Group Blog
 
All blogs
 

The Break Up บทเรียนของคู่รัก

**คำเตือน.. บางส่วนของบทความอาจทำให้คุณรู้สึกว่าผมแอบเฉลยอะไรในหนังไปแล้ว

ถ้าคุณเป็นเผ่าพันธุ์คนดูหนังที่ไม่ต้องการรับรู้อะไรก่อนไปดู ก็ควรข้ามบล็อคอันนี้ของผมไปก่อนนะครับ

ตั้งใจมาหลายวันว่าจะเขียนเรื่องหนัง เพราะมีคนเมล์ไปเรียกร้องให้ผมเขียนเรื่องหนังอีก

ผมอาจจะเหมือนใครหลายคน ที่เข้าใจว่า The Break upจะเป็นโรแมนติค คอเมดี้ (หนังรักขำๆแต่ซึ้งด้วย) ตามสูตรเดิมๆ อย่างที่เราชอบๆกัน

แต่ผมอยากบอกว่า ก็จริงครึ่งนึง ครึ่งไหน ต้องไปดูเองนะครับ แต่ในส่วนที่ไม่ขำของหนัง มันก็สมจริงและให้บทเรียนที่ดีแก่คู่รักอย่างมาก

ผมผ่านการแต่งงานมาหนึ่งครั้ง และยังลูกผีลูกคน ว่าจะแต่งครั้งที่สองไหม เคยมีแฟนมาหลายคน ผ่านการเริ่มต้นและสิ้นสุดความสัมพันธ์มาหลายรอบ

ผมไม่ได้ภูมิใจสลดใจอะไรกับเรื่องจำนวน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับความรักนะครับ เพราะผมเข้าใจว่าผมเป็น perfectionist บนความ imperfect ของตัวเอง

ฉะนั้น สิ่งที่เป็นไปก็ยุติธรรมดีแล้ว

ในขณะที่นั่งดูหนังไป ผมก็มองเห็นตัวเองผ่านตัวละครในนั้น และมองเห็นคนอีกหลายคนที่ผมรู้จัก ที่มาปรึกษาปัญหาความรัก ครอบครัว ชีวิตคู่กับผม และเห็นปัญหาเดิมๆ ที่มีคนผ่านมาเป็นล้านๆคู่

ผมเชื่อว่าหลายคู่ มีจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์แสนจะเหลือเชื่อ แต่สวยงามอย่างที่บรู๊ค พบกับแกรี่ และลงเอยในจุดจบอย่างเดียวกัน

ส่วนตัวแล้ว ผมอยากให้คนที่มีคู่รัก หรือไม่มี แต่คิดจะมี
ไม่ว่าคุณจะแต่งงานแล้วหรือไม่แต่ง นี่คือหนังที่คุณควรดู และเรียนรู้จากมัน

หนังจะบอกคุณว่า.. ความร้าวฉานในชีวิตคู่ มักจะเริ่มมาจากจุดเล็กๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญ แล้วขยายออกเป็นปัญหาใหญ่ ด้วยการสื่อสารที่ล้มเหลวอันเนื่องมาจากอัตตาว่าฉันถูก เธอผิด

หนังจะบอกคุณว่า.. มีรายละเอียดเล็กๆที่เราเห็นว่ามันไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเรา เราจึงละเลยมันไป โดยไม่รู้ว่า มันทำให้อีกฝ่ายเสียใจ มันอาจจะมีความหมายกับอีกฝ่ายมาก เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่า เราไม่เห็นความสำคัญของเขาเลย

หนังจะบอกคุณว่า.. ในช่วงเวลาแห่งความโกรธเคือง ความไม่เข้าใจกันของคนสองคน หลังการระเบิดอารมณ์ จงเชื่อว่า ร้อยละแปดสิบของผรุสวาจา คนพูดไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ

ที่หลุดออกมาเป็นเพราะอารมณ์ และมันมักทำให้คนพูดเสียใจเอง

หนังจะบอกคุณว่า.. หลังการทะเลาะกันใหม่ๆ มันจะมีช่วงนาทีทองที่รอใครสักคนพูดคำว่า "ฉันขอโทษ" เพื่อจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า เรายังแคร์เขาอยู่

หนังจะบอกคุณว่า.. ให้ระวังคำแนะนำจากคนใกล้ตัว จำพวกเพื่อนสนิท ที่พร้อมจะเข้าข้างคุณแบบหัวชนฝา แต่ไม่มีทางเข้าใจคุณสองคน มากกว่าตัวคุณเอง บ่อยครั้งที่คำแนะนำแบบแฝงอคติทางเพศ มันทำให้ปัญหาแย่ลงมากกว่าดีขึ้น

