Group Blog
 
All blogs
 

เข้าใจ ยอมรับในความต่าง Tag รอบ 2



ถ้าจะถามว่า คุณมีเพื่อนไหม
คำตอบที่ได้ ก็คงเหมือนกันว่า.. มีสิ คุณแอสตันถามไรเพี้ยนๆ

แต่ถ้าถามต่อว่า.. เคยรู้สึกไหมว่า อยากให้เขาเข้าใจเราไปทุกเรื่อง
อยากให้เขาเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะดี หรือร้าย ซ้ายหรือขวา
อยากให้เขาเป็นในแบบที่เราชอบ แบบที่เราคิดว่าใช่

เช่น ผมชอบน้องคิม แต ฮี ข้างบน ในกิริยาแบบนึง
ผมก็อาจจะไม่ชอบเขาในอีกลุคนึง ที่เธอไปถ่ายชุดว่ายน้ำ
หรือแต่งตัวผ่าหน้า ผ่าหลัง ทำผมหยิก ผมฟู

เคยไหมครับ?

เมื่อก่อนผมเป็นคนแบบนั้นแหละ .. ถ้ารักใคร ชอบใคร ใกล้ชิดสนิมสนมกับใคร
ก็อยากให้เขาเห็นชอบในทุกเรื่องที่เราคิดว่าใช่ เข้าใจในทุกสิ่งที่เราเชื่อ

อยู่มาวันหนึ่ง เกิดรู้สึกได้ว่า มนุษย์เราเกิดมาด้วยความแตกต่าง
เรามีลายมือลายนิ้ว เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร มีพ่อแม่อบรมสั่งสอนมาคนละแบบ
โตมาในครอบครัวที่ต่างกัน ขนาดพี่น้องท้องเดียวกัน อยู่บ้านเดียวกัน
ยังคิดต่างกัน นิสัยไม่เหมือนกัน เหมือนนิ้วทั้ง 5 อยู่บนมือเดียวกัน ยังไม่เหมือนกันเลย

นักเรียนห้องเดียวกัน ครูคนเดียวกัน ยังอ่านหนังสือเล่มเดียวกันแล้วเข้าใจต่างกัน

แล้วนับประสาอะไร กับคนต่างเพศ ต่างครอบครัว ต่างโรงเรียน ต่างห้องเรียน
ไม่ได้แปลว่า ถ้าเขาชอบเรา เขาเป็นเพื่อนเรา เขาจำควรจะเห็นพ้องต้องใจเราไปทุกอย่าง

ผมพบว่า บางที บางครั้ง มนุษย์เราใช้เวลาพยายามทำให้อีกฝ่ายเข้าข้าง และยอมรับเรามากเกินไป
ผมกลับรู้สึกว่า มันจะง่ายกว่านั้น ถ้าเราจะเรียนรู้และยอมรับได้ว่า

คนเรารู้สึกดีต่อกันทั้งๆที่ คิดต่าง พูดต่าง ทำต่างกันได้
เพราะเรามีหัวใจคนละดวง สมองคนละก้อน

ผมมีเพื่อนสนิทคนที่คุ้นเคยคนหนึ่ง ตั้งแต่ที่ทำงานเก่า ที่ดูเผินๆ ไม่น่าจะสนิทกันได้มากนัก

ผมเป็นคนชอบอยู่บ้าน เขาเป็นคนชอบไปโน่นมานี่
เขาเป็นคนชอบปืน แต่ผมไม่ชอบ เขาชอบดื่มเบียร์ ผมไม่ดื่ม
เขากินเนื้อวัว แต่ผมไม่กิน ผมชอบฟุตบอลแต่เขาไม่ค่อยดู

แต่เขากับผมก็ยังอุตส่าห์มีอะไรที่เข้ากันได้ เช่น ..
เราสามารถไปนั่งกินข้าวตอนพักเที่ยงโดยบางวันพูดกันจนแทบไม่ได้กินข้าว
ขณะที่บางวันเราสามารถไม่พูดกันเกินสามประโยค ต่างคนต่างสั่งอาหาร
แล้วถือหนังสือไปคนละเล่ม แล้วก็ต่างคนต่างอ่าน ต่างคนต่างกิน
โดยที่เราไม่ได้เห็นว่ามันผิดปกติ ไม่ได้รู้สึกว่า มีอะไรเคืองกัน

เราไม่ได้เห็นด้วยในทุกอย่างที่อีกฝ่ายคิด แต่เราก็ไม่ติดใจในเรื่องที่อีกฝ่ายทำ
เราเพียงแต่เข้าใจว่า.. ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง เราอยู่ร่วมกัน บนความต่างได้

เขาเป็นพวกออกไปเดินไล่ลุงแม้ว ขณะที่ผมไม่เห็นด้วยกับการเดินขบวน
แต่พอเขาเล่าให้ผมฟัง ผมก็ยิ้มๆ แล้วก็ไม่พูดอะไร นอกจากบอกว่า
ตอนนั้นผมไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร เพราะสำหรับผมอะไรก็ได้ ใครก็ได้
ผมแค่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบและกติกาเท่านั้น

แล้วเราก็กินข้าวกันได้ต่อไป คุยเรื่องอื่นกันต่อไป

ไม่มีใครมานั่งซักว่า ทำไมคุณทำยังงั้นวะ ทำไมคุณคิดงี้วะ
เพราะเราไม่ได้คิดว่า อีกฝ่ายต้องพูดให้ถูกใจเรา ตรงใจเราตลอดเวลาไปทุกเรื่อง

ผมใช้คำว่า.. ยอมรับในความแตกต่าง แล้วคุณจะยอมรับในสิ่งที่เขาทำ
เข้าใจในความแตกต่าง แล้วจะเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ

ไม่ได้แปลว่า เราต้องเปลี่ยนความคิดตามใคร ไม่ได้แปลว่า เราต้องสูญเสียความเป็นตัวเอง

แต่แปลว่า.. ความสุขมันมีได้ง่ายๆ แค่มองเห็น เข้าใจ ยอมรับ
เมื่อก่อนผมจะแคร์ความรู้สึกคนรอบข้างมาก ถ้าผมทำอะไรแล้วโดนวิพากษ์วิจารณ์
ผมจะงุ่นง่าน เดือดร้อน พยายามชี้แจง อธิบาย กินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย

หลังๆ ผมพบว่ามันเหนื่อยมาก ที่จะทำให้คนทุกคน เข้าใจในทุกเรื่องทุกเวลา

พอเห็นว่า จริงๆเราไม่จำเป็นต้องมีชีวิตแบบที่คนอื่นเข้าใจ
แต่แค่เราเข้าใจว่าคนอื่น เขาไม่จำต้องเข้าใจเราก็ได้ ง่ายกว่าเยอะ

หลังๆ ถ้าผมรู้สึกว่าเขาเข้าใจผมผิด ผมก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่สบายใจ
แต่ไม่คิดว่าจะต้องไปอธิบาย ท้าวความไปยืดยาว จะไม่เข้าใจก็ไม่ว่า

It's my life นี่นา ..

*******************************

มีคุณสะติมม่อนโสสะโตแบ้ว มาแถกผมอีกรอบ
โทษฐานที่รู้จักคุ้นเคยกันมา จะรับคำชวนอีกรอบ เป็นรอบสุดท้าย เหอๆ 5 ข้อนะ

1. ผมเคยจับแมวโยนจากชั้นสาม สมัยอยู่สัก ป. 3 ผมกระแดะอยากเลี้ยงแมว
เห็นแมวจรจัดอยู่แถวบ้าน ก็ไปเอามาเลี้ยง โดยไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน
เอามันมานอนในห้องนอน นึกว่ามันเป็นหมา ลืมไปว่ามันคือแมวจรจัด

ตกดึก มันอยากออกไปแต๊ดแต๋นอกบ้าน มันเลยร้องเมี๊ยว ม๊าวๆๆไม่หยุด
ทำไงก็ไม่เงียบ อารามโมโหผสมง่วงนอน ผมเลยจับมันโยนจากระเบียงชั้นสาม

ตื่นเช้ามา รู้สึกผิด ชะโงกไปมอง.. ไม่มีร่องรอยอะไรแฮะ
ผมเลยเรียนรู้ว่า แมวมีทักษะกายกรรมอันเยี่ยมยอดเวลาลงจากที่สูง
และคำพูดที่ว่า แมวมีเก้าชีวิตท่าจะจริง
เพราะหลังจากนั้นไอ้แมวตัวที่ว่า มันก็ไปอาศัยบ้านถัดจากผมไปสองสามห้อง
แถมเวลาเจอหน้ากัน มันไม่มาคลอเคลียผมอีกเลย

