Group Blog
 
All blogs
 

เวลา เงินเดือน ชีวิต




สมัยนึง ผมเคยเป็นคนเข้มงวดในเรื่องเวลามากจนตึงเปรี๊ยะ

ผมเลยติดนิสัยตั้งเวลานาฬิกาแต่ละเรือนให้เร็วกว่าความจริงประมาณ 10 นาที
กะว่าจะได้ทำอะไรเร็วกว่าชาวบ้าน ไม่สาย ไม่ช้า

แต่หลังจากนั้นระยะนึง ผมค้นพบว่า ผมก็แค่หลอกตัวเองเท่านั้น
เพราะใจมันก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่า นาฬิกามันเร็วกว่าชาวบ้านอยู่ 10 นาที เสมอ

อีกอย่างที่ผมเคยชอบทำคือ.. ถ้ามีนัดสำคัญที่ต้องตื่นเช้ากว่าปกติ
ผมจะตั้งนาฬิกาปลุกให้เร็วกว่าเวลาที่ควรตื่น ประมาณ 15 นาที
เช่นควรจะตื่น ตี 5 ครึ่ง ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ตี 5 15 นาที

แล้วที่สุดมันก็ไม่มีประโยชน์
เพราะเราก็รู้สึกว่า มันยังนอนขี้เกียจได้อีกหน่อย
เพราะนอกจากนาฬิกาจะเร็วกว่าเวลาจริง ยังตั้งปลุกเผื่อไว้เสียอีก
พอปิดตาลง งีบต่อ เผลอๆจะตื่นหลัง ตี 5 ครึ่งไปซะก็มี

ที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะตั้งนาฬิกาให้เร็ว หรือช้ากว่าความจริง
เราก็ยังมีเวลาวันละ 24 ชม. เท่าเดิม

ยังมีสุขบ้างทุกข์บ้างเหมือนเดิม
ทุกอย่าง ก็ยังเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเหมือนเดิม

อีกเรื่องนึง.. ปกติ เงินเดือนคุณผู้อ่าน ออกวันไหนกันครับ?

ตั้งแต่เรียนจบมา ผมทำงานมาแล้วหกบริษัท
แต่ละที่มีกำหนดวันจ่ายเงินเดือน เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง

บางที่เงินเดือนออกก่อนสิ้นเดือน 5 วันบ้าง 3 วันบ้าง
บางที่ก็จ่ายเงินเดือนทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน
แต่ช้าที่สุดก็คือสิ้นเดือน

สมัยย้ายที่ทำงาน ที่เคยรับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน
แล้วมารับเงินเดือนก่อนสิ้นเดือน 5 วัน ผมดีใจแทบแย่

คือถ้ามองเผินๆ ก็เหมือนเราได้สิทธิพิเศษ
ได้เงินเดือนตั้งแต่ยังทำไม่ครบเดือน

แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็พบว่า มันดีเฉพาะเดือนแรก
เพราะหลังจากนั้นรอบเวลาในการใช้เงิน มันก็คือ 30 วันเท่ากันแหละ

เราจะได้เงินเดือนก่อนสิ้นเดือนกี่วัน หรือสิ้นเดือนพอดี
ถ้าจัดการไม่ดี มันก็ร่อแร่ได้พอกัน

ชีวิตก็เหมือนกัน บางวันมันจะทุกข์มากกว่าสุข
บางเดือนจะสุขมากกว่าทุกข์ไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
จะสุขสั้นทุกข์ยาว หนาวมากกว่าอุ่น ก็ไม่เป็นไร

มันต่างก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเสมอกัน
และที่แน่ๆ มันจะวนกลับมาใหม่ในที่สุด
เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด เกิดแล้วดับ สลับไปมา

ไม่แต่ตัวเราหรอก มองทุกอย่างในโลกนี้ ก็คล้ายๆกัน
ฉะนั้น ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น เหมือนเห็นคลิปฉาว
มันก็โอ๊ยๆ อ๊าวๆ ราวๆนั้น แล้วก็ผ่านไป

บ้านเมืองมันเจริญๆอยู่ แล้วก็เสื่อม
มีอัศวินขี่ม้าขาวมา เริ่มตากฝนนาน จนม้าชักจะไม่ขาว
เจริญได้ ก็เสื่อมได้ เสื่อมได้ ก็เจริญได้

