Group Blog
 
All blogs
 

Ray Charles เกิดแต่ตม แต่ไม่จมในปลัก

เมื่อ 2 ปีก่อนเคยมีกระทู้ของนักศึกษา ปริญญาโทคนนึง ในพันทิพนี่แหละ

เธอทุกข์ใจเรื่องเรียนยาก ปัญหาเยอะ เหมือนชีวิตมันมาถึงทางตัน

ตอนนั้นผมนึกถึงเรื่องที่เพิ่งอ่านมาหมาดๆ เลยตอบไว้ในกระทู้ให้เขา .. ผมเขียนไว้แบบนี้ครับ

*****************************

ผมเพิ่งอ่าน Time Magazine เมื่อคืน

เขาลงประวัติของ Ray Charles นักร้องนักดนตรีแนว Soul Blues ชื่อดังคนนึงของอเมริกา

ผมอ่านแล้วขนลุก
เขาเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนมิ.ย.นี้เอง ในวัย 73

คุณรู้ไหม ว่าเขาตาบอดตั้งแต่อายุ 5 ขวบ
พ่อทิ้งแม่ให้เลี้ยงเขาตั้งแต่ยังแบเบาะ
ชีวิตวัยเด็กเขาลำบากขนาดที่เขาบอกว่า

"มีแต่พื้นดินแหละ ที่อยู่ต่ำกว่าเรา"

แต่เชื่อไหมว่า เขากลับบอกว่า เขาโชคดีที่ตาบอด
เขามองข้อด้อยของเขาว่า
มันทำให้เขาได้ขยายทักษะเรื่องการได้ยินมากกว่าคนธรรมดา

ตอนเขาอายุ 15 ก่อนแม่เขาตาย
แม่สอนเขาเป็นครั้งสุดท้ายว่า

"You might not be able to do things like a person who can see.
But there are always two ways to do everything.
You've just got to find the other way."

"แกอาจทำอะไรเหมือนคนที่มองเห็นปกติเขาทำไม่ได้
แต่โลกนี้มีวิธีการทำสิ่งต่างๆ มากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ
เราเพียงแต่ต้องหาอีกวิธีที่ว่าให้เจอ"

Ray charles ใช้ชีวิตที่เหลือ พิสูจน์ให้แม่รู้ว่า เขาทำได้อย่างที่แม่บอก

ด้วยการคว้า 12 รางวัลแกรมมี่ และรางวัลเกียรติยศอีกหลายสถาบัน
และคนในวงการเพลง เรียกเขาว่า the Father of Soul

ฟังดูแล้วเรื่องของเราเล็กไปเลยนะครับ

คุณลองหา the other way ของคุณดูหรือยังครับ?

**************************

ที่จริงเรื่องของ Ray Charles ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ
นอกเหนือไปจากเพลงของเขาหลายเพลง ที่คุณอาจจะเคยฟัง แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแต่ง

อย่างเพลง You Don't Know Me ที่อยู่ในหนังเรื่อง My Best Friend's Wedding

อย่างที่เล่าไว้ข้างต้น ว่า Ray Charles ไม่ได้ตาบอดแต่กำเนิด
ตอนที่เขาตาเริ่มบอด เขากลัวและเอาแต่ร้องไห้

แม่เขาบอกให้หยุด .. แล้วก็บอกว่า ..
"ลูกอาจจะมองไม่เห็น แ่ต่ลูกไม่ได้โง่นะ"

แม่เขาสอนหลายอย่าง ที่เป็น "อีกวิธี" ของการมีชีวิต
ให้เขาช่วยตัวเอง และมีชีวิตรอดได้ดี
ในภาวะที่เขาต้องสูญเสียการมองเห็นทางตา

แม่สอนให้เขาใช้ความจำ การสังเกต และการฟัง

เรย์ ชารลส์ ไม่ได้เป็นคนตาบอดคนเดียวที่ค้นพบพรสวรรค์ฺในตัว
มีหลายคน อย่าง สตีวี่ วันเดอร์ ไดแอนน์ เชอรร์
แม้แต่นักร้องโอเปร่า อย่าง อันเดรีย บอแชลลี่