2. กรรมสนอง บ้านที่ผมอยู่ในวัยเด็ก เป็นห้องแถว
มีบ้านนึงที่ผมชอบไปเล่นกะลูกเขา เป็นห้องหัวมุม ก็จะมีพื้นที่ด้านข้างรั้วเป็นสังกะสี
รั้วสังกะสี เขาจะมีเสาเป็นระยะ แล้ววางคานพาดระหว่างเสา แล้วเอาสังกะสีปูตอกหมุดยึด

ในวัยและเวลาไล่เรี่ยกับเรื่องข้างบน ผมเคยเล่นไล่จับกับเด็กบ้านนี้
แล้วปีนหนีเขาขึ้นไปบนรั้วบ้านสังกะสีที่ว่า คะเนความสูงก็คงราวๆเกือบ 2 เมตรได้
ปีนขึ้นไปยืนบนราวคานไม้ที่พาดระหว่างเสานั่นแหละ มันเลยทรงตัวยาก
พอโดนเพื่อนกระโดดจะแตะตัว ผมก็หงายหลังลงกระแทกพื้นดินข้างล่าง
โชคดีที่เป็นพื้นดิน ไม่ใช่ปูน แต่ก็จุกแอ้กไปตั้งนาน และไม่รู้ว่า สมองกระเทือนหรือเปล่า
ทุกวันนี้ ถึงได้เพี้ยนๆ แบบที่เป็นอยู่

แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกเสมอว่า มันคือกรรมที่ผมโยนไอ้แมวตัวนั้นลงจากชั้นสามนั่นแหละ

3. รถคว่ำ ผมเคยรถคว่ำมาแล้วสองครั้ง ในชีวิต ครั้งนึงผมขับเอง อีกครั้งนั่งรถคนอื่นขับ

ครั้งแรกเป็นทางภูเขาชัน ฝนตกปรอยๆ ครั้งที่สองแดดออกเปรี้ยง กลางถนนวิภาวดี

ทั้งสองครั้งรถพังยับเยิน ซ่อมอยู่ตั้งเป็นเดือนๆ แต่ผมมีแค่รอยเศษกระจกข่วนที่แขน
ไม่หัก ไม่ช้ำ ไม่มีเลือด ผมถึงรู้ว่า ผมเป็นคนดวงแข็ง

หลังจากนั้น ผมจะบอกทุกคนเสมอว่า.. อย่าประมาท
ความเป็นความตาย บางทีมันห่างกันแค่พริบตาเดียว

4. จับหนู วันก่อนผมเพิ่งจับหนูได้ตัวนึง ตัวเป็นๆเลยล่ะ
อุปกรณ์ไม่มีอะไรมาก คือไอ้ฝาครอบกล่อง CD-R ขนาด 50 แผ่น
บังเอิญ หนูตัวนี้มันคงยังเด็กอยู่ และอ่อนประสบการณ์ เลยโดนผมต้อนเสียจนมุมแล้วครอบไว้

จากนั้นก็เอาโบร์ชัวร์ A-Space condo ที่อยู่ใกล้ๆมือมาสอดไว้ข้างใต้
ยกมันขึ้นมาสบตากัน แล้วก็บอกว่า ไม่ต้องกลัว เราจะเอานายไปปล่อย แต่อย่ากลับมาอีก
ว่าแล้วก็เดินไปห่างจากบ้านสักร้อยเมตร เลยกองขยะไปหน่อย แล้วก็ปล่อย ใกล้ๆฝาท่อ

พอหันหลังกลับมา เดินได้ห้าก้าว เพิ่งเห็นแมว 2 ตัว อยู่หลังกองขยะ มองผมด้วยความงง
ป่านนี้ไม่รู้ตกลง หนูตัวนั้นจะอยู่ใน้องแมวตัวไหน หรือจะรอดไปได้ ก็ไม่ทราบ


5. ผับ ผมเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน เพราะขี้เกียจหนึ่ง
สองไม่กินเหล้า สามไม่ชอบควันบุหรี่ สี่ไม่ชอบอยู่ในท่ามกลางคนเมาจำนวนมากๆ

แต่ผมเคยเป็นดีเจ เปิดเพลงในผับให้คนเต้นรำอยู่ปีกว่าๆได้ ไม่รู้ทำได้ไง แต่ก็ทำไปแล้ว

ตอนนั้นจะเลิกก็เกรงใจหุ้นส่วนของร้าน เพราะเดี๋ยวเขาจะว่าเล่นตัว
เลยอาศัยเวลาสวดมนต์ แล้วอธิษฐานว่า ถ้างานนี้มันไม่ดีกับผม ก็ขอให้ผมพ้นไปด้วยความไม่ลำบากใจ

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ร้านนั้นก็ถูกขายหุ้นต่อไปให้คนอื่น และถูกแปลงสภาพเป็นบาร์เกย์ในเวลาต่อมา

โอว... น่าเสียดาย.. เอ๊ยยยยย...






 

Create Date : 22 มกราคม 2550    
Last Update : 24 มกราคม 2550 0:40:58 น.
Counter : 810 Pageviews.  

Perfume น้ำหอม ความบ้า กับ 5 กามคุณ



*คำเตือน.. บทความนี้เผยไต๋ ไขปริศนาเนื้อเรื่องของหนัง นะครับ
ถ้าคุณไม่ชอบรู้เรื่องก่อนไปดูหนัง ขอแนะนำว่าไม่ควรอ่าน


ตั้งใจว่าจะดูหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่เขาฉายรอบ press แต่ก็พลาดไป
กว่าจะได้ดูก็ปาเข้าไปเมื่อวันจันทร์ โชคดีสำลีไม่แปะหัว เอ๊ย.. ที่มันฉายที่สยาม

หนุ่มนักเรียนนอกที่ไปดูด้วย เขาเปรยหลังหนังจบว่า "มันเพี้ยนๆว่ะพี่"

ไม่เพี้ยนไงไหว .. ขนาดสแตนลีย์ คิวบริค ที่ทำหนังซึ่งผมก็ดูไปหลับไปอย่าง 2001 Space odyssey
ยังพูดว่า อาโน..นิยายเรื่องนี้ มันสร้างเป็นหนังไม่ได้

แต่ส่วนตัว ผมว่ามันเป็นหนังที่ดูสนุกเรื่องนึงเลยล่ะ

ไม่พูดเรื่องผู้กำกับ ใครเขียนนิยายนะครับ สื่ออื่นเขาพูดกันเยอะแล้ว ว่ากันที่เนื้อเรื่องเลย

perfume ผูกเรื่องจากชีวิตของหนุ่มฝรั่งเศส ในยุคทศวรรษ 1750 ราวๆนั้น เขาชื่อ ฌอง แบ๊พติส เกรอนุย

เกรอนุย เป็นคนที่มีชะตาชีวิตที่พิสดาร เกิดใต้แผงขายปลาที่แสนสกปรก
ต้องระหกระเหินไปอยู่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วถูกขายให้โรงฟอกหนัง
ก่อนจะได้มาอยู่ร้านผลิตน้ำหอม ของดัสติน ฮอฟแมน

เป็นคนดวงแข็ง ที่ใครจะคิดร้าย ยังไงก็แคล้วคลาด มาเรื่อย
แถมยังเป็น "ตัวนำโชค" ให้เจ้านายในทางลบอีกต่างหาก

เกรอนุยเป็นมนุษย์ที่มีพรสวรรค์ในการ "ดม" และจำแนกกลิ่นของทุกอย่างในโลก
เขาสามารถดมน่ำหอมแล้วบอกได้ว่า น้ำหอมขวดนั้น มันผสมอะไรในสัดส่วนเท่าไหร่

ด้วยความที่เขาไม่มีกลิ่นกาย เขาจึงหลงไหลในกลิ่นกายของสาวสวยมากเป็นพิเศษ
หลงไหลขนาดที่ต้องฆ่าผู้หญิงพวกนั้นเพื่อทำกรรมวิธี "เก็บรักษากลิ่น" พวกเธอไว้ในรูปของน้ำหอม

