชั่นหลายเรื่อง ในอเมริกา แปลว่ามันต้องมีอะไรดีแหละ แล้วก็จริง

หนังสนุกมากนะครับ ดูแล้วหลายคนอาจจะย้อนไปนึกถึงสมัยเรียนจบ ไฟแรง อยากทำงานโก้ๆ เท่ๆ มีใครสักคนเป็นต้นแบบ

ผมพยายามจะไม่เล่าอะไรมาก ให้คุณเสียอรรถรส แต่เอาเป็นว่า มีหลายอย่างที่ผมชอบในเรื่องนี้ นอกจากนางเอกอ่ะนะ

ส่วนที่ผมชอบที่สุดคือตอนที่ป้าดา เอ๊ย.. มิแรนด้า พรีสต์ลีย์ เจ้านายของนางเอกเธอบอกว่า เธอเห็นตัวเธอในตัวของแอนดี้ (นางเอก) แล้วแอนดี้ก็ได้สติขึ้นมา ว่าเจ้านายเธอพูดถูก

สิ่งที่เธอทำหลังจากนั้น คือการกลับไปสู่โลกที่เธอเป็นจริงๆ ไม่ใช่พยายามเป็นผู้ชนะในโลกที่เธอไม่ได้เป็น

มีคนหลายคนที่ผมเคยเห็น พยายามเติบโต ไต่เต้า ด้วยวิธีต่างๆ ทั้งเลื่อยขาเก้าอี้ เหยียบหัวคนอื่น แทงข้างหลัง แม้แต่กับคนที่เขาเรียกว่า "เพื่อน" เพียงเพื่อให้ได้ใน "สิ่งที่เขาต้องการ"

ส่วนเรื่องแฟชั่นมันของจริง หรือฉาบฉวย อันนี้เป็นเรื่องอัตถวิสัย ผมไม่ก้าวล่วงไปในความชอบของใคร เอาเป็นว่าแต่งให้งาม ให้ดูดีเหมาะกับฐานะ กาละเทศะ เหมาะกับตัวเอง แต่งเพื่อความสุข ความสบายใจของคุณเอง อย่าแต่งเพื่อความสุขของดีไซน์เนอร์ หรือเพื่อแฟชั่น

แต่ผมเชื่อพี่เต๋อนะ ว่าแฟชั่นส่วนมาก มันเป็นเรื่องของคนไม่กี่คน คอยบอกว่า คนอื่นๆอีกหลายร้อยล้านคน ควรจะแต่งตัวยังไง

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถึงผมจะยังไม่มีเงินซื้อ ผมก็ว่า สูทของอาร์มานี่ มันก็สวยจริงๆนะ 555

สุขสันต์วันอาทิตย์ครับ



ลป. ลืมไป เพลงวันนี้เป็นเพลงฉบับเรียบเรียงใหม่ จากเพลงเก่าของ Abba ชื่อ "ใครชนะก็ได้ทุกอย่าง" มันมีนัยยะใกล้ๆสิ่งที่ผมพูดถึง ส่วนดนตรี ให้อารมณ์แบบ เลานจ์มิวสิค ที่เขาเอามาเดินแฟชั่นกันด้วยในบางงาน

นักร้องชื่ออะไรไม่บอก เดี๋ยวคนก๊อปเพลงจะได้ข้อมูลสมบูรณ์เกินไปโดยไม่จ่ายตังค์ เอิก




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2549    
Last Update : 7 ตุลาคม 2549 10:36:14 น.
Counter : 1049 Pageviews.  

เพื่อนเก่า แฟนเก่า เพื่อนของแฟนเก่า กับชีวิตคู่



ผมมีเพื่อนสนิทมากอยู่คนหนึ่ง รู้จักกันมาตั้งแต่ราวๆปี 2525 กี่ปีแล้วล่ะ ผมเอานิ้วตัวเองนับแล้วยังไม่พอ อาจต้องขอยืมนิ้วคุณมานับด้วย

เอาเป็นว่า รู้จักเธอตั้งแต่เพื่อนที่โรงเรียนผมมันแย่งกันจีบเธอ จนเธอเป็นแฟนกับเพื่อนผม จนเธอเลิก เธอมีแฟน เธอเอนทรานซ์ เธอจบจุฬา เธอข้ามมาเรียนโทที่ธรรมศาสตร์ เธอทำงาน เธอแต่งงาน ผมก็เป็นพิธีกรให้ เธอมีลูก หนึ่งคน สองคน ชีวิตคู่เธอ ปกติบ้าง ไม่ปกติบ้าง เธอก็ยังนึกถึงผม เราคุยกันเป็นระยะๆ ในทุกช่วงชีวิตของเธอ เธอบอกว่า เธอชอบฟังผมอธิบาย เพราะมันทำให้เธอเข้าใจอะไรๆได้มากขึ้น เวลาเธอมีปัญหา

