Group Blog
 
All blogs
 

ทางรอดของคนจิตตก



มีความจริงบางอย่างในชีวิตของคนเรา ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็ปฏิเสธไม่ได้

นั่นคือ.. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราจะต้องเผชิญหน้ากับความเสื่อมของจิต ที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า จิตตก..

มันจะมีสักวัน ที่คุณอาจจะรู้สึกว่า ไม่ว่าจะทำอะไร มันก็ไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่าง
ทำอะไรก็ผิด..คิดอะไรก็พลาด หาคนเข้าใจสักคน ก็ไม่มี

ผมเองก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น เพราะวันนี้เป็นวันที่เกือบจะบอกได้ว่าผมรู้สึกอย่างนั้นเลยแหละ

เวลามีอาการแบบนี้ อย่าพยายามไปขอให้ใครมาช่วยอะไรเป็นอันขาด นั่นเป็นข้อแนะนำเบื้องต้น

เพราะคุณอาจจะเสี่ยงกับการผิดหวังซ้ำซ้อน เนื่องจากถูกปฏิเสธ หรือเขาอาจจะไม่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณในเวลานั้น

พึงรำลึกว่า คนทุกคนมีธุระของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะรู้สึกแย่ขนาดไหน ก็อย่าเอาภาระนั้นไปส่งต่อให้ใครช่วยแบก

ยิ่งไปกว่านั้น เคล็ดลับสำคัญอย่างนึงที่ผมอยากบอกคือ
แม้แต่ตัวคุณเอง ก็ไม่ควรเข้าไปแบกมันไว้เป็นภาระ

แค่รู้ทันว่าจิตมันตก ถ้าโชคดี คุณเคยฝึกเจริญสติอย่างถูกวิธี คุณจะเห็นว่า จิตตก จิตขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมชาติ

อะไรที่มันเป็นธรรมชาติ แปลว่า มันจะมา มันจะไปก็ด้วยเหตุปัจจัยอะไรบางอย่าง ที่มีขึ้นและหมดไป

เหมือนฝนมันจะตก มันก็ตก เพราะความชื้น ความกดอากาศ ที่พอดีพอเหมาะ

แต่ข้อดีของความเป็นธรรมชาติก็คือ มันตกได้แล้วมันก็หยุดได้เอง ตามกฏที่เป็นสโลแกนของบล็อคนี้

สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อมีการเกิดขึ้น ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา

จิตมันเจริญได้ มันก็เสื่อมได้ มันตกได้ มันก็หายได้ มันไม่เป็นอย่างใดอย่างนึงอยู่อย่างเดียวตลอดเวลาหรอก

ความพลาดที่เรามักจะทำกันคือ เวลาที่จิตตก เรามักจะเกลียดมัน และดิ้นรนหาทางหลุดจากภาวะนั้น

ซึ่งบางทีมันก็เหมือนฝนตกแล้วคุณพยายามดิ้นรนทำให้ฝนมันหยุดตกนั่นแหละ นอกจากจะเหนื่อยเปล่าแล้ว คุณอาจจะเข้าข่ายผิดปกติ

แทนที่จะหาที่อยู่เหมาะๆ อยู่ในร่มแล้วใช้ชีวิตไป ส่วนฝนตกก็เรื่องของฝน

ฝนหยุดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เรื่องของฝนมัน เพราะเราดิ้นรนไป ก็ไม่ได้ทำให้ ฝนมันหยุดตกได้ ก็อย่าไปเหนื่อย

ฟังเพลงดีกว่า






 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2550 1:09:31 น.
Counter : 1496 Pageviews.  

ความงามในความไม่สมบูรณ์



ผมอ่านบทความชิ้นนึงจาก FWD mail เมื่อตอนบ่าย
เจ้าของบทความคือพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันทร์แห่งมติชน

เป็นเรื่องของพระรูปนึง ที่ท่านก่อกำแพงอิฐขึ้นจนแล้วเสร็จ แล้วค่อยเห็นว่า ท่านวางอิฐพลาดไปสองก้อน เป็นความไม่สมบูรณ์บนกำแพงที่สวยงาม

จะรื้อกำแพงทิ้ง แล้วก่อใหม่ ก็ไม่มีเงินมากพอ ท่านจึงต้องทนเก็บความรู้สึกผิด และอับอายไว้ทุกครั้งที่มองกำแพงนั้น

วันหนึ่ง มีคนมาเที่ยวชมวัด แล้วหยุดยืนมองกำแพงนั้นอยู่นาน ท่านก็อุตส่าห์ไปยอมรับว่า กำแพงนี้ไม่สมบูรณ์เพราะอิฐสองก้อนที่วางพลาดไปจากฝีมือท่านเอง

แต่คนๆนั้น กลับบอกท่านว่า .. มันไม่สมบูรณ์ก็จริงอยู่ แต่เพราะอิฐสองก้อนนั้นเอง ทำให้กำแพงเรียบๆที่น่าจะธรรมดาเหมือนกำแพงทั่วๆไป ดูไม่ธรรมดา เพราะมันแตกต่างนั่นเอง