เวลาอ่านประวัติคนเหล่านี้ แล้วผมรู้สึกเสมอว่า
อุปสรรค หรือเรื่องเลวร้ายในชีวิต มันไม่ได้ให้โทษแก่เราเสมอไป

หลายครั้ง มันเป็นคุณ เป็นประโยชน์ให้เรา ค้นพบทางที่ดีกว่า ค้นพบสิ่งที่ดีที่ซ่อนอยู่ในตัว
และบังคับให้เราหยิบมันออกมาใช้

เพราะถ้าไม่มีเรื่องร้ายๆเหล่านั้น
เราอาจจะไม่เคยกล้าลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนั้นเลย

ผมมีเรื่องประวัติชีวิตนักร้องอีกหลายคนที่อยากเล่า
ไว้จะทะยอยเล่าให้ฟังนะครับ :)

สุขสันต์วันเสาร์ครับ




 

Create Date : 25 มีนาคม 2549    
Last Update : 25 มีนาคม 2549 10:53:10 น.
Counter : 3602 Pageviews.  

การเดินทาง และจุดหมาย

ผมเคยคุยกับน้องสาวท่านนึง เรื่องการเดินทางของผู้ปฏิบัติ

เธอถามผมว่า.. ระหว่างการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกนี้
กับการหลุดพ้น เข้าถึงนิพพาน ผมเลือกแบบไหน
แล้วเธอก็สรุปเอาว่า.. สงสัยผมจะเลือกอย่างหลัง

ผมอมยิ้ม.. แล้วก็บอกเธอว่า..
การเดินไปสู่การหลุดพ้น ไม่ได้แปลว่าเราเดินด้วยความทุกข์นะ
เธอกำลังเอา "การเดินทาง" มาปนกับ "จุดหมาย"

มีคนจำนวนมาก เข้าใจว่า.. นิพพานคืออะไรสักอย่าง
สูงๆ อยู่ไกลๆ ไม่มีใครมองเห็น
จะไปถึงได้ ต้องทนทุกข์ทรมาน เหมือนปีนเขาเอฟเวอเรสต์ สักร้อยลูก

การใช้ชีวิตทางโลก ไม่ได้แปลว่าจะผสมเอาวิถีของผู้ปฏิบัติลงไปไม่ได้นะครับ
ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่แบบไม่มีความสุขเลย
ต้องนุ่งขาวห่มขาวตลอดเวลา ไม่หวีผม ไม่แต่งหน้า ไม่ทาปาก
ไม่ดูหนัง ละเม็ง ละคร ไม่ฟังเพลง กินแต่ข้าวเปล่า หรือข้าวโอ๊ตแบบในหนัง the matrix

ในทางตรงกันข้าม.. คนที่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติ คือคนที่อยู่อย่างมีความสุขอย่างยิ่ง ในทางโลก
เพราะเขาจะไม่ทุกข์มาก กับกระแสทางโลกที่เชี่ยวกราก

แต่ความเข้าใจในโลกธรรม ก็ดี ความเข้าใจในไตรลักษณ์ก็ดี
ช่วยให้เขาเข้าใจ มีคำตอบ และอยู่ได้ในชีวิตปกติธรรมดา อย่างเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อนจนเกินพอดี
เพราะมีความ "เข้าใจ"

คนพวกนี้ จะรู้ว่า.. สุขก็อยู่กับเราช่วงหนึ่ง มาแล้วก็ไป
ทุกข์ก็อยู่กับเราช่วงหนึ่ง มาแล้วก็ไป
ไม่มีอะไรเที่ยงตรง คงที่ ถาวร วิรัตน์จันทร์ (อันนี้นักกอล์ฟ..พี่.. ไม่เกี่ยว!)