เกรอนุย ฆ่าสาวๆไปสิบสี่คน ได้หัวน้ำหอมมาสิบสามขวด
คนที่ยากที่สุด คือคนสุดท้าย เพราะสวยที่สุด รวยที่สุด ดวงแข็งที่สุด กลิ่นหอมที่สุด

คนแรกที่เกรอนุยฆ่า โดยไม่เจตนา และไม่ได้เก็บกลิ่นเธอมาเป็นน้ำหอม เพราะยังทำไม่เป็น
กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลกับความคิดของเกรอนุย มากที่สุด ในตอนท้าย

เกรอนุย ทำน้ำหอมของเขาสำเร็จ เมื่อผสมกลิ่นทั้ง 13 เข้าด้วยกันจนครบ
เขาพิสูจน์ได้ว่า เขาคือคนที่ทำน้ำหอมที่ดีที่สุด ที่โลกเคยมีมา

พระพุทธเจ้า จำแนกไว้ว่า กามคุณ ที่ร้อยรัดจิตใจมนุษย์เรา มี 5 อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

แต่ละคนมีจริต มีความเคยชิน จะถูกร้อยไว้ ไม่เหมือนกัน
ผมอาจจะโชคดีกว่าเกรอนุย ที่กลิ่นหอม ทำอะไรผมไม่ได้มาก

ผมอาจจะโชคดีกว่าหลายคน ที่ผมเป็นพวกลิ้นจระเข้ คือไม่ค่อยติดรส

แต่ผมก็ยังชอบฟังเพลง ชอบดูหนัง อันนี้เสร็จรูป เสร็จเสียง สัมผัสนุ่มๆ อุ่นๆ ผมก็ยังชอบอยู่

คนที่เขาถือศีล 8 หรืออุโบสถศีล อาทิตย์ละวัน ก็เพื่อประโยชน์ในการนี้
ให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว กามคุณ มันเป็นส่วนเกินของชีวิต แม้จะเป็นสีสัน เป็นความสุข

แต่ก็จะได้เตือนตัวเอง ว่ามันเป็นสุขชั่วครั้งคราว ไม่คงทนถาวร

ถึงวันนึง ผมจะมีแฟนที่มือนุ่มที่สุดในโลก แต่สักวันมือเธอก็จะเหี่ยว และตายจากกันไป

น้ำหอมที่หอมที่สุดของเกรอนุย เป็นน้ำหอม ที่ทำให้ยาจก
กลายเป็นกษัตริย์ หรือฑูตสวรรค์ ได้ในชั่วพริบตาได้ก็จริง

แต่ทำให้คนหลงไหล ทำให้คนเคลิบเคลิ้มกันที่สุด ก็เพียงชั่วเวลาหนึ่ง

ที่สุดแล้ว เกรอนุยก็พบความจริง เมื่อคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านมาว่า..
น้ำหอม ก็เพียงสามารถทำให้เขากลายเป็นฑูตสวรรค์ได้ชั่วครั้งคราว

มันทำให้เขารู้สึกเป็นสุขชั่วครู่ยาม ในกลิ่นของมันได้
แต่มันทำให้เขาเข้าถึงความรักที่จริงแท้ไม่ได้

มันอาจทำให้เขาเปลี่ยนสถานะจากยาจก เป็นกษัตริย์ได้
แต่ทำให้เขาเอาชีวิตของผู้หญิงที่เป็นรักแรกของเขากลับมาไม่ได้

ถ้าจะบอกว่าเกรอนุยเป็นคนบ้า ผมว่าคนเราส่วนมากก็บ้าอะไรเหมือนเกรอนุยแหละ
จะบ้าเพลง บ้าหนัง บ้าบอล บ้าเรียน บ้ารูปวาด บ้าสะสมของเก่า
บ้างาน บ้าเงิน บ้ารถ บ้าความงาม บ้าชื่อเสียง ไปจนถึงบ้าผู้หญิง บ้าผู้ชาย

เพียงแต่คนที่มีสติหน่อย ก็จะไม่ถึงกับต้องไปฆ่าแกงใคร เพื่อให้บรรลุในสิ่งที่บ้า
แต่เราก็เห็นๆกันอยู่ ว่ามีคนฆ่ากันทุกวัน เพื่ออะไรสักอย่าง

ก็น่าจะแปลว่า มีคนขาดสติกันอยู่ทุกวัน

หวังว่าคุณๆ ที่อ่าน จะไม่บ้าขนาด ฌอง แบ๊พติส เกรอนุย นะครับ

สุขสันต์วันพุธครับ





 

Create Date : 17 มกราคม 2550    
Last Update : 22 มกราคม 2550 9:31:08 น.
Counter : 1367 Pageviews.  

ปฏิบัติธรรม ทำอะไร :ตอน 3 ปิดคอร์ส



ว่าจะเปลี่ยนไปเขียนเรื่องอื่น ก็นึกเสียดาย ว่า น่าจะพูดทีเดียวให้จบคอร์ส
ไหนๆก็มี สองสามท่านอุตส่าห์สนใจ สละเวลามาอ่านมาถาม
แล้วก็เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าจะแจกแจงเรื่องวิธีปฏิบัติเสียหน่อย
เพราะตอนผมเริ่มศึกษาใหม่ๆ ก็งงแบบนี้แหละ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ถามต่อเลยว่า..
อิฉันอยากเป็นผู้ปฏิบัติ มันมีวิธีการยังไงมั่งคุณแอสตัน

วิธีการของนักปฏิบัติธรรม เหมือนฝึกเล่นกีฬาทั่วๆไปครับ
มันมักจะแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ

1. การฝึกให้มีกำลัง สร้างกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแกร่ง
สร้างความอดทน พละกำลัง และความว่องไว
จะวิ่งรอบสนาม เล่นเวท กระโดดเชือก อะไรก็ว่ากันไป

อันนี้ถ้าเป็นเรื่องปฏิบัติ เราเรียกว่า ฝึกสมถะกรรมฐาน (บางตำราเขียน สมถกัมมัฏฐาน)
วิธีฝึกสมถะมีหลายวิธี แต่ที่แพร่หลายคุ้นเคยกันมากที่สุด
คือนั่งสมาธิ แบบที่คุณ tony koon ถามในบล็อคก่อน

ที่จริงแล้ว สมาธินี่ทำได้ทุกที่เหมือนกับวิปัสสนานะ ยืนบนรถเมล์
แค่หลับตารู้สึกอยู่ที่ลมหายใจ เข้า-พุท ออก-โธ พุทโธ ไปสมาธิก็เกิดแล้ว (ลองดูตอนนี้เลยก็ได้ครับ)

หรือเวลานอนก่อนจะหลับ เราเอาความรู้สึกไปแตะไว้กับท้องดูพอง ยุบ
หรือลมหายใจเข้าออก อันนี้ก็เป็นการทำสมาธิอย่างนึง

จิตที่เป็นสมาธิ จากการทำสมถะ จะเป็นจิตที่นิ่ง สงบ นักปฏิบัติวิปัสสนาจึงมักอาศัยสมถะ เป็นที่แวะพักผ่อน

ไม่เอาเป็นบ้านจริงๆจัง เพราะยิ่งทำมากๆ ก็จะยิ่งนิ่ง ดิ่ง ลึก แต่ไม่มีธรรมชาติมาโผล่ให้เห็น

เมื่อไม่มีอะไรโผล่มา ก็ไม่เห็นความจริงของจิต เมื่อไม่เห็นก็ไม่เกิดปัญญา

คนที่ทำสมถะมานานๆ เมื่อจะเจริญปัญญา จึงต้องเปลี่ยนโหมดไปเป็น วิปัสสนา

2. การฝึกเทคนิคของการเล่น เช่นนักฟุตบอล ก็ต้องฝึกเบสิคการครองบอล
การเลี้ยงลูก การเตะ การรับส่งบอล ที่สำคัญที่สุดคือ การยิงประตู

ถ้าเป็นเรื่องปฏิบัติ เราเรียกศัพท์เทคนิคว่าวิปัสสนานี่แหละ

ทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นเครื่องมือสองอันที่ควรมีไว้คู่กัน
เหมือนช้อนกับส้อม เหมือนซูชิกับวาซาบิ เหมือนครูมิโดริ กับดร.เซมเบ้

นั่งสมาธิ เอาแต่สมถะอย่างเดียว ก็เหมือนนักฟุตบอล ที่แรงดี วิ่งไว เบสิคบอลดี แต่ไม่ยอมยิงประตู