ไอ้ความคิดประเภทผู้ชายเลวกว่าหมา ผู้หญิงบ้ากว่าชะนี มันสะใจดี แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรในทางสร้างสรรค์นะครับ

เชื่อเถอะว่า.. ผู้ชายคิดต่างจากผู้หญิง โดยพื้นฐาน ความขัดแย้งยังไงมันต้องมี เพียงแต่เวลามีความขัดแย้ง คุณเข้าข้างตัวเองมากกว่าเข้าข้างคนที่คุณเรียกเขาว่า "ที่รัก" หรือเปล่า

อันนี้เป็นศิลปะนะครับ ผมสอนไม่ได้ ว่าแค่ไหนคือการประนีประนอม แค่ไหนคือการเอาใจแฟนมากเกินไป

หนังจะบอกคุณว่า.. อาจจะมีเงื่อนไขหลายอย่างในชีวิตคู่ ที่อีกฝ่ายอยากทำ อยากให้คุณทำ แต่คุณยืนยันนั่งยันนอนยันมาตลอด ว่าทำไม่ได้ ทั้งๆที่ มันมีหนทางเสมอ ถ้าคุณยอมรับมัน และหาทางจริงๆ

อย่างที่บรู๊ค ยอมรับในที่สุดว่า ถ้าเอาโต๊ะกาแฟออกไปตัวนึง พร้อมโซฟาตัวนึง ก็จะมีที่พอสำหรับโต๊ะพูลที่แกรี่อยากได้มานาน แทนที่เธอจะยืนยันว่า เธอจะยอมให้มีก็ต่อเมื่อมีที่อยู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้เท่านั้น

หนังจะบอกคุณว่า.. บางที.. การแยกทางกันก็ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความเกลียดชังเสมอไป

แต่เพราะความเข้าใจ มันมาถึงในเวลาที่สายเกินไป

หนังคงจะเข้าโรงในวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ถ้าอยากดู .. ขอให้ไปดูในโรง หรือจะรอดู DVD ก็ได้ แต่กรุณาอย่าซื้อแผ่นผีมาดูเลยนะ

ถ้าดูแล้วเห็นอะไรมากกว่านั้น ก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

เรื่องเพลงของคนแก่ ขอยกยอดไว้วันต่อไปละกันนะครับ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 0:12:08 น.
Counter : 874 Pageviews.  

~ เพลงของคนหนุ่ม When I'm 64 ~

จั่วหัวว่าเป็นเพลงของคนหนุ่ม แต่บอกว่า ตอนอายุ 64 ..
เอ๊ะ.. ตา aston27 นี่ยังไง

คือมันเป็นเพลงของคนหนุ่มที่เขียนถึงสาวที่ตัวเองไปหลงรักน่ะครับ

เคยนึกสงสัยไหมครับ .. ว่าถ้าวันนึงเราอายุ 64 แล้วเราจะเป็นยังไง

วันนี้เราอาจจะมีคนมาวิ่งตามเอาใจ
มีดอกไม้สวยๆพร้อมการ์ดส่งให้ทุกวาเลนไทน์ วันเกิด เบิร์ทเดย์ ปีใหม่ ตรุษจีน
แล้วถ้าเกิดอีกหลายสิบปีนับจากนี้
วันที่เราอายุสัก 64 ผมร่วงบางหงอกอีกต่างหาก
เนื้อหนังเราเสื่อมถอยไปตามวัย เวลา

เค้ายังจะคอยดูแล ป้อนข้าว ป้อนน้ำ ใส่ใจรายละเอียดชีวิตเราไหม
ถ้าเป็นผู้ชายก็จะต้องถามว่า จะล็อคประตูห้องนอนมั้ย
ถ้าวันไหนกลับบ้านดึก

คำถามเหล่านี้ อยู่ในเพลงนี้ครับ When I'm Sixty-Four ของ The Beatles เขียนโดยคู่หูที่แต่งเพลงฮิตไว้มากที่สุดของโลก คือจอห์น เลนนอน กับ พอล แม็คคาร์ทนีย์

When I get older losing my hair
many years from now
will you still be sending me a valentine
birthday greeting, bottle of wine
If I'd been out till quarter to three
would you lock the door
Will you still need me
Will you still feed me
When I'm sixty-four

You'll be older too
And if you say the word
I could stay with you

I could be handy mending a fuse when your light have gone
You can knit a sweater by the fireside
Sunday mornings, go for a ride
Doing the garden, digging the weeds
Who could ask for more?