คนพวกนี้.. จะทำงานด้วยความตั้งใจดี มีความเพียร พยายาม ขยัน
แต่ก็มีสันโดษ ความพอใจในผลที่ออกมา

นายไม่เห็น ไม่ชม หรือคนอื่นเข้าใจผิดก็ไม่ทุกข์ร้อนจนถึงกับต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไรเลยนะครับ แต่รู้สึกแล้วก็มีสติ รู้ว่ากำลังเริ่มคิดปรุงแต่ง
เริ่มให้ค่ากับสิ่งที่ได้ยินมา เริ่มปรุงทุกข์ส่วนเกิน รู้ได้แบบนั้น แล้วก็จะวางได้

คนส่วนมากเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เห็น
เพราะถ้ารู้ ถ้าเห็น จริงๆ เห็นถูกต้อง ก็คงไม่รู้จะแบกทุกข์มาทำแป๊ะอะไร

เพราะเห็นอยู่ว่า มันคือทุกข์ ก็จะมีสติ ไม่ยึด ไม่หยิบฉวยมันมาแบกไว้

บางคนฟังแค่นี้ เข้าใจ ทำได้เลยก็มีนะครับ
แต่อย่างผมนี่ โง่มากหน่อย เป็นบัวใต้น้ำมีคอนกรีตทับ
ต้องทุบคอนกรีตอยู่นาน กว่าจะเริ่มเห็นแสงรำไรๆ

ผมบอกน้องสาวท่านนั้นไปอย่างนั้น..
บอกว่า การใช้ชีวิต คือการเดินทาง
แต่นิพพาน หรือการหลุดพ้น มันคือจุดหมาย

การเกิดเป็นทุกข์ การมีชีวิต ก็คือการอยู่กับทุกข์
แต่ถ้าคนเราอยู่กับทุกข์ แบบมีสติ มีปัญญา เราก็เป็นสุขได้เหมือนกันแหละ

สมมติเราทุกคนอยู่บนรถไฟ บางคนทำบุญระหว่างการเดินทางมาดี ก็ได้นั่งชั้นหนึ่ง
บางคนทำบุญกุศลมาดี แต่ไม่มากนัก ก็ได้นั่งชั้นสอง
บางคนชาติก่อนๆ ประมาทมาก ความชั่วไม่มี ความดี ไม่ปรากฏ ก็นั่งชั้นสามไป

แย่กว่านั้นก็ต้องไปนั่งบนหลังคา เกาะบันไดกันไป

แต่ไม่ได้แปลว่า คนที่นั่งชั้นสามจะมีความทุกข์มากกว่าคนนั่งชั้นหนึ่งนะครับ
ทุกข์กายน่ะใช่ เก้าอี้ไม้แข็งๆ ลมร้อนๆตีหน้า ผมฟู หน้ามัน
แต่ทุกข์ใจนี่ ไม่แน่ มันแล้วแต่สติปัญญา อย่างที่บอก

อีกอย่าง.. จากการเดินทางครั้งแรก จนถึงครั้งสุดท้ายของชีวิต
ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องนั่งชั้นสามตลอดไป เราอัพเกรดชีวิตกันได้..
แต่อย่าลืมว่า ทุกข์กาย สุขกาย ขึ้นกับระดับรถไฟที่นั่ง
แต่ ทุกข์ใจ สุขใจ เป็นอีกเรื่อง

ถ้านิพพาน คือจุดหมาย
เราจะไปถึงจุดหมายด้วยรถไฟชั้น 1 2 หรือ 3 ก็ไม่สำคัญ
สำคัญที่ว่าขึ้นรถไฟให้ถูกก็แล้วกัน

ขึ้นรถผิดสาย ผิดขบวน ก็หลงทางนานหน่อย
ขึ้นๆไปแล้วเบื่อ ลงจากรถเสียก่อนถึงปลายทาง ก็เสียเวลาหน่อย
เลือกรถด่วนพิเศษ ก็ถึงไวหน่อย
เลือกรถธรรมดา ก็แวะมากหน่อย

เลือกเอาตามชอบครับ ชีวิตเป็นของทุกท่าน :)
โชคดีครับ




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 24 มีนาคม 2549 12:04:56 น.
Counter : 765 Pageviews.  

ไม้บรรทัด

ผมมีความเชื่อว่า คนทุกคนมีไม้บรรทัดส่วนตัวของแต่ละคน
เป็นไม้บรรทัดที่เอาไว้ใช้ขีดเส้นตัดสินสิ่งที่เราเรียกว่า ถูก-ผิด

เรื่องบางเรื่อง อาจถูกต้องเหมาะควรสำหรับคนหนึ่ง
แต่อาจเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทางสำหรับอีกคน

ครั้งหนึ่ง.. หลวงพ่อชาเคยถามลูกศิษย์ที่มากราบท่าน โดยการชูไม้เท้าของท่านขึ้นมา แล้วถามว่า
".. พวกเธอว่า ..ไม้เท้านี้มันสั้น หรือยาว.."