เลี้ยงบอลได้ ครองบอลเก่ง แต่เลี้ยงอย่างเดียวไม่เคยยิงประตูคู่ต่อสู้เลย
เก่งแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เล่นไปทั้งปี ก็แพ้ทั้งชาติ

พื้นฐานของการทำวิปัสสนา คือการหมั่นทำความรู้สึกตัว เพื่อให้จิตจดจำสภาวะได้
เรียกว่าฝึกเจริญสติภาวนา คือทำให้สติมันเจริญขึ้น

ที่บอกว่าเจริญขึ้น เพราะสติในระดับคนปกติ ที่ไม่เคยฝึก มันเป็นสติที่ไม่แน่ว่าจะเจริญ

เป็นผู้ร้าย จะไปยิงใคร เขาก็มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรใช่ไหม
เป็นขโมย จะขโมยอะไร ก็ยังมีสติรู้ว่าตอนไหนลงมือ
เป็นแมวจะตะครุบหนู เป็นงูจะฉกกบ มันก็มีสติกันทั้งนั้น

สติที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เจริญ จึงยังไม่ใช่ สัมมาสติ เอาไปใช้ทำงานวิปัสสนาไม่ได้

สติที่เป็นสติตัวจริง หรือสัมมาสติ ใช้งานใช้การได้ ในทางปฏิบัติธรรม
ต้องเป็นสติที่เกิดขึ้นเอง โดยเราไม่ได้คิด ไม่ได้จงใจ ไม่ได้บังคับให้มันเกิด

อ้าวๆ.. คุณแอสตัน อย่าเขียนให้อิฉันงงสิ

ไม่ต้องงงครับ (งงก็ให้รู้เข้าไปที่ความงง อิอิ) มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ถึงบอกว่า ขั้นแรกมันต้อง input ป้อนข้อมูลให้จิตมันรู้จักสภาวะก่อน
ว่า เออ.. อันนี้โกรธอยู่ โกรธเป็นงี้นะ มันวูบวาบขึ้นมากลางอก มันดับไปยังไง

วิธี input ง่ายที่สุด ก็คือการ รู้สึกตัว
นั่งสมาธิอยู่ ใจมันลอยไปคิดเรื่องอื่น ก็รู้สึกตัว ว่าใจลอย
นั่งกินข้าวอยู่ ใจมันลอยไปคิดเรื่องอื่น ก็รู้ว่าเผลอไป

ที่เรียกว่าเผลอ ก็เพราะขณะที่เราใจลอย สติเรามันไม่ตั้งมั่นอยู่กับกายใจของเรา

คนส่วนมาก ในขณะใจลอยไปคิด ก็จะรู้เรื่องที่คิด แต่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดอยู่

หนุ่มๆ ไปเดินเซ็นเตอพอยต์ เห็นหน้าสาวเดินผ่าน ถูกใจ ก็รู้สึกตัวว่า..
เออ มีความรู้สึกชอบ เกิดขึ้นเว้ย.. แค่นี้ก็วิปัสสนาแล้วครับ

คนที่เห็นได้ละเอียดขึ้น จะเห็นจิตมันส่งออกนอกไปอยู่ที่สาวเจ้าคนนั้น
พอดูๆไป เห็นแฟนเธอเดินมาจับมือกัน โอ้ยยย.. ปวดใจ รู้ว่าปวดใจ

เมื่อกี้ยังมีความสุข เคลิ้มๆ ที่เห็นสาวสวย ตอนนี้เซ็งแล้ว
เพราะเห็นว่าเธอมีแฟน ก็รู้ทันจิตไปอย่างที่มันเป็น นี่ก็วิปัสสนาเหมือนกัน

วิปัสสนา ไม่มีรู้ผิด หรือรู้ถูก มีแต่ "รู้" กับ "หลงไปเผลอไป"

จากขั้นแรกที่ป้อนข้อมูลให้จิตจำสภาวะได้
ทำไปให้ได้บ่อยๆ ระยะนึง สติจะเริ่มทำงานเอง
เวลาเราเจอสภาวะเดิม สติมันจะเกิดเอง

เช่นใจลอยๆไป สติเกิดรู้ทันขึ้นมาว่า
ฮั่นแน่.. ใจลอยเว้ย ความคิดจะดับวับไปเลย อันนี้บางคนก็เคยเป็นแหละ
เพียงแต่ไม่รู้ว่า อันนั้นเรียกอะไรแค่นั้นเอง

มันจึงมีข้อห้ามอยู่ว่า เราควรหมั่นเจริญสติเนืองๆ ยกเว้นเวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด
เพราะ "คิดกับรู้เป็นศัตรูกัน" จำได้ใช่ไหมครับ

พอเริ่มขั้นสอง จะเห็นบ่อยๆว่า จิตมันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆ ตามสิ่งที่มากระทบ

จิตที่ไปรู้อารมณ์มันไม่คงที่ มันเปลี่ยนแปลง และมันบังคับไม่ได้นะครับ
ตามเฉลยข้อสอบที่พระพุทธเจ้าบอกไว้เป๊ะ

เมื่อสติเจริญขึ้นระดับนึง ศีล สมาธิ และปัญญา จะตามมาเอง

ศีลในระดับของผู้ปฏิบัติ จะต่างจากการไปขอศีลจากพระที่วัดนะครับ

ที่ไปขอมา เขาเรียกศีลเชิงจริยธรรม
เอาไว้เพื่อให้อยู่ร่วมกับชาวบ้าน คนรอบข้างอย่างสันติสุข

แต่ถ้าเป็นศีลของผู้ปฏิบัติ มันคือการที่มีสติเกิดขึ้นเอง แล้วรู้ทันกิเลส
และสตินั้นคุ้มครองรักษาจิต ไม่ให้หลงไปทำชั่วได้
จิตที่มีสติ จะค่อยๆตั้งมั่น ไม่หลงไป ไหลไปกับความคิดชั่วๆ

ตรงนี้ ต้องเน้นว่า .. ไม่ใช่ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่มีความคิดไม่ดี เกิดขึ้น
จะไม่มีกิเลส จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข ปล่าวน่อ

เพียงแต่ มีกิเลส ก็ไม่หลงไปทำชั่ว สติจะประคองไว้
มีทุกข์ ก็ไม่ทู๊กกกกกกกกกกกกก จนหน้ามืดแปดด้าน

เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว กิเลสก็ยังมี บางทีอาจจะรู้สึกว่ามีมากกว่าเดิม
เพราะก่อนหน้านี้ มีแล้วไม่เคยเห็น พอมาเห็นจริงๆ ถึงรู้สึกว่า โห.. เยอะจิงๆ

มีสติ แล้วมีสมาธิยังไงโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ??

ก็เมื่อสติตัวจริงเกิดได้บ่อยๆ จิตที่เคยแฉลบแว๊บวิ้ว ก็จะแฉลบสั้นลง เพราะสติจะว่องไวขึ้น
เมื่อจิตแว่บไปทำงานข้างนอกน้อยลง ก็จะตั้งมั่น อยู่กับกายใจ เกิดเป็นสมาธิ

ปัญญาล่ะ คุณแอสตัน.. กะอีแค่ รู้สึกตัว จนสติเกิด สมาธิมา ปัญญาจะมีเองเลยเหรอ

ปัญญาตัวนี้ อย่างที่เล่าไว้ว่า.. เป็นภาวนามยปัญญา
เป็นปัญญาที่เจริญขึ้นด้วยการเจริญของสติ ของจิตที่มีคุณภาพขึ้น

ปัญญาตัวนี้ ไม่ใช่ปัญญาที่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย

แต่เป็นปัญญาที่ทำลายความโง่ของจิตเรา ที่หลงคิดไปว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา"

เพราะระหว่างทางที่สติมันเจริญขึ้น มันจะเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปของอารมณ์ต่างๆ

เห็นจิตดวงแล้วดวงเล่า ที่ไปจับอารมณ์ต่างๆนานา แล้วก็ดับ แล้วจิตดวงใหม่ก็เกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

ความสุขเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป ความทุกข์มาแทนที่ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป
ความสุขตัวใหม่ เกิดขึ้นตั้งอยู่ แล้วดับไป ทุกข์ตัวใหม่ก็มาแทน วนเวียนกันอย่างนี้ ทั้งชาติ

จิตมันเวียนว่ายอยู่แค่นี้แหละครับ ไม่มีอะไรเป็นของมันจริงๆสักอย่าง

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา อะไรที่คุณคิดว่า เป็นความสุขสูงสุดแล้วครับ?