Will you still need me
Will you still feed me
When I'm sixty-four

Every summer we can rent a cottage on the
Isle of Wight, if it's not too dear
We shall scrimp and save
Grandchildren on your knee
Vera, Chuck, and Dave

Send me a postcard, drop me a line
stating point of view
indicate precisely what you mean to say
yours sincerely wasting away
Give me your answer fill in a form
mine forever more
Will you still need me
Will you still feed me
When I'm sixty-four

ที่จริงแล้วต้องบอกว่า นี่เป็นเพลงรักนะครับ
เป็นการขอแต่งงานจากผู้ชายคนนึง ที่ไม่ได้พูดสักคำว่า "ฉันรักเธอ" แต่เขาขอแต่งงานด้วยจดหมายที่มีข้อความตามเนื้อเพลงข้างบน

ผมชอบท่อนนี้นะครับ

ผมช่วยซ่อมเปลี่ยนฟิวส์ได้เวลาไฟดับ
คุณอยากนั่งถักเสื้อหนาวอยู่ข้างเตาผิงก็ได้นะ
ไว้เช้าวันอาทิตย์ เราค่อยไปนั่งรถเล่นกัน
จะช่วยกันทำสวน ปลูกต้นไม้
อะไรจะสุขไปกว่านั้นล่ะ

ลงท้ายก็บอกว่า Send me a postcard, drop me a line
ช่วยส่งโปสการ์ดเขียนถึงผมสักบรรทัด
บอกชัดๆ ว่าคุณคิดอย่างไร
ช่วยระบุไว้ให้ตรงที่ใจคุณคิด (เพราะผู้ชายไม่ชอบตีความ )
ความปราถนาดีกลัวผมเสียใจเอาทิ้งไปก่อน
โปรดให้คำตอบมาพลัน เหมือนกรอกแบบฟอร์ม
ว่าคุณประสงค์จะเป็นของผมไปชั่วชีวิต

และคุณจะยังต้องการผม จะดูแลกันอยู่ไหม
ในวันที่ผมอายุ 64

แจ๋วไหมล่ะ วิธีขอแต่งงานแบบนี้
และนี่ก็เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกว่า อยากใส่เพลง แต่หงุดหงิดที่ทำไม่เป็นครับ
(ขออภัยท่านที่เคยสอนผมนะครับ ผมลืมไปแล้ว 555)
เพราะเพลงนี้น่ารักมากๆ

วันนี้เขียนถึงเพลงของคนหนุ่ม พรุ่งนี้จะมาเขียนถึงเพลงของคนแก่นะครับ




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2549 23:00:52 น.
Counter : 2169 Pageviews.  

โลกธรรม 8 - ลิง กับไอ้แอบ และแบบฝึกหัด

ก่อนอื่นขออภัยที่หายไปหลายวัน จนมีคนเป็นห่วงว่าผมเป็นอะไรหรือเปล่า เท่งทึงหรือยัง จะได้จัดงานฉลองเสียที

เสาร์อาทิตย์ ผมไม่ได้เล่นเนทเลยครับ ซึ่งอันนี้ผิดปกตินิดหน่อย จนถึงมาก

เหตุนึงเพราะมีเด็กลิงตัวเล็กๆคนนึง มาช่วยใช้คอมฯ อันนี้โทษเด็ก ฮ่า ฮ่า เพราะไปรับลูกลิง เอ๊ยลูกชายมาอยู่ด้วย ตามที่ตกลงกับแม่เขาไว้

ที่จริงลูกชายผมไม่ค่อยซนหรอกครับ เวลาอยู่คนเดียว เดชะบุญของพ่อมัน ที่ยัยตัวเล็กไม่มาด้วย เพราะหนีพี่ชายไปเที่ยวชะอำ ไม่งั้นผมคงนึกว่าหลุดไปอยู่ในกรงลิง ที่เขาดิน

อีกเหตุ เพราะผมเห็นว่าบ้านผมมีอะไรต้องทำเยอะพอควร
ฝุ่นชักเยอะ บ้านก็เริ่มรก อะไรๆก็เริ่มดูไม่เข้าที่ ผิดวิสัยผู้ชายที่โดนเพ่งเล็งว่าเข้าข่ายเป็นเกย์แบบผม

ผมนั่งเช็ดๆๆๆ กวาดๆๆ ถูๆๆๆ รื้อๆๆๆ จัดๆๆ ทิ้งๆๆ จนบ้านเริ่มพอดูได้
แล้วก็ไปซักผ้า ตากผ้า เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน

แถมยังอยากผัดสปาเก็ตตี้ให้ลูกชายทาน ซึ่งอร่อยมากขอบอก แต่ลูกชายทานได้สามคำก็ยอมแพ้ เพราะมันเผ็ด

งานที่ไม่ควรจะต้องทำเลย แต่ต้องทำเพราะไอ้แอบตัวนึง ซึ่งจะนินทาในโอกาสต่อไป คือการรื้อชั้นวางของในครัว ออกมา เช็ดถู จัดใหม่

ผมเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยการไปซื้อ.. ผมจะเรียกอะไรดี ที่คว่ำจานชามที่มีฝาปิดน่ะ แถมยังต้องเอามาม่า ไวไวทิ้งไปสามซอง เพราะไอ้แอบนั่นแหละ

ไอ้แอบ เป็นสมญาที่ผมตั้งให้หนูตัวนึง ที่อึเรี่ยราดไว้เป็นหลักฐานยืนยันการลอยนวลอยู่ในบ้านผม หลังจากโซ้ยไวไวรสผัดขี้เมาที่ผมตุนไว้ยามยากไปเกือบหมดห่อ

ไอ้แอบเป็นหนูที่ผมสันนิษฐานว่า จะมีเทวดาส่งมาทดลองใจผมในการรักษาศีลข้อหนึ่ง ซึ่งผมสารภาพว่า ผมอยากผิดศีลพอๆกับที่ไม่อยากผิด

ที่สันนิษฐานแบบนั้น คือมันเป็นหนูที่มีลีลาต่างจากหนูตัวอื่นที่ผมเคยเจอ

ปกติผมเจอหนูมันจะกระโดดวิ่งแผล็วปรู๊ดปร๊าด .. แต่ไอ้แอบของผม มันจะค่อยนวยนาดออกมาจากที่มั่น เหลือบมาทิ้งสายตาให้ผมหน่อยนึง แล้วค่อยๆวิ่งเหยาะๆไป พร้อมกับสับขาหลอกเป็นระยะๆ กวนโอ๊ยพอๆกับโรนัลโด้ แห่งโปรตุเกส นั่นแหละ

ผมแอบนึกในใจว่า มันกำลังยั่วผมว่า "ตีฉันสิๆๆๆ แกจะได้บาป โดนใบแดง ฮ่าๆๆ"

ไอ้แอบไม่ใช่ผู้บุกรุกรุ่นแรกหรอกครับ

ก่อนหน้านี้ บ้านผมมีหนูอพยพมาอยู่สองครั้ง ผมเคยใช้กับดักหนูแบบกาวจับได้ แล้วเอาไปปล่อยทุกครั้ง คือจะเอาน้ำมันพืชราดแล้วค่อยแซะออก

แต่ก็สงสารมันนะครับ ก็ยังรู้สึกว่า ทำให้มันตกใจ กลัว และเจ็บอยู่ดี

อันนี้เป็นข้อเตือนใจของมือใหม่ริอ่านหัดทำกับข้าวในบ้านแบบผม ว่าทำแล้วควรมัดปากถุงขยะ เอาไปทิ้งให้เรียบร้อย "ทันที"

ส่วนที่ไอ้คุณแอบ ทำให้ผมท้อมากคือการที่เขาไปอึยั่วโทสะผมในที่คว่ำจานชาม ทำให้ผมต้องขนจานชามออกมาล้างใหม่ทั้งหมด และเสียเงินไปซื้อที่คว่ำแบบมีฝาปิด เพื่อให้แน่ใจว่า ท่านจะไม่แอบมาเสวยสุขในกองจานชามผมอีก

ผมชั่งใจอยู่หลายวัน ว่าจะจัดการยังไงระหว่างวิธีแบบ offensive กับ defensive
ผมได้ข้อสรุปว่า ผมแค่ไม่อยากให้เขาอยู่ ไม่ได้อยากให้เขามีอันตราย

ผมเลยตัดสินใจว่าจะไม่ทำอันตรายเขา นอกจากเก็บของทุกอย่างที่กินได้ ไว้ในที่มิดชิด ที่เขาเข้าไปรุกรานไม่ได้
หวังแต่ว่าถ้าไม่มีอะไรจะรับประทาน เขาคงจะไปเอง

อันนี้ไว้รอดูผลอีกที

สัปดาห์ที่แล้วมีแบบฝึกหัดสำคัญมาให้ผมเช็คจิตตัวเองหลายอัน นอกเหนือจากเรื่องคุณแอบในบ้าน