ถามว่า..แล้วความสุข ความพอดีจะอยู่ตรงไหน
ตอบว่า.. อยู่ที่ใจที่เป็นกลาง เห็นถูกว่ามันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง

คำว่า.. ใจที่เป็นกลาง ก็เป็นคำที่คนเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยๆ
วันก่อน มีคนถามว่า.. เอ๊ะ.. ถ้าพี่โดนคนเข้าใจผิดมายืนด่าๆๆๆๆ
พี่ก็ต้องเป็นกลาง วางเฉยเหรอ

ผมตอบไปว่า.. ธรรมะ นี่เอาไว้แก้ทุกข์ทางใจนะครับ
ไม่ได้เอาไว้แก้ปัญหาทางโลก

คนมาด่า ถ้ามีสติเห็นความโกรธไวๆ
(ไม่ได้ห้ามโกรธ แต่โกรธแล้วรู้ไวๆ รู้แล้วไม่ต้องอยากให้หาย)
ความโกรธก็ไม่ท่วมใจ ใจก็เย็นพอจะแก้ปัญหาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยสติ

อะไรที่สมควรบอก ก็บอก ใครที่พูดด้วยได้ ก็พูด
อะไรที่ไม่สมควรบอก ก็อย่าบอก ใครที่พูดด้วยไม่รู้เรื่อง ก็พูดเท่าที่พูดได้

ไม่ได้แปลว่าต้องหูหนวก เป็นใบ้ ตาบอด
ไม่รู้ ไม่ฟัง ไม่พูด ไม่เห็นอะไรเลย

แต่บางที กับบางคน ในบางเวลา
พูดไปก็สองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง นะครับ


สุขสันต์วันหยุดชดเชยครับ





 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 2 สิงหาคม 2550 8:23:00 น.
Counter : 1144 Pageviews.  

อยาก = ไม่ได้



สวัสดีครับ กลับมาแล้วครับ ยังไม่ได้โสดาบันหรอกครับ

อันนี้บอกไว้ก่อน เพราะมีคนเมล์มาถามผมเฉยเลย ว่าผมได้โสดาบันหรือยัง
และเกรงว่าจะมีคนเข้าใจไปอย่างนั้น เลยออกตัวไว้ตรงนี้เลย

เรื่องแบบนี้ อยากไม่ได้หรอกครับ คำมันตรงตัวอยู่แล้ว

"อยาก" ==> "ไม่ได้"

คือถ้ายังอยาก ก็ยังไม่ได้ ยิ่งอยากมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่ได้เท่านั้น
ผมเรียนรู้ว่า.. ไอ้ทางสายกลางมันคือแค่ตรงนี้แหละ

คือการมีความใส่ใจในการทำเหตุ คือรู้สึกตัว เจริญสติบ่อยๆ
ไม่ได้ปล่อยให้ชีวิตลอยไปเรื่อยๆ ตามกระแสความอยาก

แต่ไม่ใช่จงใจเข้าไปทำความรู้สึกตัว หรือเพ่ง ด้วยความอยาก
ยกตัวอย่างก็ได้.. เอาเรื่องความโกรธ

สมัยผมเริ่มหัดปฏิบัติใหม่ๆ ผมไปเข้าใจเอาว่า สติคือการกำหนด
โกรธขึ้นมาทีไร ก็นั่งกำหนด กำหนด กำหนด โดยไม่รู้ว่ากำลังทำผิด

ผิด เพราะพระพุทธเจ้าท่านให้ "รู้" ไม่ใช่นั่งเพ่งจิต
ผิด เพราะเวลากำหนด ผมไม่เคยเห็นเลยว่าทำไปด้วยความอยาก

อยากให้หายโกรธ อยากเก่ง อยากดี อยากพ้นทุกข์
ถามว่าอยากแล้วเป็นคนดีมั้ย..เป็นครับ แต่ไม่ได้ปัญญานะ
ถ้าไม่เกิดปัญญา เรื่องการบรรลุธรรม ก็อย่าได้หวัง

ถามว่าเพ่งไป กำหนดไป หายโกรธมั้ย.. หายบ้าง ไม่หายบ้างครับ

ที่หายโกรธได้ เพราะเพ่งไปกำหนดไป บางทีจิตมันเกิดสมาธิขึ้น
เมื่อกำลังสมาธิดี มันก็ไปข่มความโกรธไว้ได้