ลองนึกถึงความสุขอันนั้น แล้วพิจารณาดูว่า มันสุขแท้ สุขเที่ยง คงที่ถาวรหรือเปล่า

วิปัสสนาปัญญา เราไม่ได้ทำเพื่อวิ่งหาสุข วิ่งหนีทุกข์ แบบทางโลก
เราต้องการเห็นความจริง ว่าชีวิตนี้กับทุกข์ มันของคู่กัน
เพราะทุกข์มีอยู่ ความอยาก(ละทุกข์) จึงมา
เพราะมีความอยาก จึงมีทุกข์อยู่

2 ตัวนี้คือหัวโจก ล่ะครับ สุมหัวกันเป็นวงจรอุบาทว์

เฉลยข้อสอบข้อสุดท้าย ครูบาอาจารย์เก่งๆ ท่านบอกว่า
ทุกข์มีไว้ให้รู้ สมุทัย (ความอยาก)ให้ละ

คนส่วนมาก แม้แต่ผู้ปฏิบัติเองก็ทำผิดบ่อยๆ คือเห็นทุกข์แล้วไปพยายามละทุกข์

ที่จริงแล้ว หลักคือให้เข้าไปรู้ทุกข์ ด้วยสติ
แล้วรู้ทันความอยากละทุกข์ เพื่อความอยากจะดับไปด้วยตัวมันเอง

แล้วก็จะเห็นว่า.. ความอยากก็เป็นสิ่งนึงที่จิตไปรู้เข้า
ความทุกข์ ก็เป็นสิ่งนึง ที่จิตไปรู้เข้า
ความสุข ก็เป็นแค่สิ่งนึง ที่จิตไปรู้เข้า ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ปฏิบัติธรรมจึงไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้ .. รู้สึกตัว นี่แหละ

ไม่เกี่ยวว่า จิตต้องดี จิตต้องละเอียด จิตต้องสงบ
จิตตัวจริงเป็นยังไง ก็รู้มันไปอย่างนั้น แล้วมันจะเฉลยความจริงให้เห็น

ว่าจิตที่ดี ก็จิตดวงนึง จิตที่ไม่ดี ก็จิตดวงนึง เกิดแล้วดับเสมอกัน
คนมากมายปฏิบัติ ทุกข์ไป เพราะอยากได้แต่จิตดีๆ อยากได้จิตสะอาดๆ อยากสงบๆ อยากนิ่งๆ

มันก็ไม่ต่างจากคนอยาก bitch เพราะจะได้ดูเท่ แบบที่เพื่อนผมคนนึงเขียน tag ไว้น่ะ

ง่า.. ต้องไปเตรียมจัดรายการแล้ว ใส่เพลงทีหลังน่อ
สุขสันต์วันอาทิตย์นะครับ




 

Create Date : 14 มกราคม 2550    
Last Update : 14 มกราคม 2550 12:22:46 น.
Counter : 770 Pageviews.  

ปฏิบัติธรรม ทำอะไร :ตอนที่ 2



ข้อนึงที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากๆ คือ..
เวลามีใครพูดเรื่องปฏิบัติธรรม เรามักจะนึกภาพว่า..
ต้องถอดส้นสูง วางกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ถอดชุดเก๋ของดอลเช่แอนด์กาบาน่า
มานุ่งขาว ห่มสไบ นอนวัด ไม่แต่งหน้า ไม่กินข้าวเย็น ไม่เห็นหน้าแฟน
และวันๆไม่ทำอะไร นอกจากสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ

ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรม ทำได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส
ไม่จำกัดว่าเป็นที่บ้าน ร้านอาหาร ลานวัด หรือที่ทำงาน
ทำได้ทั้งในอาการหลับตา ลืมตา นั่ง ยืน เดิน หรือแม้แต่นอน
จะดูหนัง ฟังเพลง ดูทีวี หรือไหว้พระ สวดมนต์อยู่ ก็ทำได้หมด

เรื่องที่ไปนอนวัด ไม่แต่งหน้า ห่มขาว ไม่ทานข้าวเย็น
อันนั้นเป็นการฝึกขันติบารมี โดยสมาทานอุโบสถศีล หรือที่เรียก ศีล 8
ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามความหมายจริงๆ

เพราะต่อให้ไปอยู่วัด นุ่งขาว ทานมื้อเดียว นอนเสื่อ
แต่ก็นั่งนินทา เมาท์แตก คุยจ้อ ขอหวยทั้งวัน ไม่ได้เจริญสติภาวนา
ก็ไม่ได้ประโยชน์มากกว่าไปร้านทำผม นั่งจ้อเรื่องละครเมื่อคืนวาน

สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเน้น ท่านย้ำ ท่านสอน ที่เรียกว่าเป็น “ปฏิบัติธรรม” นั้น
ก็มีเพียง ให้มีชีวิตประจำวันอยู่ด้วยความไม่ประมาท คืออยู่อย่างมีสติตั้งมั่น รู้กาย รู้ใจเนืองๆ

ว่าโดยย่อ ..ท่านเน้นให้เราสนใจเรื่อง วิปัสสนา ครับ..

ถึงตรงนี้ ผมเดาว่า พอพูดคำว่า “วิปัสสนา” เท่านั้นแหละ
คนที่ได้ฟัง ได้อ่าน มักจะขนลุกกันเกรียว เหมือนเห็นผีชัตเตอร์

งั้นก็ลองมาทำความเข้าใจ ให้ชัดๆมากขึ้น กับ “วิปัสสนา” ซะหน่อยดีไหม จะไม่กลัว

แล้ววิปัสสนาคืออะไร.. คุณแอสตัน

พยายามหาคำจำกัดความแบบ ให้เด็ก ป. 4 เข้าใจได้
ปัญญาผมก็ยังไม่มากพอ ขอเป็นให้เด็ก ม.ปลาย พอเข้าใจได้ก็แล้วกันนะ

วิปัสสนา พูดแบบบ้านๆ คือการศึกษาให้รู้ เห็นแจ้งแทงทะลุ สิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา"
เพื่อจะได้ความจริงว่า ไอ้กายเรา จิตเรา มันคืออะไรกันแน่

ถ้าเป็นครู พูดแค่นี้ เห็นทีจะมีนักเรียนขอดร็อปวิชาวิปัสสนากันเป็นแถบ
เพราะส่วนนึงคิดในใจว่า ศาสนาพุทธทำไมมันตื้นอย่างนี้

ก็กายเรา จิตเรา เราก็อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด ไฝฝ้ากี่เม็ด ก็เห็นหมด
จะให้เราเสียเวลาไปศึกษารู้จักมันอีกทำไม

พระพุทธเจ้า ท่านสอนพุทธศาสนา เหมือนอาจารย์คณิตศาสตร์ หรือฟิสิกส์เก่งๆ
ที่ให้โจทย์ประเภท .. เฉลยคำตอบให้ ล่วงหน้า แล้วบอกวิธีทำให้ด้วย

แต่ให้พิสูจน์เอา ว่าจริงไหม

คำตอบของข้อสอบเรื่องวิปัสสนา ก็คือ..ว่า..
สิ่งที่เราคิดว่า กายเราน่ะ แท้จริงมันไม่ใช่ของเราจริงๆ

จิตที่เราคิดว่า มันคือตัวเรามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มันก็ไม่ใช่ "ตัวเรา" จริงๆ

"ตัวเรา" ไม่เคยมีในอดีต ไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีในอนาคต
มีแต่ความเห็นผิด ว่ามี "ตัวเรา" ต่างหาก

เอาสิครับ .. ตอนผมเห็นเฉลยข้อสอบแบบนี้ ถึงกับอึ้งกิมกี่เรียกพี่เลย

เรื่องกายนี่ ไม่ยากหรอก ศาสนาอื่นเขาก็ดูออก
ใช้วิธีคิดเอายังได้เลย แป๊บเดียวก็พอนึกออก
ว่า.. กายมันเป็นส่วนนึง จิตก็เป็นอีกส่วนนึง
อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้เป็นคนเดียวกัน เหมือนสามีภรรยา
อยู่บ้านเดียวกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไปไหนไปกัน แต่ก็เป็นคนละคน