เพื่อนสนิททุกคนของผม จะมีลักษณะคล้ายกัน คือ ตัวไม่ติดกัน เพราะผมเป็นคนมีโลกส่วนตัว ผมชอบความสันโดษ ไม่ชอบไปไหนกับคนหมู่มาก ไม่ชอบปาร์ตี้ ไม่ค่อยออกงาน นอกจากคนสนิทกันชวนมา ดังนั้น นิยามเพื่อนสนิทของผม อาจจะไม่ได้มีคำว่า โทรคุยกันทุกอาทิตย์ มันอาจจะเป็นแค่เดือนหรือสองเดือนหน ที่เจอกัน คุยกัน เราก็ยังรู้สึกว่า เราสนิทกัน

ความถี่มันไม่สำคัญ เท่าความรู้สึกน่ะ ..ผมว่า

เมื่อวาน ผมแวะไปทานมื้อเที่ยงแถวที่ทำงานเธอมา จะว่าไป.. เราก็อยู่ไม่ไกลกันมาก และจะว่าต่อไป.. โลกที่เราอยู่มันกลมกว่าที่เรานึก

มีเพื่อนโรงเรียนเก่าของเธอ 2 คน ที่ผมรู้จักดี.. ดีเลยล่ะครับ

คนนึงเป็นแฟนเก่าผมเอง .. เป็นแฟนที่เป็นผู้หญิงในอุดมคติของผมมากที่สุด ที่ผมเคยเจอมา (ถ้าเผื่อคุณกำลังจะคิดอะไรต่อ ทุกวันนี้ เธอแต่งงานไปแล้วครับ) ตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ

รู้จักกันเป็นเพื่อนเก่ากันไม่พอ ทุกวันนี้ ก็ทำงานที่เดียวกับเพื่อนสนิทผมอีก แต่คนละฝ่าย แถมทั้งคู่มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน สนิทขนาดที่เป็นคนโทรมาด่าผมเอง เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนผมเลิกกับแฟนเก่าผม ที่เป็นเพื่อนเขานั่นแหละ

เรื่องตอนโน้น เป็นยังไง ขอไม่เล่านะครับ แต่เอาเป็นว่าทุกอย่างมันก็แล้วไปแล้ว ถึงมันจะจบลงเศร้าขนาดนิยายสี่เล่มของทมยันตี รวมกับ กฤษณา อโศกศิน รวมกันก็ยังไม่เท่า ผมก็แอ่นอกรับว่า มันเป็นความโง่ บ้า เซ่อบริสุทธิ์ของผมเอง

ระหว่างที่ทานมื้อเที่ยง เธอเล่าให้ฟังเรื่องสารทุกข์สุขดิบ และความยากในชีวิตครอบครัวของเธอ และถามผมหลายอย่าง เรื่องของผมกับอดีตภรรยา ถึงกระบวนการการตัดสินใจจะแยกทาง

ผมค่อนข้างตกใจ เพราะจับประเด็นได้ว่า เธอเริ่มไม่ศรัทธา ในการมีชีวิตคู่ เพราะหลายๆคน หลายๆคู่ที่อยู่รอบๆตัวเธอ มันแสดงภาพชีวิตคู่ที่ตะปุ่มตะป่ำ เหมือนเดินบนถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ

พระท่านเคยแสดงธรรมไว้ว่า จิตใจคน เป็นเหมือนฟองน้ำ อยู่ใกล้น้ำชนิดไหน ก็จะซึมซับเอาน้ำชนิดนั้นมาเป็นของตน

คนที่โตมาในสภาพแวดล้อมแบบนึง ทัศนคติ ก็จะเป็นแบบนึง คนที่ครอบครัวดี พ่อแม่ดี ก็แบบนึง ครอบครัวไม่ดี แต่พ่อแม่ดี ก็อีกแบบ ครอบครัวไม่ดี พ่อแม่ไม่ดี แต่ญาติๆที่ช่วยเลี้ยงดี ก็อีกแบบ ถ้าไม่ดีเลยสักข้อ อันนั้นก็อีกแบบ