คำตอบที่ได้มีต่างกันไป ทั้งบอกว่า สั้นไป ที่บอกว่ายาวไป และที่บอกว่า พอดีๆ

หลวงพ่อชา ท่านจึงสอนว่า.. ไม้เท้ามันไม่ได้สั้น ไม่ได้ยาว ไม่ได้พอดีหรอก

มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง..
คนเราต่างหากที่ไปให้ค่ามัน..

คนที่ชอบไม้เท้ายาวกว่านี้ ก็ว่ามันสั้นไป
คนที่ชอบไม้เท้าสั้นกว่านี้ ก็ว่ามันยาวไป
คนที่ชอบไม้เท้ายาวประมาณนี้ ก็ว่ามันพอดีแล้ว

ผมมีตัวอย่าง.. อีกกรณีครับ
ครั้งหนึ่ง ผมโทรเรียกรถแท็กซี่ มารับที่ออฟฟิศในนอร์ทพาร์ค

พอขึ้นปุ๊บ ผมรู้สึกว่าแอร์มันหนาวมาก ผมก็บอกโชเฟอร์ว่า
ช่วยเบาแอร์หน่อยครับ มันหนาว..

เขาก็หรี่ให้ แต่ก็บอกขำๆว่า.. "หนาวเหรอครับ นี่ผมยังว่ามันร้อนๆไปหน่อยเลยนะ"

ผมเลยนึกขึ้นได้ว่า.. เออนะ.. ที่จริง อากาศมันก็ไม่ได้ร้อนไปหรือเย็นไป
คนเราต่างหาก ที่ให้ค่าตามความชอบของตัวเอง

คนที่ชอบอากาศหนาวๆ ก็รู้สึกว่ามันร้อนไป
คนที่ชอบอากาศอุ่นๆ ก็รู้สึกว่ามันหนาวไป
คนที่ชอบอุณหภูมิประมาณนั้น ก็รู้สึกว่ามันพอดีแล้ว

ในชีวิตจริงหลายๆครั้ง .. สุขหรือทุกข์
มันก็เกิดจากการให้ค่ากับเหตุการณ์หนึ่งๆ

เราได้ยินคำพูดคนก็ดี เห็นสิ่งที่ใครทำก็ดี
เรามักใช้ไม้บรรทัดตัวเองเป็นเครื่องวัด ประเมินค่า ตีความ
และให้ผลเป็น ความ รัก ชอบ เกลียด ชัง เฉยๆ

แต่บางที ก็ลืมไปว่า เรากับเขา อาจจะมีไม้บรรทัดกันคนละอัน
ดีของเรา อาจจะไม่ใช่ดีของเขา
ดีของเขา ก็อาจจะไม่ใช่ดีของเรา

ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า.. ของดีจริงๆ มันมักจะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว

ผมตีความเอาว่า..ท่านหมายถึงว่า..
ถ้าคนเรายังมองอะไร ตีค่าอะไร ด้วยอคติ
ก็จะไม่เห็นความจริง ของสิ่งที่เป็นไป

เหมือนใส่แว่นกันแดด สีๆ มองอะไร มันก็จะมีสีของแว่นเจืออยู่เสมอ

จั่วหัวว่าไม้บรรทัด ปิดท้ายกลายเป็นแว่นตา

ความคิดก็ไม่เที่ยงนะครับ :) 555




 

Create Date : 22 มีนาคม 2549    
Last Update : 22 มีนาคม 2549 1:16:40 น.
Counter : 928 Pageviews.  