จะว่าไป ไอ้แอบในบ้านนี่ไม่น่ากลัวหรอกครับ อย่างมากก็เลี้ยงกันด้วยมาม่า ข้าวสารวันละขยุ้ม ถ้าไม่กลัวเขาจะออกลูกออกหลานอ่ะนะ

ไอ้แอบข้างนอกบ้านนี่น่ากลัวกว่า
มีอดีตคนใกล้ตัวมาเล่าให้ผมฟังว่า มีคนแอบไปพูดถึงผมในทางที่ไม่ดี ชนิดถ้าผมเป็นจริงตายไปก็ไม่ควรเผาผี ล่ะครับ

ฟังแล้วก็มีแบบฝึกหัดให้ดูจิตกันในบัดดล

จิตนี่มันไวมากนะครับ ฟังปุ๊บแปลความให้ค่าเสร็จสรรพ และให้ผลเป็นทุกข์ได้เดี๋ยวนั้น ทันใจในบัดนาว

ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรเป็นผู้วิเศษใครว่าอะไรไม่มีความรู้สึก
ทุกข์อยู่ครึ่งวัน ก็ตามดู ตามรู้ไปแล้วก็ปล่อย ไม่พยายามบังคับว่ามันต้องดี ต้องไม่โกรธ ต้องไม่ทุกข์

แต่พอเจริญสติไปได้สักครึ่งวัน แล้ววางใจได้ถูก ไม่เกลียดมัน ไม่โกรธมันต่ออีกชั้นนึง จิตมันก็คลายไปเอง

กลับบ้านสวดมนต์แผ่เมตตา ก็ถือว่าใช้หนี้กรรมที่ผมอาจจะเคยไปนินทาว่าร้ายเขามาก่อน ก็นอนหลับอุตุได้เหมือนเดิม

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าโลกนี้มีธรรมชาติอยู่ 8 อย่าง 4 คู่ ที่มันเป็นไปในชีวิตเรา

มียศ เสื่อมยศ 1 คู่
มีลาภ เสื่อมลาภ
มีคนสรรเสริญ มีคนนินทา
มีสุข มีทุกข์

4 คู่ 8 อย่างนี่แหละ ที่คนธรรมดาในโลกล้วนแต่ต้องเจอ
ถ้าไปเผลอคิดว่า ชั้นดี ชั้นเก่ง ชั้นไม่เคยให้ร้ายใคร ทำไมต้องมีคนมานินทาชั้นด้วย อันนี้เริ่มฝืนธรรมชาติแล้ว ผลจะเป็นทุกข์นะครับ

ใครที่คิดว่าตัวเองมีทุกข์เพราะขี้ปากคนอื่น เพราะคนอื่นให้ร้าย ให้คิดเสียว่า พระพุทธเจ้าเองทรงเป็นผู้พร้อมด้วยพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ขนาดนี้แล้ว

ยังมีคนนินทา ปองร้ายพระพุทธเจ้าได้ อย่างพระเทวทัตเป็นต้น เห็นไหมครับ

แล้วเราเป็นใครล่ะครับ ถึงจะไม่มีคนนินทา?

สุขสันต์วันจันทร์ครับ




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2549 9:34:26 น.
Counter : 1167 Pageviews.  

ความฝัน ความหวัง และความสุขของชีวิต

บังเอิญไปได้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างตอนอ่านบล็อคของเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักกันอย่างคุณ Q.NUH

คนที่ผมขี้ตู่ว่าเธอเป็นเพื่อนแล้วซี๊ซั้ว add บล็อคของเธอไว้ทางขวามือของจอมอนิเตอร์คุณตอนนี้แหละ

บล็อคตอนนึงของคุณ Q.NUH เธอถามคนอ่านว่า
ตอนเด็กๆอยากเป็นอะไร แล้วโตขึ้นได้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ผมอ่านแล้วอมยิ้ม .. เพราะถ้าผมได้เป็นอย่างที่ผมฝันไว้ตอนเด็กๆจริงๆ ตอนนี้ผมคงกลุ้มใจอยากนอนเอาฝ่าเท้ากุมหน้าผาก

เด็กสมัยผมส่วนมากจะอยากเป็นตำรวจ ทหาร หมอ นักบินอวกาศ เป็นครู
ไม่ค่อยเหมือนเด็กยุคนี้ ที่เขาอยากเป็นดารา นักร้อง เป็นนักธุรกิจ กันเสียมาก

แต่ตอนเด็กๆ ผมฝันว่าผมอยากเป็นนายกฯ น่ะครับ

ความฝันของผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เริ่มเปลี่ยนไป
อยากเป็นตากล้อง อยากเป็นดีเจ อยากเป็นนักตัดต่อลำดับภาพหนัง อยากเป็นนักโฆษณา อยากเป็นนักการตลาด และอยากเป็นคนสอนหนังสือ