ดูว่า กายไม่ใช่ของเรา ง่ายนิดเดียว คนเราตายไป
กายนี้ก็ต้องคืนโลก เน่าเปื่อยผุพัง หมดสภาพ เอาไปได้ที่ไหนล่ะ

แต่วิธีพิสูจน์ว่า "จิตไม่ใช่เรา" อันนี้ หลักข้อแรกเลยคือ
ห้ามคิดเอาครับ เพราะความคิด ก็คือจิตตัวนึง
เราเอาจิตไปแสวงหาจิตไม่ได้

หลวงพ่อรูปนึงท่านเคยสรุปอย่างแหลมคมว่า "คิดกับรู้ เป็นศัตรูกัน"

เพราะถ้ามันเป็น "ความคิด" ก็เท่ากับมันเป็น "ของปลอม" ไม่ใช่ของจริง
เพราะเราสร้างให้มันเป็นโน่นเป็นนี่ได้ ตามจินตนาการ

เมื่อไม่ใช่ของจริง ก็ไม่ใช่ "ความจริง" และย่อมไม่ใช่ "วิปัสสนา"
ไม่ใช่วิปัสสนา ก็ไม่รู้ธรรม ไม่เกิดการสะสมปัญญาว่าด้วยความจริงของจิต

ถามว่ามีเฉลยข้อสอบอีกไหม.. ว่าความจริงของจิต คืออะไร.. มีครับ

ถ้าเราเห็น "ความจริง" ของจิต เราจะเห็นว่า
มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ และมันไม่ใช่ตัวเรา เราจึงบังคับมันไม่ได้

ไอ้ตรง "มันไม่ใช่ตัวเรานี่แหละครับ" ที่จะช่วยพิสูจน์ทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าเฉลยไว้

ถามว่า.. ผมอ่านตาม แล้วคิดเอา ผมว่าผมเข้าใจนะ
สมมติผมเชื่อเอาตอนนี้เลย ว่าจิตไม่ใช่เรา
จะถือว่าผมบรรลุธรรมแล้วได้ไหม

ตอบว่า.. อันนี้ก็คือการคิดเอาครับ ซึ่งต้องย้อนไปในบล็อคก่อน
ที่ผมบอกว่า ปัญญา มันมี 3 ระดับ ระดับที่ได้จากการคิดเอาเป็นระดับ 2

ไม่ใช่ปัญญาตัวจริงที่เอาไว้ละลายความโง่ของจิตเรา
ไม่ใช่สิ่งทำให้จิตเรา "ตื่น" ได้ ไม่ได้ช่วยขัดเกลากิเลส
ไม่ใช่ "วิปัสสนาปัญญา" หรือศัพท์เทคนิคว่า ภาวนามยปัญญา

เมื่อโยงสิ่งที่ผมบอกว่า.. การมีสติ รู้สึกตัว ในกาย ในจิตนั่นคือการทำวิปัสสนา

การทำวิปัสสนา คือการปฏิบัติธรรม

ธรรมะจึงไม่ได้เป็นอะไรลึกลับ สูงส่ง อยู่ไกลๆ ยากๆ อย่างที่เราเคยรู้สึกเลย
มันอยู่ มันเกิด มันดับ มันพิสูจน์ตัวเองให้เราเห็นตำตาอยู่ทุกเวลา ทุกวินาที
เพียงแต่ที่ยาก มันเป็นเพราะเราไม่เคยเข้าไปดู เข้าไปรู้มันตะหาก

เหมือนคนที่นอนหลับแล้วจะปลุกให้ตื่น มันไม่ยากหรอก
แต่ถ้าหลับตั้งแต่เกิดแล้วไม่เคยตื่น อันนี้แหละ ที่ยาก

เพราะถ้าคุณไม่เคยตื่นเลย แถมหลับฝันทั้งชีวิต
คุณจะรู้ได้ยังไง ว่าชีวิตที่คุณอยู่ มันคือความจริง หรือความฝัน

ใครเคยดูหนัง the matrix จะพอนึกออก เขาถามคำถามนี้แหละ

ถามต่อว่า แล้วจะรู้ตื่นได้ไง.. ก็ต้องเริ่มหัดรู้สึกตัวดูสิครับ
เวลาโกรธใคร แล้วลองรู้สึกถึงความโกรธดู
รู้อย่างเป็นกลางๆ เหมือนคุณเห็นคนข้างบ้านคุณเขาทะเลาะกับภรรยาอยู่หน้าบ้าน

ไม่ต้องไปเข้าข้างสามี ไม่ต้องเข้าข้างภรรยา
ถ้าเขาเห็นว่าคุณแอบมองอยู่ เขาจะอายและค่อยเบาเสียงลง
แล้วหลบเข้าบ้านไป

พระพุทธเจ้าท่านท้าทายผู้คนมาสองพันกว่าปีแล้ว ด้วยวิธีนี้แหละ

ท่านบอกว่า.. ไม่ต้องเชื่อเรานะ อย่าเชื่อ.. ไปลองทำดู แล้วจะเห็นเอง
ว่าที่เราเคยคิดว่าเราตื่นอยู่น่ะ.. จริงๆ เราหลับฝันมาตลอด
ว่าที่เราเคยคิดว่า จิตนี้ คือตัวเราน่ะ.. จริงๆมันไม่มี "ตัวเรา" มันมีแต่ความเข้าใจผิดว่ามี "ตัวเรา"

คนเราส่วนมากรู้จักความโกรธ เพียงแต่เวลาโกรธ สติมันไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว
มันไปอยู่ที่เรื่องที่เราพูด ไปอยู่กับความคิดว่าจะด่าสู้อีกฝ่ายยังไง

ส่วนมากจะรู้ตัวว่าโกรธ ก็จนเวลาผ่านไปแล้ว
เวลาเดินห้าง เห็นของที่อยากได้ ก็ลืมเนื้อลืมตัว ซื้อๆๆ
มาได้สติอีกที ก็กระเป๋าฉีกไปแล้ว พระท่านถึงบอกว่า เราเป็นทาสกิเลสมาชั่วชีวิต

โดนกิเลสมันหลอกหน้า หลอกหลัง ให้เราปรนเปรอมัน
แล้วมันก็หลอกให้เราเข้าใจว่า มันน่ะคือ "ตัวเรา"

คนที่ตื่นแล้วจริงๆ จะตกใจมากนะครับ
เป็นเรื่องน่าขนลุกมาก ที่เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านพูดจริง

คือนึกถึงว่า.. ถ้าเราไม่สนใจพุทธศาสนา ไม่สนใจเรื่องปฏิบัติ ไม่เชื่อเรื่องวิปัสสนา
เราก็คงเป็นหนอนในอาจมแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่คิดว่า ..ชีวิตนี้ ดีแล้ว

พระพุทธเจ้าบอกว่า ความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ความจริงของกายและจิต
เป็นเหตุให้เกิดภพชาติ และการเวียนว่ายในสังสารวัฏ

งั้นถามต่อว่า.. โอเค.. จะเริ่มยังไง ที่ว่าให้รู้สึกตัวน่ะ..

อันนี้เห็นเบื้องต้น คงจะต้องรบกวนไปศึกษากันต่อเองนะครับ
ผมเกรงว่าผมจะความรู้ไม่รอบด้านพอจะนำท่านได้ เพราะแต่ละท่านมีจริต ความชอบ ต่างๆกัน

แต่ผมแนะนำว่า มีความรู้มากมายจากในเว็บนี้ รอท่านอยู่
//www.wimutti.net/ คลิกได้เลย

จะไปดาวน์โหลดหนังสือมาอ่าน จะไปฟังเสียงที่อาจารย์ผมท่านสอน
ก็ไม่ต้องไปถึงวัด เผื่อท่านที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ก็ศึกษาได้

ผมเป็นได้แค่คนชี้ทางให้ทราบนะครับ
ที่เหลือ สุดแท้แต่ท่านจะเห็นสมควร แต่ถ้าท่านไม่เดินต่อ ผมบอกได้คำเดียวว่า..