การตลาดว่าด้วยการมีแฟน

ติดหนี้ไว้ใน comment บทความก่อนนี้ ว่าด้วย Promotion Love Cycle
บอกว่าผมจะเขียนหลักการตลาดว่าด้วยเรื่อง 4P มาให้อ่าน

วันนี้ไปรื้อคลังกระทู้เก่าที่เคยตอบไว้ ปรากฏว่าเจอกระทู้เก่าอันนึง มีคำถามและคำตอบดังนี้ครับ

************** (ถาม)

ทำไมผู้หญิงสวยๆบางคนถึงไม่มีผู้ชายสนใจ

คือว่ามีเพื่อนสนิทคนนึง หน้าตาก็ถือว่าสวยเลยล่ะ
คืออาจจะไม่สวยอะไรมากมาย แต่ดูดีเลย
ทั้งรูปร่าง หน้าตา แต่ว่าแปลกใจมากๆที่เพื่อนคนนี้
เวลาไปเที่ยวหรือไปไหนกัน ไม่เคยมีผู้ชาย
เข้ามาสนใจหรือจีบเลยค่ะ

สงสารเพื่อนคนนี้มากๆเพราะว่าเพื่อนๆในกลุ่มก็มีแฟน
หรือมีเพื่อนชายกันแล้วทั้งนั้น เหลือเค้าคนเดียว
บางทีเพื่อนก็ไปไหนกะแฟนกันบ้าง เค้าก็จะอยู่คนเดียว
หรือเวลาไปเที่ยวกลางคืน เพื่อนๆจะมีหนุ่มๆมาทัก
หรือจีบๆบ้าง แต่เค้าก้จะยืนเฉยๆอยู่คนเดียว ไม่มีใครสนใจ

เห้นแล้วสงสารเพื่อนมากๆ กลัวเพื่อนเหงาอ่ะค่ะ
เพราะเพือ่นๆในกลุ่มยังคุยกันเลย ว่าทำไมเพื่อนคนนี้ถึง
ไม่มีหนุ่มๆมาสนเลย ทั้งที่หน้าตารูปร่างก็สวย
แล้วเรื่องบุคลิก นิสัยน่าจะเกี่ยวมั้ยคะ คือเพื่อนเราคนนี้
เค้าเป้นคนที่จะขี้อาย ไม่ค่อยสบตาคน แล้วไม่ค่อยยิ้ม
จะนิ่งๆ แต่กับเพื่อนๆหรือคนสนิทเค้าจะฮาๆ คุยเก่ง
ดูเป็นคนแปลกๆเหมือนกัน เหมือนจะมั่นใจแต่ก็ไม่มั่นใจ
การแต่งตัวจะแบบเปรี้ยวๆ เอ็กซ์ๆหน่อย แต่ไม่ดูแจ๋นนะ
คือเราคิดว่าเพราะบุคลิกภายนอกเค้าหรือเปล่าที่ไล่ผุ้ชายออกไป
จากคุณ : Jillian - [ 12 มิ.ย. 47 16:31:31 ]

************* (คำตอบ)

บางทีสวยของผู้หญิงอาจไม่ใช่สวยของผู้ชาย

บางทีคนสวย อาจไม่น่ารัก
คนสวยแต่ไม่มีเสน่ห์ มีเยอะไปในโลกนี้

ว่ากันตรงๆ ถ้าจะวิเคราะห์สาเหตุ
ต้องเจอหน้า ต้องเห็นตัวจริง
ได้สังเกต ได้คุย สักหน่อย
ถึงจะบอกได้ครับ ว่าเพื่อนคุณเข้าข่ายไหน

ผมเคยตอบกระทู้เรื่องนี้อยู่หนนึง
ในพันทิพ แต่เข้าใจว่าเป็นห้องเฉลิมไทยน่ะ
ที่มีคนถามว่า ทำไมเขาก็หน้าตาดี แต่ไม่ยักมีคนจีบ
ผมตอบแบบอ้างอิงหลัก marketing ว่าด้วย 4 P

ถึงยุคนี้ ก็น่าจะยังใช้ได้อยู่
4P ในทางการตลาดคือ 4 ข้อที่คุณ #35 ว่าไว้ แม่นแล้วครับ

ที่นึกถึงเรื่อง 4 P
เพราะเคยได้ยินคนใช้คำเปรียบเวลามีคนมาจีบ หรือมาขอ เทียบกับการขาย
ถ้ามีคนมาจีบเยอะ เขาจะบอกว่า "ขายดี"
ถ้าไม่มีคนจีบเขาเรียก "ขายไม่ออก"