ที่ไม่หายโกรธ ก็เพราะเราเพ่งความโกรธด้วยความอยาก
ความอยากก็เป็นกิเลสตัวนึง โทสะก็เป็นกิเลสตัวนึง

เราดับกิเลส ด้วยกิเลสไม่ได้ฉันใด
เราก็ดับไฟที่ติดเพราะน้ำมันดีเซลด้วยน้ำมันเบนซินไม่ได้ ฉันนั้น

หลักมันมีอยู่ว่า.. ถ้าเพ่งเมื่อไหร่ ปฏิบัติด้วยการคิด
ด้วยการบังคับเมื่อไหร่ จะเป็นสมถะทันที
ปัญญา จะเกิดจากวิปัสสนาเท่านั้นนะครับ คือต้องเห็นของจริง

ที่บอกให้รู้ไปเฉยๆ ดูโทสะความโกรธในใจเรา เหมือนดูคนตีกัน
ให้ดูอยู่วงนอก ไม่ต้องเข้าไปช่วยเขาตี ก็เพราะเหตุนี้

แล้วคุณก็จะเห็นความจริงว่า มันตีกันเองเพราะมีเหตุไม่มีใครบังคับ
แล้วพอหมดเหตุที่มันจะตีกัน เช่นหมดแรง มันก็เลิกกันไปเอง

ความโกรธ มันเกิดขึ้นมาได้เอง ด้วยเหตุและปัจจัย
มันก็ดับได้เอง เมื่อเหตุและปัจจัยมันหมด เราไม่จำเป็นต้องบังคับมัน

การเห็นความจริงตรงนี้ว่า มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แล้วดับไปเองตามธรรมชาติ
คือการเห็นตรงตามความเป็นจริง อย่างเป็นกลาง ไม่แทรกแซง
อันนี้แหละคือเคล็ดสำคัญของวิปัสสนา ที่จะนำปัญญามาให้

วิปัสสนา ไม่ได้ทำเพื่อจะเป็นคนไม่มีความรู้สึกรู้สา
ไม่ใช่ว่าไม่โกรธ ไม่รัก ไม่เสียใจ ไร้อารมณ์แปลว่าดี
อาจารย์ผมท่านเคยบอกว่า.. ถ้าแบบนั้นดีจริง
คนที่เป็นอัมพาต หูหนวก ตาบอด จะบรรลุธรรมกันหมด

แต่วิปัสสนา ทำด้วยการ"ตามรู้" ปรากฏการณ์ต่างๆของกายของจิต
คือต้องมีอารมณ์ มีการทำงานของจิต ถึงจะมีอะไรให้รู้ให้ดู
เราทำเพื่อให้เข้าใจว่า.. ทุกอย่างมันมีธรรมชาติของมัน
มันล้วนแต่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
จะเป็นดอกไม้หรือหมาเน่า
ของหอมหรือของเหม็น ความเย็นหรือความร้อน

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุและปัจจัย ทำให้เกิด
ไม่ได้เกิดเพราะเราอยากหรือไม่อยาก ชอบหรือไม่ชอบ

ฉะนั้น ถ้าวันนี้ใครจะรักเรา หรือไม่รัก
ก็เพราะมันมีเหตุและปัจจัยของความรักอยู่
ไม่ใช่เพราะเราอยากให้เขารัก หรือไม่อยาก

ฝนจะตกรถจะติด น้ำจะแล้งหรือท่วม
มันก็เกิดเพราะมีเหตุของมัน มันจะคลายและดับไป เมื่อหมดเหตุของมัน

คนทำวิปัสสนาเป็น จะเห็นว่าทุกข์ ไม่ได้เกิดเพราะฝนตก
แต่เห็นว่า ทุกข์เกิดเพราะเราไม่อยากให้ฝนตก

พูดในระดับชาวบ้านอย่างผมกับคุณ
คนเราถ้าอยากในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่มันเกิด ก็ทุกข์
ถ้าอยากแล้วได้สมอยากก็สุข

อย่างฝนตก ถ้าคนในเมืองอย่างเรา อาจจะสุดเซ็ง
แต่ถ้าชาวนาแถวทุ่งกุลาร้องไห้ มันอาจเป็นเรื่องสุดเฮง
ทั้งๆที่ตกมาเท่าๆกัน พร้อมๆกันนี่แหละ