น่าเสียดาย เป็นอย่างยิ่ง

โอกาสหน้า จะพูดเรื่องประเภทของการปฏิบัติ
แต่เว้นๆไว้หน่อยก็ได้ พูดเรื่องอื่นมั่ง เดี๋ยวคุณเบื่อ

อีกอย่าง.. เดี๋ยวจะมีใครเข้าใจว่าผมเป็นพระภิกษุ มาเปิดบล็อค เพราะไม่พูดเรื่องอื่นเลย

วันนี้อัพ จากที่ทำงาน เพลงเลยยังไม่มี กลับบ้านคืนนี้ จะใส่ให้
แต่จะใส่แบบไม่อัตโนมัติ จัดเป็นอัตโนมือ
คือต้องคลิกถึงจะเล่น เพราะเห็นว่า เพลงมันกวนสมาธิเวลาท่านอ่านกันพอควร

สุขสันต์วันศุกร์ เดินทางไปไหนช่วงนี้
ต้องอวยพรให้โชคดี อย่ามีสำลีแปะหัว นะครับ



*************************************
มีคำถามหน้าไมค์ จากคุณคูณ ถามว่า
การนั่งสมาธิก็ยังไม่ถือว่าเป็นการวิปัสสนาใช่ไหมครับ
ตอบว่าอาจจะเป็น หรือไม่เป็นได้ทั้งสองกรณี ครับ

คือถ้านั่งสมาธิแล้วจิตไปเกาะแนบ แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง เพียงอันเดียว
เช่นการบริกรรมพุทโธ หรือนับ 1 2 3 4..
ตามรู้การเคลื่อนเข้า-ออกของลมหายใจ การพองยุบของท้อง ฯลฯ

อันนี้ถือว่าเป็นการทำ สมถะกรรมฐาน ประโยชน์คือ
เป็นไปเพื่อความสงบ ความเย็น ความนิ่ง แน่วแน่ ของจิต

แต่ถ้านั่งสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ หรือนับ 1 2 3 4..
ตามรู้การเคลื่อนเข้า-ออกของลมหายใจ การพองยุบของท้อง ฯลฯ
แล้วในระหว่างนั้น จิตเกิดแว๊บบบบบ ออกไปคิดถึงแฟน
คิดเรื่องงาน คิดเรื่องบล็อกที่ผมเขียน คิดถึงหมาที่บ้าน
แล้วเรามีสติตามรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า จิตเกิดการทำงานแล้วนะ
ก็เท่ากับมีการเจริญสติ ก็นับว่าเกิดการเจริญวิปัสสนาขึ้นแล้ว

แล้วการออกบวชล่ะ ถ้าเช่นนั้นการที่ชายคนนึงออกบวชเป็นพระก็ไม่จำเป็นสิครับ

ถ้าพูดในประเด็นว่า ถ้าต้องการเจริญสติ เพื่อวิปัสสนา
อันนั้นจะฆราวาส หรือพระ ก็ทำได้เหมือนกันครับ

ครูบาอาจารย์ท่านพูดเสมอว่า ธรรมะ เป็นของส่วนกลาง
ไม่ใช่สมบัติของพระ หรือฆราวาส แต่ประโยชน์ของการบวชก็ย่อมมีอยู่
โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา

อีกอย่าง การปฏิบัติในระดับของการบรรลุธรรมขั้นสูงของฆราวาส มันมีข้อจำกัดมากกว่าพระ

คุณน้องคนเล็กถามว่า ภาวนาต่างอย่างไงกะสวดมนต์อะ (ไม่ได้โง่ซะหน่อยนะ คำถามนี้)

ภาวนา ตามความหมายทางพุทธ แปลว่า การทำให้เจริญขึ้น
เช่นจิตภาวนา คือการทำให้จิตเจริญขึ้น
เจริญสติภาวนา แปลว่า การทำให้(จิต)ดีขึ้นด้วยการเจริญสติ

สวดมนต์ ไม่ต้องแปลมั้ง.. แต่เข้าใจว่า คุณน้องคนเล็ก
ไปจำมาจากคำที่เขาพูดกันว่า “สวดมนต์ภาวนา” ซึ่งก็แปลว่า
การทำให้(จิต)เจริญขึ้นด้วยการสวดมนต์

ไม่เข้าใจ ถามได้อีกนะ แต่ก่อนจะถาม ให้รู้ทันความสงสัย
รู้ทันความรู้สึกอยากถาม อยากเข้าใจด้วยนะ




 

Create Date : 11 มกราคม 2550    
Last Update : 14 มกราคม 2550 1:44:19 น.
Counter : 1158 Pageviews.  

ปฏิบัติธรรม ทำอะไร :ตอนที่ 1 + blog tag



(ภาพจาก FWD mail นะครับ ไม่ปรากฏชื่อผู้ถ่าย)

ต่อเนื่องมาจากบล็อคที่แล้วครับ (ใครยังไม่ได้อ่านบล็อคอันก่อนหน้านี้ แนะนำว่าควรย้อนไปอ่านก่อน)

เริ่มมาจากเรื่องที่มีผู้ถามถึงความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
เลยโยงไปพูดเรื่องกรรม แล้วก็มาเรื่องว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องวิปัสสนา ก็ดี
เรื่องการภาวนา การเจริญสติก็ดี รวมความโดยย่อแล้ว
มันคือการมีชีวิตอย่างมีสติ นั่นแหละครับ

ประชาชนคนทั่วไป มักจะเข้าใจ (เหมือนที่ผมเคยเข้าใจมาก่อน) ว่า...
ปกติผม/ดิฉันชอบไปวัด ฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ทำสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา
เป็นคนดี ไม่เบียดเบียนใคร แค่นี้ยังไม่พอเหรอ

ก็ต้องถามว่า.. สมมติพระพุทธเจ้าเป็นพ่อเรา
ท่านปรุงอาหารที่อร่อยที่สุด มีคุณค่าที่สุดในโลกให้เรา
เราจะนั่งทานแต่ข้าวเปล่ากับน้ำปลาอยู่ทำไมล่ะครับ

ถ้าเราเกิดมาในศาสนาอื่น ประเทศอื่นก็ไปอย่างนา..

บางคนบอกว่า..
คำว่าปฏิบัติธรรม มันเป็นเรื่องของคนอยู่วัด เรื่องของคนแก่ คนจิตตก
อกหัก รักหด ตดเหม็น เป็นอีสุกอีใส ไตพิการ อาหารไม่ย่อย

อันนั้นใครที่อ่านบล็อคผมมาระยะนึงคงเข้าใจแล้วล่ะว่า มันไม่เกี่ยว

จากประสบการณ์ตรง การปฏิบัติธรรม เป็นประโยชน์กับทุกคนที่ยังมีชีวิต
กับทุกคนที่เห็นว่า สุขทุกข์กับชีวิต เป็นของคู่กัน เลี่ยงกันไม่ได้
กับทุกคนที่เห็นว่า เวลาความทุกข์มาเยือน
เราต้องใช้สติ ใช้ปัญญาประเภทที่ต่างจากเวลาปกติ

เพราะคนส่วนมาก ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนสติดี เวลาเจอปัญหา เจอทุกข์รุมเร้า
สติที่เคยมี ปัญญาที่เคยมา มันก็หายไปหมดได้เหมือนกัน

ดังนั้น ในระดับเริ่มต้น ..
การปฏิบัติธรรม มันจะช่วยให้เรามีชีวิตด้วยความเข้าใจ ด้วยสติ ด้วยปัญญา
เวลาสุข ก็ไม่สุขจนเกินเลย เกินพอดี เวลาทุกข์ ก็ไม่ทุกข์จนหาแสงสว่างไม่เจอ
โดนแฟนทิ้ง ไปง้อแล้วเขาไม่คืนดี ก็ไม่ต้องไปปีนเสาไฟฟ้า 70 ม.
แล้วโดดลงมาให้เป็นภาระปอเต็กตึ๊ง เหมือนข่าวเมื่อเช้า

เคยมีคนเปรียบว่า ทุกคนเป็นเหมือนนักมวยน่ะ ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงคิวขึ้นชก
เราจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนขึ้นชก หรือจะไปวัดดวงเอาตอนอยู่บนสังเวียนล่ะ

ในระดับก้าวหน้า..
การปฏิบัติธรรม จะช่วยให้เรามีปัญญาที่นำเราเข้าถึงที่สุดของชีวิต คือความดับแห่งทุกข์

พูดถึงตรงนี้ ก็จะมีคนสงสัยเสมอว่า.. เอ๊ะ ปกติผมก็ชอบอ่านหนังสือธรรมะนะ
ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแทงทะลุ แบบนี้เรียกว่าผมมีปัญญาอยู่แล้ว ผมไม่ต้องปฏิบัติได้ไหม