ตอนนั้นผมบอกว่า ถ้าเปรียบเราเป็นผลิตภัณฑ์
อยากรู้ว่าทำไมขายดี ขายไม่ดี
เขาให้วิเคราะห์ดู P ทั้ง 4 ตัว

P ตัวแรกคือ Product ตัวผลิตภัณฑ์
หมายถึง รูปร่างหน้าตา นิสัยจิตใจ ความคิดทุกอย่าง
ที่ประกอบรวมเป็นตัวเรา

ของดีสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับคนอีกหลายกลุ่ม

ปลาร้าเกรดซุปเปอร์ เอ ห้าดาวครึ่ง ไม่ได้ แปลว่าทุกคนต้องชอบ

ในทางกลับกัน อาหารเกรดสิบดาวจาก กอร์ดง เบลอ ก็ไม่ได้แปลว่าอร่อยสำหรับคนทุกกลุ่ม

บางคนคิดว่าตัวเองเป็นรถเมอเซเดส เบนซ์ ที่ทุกคนต้องอยากได้
แต่ในความเป็นจริง มีคนอีกมาก ที่แม้จะมีกำลังซื้อ
ก็ไม่ได้สนใจรถเมอเซเดส
เพราะเขาคิดว่า มันไม่ใช่รถแบบของเขา

ที่กลัวคือ.. บางทีตัวเองเป็นรถแชมป์ แต่เอาตัวถังเลกซัสมาครอบไว้

อันนี้ก็อย่าแปลกใจเป็นอันขาด ถ้าจะขายไม่ออก

P ตัวที่สอง Price ราคา
ในที่นี้ ผมหมายถึง "ราคา" ทุกอย่าง
ที่คนหนึ่งต้องจ่าย เพื่อแลกกับการได้เป็นแฟนกับใครสักคน
ตั้งแต่ค่ากิน ค่าเที่ยว ค่าโทรไปจนถึง ความโสด เวลาส่วนตัว
และการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้เขาพอใจ สนใจ ให้เข้าตาเขา

น่าสังเกตว่า ยิ่งผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานสูงมาก
ราคาที่เราต้องจ่ายก็มักจะมากตาม

ถ้าไปถึงขั้นแต่งงาน ราคาจะต้องหมายถึง สินสอดทองหมั้น เรือนหอ ค่าจัดงาน

และการหมดโอกาสโสดอีกต่อไป

P ต่อมา คือ Place ช่องทางการจัดจำหน่าย
ผลิตภัณฑ์ที่ดีหลายอย่าง โดยเฉพาะคนเราเนี่ย
ไม่ได้เหมาะคนทุกกลุ่ม ทุกแบบ ทุกเพศ ทุกวัย
การวางขายผิดที่ อาจเป็นคำอธิบายที่ดี ว่าทำไมขายไม่ออก

อย่างตัวอย่างเรื่อง ปลาร้า หรือรถ ที่กล่าวมา
ถ้าเอาปลาร้าไปวางขายในร้านขายเพชร Tifffani
หรือเอารถเบนซ์ ไปขายกลางป่าดงพญาเย็น

มันก็คือเอาของดีไปวางผิดที่

ช่องทางการจัดจำหน่าย ยังมีนัยถึง สถานที่ ที่กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสได้ศึกษาคุณ

บางคนเข้าถึงยาก บางคนไม่เปิดโอกาสให้ใครอย่างที่คุณ #33 ว่าไว้
กลุ่มเป้าหมาย ก็ไม่มีทางได้เจอ ได้เห็น ได้รู้จัก

ประเภทอยู่บ้านรั้วสูงยังกะบางขวาง เลี้ยงหมาดุๆสิบห้าตัว
ไม่เคยเดินหน้าบ้าน ไม่เคยรู้จักทักทายเพื่อนบ้าน
ออกจากบ้านพ่อไปส่ง เย็นแม่ไปรับ

ตอนเรียน ตอนทำงานก็เกาะอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่
ไปกินข้าวที ยังกะนายกฯ ไปประชุม ครม. สัญจร
มือถือไม่รับสายเบอร์ที่ไม่รู้จัก
โทรเข้าบ้าน พ่อก็รับสายตลอด