ในจำนวนนี้ ผมได้ทำแล้วอย่างที่ฝันไว้ 4 อย่าง อย่างที่ 5 เคยแต่ถ่ายภาพนิ่งสมัครเล่น แต่อยากถ่ายหนังน่ะ

อันไหนเคยหรือยังไม่เคยทำ ผมขอไม่เฉลย อย่าว่ากันเลยน๊า

ถามว่าสิ่งที่ยังไม่เคยทำ มีหวังไหม ก็มีนะ แต่รอไว้รวยๆก่อน
เพราะถ้าไปเริ่มทำตอนนี้ ก็ต้องรับเงินเดือนมือใหม่หัดขับ
กินแกลบต่างข้าวกันแน่นอน

ที่สำคัญ ความฝัน ความหวัง หรือจุดมุ่งหมายในชีวิตตอนนี้ผมเปลี่ยนไปพอควร

ผมไม่ได้มองเจาะจงถึงอาชีพอะไรเป็นพิเศษ
เคยมีคนสัมภาษณ์งานผม และเคยตอบแบบสอบถามอันนึง เขาถามว่า เป้าหมายในชีวิตผมคืออะไร

ผมตอบว่า.. อย่างแรกคือไม่ลำบากตอนแก่
สอง.. ขอให้วันสุดท้ายของชีวิต ผมมองย้อนกลับมาในชีวิต ขอให้มีเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เสียใจที่ลงมือทำไป น้อยที่สุด

ไม่มีอะไรต้องสำนึกเสียใจ ต่อใครได้ยิ่งดี

สาม.. ขอให้คนที่อยู่กับผมในวันสุดท้ายของชีวิต เธอไม่เสียดายเวลาที่เลือกอยู่กับผม

ผมไม่ได้สนใจว่า ในทางโลกต้องมีตำแหน่งการงานอะไรสูงส่ง ต้องดัง ต้องรวย ต้องเดินไปไหนมีแต่คนรู้จัก อันนั้นตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้

ถ้าถามลึกๆ สิ่งที่ไม่ค่อยกล้าบอกใคร.. ในใจผมมีเป้าว่า ผมจะไปถึงโสดาบัน
จะได้ไม่ได้ไม่รู้ล่ะ .. รู้ว่าเข็มทิศยังทำงานถูกเป็นใช้ได้

เมื่อก่อนฟังดูย๊ากยาก.. แต่อาจารย์ผมบอกว่า.. ธรรมะอยู่ใกล้แค่กระพริบตา พระโสดาบันไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่า ความจริงว่า กายไม่ใช่ของเรา จิตไม่ใช่ของเรา

ที่น่ายินดีคือ พระโสดาบัน เป็นระดับที่ฆราวาสอย่างคุณกับผม ก็ไปถึงได้ โดยไม่ต้องสละชีวิตทางโลกไปบวชนะครับ

ถามว่า.. เป็นพระโสดาบันดียังไง ...
ตอบแบบชาวบ้านๆว่า.. ดีที่เป็นทุกข์น้อยกว่าคนธรรมดา

สังเกตว่าผมใช้คำว่าเป็นทุกข์น้อย ไม่ได้พูดว่า มีทุกข์ มีปัญหาน้อยกว่าคนธรรมดา

เพราะตราบที่ยังเป็นมนุษย์ เราหนีปัญหา หนีทุกข์ไม่ได้
แต่การมีทุกข์ มีปัญหา กับการ "เป็นทุกข์" มันแยกกันนะครับ

คนสองคน ทำงานที่เดียวกัน ได้เงินเดือนคนละเจ็ดพันเท่ากัน
ทำไมคนนึงทุกข์มาก ที่ได้แค่เจ็ดพัน
อีกคนเข้าใจ และยอมรับ ที่ได้แค่นั้น ก็ทุกข์น้อย ถึงไม่ทุกข์เลย

ความฝัน ความหวัง ในชีวิตเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องจำเป็น
แต่ต้องใช้ให้ถูก เพราะถ้าใช้ผิดวิธี มันจะกลายเป็นกดดันตัวเอง และนำทุกข์มาให้

มนุษย์เรา ทุกคนชอบความสุข เกลียดความทุกข์
เรามักจะวิ่งหนีทุกข์ วิ่งตะกายหาความสุข ที่ไหนอยู่ห่างไกล ต้องใช้เงินแพงๆพาตัวเองไป แต่เขาว่าดี ว่าสวย ก็ยอมลงทุนไป .... เพื่อความสุข