ทุกข์ของความรัก ไม่ได้เกิดเพราะเขารักเรา หรือไม่รัก
แต่เกิดขึ้นเพราะเราอยาก ในสิ่งตรงข้ามกับที่มันเป็น

อย่างไรก็ดี ครูบาอาจารย์ท่านว่า.. ดูๆไปนะ แล้ววันนึงจะเห็น
ว่ากายกับจิตเรานี่แหละตัวทุกข์ ไม่ว่าจะมีความอยากหรือไม่อยาก

อันนั้นเราก็ฟังท่านไว้นะครับ ยังไม่ต้องเชื่อ

รู้สึกตัวไปเรื่อยๆ เห็นจริงเมื่อไหร่ ก็รู้แก่ใจเอง ว่าท่านพูดจริงหรือโม้

สุขสันต์ "วันนี้" ครับ





 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2550 7:56:55 น.
Counter : 1206 Pageviews.  

ปลีกวิเวก




ช่วงนี้ มีความเป็นไปหลายอย่างในชีวิตที่ทำให้ผมรู้สึกว่า
ผมอยากจะงดการเขียนบล็อคชั่วคราว

อย่างน้อยก็ถึงวันเกิดผมในเดือนหน้า

ผมอยากเอาเวลาไปปลีกวิเวกเสียหน่อย
เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำสองสามเรื่อง

และการปฏิบัติของผม กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ผมจะกลับมาอีกในวันเกิด โดยหวังว่าจะมีสต็อคเรื่องที่เขียนมาโพสต์อีกหลายเรื่อง

แต่อย่างที่ผมบอกเสมอ.. ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

ถ้าเผื่อว่าผมตัดสินใจหยุดเขียนไป
อย่างน้อย บล็อคที่เขียนทิ้งไว้ สองร้อยบล็อคเศษ
ก็คงมากพอ ถ้าใครนึกอยากอ่านเล่นๆ

ขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์แวะมาอ่านเสมอมานะครับ
ไม่ว่าท่านจะลงชื่อหรือไม่ก็ตาม

ส่วน Group Blog ที่มีไว้ถามคำถาม ยังเปิดเหมือนเดิม
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติธรรม ผมยินดีจะช่วยตอบให้ครับ

รักษากายใจให้ดีกันทุกท่าน
โชคดีนะครับ



ทิ้งเพลง Different Seasons ไว้ให้ครับ

There is a face deep in your mind
One that your heart won’t leave behind
Memories are cold-empty of laughs
And all that remains are photographs

(chorus)
When she’s gone there are no reasons
Nature’s cruel - it’s just different seasons
Going on and on

There is a voice deep in your soul
Telling your not to lose control
And day after day you hold back the tears
’cos pain is the greatest of your fears

(chorus)

There are no reasons
Say it’s only different seasons




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2550 8:51:25 น.
Counter : 1426 Pageviews.  

ด้านดีของอุบัติเหตุ ดวงและกรรม



ช่วงนี้ท่าทางผมจะโชคดีเป็นพิเศษ

สองสามวันก่อน เพิ่งจะพบว่ามีคนถอยรถมาชน
จนกันชนหน้าเป็นรอย ป้ายทะเบียนงอ โดยไม่ทราบคู่กรณี

วันนี้ขับรถออกจากที่ทำงาน ก็มีรถมอเตอร์ไซด์
แซงซ้ายขึ้นมาอย่างเร็ว แล้วหลบรถเมล์ทางซ้าย
น้องเขามีแฟนซ้อนท้ายมา พอเกี่ยวรถผมแล้วก็ล้มระเนระนาดอยู่หน้ารถผม

เดชะบุญผมขับไม่เร็วมาก กระทืบเบรกทันก่อนจะเกิดเหตุสยอง

ว่ากันตามกฏหมาย ผมได้เปรียบเขาทุกประตู
แต่ก็นั่นแหละ.. รู้ก็รู้ว่า น้องเขาไม่มีตังค์ เจ็บก็เจ็บ

ตกลงผมก็ต้องพาเขากะแฟนไปโรงพยาบาล
จ่ายค่าทำแผล ค่ายา พาไป สน.ตำรวจ เคลียร์กับประกันให้