ฉันใด ฉันนั้น คนที่เพื่อนๆ พี่น้อง ญาติๆ มีชีวิตครอบครัวที่ดี ก็จะมีทัศนคติต่อชีวิตคู่ดี ถ้าไม่ดี ก็มีแนวโน้มจะมองอะไรร้ายๆลบๆ ได้ง่ายเหมือนกัน

สติ ถึงมีความสำคัญต่อชีวิตคนเรา ด้วยเหตุนี้

ผมมีเวลาคุยกับเธอได้ไม่นาน ในมื้อกลางวัน เราเลยทำในสิ่งที่ปกติไม่ค่อยได้ทำ คือโทรคุยกันอีกทีตอนสี่ทุ่มกว่า คราวนี้ทำตัวเป็นเด็กมัธยม คือคุยกันไปจนเกือบตีหนึ่ง

ได้ช่วยให้เพื่อนมีสติในการมองชีวิตคู่ใหม่ในแง่ดี นี่มันรู้สึกดีนะครับ แต่อีกใจนึง ก็รู้สึกว่า โลกนี้มันไม่ค่อยมีความพอดี ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรที่เราจะวางใจได้ ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เที่ยงแท้ ถาวร ความสุขที่เคยมองไว้ก่อนแต่งงาน มันอาจจะเป็นเหมือนความฝัน

ฟังเรื่องที่ญาติของสามีเธอคนนึงแต่งงานได้ไม่นาน ภรรยา ต้องหอบข้าวของกลับไปบ้านพ่อแม่ แล้วก็สะท้อนใจ

ส่วนหนึ่ง เพราะคนจำนวนมาก ชอบเลือกคู่ จากความเหมาะสมในแง่สังคม การยอมรับของครอบครัว มากกว่า ความรัก หรือความพอดี เรื่องความคิดความอ่าน การมองโลก การใช้ชีวิต

ผมไม่ได้บอกว่า คนจำนวนมากที่ว่า ทำผิดนะครับ แม้ว่ามันจะเป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผมยังไม่สามารถลงเอยกับใครได้ก็ตาม

เพียงแต่ผมเห็นว่า ความเหมาะสมจากมุมมองของสังคม และการยอมรับของครอบคัรว โดยพิจารณาจาก profile ปูมหลัง มันก็เหมือนการตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในชีวิต จากการดูสมุดพก หรือใบสมัครงานนั่นแหละ

แต่ก็นั่นแหละ.. คนที่จะพิสูจน์ได้ว่า สมุดพกคืออดีต ไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน ไม่มีผลผูกพันกับอนาคต มีอยู่มากแต่เป็นที่รู้กันไม่มากนัก ที่เรารู้แน่ๆก็มีคนอย่างอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ บิล เกตส์ สตีฟ จ๊อบส์ เป็นต้น

จะว่าไป.. ทฤษฎีที่ว่า การแต่งงานก็เหมือนการซื้อหวย ก็ยังใช้ได้เสมอ เพียงแต่ถ้าพูดไม่ให้ดูมองโลกในแง่ร้ายมาก ก็ต้องบอกว่ามันเป็นหวยประเภทจับฉลาก น้ำเต้าปูปลามากกว่า หรือเหมือนเลือกทหารว่า จะได้ใบดำ ใบแดง ไม่ถึงขนาด หนึ่งในล้านอย่างสลากกินแบ่งรัฐบาล

ผมก็ไม่ทราบจะให้กำลังใจ หรือปลอบใจ คุณที่กำลังจะแต่งงานยังไง เอาเป็นว่า ถ้าไม่อยากผิดหวัง ก็อย่าหวังอะไรมาก ทำให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดก็ถือว่า As Good As It Gets ก็แล้วกันนะครับ

สุขสันต์วันเสาร์ครับ



เกือบลืม เพลงวันนี้ชื่อ sweet memories เพราะบาดใจผมเหลือเกิน นักร้องชื่อ โอลิเวีย เป็นญี่ปุ่น อัลบั้มมีขายที่ร้าน โดเรมี สยามแสควร์ และ True Life Shop พารากอน นะครับ A Girl Meets Bossa Nova 2 ชอบก็ไปซื้อเถอะ อย่า D/L เฉยๆ มันบาปนะคุณ




 

Create Date : 30 กันยายน 2549    
Last Update : 1 ตุลาคม 2549 10:37:40 น.
Counter : 1517 Pageviews.  