แต่ที่จริง .. ความสุขอันนั้นมันชั่วครั้งคราว ไปแล้วก็ต้องกลับ
เห็นแล้วก็เหลือแค่ความจำ จำได้มากก็เสมอตัว จำได้น้อยก็ขาดทุน

ลืมไปว่า.. ที่จริงความสุขมันอยู่ใกล้ๆ ในใจเรานี่แหละ

หลายปีก่อน ในช่วงที่ชีวิตผมเป็นขาลงสุดๆ ..
ผมยืนคิดโน่นนี่ บนสถานีรถไฟฟ้า BTS คิดอะไรก็เห็นแต่ทุกข์ๆๆๆ

ผมถามตัวเองว่า.. ทำไงจะให้พ้นจากทุกข์นี้ได้

บังเอิญมีลมเย็นพัดมาวูบนึง ผมเกิดสติรู้ที่ความเย็นสบายจากลมที่มากระทบหน้า

แล้ววินาทีนั้นแหละที่ผมได้คำตอบ

สุขสันต์วันเข้าพรรษาครับ




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2549 21:59:48 น.
Counter : 984 Pageviews.  

aston27 อายุ หน้า และเหรียญมีสองด้าน

คำถามนึงที่มีคนถามผมบ่อยมากคือ
ทำไมต้อง aston แล้วทำไมต้อง 27

คำถามแรกตอบได้ง่ายจัง แอสตันวิลล่า คือชื่อทีมฟุตบอลที่ผมเชียร์มาตั้งแต่ ปี 1980
อันนี้ส่วนมากจะทายกันถูก ถ้าพอจะรู้เรื่องฟุตบอลกะเขาอยู่บ้าง

แต่ 27 นี่ทายกันไปสารพัด ส่วนมากจะคิดว่ามันคืออายุผม ซึ่งก็ถูกเสี้ยวนึง
27 นั้นเป็นทั้งอายุ ตอนผมมีอีเมล์ของ yahoo เป็นครั้งแรก
อายุตอนเริ่มเป็นสมาชิกพันทิพ แต่ที่สำคัญที่สุด เป็นวันเกิดของผมครับ

ถ้าเทียบตามอายุ 27 เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าวิ่งจากวิภาวดีเริ่มจากแยกสุทธิสารมาจากแยกเกษตร มุ่งหน้าหลักสี่
ผมคงอยู่แถวๆสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์แล้ว
อีกแป๊บนึงก็จะถึงหลักสี่แล้วครับ

เขียนแบบนี้แล้วคงพอเดาอายุผมได้แหละนา

ฝรั่งเขาบอกว่า ชีวิตคนเราจริงๆนี่เริ่มต้นตอน 40
สมัยผมเรียนจบใหม่ๆ ผมได้ยินแล้วขมวดคิ้ว นึกในใจว่า ทำไมมันเริ่มช้าจังฟระ

แต่พอตอนนี้ ชักรู้สึกว่า จะถึงแล้วเหรอ เหอๆๆๆ

ผมก็ไม่ทราบว่าเขาเอาทฤษฎีอะไร หรือมีที่มาที่ไปของคำพูดนี้อย่างไร
แต่เดาเอา (อีกแล้ว) ว่าฝรั่งที่เป็นลูกจ้างโดยมากจะเริ่มลาออก มาเป็นเจ้าของกิจการกันมากตอนอายุ ราวๆนี้

หรือคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างก็มักจะก้าวขึ้นตำแหน่งผู้บริหารกันตอนอายุเท่านี้

ฟังดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่ ใครมีเหตุผลอื่นอธิบาย บอกผมได้นะครับ.. ตอบได้.. เดี๋ยวเลี้ยงส้มตำ

เรื่องอายุ ผมไม่ค่อยมีปัญหาครับ เพราะผมเป็นคนหน้าอ่อน (ส่วนปัญญานั้น อ่อนเป็นช่วงๆครับ 555)
อ่อนจนบางทีเจอใครถามอายุ พอบอกไป เขาจะนึกว่าผมโกหก

ถามว่าดีใจมั้ย.. ผมเฉยๆนะ มันมีข้อดี ข้อเสีย
เหมือนที่ผมเคยเขียนเรื่องเหรียญมันมีสองด้าน

คือถ้าเอาในแง่ ผมเกิดต้องไปโผล่อยู่ท่ามกลาง นักศึกษาสาวๆ อันนี้ก็โชคดีที่น้องๆ เขาคงไม่ทักว่าลุงๆ ..มาตามลูกสาวเหรอ