อันนั้นก็อย่าแปลกใจ ถ้าหัวกระไดจะแห้งทั้งปี

P สุดท้าย Promotion การส่งเสริมการขาย
หมายถึงทุกอย่างนอกตัวคุณ ที่ช่วยให้คุณดู "น่าจีบ" มากขึ้น
ตั้งแต่เพื่อนรอบข้าง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง
คนบางคนน่าสนใจตั้งแต่เรายังไม่เคยเห็นตัว
เพราะคนรอบๆตัวเขาล้วนแต่เป็นคนดี น่ารัก จิตใจดี
ยิ่งถ้าใครๆก็พูดถึงเขาในทางที่ดี แถมท้ายว่า ยังโสดล่ะก็
มันคือการ PR ที่ดีที่สุดเลยครับ

เครดิตพิเศษบางอย่าง ก็ทำให้คุณน่าสนใจได้พอๆกับทำให้น่ากลัว
เช่นเป็นนางนพมาศ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นดารา
เป็นลูกสารวัตร ฉล. เป็นลูกรัฐมนตรี ลูกเศรษฐี ฯลฯ

ไอ้การส่งเสริมการขาย ชนิด ลดแลกแจกแถม
ประเภทจีบวันนี้แถมดูหนังฟรีสี่เรื่อง บวกมือถือใหม่
มักไม่ปรากฏในชีวิตจริง อย่าไปหวัง

ถ้ามีจริง ก็ควรระวัง เพราะอาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอันไม่พึงประสงค์

ที่จริงรายละเอียดมันมากกว่านี้
แต่เอาสั้นๆพอยิ้มๆ ก็พอนะครับ
(เขียนใหม่ ยังไงก็ไม่เหมือนเดิมแฮะ)

******************************
ขำขำ นะครับ ขำขำ อย่าคิดมาก

สุขสันต์วันจันทร์ครับ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2549 9:10:25 น.
Counter : 1105 Pageviews.  

เรือ

เก็บตกจากกระทู้นึง ที่ตอบไว้ ก่อนเข้านอนครับ

---------------------------------------------------------
รู้ก็รู้ว่าใจเค้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ยังทำใจไม่ได้สักที
รู้แค่ว่าต้องมีชีวิตต่อไป ทำงาน กินข้าว เฮฮา หัวเราะกับเพื่อนฝูงต่อไป
แต่ก็ยังเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมมาให้ทำตัวตามปกติเท่านั้นเอง
ไม่รู้เมื่อไหร่จะหายดี

จากคุณ : อาจจะแค่เหนื่อยหรือดึกเกินไป - [ 17 มี.ค. 49
=======================================

ผมตอบไว้อย่างนี้ครับ ..

"ครูบาอาจารย์ผม ท่านเคยสอนว่า..

น้ำมันเชี่ยว.. ก็ให้ทำตัวเป็นเรือที่ปักสมอไว้ แล้วก็ลอยอยู่
โดยไม่ต้องพยายามไปขวางน้ำ หรือทวนน้ำ แต่ก็ไม่ได้ล่องไหลไปตามกระแสของมัน

ถ้าเปรียบเรือเหมือนจิตคนเรา
เปรียบว่า.. กระแสน้ำ คือกระแสของทุกข์

เวลาทุกข์มากๆ ก็ทำแบบเดียวกับเรือได้ไหมครับ
ไม่ต้องไปพยายามฝืน กด ข่ม บังคับมัน
แค่มีสติเป็นสมอ ยึดโยงเรือไว้.. ไม่ให้มันไหลไปกับกระแสอันเชี่ยวกรากก็พอ

มันไม่ปกติ ก็อย่าพยายามบังคับให้มันปกติ
มีชีวิตต่อไปอย่างมีสติรู้เท่าทันความไม่ปกตินั่นแหละ
ไม่ต้องพยายามจะลืมอะไร.. เพราะเราบังคับไม่ได้หรอก