มองในแง่นึง..
สมมติว่านี่เป็นกรรมที่เราต่างต้องมาใช้ในวาระเดียวกัน

เขาเจ็บตัว รถก็พัง คนรักก็เจ็บ ส่วนผมรถเป็นรอยขูด
เสียเวลา เสียเงินเกือบสามพันแต่ไม่เจ็บตัว

ผมก็ว่าผมโชคดีแล้วนะ

คิดแบบนี้แล้วสบายใจดีนะครับ

ที่คิดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะผมคิดว่ามันเป็นดวงหรอกนะครับ
แต่ผมเชื่อว่า ทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ

ทุกอย่างที่เป็นผล ย่อมมีเหตุของมันเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากในอดีต หรือเหตุในปัจจุบัน

ถ้าเป็นเหตุในอดีตเรียกว่ากรรมเก่า
ถ้าเป็นเหตุในปัจจุบัน เรียกว่ากรรมปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าการที่ผมออกจากที่ทำงานเร็วกว่าปกติ
การที่ผมตัดสินใจขับแซงรถเมล์ และมีอุบัติเหตุ เป็นกรรมเก่า

แต่หลังจากมีเหตุแล้ว ผมจะเพิกเฉย ผมจะปกป้องสิทธิตัวเอง
โยนภาระทุกอย่างไปให้คนขี่อเตอร์ไซด์ หรือช่วยเหลือเขา
อันนี้เป็นกรรมใหม่

ผมถึงบอกว่าผมโชคดี
เพราะนอกจากจะได้ใช้หนี้เก่า โดยไม่สร้างหนี้ใหม่ขึ้นมา
ผมยังได้ทำบุญ ทำอภัยทาน

ที่สำคัญคือ.. ผมยังปลอดภัย กลับมาเขียนบล็อคให้คุณอ่านได้

ถ้าเจอเรื่องแย่ๆครั้งต่อไป .. มองในแง่ดีไว้นะครับ






 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2550 0:02:41 น.
Counter : 965 Pageviews.  

การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่




มีเพลงอยู่เพลงนึง ที่ผมเคยเอาใส่ในบล็อคมาครั้งนึงแล้ว

เพลงนั้นชื่อ Nature Boy
เป็นเพลงที่ถูกใช้เป็นเพลงเปิดตัวหนังเรื่อง Moulin Rouge ที่มี ยวน แม็คเกรเกอร์ แสดงคู่กับนิโคล คิดแมน

เพลงนั้นมีเนื้อเพลงพูดถึงหนุ่มผู้ปราดเปรื่องแต่ลึกลับคนหนึ่ง
ที่เดินทางไปทั่วดินฟ้ามหาสมุทรมาแล้ว แล้วก็พูดประโยคขมวดท้ายว่า

The Gretest Thing you'll ever learn is to love and be loved in return.



ฟังดูยิ่งใหญ่มากจริงๆด้วย ถ้ามองในมุมความสุขทางโลกอ่ะนะ

แต่จำได้ไหมครับ ที่ผมเคยเล่าว่า
ความสุขทางโลกของคนเรามันมักจะมาพร้อมเงื่อนไข
"ถ้า" อย่างนั้น "ถ้า" อย่างนี้ ถึงจะมีความสุข

อย่างในประโยคนั้นเอง ก็ยังบอกว่า
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ คือการได้รักและถูกรักตอบคืนมา

คือถ้าเขาไม่รักตอบมานี่ ไม่ยิ่งใหญ่แล้วนะ

ตรงกันข้าม .. ผมเรียนรู้ว่า
มีการเรียนรู้อีกอย่าง ที่เป็นที่กล่าวถึงมาสองพันกว่าปี
และให้ความสุขอีกแบบหนึ่ง ที่ทางโลกให้ไม่ได้

เพราะความสุขจากธรรม มันไม่ต้องการเงื่อนไขอะไร
นอกจากการมีสติรู้กาย รู้ใจ ของตัวเองนี่แหละ

ถ้าคุณอ่านบล็อคผมมาสักระยะนึง คุณคงไม่แปลกใจ
ถ้าผมจะแนะนำให้คุณใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นพุทธโดยกำเนิด

เราอาจจะไม่ได้เลือกศาสนาตั้งแต่เกิดด้วยตัวเอง
แต่เราก็เลือกได้ ว่าจะใช้โอกาสนี้ ให้เป็นประโยชน์แค่ไหน