แต่ในอีกแง่ ที่ผมเจอมาบ่อย คือ.. คนที่รู้จักผมจากหน้าที่การงาน
คนที่ฟังเสียงผม จากโทรศัพท์ หรือที่ไหน มักจะอึ้งๆ เพราะนึกว่าผมควรจะหน้าแก่กว่าที่เป็นอยู่ประมาณ 20 ปี

ผมเคยไปสัมภาษณ์งาน ตำแหน่งประมาณพวก โตๆหน่อย
เค้าจะบอกเป็นนัยๆว่า เค้าอยากได้คนบุคลิกดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ
เพราะงานต้องไปติดต่อเจรจากับระดับประธาน หรือรองประธาน ของลูกค้า

จะบอกว่า คุณดูเด็กไปกว่าที่เราเห็นใน Resume ก็คงกลัวผมเสียความมั่นใจมั้ง

ผมเคยอ่านน้องคนนึงเธอเขียนว่า.. ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
ผมจำคำนั้นได้แม่น.. และมักจะหยิบมาใช้เวลาพูดเรื่องเหรียญสองด้าน ดาบสองคม

คุณรู้จักนักร้องชื่อ ฮูลิโอ อีเกลเซียส มั้ยครับ
ถ้ารุ่นใหม่ๆหน่อย น่าจะพอคุ้นชื่อ เอ็นริเก้ อีเกลเซียส
คนหลังเป็นลูกชายครับ

ฮูลิโอ เป็นนักร้องชาวสเปน ที่มีเพลงฮิตอย่าง To All The Girls I've Loved Before ร่วมกับ Willie Nelson
และอีกหลายๆเพลง
เป็นนักร้องรูปหล่อชนิดทรมานใจสาวไฮโซบ้านเรา ขนาดมาเปิดคอนเสิร์ตได้หลายๆรอบ แล้วก็ขายบัตรหมดเกลี้ยง

ถามว่า.. แล้วฮูลิโอเกี่ยวอะไรกับเหรียญสองด้าน

ตอบว่า ก่อนหน้าที่เขาจะมาร้องเพลง ฮูลิโอ เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน
ตำแหน่งที่เล่นคือ ผู้รักษาประตู ที่ชาวบ้านเรียก โกล์ๆๆ นั่นแล

ทีมที่เล่น ขออภัย.. ไม่ใช่บักหุ่งยูไนเต็ด หรือโนเนมที่ไหน
ทีม เรอัล มาดริด หรือ เรียล มาดริด ที่พี่ เดวิด เบ็กแฮม ของผมค้าแข้งอยู่นั่นแหละ

ฮูลิโอ เป็นนักฟุตบอลได้ไม่กี่ปี อนาคตกำลังรุ่งๆ ดันมาแข้งขาหัก
หมอบอกว่า ถ้าเอ็งกลับมาเล่นบอลอีก ก็อาจพิการซ้ำซ้อนนะเฟ้ย

ตอนนั้นฮูลิโอ คับแค้นใจในโชคชะตาน้ำตาหยด
แต่อย่างที่บอก.. เหรียญแห่งโชคชะตา มันก็มีสองด้าน
เหมือนๆกับเหรียญ สลึง ห้าสิบ บาท สองบาท ห้าบาท สิบบาท ที่เราจ่ายค่าโอเลี้ยงอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ

ฮูลิโอ ค้นพบพรสวรรค์ในเสียงของตัวเอง ตอนนอนแซ่ว เหมือนมันแกวต้ม อยู่ในโรงพยาบาล

เมื่อไม่มีโอกาสในฐานะนักฟุตบอลเหลืออยู่ เขาก็ไม่มีอะไรจะเสีย ที่จะเดินหน้าเข้าหาไมค์

แล้วสิ่งที่ไม่ด้อยกว่า หรือพูดได้ว่าดีกว่าการได้เป็นผู้รักษาประตู ก็บังเกิดกับชีวิตเขา

เรื่องเหรียญสองด้านนี่ มีตัวอย่างแบบนี้ เพียบจริงๆนะครับ
ฉะนั้น ถ้าวันนี้ เหรียญของคุณออกก้อย
ก็อย่าลืมว่า มันมีด้านหัวอยู่ในอีกด้านของเหรียญ

โลกนี้มีหนทางสู่ความสำเร็จมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ
เราเพียงแต่ต้องหามันให้เจอเท่านั้นเอง

สุขสันต์วันอาทิตย์ .. พรุ่งนี้วันพระนะครับ




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2549 17:27:13 น.
Counter : 802 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.