ถามแบบนั้น ก็ต้องตอบแบบนี้ว่า.. ถ้ามีปัญญาจริงๆ จะไม่ถามแบบนี้หรอก
เพราะถ้ามีปัญญาจริงๆ ควรรู้ว่า.. พระพุทธเจ้าท่านจำแนกปัญญา หรือความรู้เอาไว้เป็น 3 ระดับ

1. ปัญญาที่ได้จากการจำ คืออ่านมา ฟังมา แล้วจำได้ (สุตตมยปัญญา)
2. ปัญญาที่ได้จากการคิด ไตร่ตรอง (จินตมยปัญญา)
3. ปัญญาที่ได้จากการเจริญสติ ภาวนา (ภาวนามยปัญญา)

สองข้อแรกนั่นเป็นปัญญาทางโลก เอาไว้หาข้าวกินได้ ทำงานทำการได้
แต่ข้อหลังนี่ อ่านเอา ฟังเอา ก็ไม่พอ คิดเอายิ่งไม่ได้ ใหญ่
เพราะเรากำลังพูดเรื่องความรู้ที่จะนำพาชีวิต
ไปสู่การอยู่เหนืออำนาจของกิเลส เหนือดี เหนือชั่ว เหนือสุข เหนือทุกข์

จึงเป็นความรู้ที่ต้องลงมือสร้าง ต้องอดทน ต้องพยายาม พอควร
มันไม่ใช่ของที่ยากขนาดคนธรรมดาไปไม่ถึง ก็จริงอยู่
แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนฉีกซองมาม่าแล้วเทน้ำร้อนปิดฝาหรอกนะ

เหมือนเราไปเรียนต่อยมวย ฟังแต่ทฤษฎีแล้วก็นึกภาพตาม ว่าต้องทำยังไง
โค้ชบอกว่า ต้องฟุตเวิร์กยังไง ออกหมัดยังไง ต่อยหนึ่งสอง
ก้มหัว โยก สลับขา เบี่ยงตัว ฮุคซ้าย อัพเปอร์คัทขวา

ให้คุณฟังแล้วคิดอย่างเดียว สิบปี แล้วไม่เคยลงนวมเลย คุณว่าชาตินี้จะมีทางได้แชมป์ไหม

ก็การปฏิบัติธรรม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า
คือการทำความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่อง "ธรรมะ" ด้วยการปฏิบัติง่ะ

อาจจะมีคนถามว่า.. แล้ว "ธรรมะ" คืออะไรล่ะ คุณแอสตัน
ตอบว่า.. คือความจริงในธรรมชาติของกายและจิต นี่แหละ

ที่พระท่านให้ไปศึกษาธรรม ก็คือการเรียนรู้ความจริงของ กายนี้
ว่า.. กายนี้มันไม่เที่ยง มันคงที่ไม่ได้ เพราะมันเป็นทุกข์ และเราบังคับไม่ให้มันเป็นสุขตลอดเวลาไม่ได้

และเรียนรู้ว่า ใจนี้ .. มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเราบังคับให้มันสุขก็ไม่ได้ บังคับให้มันทุกข์ ก็ไม่ได้

เห็นความจริงอย่างนั้นบ่อยๆ เพื่อจะได้ให้จิตมันยอมรับความจริงในที่สุด
ถ้าจิตมันเข้าถึงตรงนั้น มันจะค่อยๆวาง คลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
สุขก็ไม่ยึด ทุกข์ก็ไม่แบก เพราะเห็นว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

หลักการกว้างๆ มันก็มีเท่านี้เอง..

เบื่อไหมครับนี่ .. ถ้าเบื่อจะได้เลิก.. ถ้ายังพอทนอ่านได้ จะเล่าเรื่องการปฏิบัติให้ฟังต่อ

บล็อคนี้ ประชาธิปไตยครับ ขอได้ 555
*********************************

ก่อนจบ มี น้องมะลิ หรือที่รู้จักในวงการว่า จจ. //mali.diaryis.com/
เธอชวนให้เล่น blog tag คือผมต้องเขียนสิ่งที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับตัวผม 5 อย่าง

แล้วแตะตัวคนอื่น ให้เล่นต่ออีก 5 คน ฉะนั้นใครจะโดนแตะมั่ง ก็เตรียมตัวนะ

อ่ะ 5 ข้อของผม

1. ผลไม้ที่ผมชอบที่สุด ไม่ใช่ทุเรียน มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ แอบเปิล กีวี สตรอว์เบอรี่

แต่มันคือ กล้วยน้ำว้าครับ

2. ผมเคยโดนครูขึ้นบัญชีดำ ผมเป็นเด็กเรียนดีก็จริง แต่สมัยเรียนประถมสอง สาม สี่ ครูประจำชั้น จะหมายหัวผมไว้ต่อๆกันมา ในฐานะนักเรียนที่ไม่ส่งการบ้านบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงเรียน

ผมผ่านการโดนลงโทษมาทุกรูปแบบ ทั้งวิ่งรอบสนาม คาบไม้บรรทัดยืนขาเดียวกางแขน ยกถังน้ำ ทำเวรเพิ่ม ตีมือ หยิก ตีก้น ตีน่อง

ถ้ากระทรวงศึกษาอนุญาตให้ครู ตอกเล็บ บีบขมับ โบยด้วยหวาย ตัดหัว เสียบประจานได้ ผมคงโดนไปแล้วล่ะ

ผมเรียนรู้อย่างนึงจากกรณีนี้ว่า เด็กจะไม่รู้สึกผิดที่โดนลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เพราะเขาจะมองว่า เขาได้ชดใช้สิ่งที่เขาทำไปแล้ว ด้วยการถูกครูลงโทษไง
(ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำบุตรหลานนะครับ แฮ่..)

3. ผมกลัวความสูงครับ อันนี้ไม่มีคำอธิบาย ไม่ทราบสาเหตุ รู้แต่ว่า ถ้าไปอยู่บนที่สูง แล้วมองลองมาในแนวดิ่ง ขาจะอ่อนปวกเปียก แม้แต่ดำน้ำ ก็ไม่ชอบดำในที่ลึกๆ ที่มองไม่เห็นพื้น บรื๋อสสส์

4. นักร้องคนโปรดสมัยเด็กๆคนแรก คือ แหม อยากจะตอบให้มันเท่ๆ ประเภท บีทเทิลส์ เอลวิส เลด เซฟพลิน เอลตัน จอห์น เดวิด โบวี่ เอริค แคลปตัน จังเลย

แต่ในความจริง คำตอบคือ เพลิน พรมแดน ครับ น้าแกเป็นเจ้าตำรับเพลงขำๆ ประเภทร้องไป ก็ส่งมุกตลกคั่นเพลงไปด้วย เพลงดังๆของน้าเพลิน คือ คนเก่งภาษา แล้วก็เพลงอาตี๋สักมังกร เป็นต้น

5. ผมเป็นคนชอบดอกไม้ อันนี้จะดูหญิงไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ผมรู้สึกว่า ถ้าบ้านช่อง หรือที่ทำงาน มีดอกไม้ มันจะดูมีชีวิตชีวาขึ้นยังไงบอกไม่ถูก

ผมเคยส่งดอกไม้ให้ผู้หญิงหลายหน แต่มีน้อยครั้งที่มีผู้หญิงให้ดอกไม้ผม ซึ่งผมอาจจะไม่ได้แสดงออกมากนัก ถึงความดีใจ แต่จริงๆน่ะดีใจมากเลยนะ

ผมชอบดอกไม้ทุกสี แต่ชอบสีขาว มากกว่าสีอื่น เคยตั้งใจว่า ถ้ามีบ้าน อยากได้ที่ดินปลูกต้นไม้เยอะหน่อย จะมีแต่พวกดอกสีขาว อย่างลั่นทม ดอกแก้ว ดอกปีบ ต้นโมกข์

พอแล้วนะ 5 ข้อ อิอิ เดี๋ยวรู้หมด

อีก 5 คน จะแตะใครดี กลัวเค้าไม่ยอมเล่นด้วยอ่า ..

king of pain อรุ คุณตู่ น้องนุ่น และ คุณ Q Nuh ผมเลือก 5 ท่านนี้ละกัน

แต่จะเล่น ไม่เล่น ก็ไม่ว่ากันนะครับ




 

Create Date : 07 มกราคม 2550    
Last Update : 12 มกราคม 2550 19:01:53 น.
Counter : 1050 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.