น้ำท่วม โรงเจ และปัญหา



ยังครับ บ้านผมน้ำยังไม่ท่วม แต่ปีนี้ท่าทางน้ำจะดุเอาการ เลยยังไม่แน่ว่ากทม.จะรอดไหม

ที่จริง หลายๆที่เขาก็ท่วมกันแล้ว เพียงแต่ปกติกทม. ค่อนข้างมีความสามารถในการระบายน้ำ อีกทั้งผมอยู่และทำงานในเขตที่ค่อนข้างโชคดี ที่น้ำไม่ค่อยท่วม หรือท่วม ก็ห้ามท่วมนาน ก็เลยไม่ค่อยได้ผลกระทบมาก

สมัยเด็กๆ ยุคนึง... (มีคนบอกว่าคนเราพอแก่ลงจะชอบพูดเรื่องวัยเด็ก เอิก.. )
จำได้ว่าเวลามีคนทำแบบสอบถามว่า ผู้ว่ากทม. ในดวงใจต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ผลออกมาว่า ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ มาเป็นอันดับแรกๆ ตีคู่มากับเรื่องจราจร

สมัยเด็กกว่านั้นอีก ตอนผมยังอยู่เชียงใหม่ จำได้ว่ามีน้ำท่วมใหญ่ครั้งนึง สนุกมาก ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกว่าเดือดร้อน เพราะบ้านเป็นเรือนไม้ ใต้ถุนสูง ยิ่งตอนน้ำท่วมใหม่ๆ น้ำยังค่อนข้างสะอาด มีปลามาว่ายให้ดูอีกต่างหาก ไม่สนุกก็เวลาเดียว คือตอนที่มีงูหนีน้ำมาเลื้อยขึ้นบ้านนี่แหละ

สำหรับเด็กเล็กๆแบบผม น้ำท่วมกลายเป็นเรื่องสนุกมากกว่าเรื่องน่าเดือดร้อน เพราะได้เล่นน้ำ โรงเรียนก็หยุด เว้นแต่มันท่วมหลายๆวันจนน้ำเริ่มจะไม่สะอาด ส่งกลิ่น

แต่ยิ่งโตขึ้นๆ กลับรู้สึกว่า น้ำท่วมเป็นเรื่องไม่สนุก น่าเบื่อ และชวนลำบากมากขึ้นทุกที

แปลกดีนะครับ น้ำท่วมเหมือนๆกัน สมัยนึงคิดอย่างนึง มองมันอย่างนึง พอเวลาผ่านไปกลับคิดอีกแบบ รู้สึกอีกแบบ

สมัยเด็กๆ ผมชอบตามอาม่า (ย่า) ไปโรงเจบ่อยๆ อย่างที่เคยเล่า จำได้ว่าสมัยผมเล็กๆ ผมรู้สึกว่าโรงเจที่ว่า มันใหญ่มากเลย

หลังจากผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพ แล้วย้อนกลับไปเชียงใหม่ทีไร ผมก็ชอบจะไปโรงเจนั่นทุกครั้ง ทุกๆครั้งจะรู้สึกว่า โรงเจแห่งนั้น ดูเล็กลงๆ เรื่อยๆ

หลายปีก่อนผมได้ไปเยี่ยมพระราชวังต้องห้าม ในปักกิ่ง และได้เห็นสถาปัตยกรรมจีนที่พูดได้ว่า ใหญ่จริงๆ เล่นเอาโรงเจอันใหญ่โตในวัยเยาว์ของผม กลายเป็นศาลพระภูมิไปเลย

เวลาที่แตกต่าง มันทำให้มุมมองเราเปลี่ยนไป โดยเฉพาะมุมมองต่อปัญหา ต่อโลก และชีวิต

ใครที่คิดว่าปัญหาที่คุณเจอในวันนี้ มันใหญ่โต หนักอึ้ง และเกินจะทานทน ลองอึดๆ อดทนหน่อยเถอะครับ ผ่านมันไปให้ได้ แล้วอีกหลายๆปี หลังจากนี้ คุณอาจจะนึกขำด้วยซ้ำ ที่วันนี้เราแทบจะลงไปดิ้นพราดๆให้กับทุกข์ตัวนี้

เมื่อเวลาผ่านไป ทุกครั้งที่เรามองย้อนกลับมา เราจะเห็นว่ามันเล็กลงๆ เรื่อยๆอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็ไม่ต้องดิ้นให้มันมีขึ้นมาล่ะครับ
หลับฝันดีครับ




 

Create Date : 28 กันยายน 2549    
Last Update : 29 กันยายน 2549 0:02:46 น.
Counter : 811 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.