จิตมันอยากจำอะไร มันก็จำ มันอยากลืมอะไรมันก็ลืม
เราเคยสั่งมันได้เสียเมื่อไหร่

ถามว่า.. เมื่อไหร่จะพ้นจากทุกข์ เวรๆ นี่เสียที
ตอบว่า เมื่อคุณตื่นขึ้น แล้วก็เลิกแช่ตัวเองไว้ในปลักตมของความทุกข์
เลิกยึดว่า เขายังเป็นของเรา ทุกข์นี่เป็นของเรา

เลิกแบกหินก้อนใหญ่ที่แบกมานาน จนล้าแสนล้า

ถามว่า.. เมื่อไหร่.. ตอบว่า.. วางได้เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นแหละ

หายไวๆนะครับ "

(ผมแอบเขียนเพิ่มเข้าไปนิดหน่อยนะครับ)

สุขสันต์วันเสาร์ครับ
..........................................................................


ปล. ตื่นตอนเช้าแล้วมีอะไรแว่บเข้ามาในหัว เลยแอบมาเขียนเพิ่มไว้ให้

เรื่องเรือ ที่เขียนไว้ข้างบน ที่จริงมันเป็นหลักการเดียวกับคำสอนเรื่อง ทางสายกลาง ครับ

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนมาก เคยได้ยินหลักธรรมข้อนี้กันแทบทุกคน
ทางสายกลาง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่า มันคือไฮไลท์ของพุทธศาสนา

แต่ก็อย่างที่มอร์เฟียร์ซ ในหนังเรื่อง THe Matrix เขาบอกนีโอไว้ว่า ...

There is a difference between "Knowing the path" and "Walking the path".
การรู้จักว่าทางสายนี้ มีอยู่.. กับการเดินบนทางสายนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ราวฟ้ากับเหว

พอๆกับคนที่เดินขึ้นภูกระดึง ด้วยลำแข้งตัวเอง
กับคนที่เคยแค่..ฟังคนเล่า เคยอ่าน เคยดูรูป.. อย่างผมเป็นต้น.. :P

หลักการเรื่องทางสายกลาง มีประโยชน์มากหลายเลยครับ
กับการใช้ชีวิตก็ดี การจัดการกับทุกข์ก็ดี
และใช้ได้โดยตรงกับคนที่อยากปฏิบัติธรรมจริงๆ

คำถามที่ผมเคยได้ยินบ่อย..คือ..
แล้วจะรู้ได้ไง ว่าไอ้ทางสายกลาง มันคือตรงไหน ตรงไหนที่เรียกว่า "กลาง"

พระพุทธเจ้า ท่านสอนว่า.. ถ้าจะหาทางสายกลาง
ง่ายๆเลย.. อย่าชิดซ้าย อย่าชิดขวา แล้วจะเจอตรงกลางเอง

ซ้าย กับ ขวา ที่ว่า คือการสุดโต่งไป 2 ข้าง

ข้างหนึ่ง คือการกดข่มบังคับ เอาเรือไปขวางน้ำ
ข้างหนึ่ง คือการปล่อยเรือให้ลอยไปตามกระแส

ท่านสอนให้เราเพียงแค่มีสติ ใช้สติเป็นสมอยึดโยงเรือไว้
เรือก็จะไม่ขวางน้ำ ไม่ต้าน กระแสของทุกข์ก็ดี กิเลสก็ดี
ก็จะเพียงแค่ผ่านมา แล้วผ่านไป

แต่เรือก็ไม่ได้ไหลลิ่วๆๆไปไหน ตามกระแสของน้ำ

วันหยุดนี้ ใครไปเที่ยวทางน้ำ แล้วเห็นเรือที่เขาจอดทอดสมอไว้ก็ดี
ผูกโยงไว้กับเสาท่าน้ำก็ดี ลองสังเกตเรือลำนั้นก็ได้ครับ

ขอให้คุณ "อย่าสุดโต่ง" ไปข้างใดข้างหนึ่ง
หาทางสายกลางให้ชีวิตคุณพบนะครับ :)

สุขสันต์วันเสาร์อีกทีครับ..

ปล. 2 ขอให้ภราดรโชคดีคืนนี้ครับ ไช..โย!!




 

Create Date : 18 มีนาคม 2549    
Last Update : 18 มีนาคม 2549 9:17:50 น.
Counter : 732 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.