อย่างเรื่องการหัดเจริญสติ ในชีวิตประจำวัน ด้วยการรู้สึกตัวบ่อยๆ
อันนี้เป็นสิ่งที่รับรองได้ว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความแตกต่างให้ชีวิตคุณเอง

คุณดังตฤณ เคยเขียนหนังสือชื่อ "มีชีวิตที่คิดไม่ถึง"
ผมก็อยากบอกว่า.. คนที่ลงมือปฏิบัติจริงๆ จะเข้าใจว่า
ชีวิตแบบพุทธแท้ๆ มันมีสุขแบบที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงจริงๆ

หลายบล็อคก่อนโน้น
ผมเคยพูดถึงคุณค่าของน้ำแก้วเดียวจากมหาสมุทรแห่งธรรม

น่าเสียดาย ที่คนจำนวนมากขาดการเรียนรู้ที่เพียงพอ
บางคนยังเข้าใจว่า การเป็นชาวพุทธคือไปวัดทำบุญ
สวดมนต์ไหว้พระถือศีล แม่ก็ปลื้มแล้ว.. จบ

แต่ไม่ทราบว่า มันยังมีการศึกษาเรื่องจิต เพื่อเจริญสติให้เกิดปัญญา

บางคนเข้าใจว่า การเป็นชาวพุทธที่ดี คือการหนีจากชีวิตทางโลก
แต่ไม่ทราบว่าการเป็นพุทธที่ดี
คือการเรียนรู้จะอยู่ในโลกอย่างเป็นสุข
ด้วยการรู้เท่าทันทุกข์อย่างมีสติ...ต่างหาก

วันก่อนไปทานมื้อค่ำกับเพื่อน ที่เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน
พบกับภรรยาของเจ้าของร้าน ซึ่งคุ้นเคยกันมาหลายปี
และชอบมาสอบถามข้อปฏิบัติกับผม

ผมทักไปว่า หมู่นี้ ได้ปฏิบัติบ้างไหม
เธอบอกว่า.. ไม่มีเวลาเลย วันๆยุ่งมากๆ
แต่ก็พยายามปลีกเวลามาปฏิบัติ อาทิตย์ละหน

ฟังแล้วก็นึกออก ว่าเธอหมายถึง
เวลาที่มานั่งไหว้พระสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ
หรือบางท่านจะเรียกว่า การปฏิบัติในรูปแบบ

เลยแนะนำเธอไปว่า.. ปฏิบัติมีสองอย่าง
อันนึงคือปฏิบัติในรูปแบบ ซึ่งคนเมืองส่วนมากไม่ค่อยมีโอกาส

ส่วนอีกอย่าง คือปฏิบัติในชีวิตประจำวันนี่แหละ
คือมีชีวิตตามปกติและปฏิบัติไปด้วย

อย่างเธอนั่งเก็บเงินหลังเคาน์เตอร์
ลูกค้าเยอะแล้วมีความสุข รู้ว่ามีความสุข
ลูกน้องไม่ได้อย่างใจ หงุดหงิด รู้ว่าหงุดหงิด
ลูกค้าต่อว่า พูดจาไม่ดี โกรธ รู้ว่าโกรธ

มีเคล็ดอีกอย่าง ที่ผมจำมาจากเพื่อนผมคนนึง ที่เป็นจิตแพทย์
เขาเคยแนะนำให้คนไข้ ที่อารมณ์ร้าย โกรธง่าย โทสะแรงทำ
คือการมีกระดาษไว้แผ่นนึง เวลาโกรธใครขึ้นมาครั้งนึง
ก็ขีดลงไปหนึ่งขีด แล้วดูว่าแต่ละวันโกรธกี่หน

อันนี้เป็นการฝึกสติอย่างง่ายๆ และได้ผล

ถามว่าขีดแล้วจะเรียนรู้อะไรยิ่งใหญ่ขนาดไหนเหรอ คุณแอสตัน

อืมม์.... ตอบไงดี..

ตอบแบบนี้ก็แล้วกัน.. ถ้าคุณสามารถค้นหาคำตอบว่า
ตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร

ถ้าคุณรู้ความจริงว่า.. สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า"ตัวเรา" น่ะ
มันไม่เคยมีอยู่จริงหรอก

คุณว่ามันยิ่งใหญ่ไหมล่ะ

ไม่ได้พูดเล่นนา..





 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2550 22:56:48 น.
Counter : 982 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.