พระรูปนั้น ถึงกับจิตสว่างขึ้นมา และมองเห็นว่าตัวเองพลาดมานาน ที่มัวแต่ไปจดจ่อกับอิฐสองก้อนที่ไม่สมบูรณ์ แต่ลืมสนใจอิฐอีกนับร้อยๆก้อนบนกำแพงที่สมบูรณ์

ผมเองก็มีอิฐสองก้อนที่ว่าในกำแพงชีวิตของผมเหมือนกัน
แล้วก็เห็นด้วยว่า ผมนั่งเพ่งโทษตัวเองเรื่องอิฐสองก้อนนั้นอยู่นานนับปีๆ เหมือนพระรูปนั้น

ถามว่าทุกวันนี้ เลิกหรือยัง .. ตอบว่า ใกล้แล้วครับ
เพราะผลจากวิปัสสนานี่แหละ

ทุกวันนี้ผมเห็นว่า ไม่ว่าจะอิฐทุกก้อนบนกำแพงจะสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ ขอให้ประกอบขึ้นเป็นกำแพงที่แข็งแรงได้ตามเป้าหมาย ก็พอแล้ว

ผมนึกเลยไปถึงเรื่องที่มักจะได้ยินคุณผู้หญิงพูดประโยคนึงคล้ายๆกันว่า..

ฉันไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบหรอก ฉันมีข้อเสียหลายอย่าง ฉันไม่ใช่คนสวย ฯลฯ

ผมอยากบอกว่า.. โลกนี้มีหลายอย่างที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่น่าสนใจ เพราะมันสมบูรณ์เกินไปจนมันไม่งาม

ผู้หญิงสวย อาจจะไม่ใช่คนดูดีหรือน่ารัก และคนที่น่ารักดูดี อาจจะไม่ใช่คนสวย

บทความนั้นเขาทิ้งท้าย ด้วยการยกตัวอย่างหอเอนปิซ่า .. ถ้ามันสมบูรณ์ตั้งตรง 90 องศา มันก็คงไม่มีเสน่ห์ที่ทำให้ดังมากมายไปทั่วโลก อย่างทุกวันนี้เป็นแน่

ฉะนั้น... จงยินดีกับความไม่สมบูรณ์ของเรากันเถอะครับ






 

Create Date : 30 เมษายน 2550    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2550 0:59:02 น.
Counter : 1202 Pageviews.  

มีดคมๆ บล็อคเก่า เล่าเรื่องศีล ชาล้นถ้วย



ผู้รู้ท่านเคยเปรียบว่า .. มีดคมๆนี่มีประโยชน์ ใช้งานได้สารพัด
เอาไปเหลาไม้ชิ้นไหนให้คมเท่าไหร่ก็ได้ ยกเว้นที่เดียวที่เหลาไม่ได้ ..คือด้ามของตัวเอง

อิอิอิอิ

อันนั้นเขียนไว้เตือนใจตัวเองนะครับ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่งานยุ่งมากนะครับ เยอะอย่างเดียวไม่พอ ยุ่งด้วย แถมยังยากอีก

ยากขนาดที่ผมเห็นว่า ผมยังเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดา มีรักโลภ โกรธ หลง น้อยใจได้ เสียใจเป็น ยังวิ่งหาสุข แม้จะวิ่งหนีทุกข์น้อยลง

ส่วนที่ดีก็ไม่ใช่ไม่มีหรอกนะครับ เพียงแต่บางทีผมก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบให้ค่ากับเรื่องร้ายๆมากกว่าเรื่องดีๆ

หนึ่งในเรื่องดีๆ คือน้องสาวท่านนึง เธออุตส่าห์มานั่งอ่านบล็อคของผมจนหมด แล้วคัดๆไปห้าหกบล็อค ที่เกี่ยวกับหนัง

แล้วเมล์มาขออนุญาตว่าจะเอาไปเสนอทีมงาน ถ้าผ่านก็จะได้เผยแพร่ในวารสารธรรมะออนไลน์ และแนบบล็อคที่เธอคัดมาแล้วให้ผมดู

ผมอ่านแล้วก็.. เออเว้ย.. เรามีบล็อคที่เขียนใช้ได้งี้เลยเหรอเนี่ย 5555

อนุโมทนานะคุณกลางชล ในความพยายามคั้นกะทิจากถังน้ำเปล่าของพี่

น้องคนนี้ ผมชอบแซวเธอว่า น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "ฝั่งชล" เผื่อจะถึงฝั่งไวขึ้น 55555
เวลาชมว่าเธอเป็นพวกงามนอกงามใน เธอจะรีบถ่อมตัวเป็นการใหญ่

เวลาคุยกับเพื่อนๆบางคน ที่เขาสนใจสิ่งที่ผมเขียน แต่ไม่คิดจะมาปฏิบัติ
ผมจะรู้สึกได้ว่า เขาไม่ได้ใส่ใจพุทธศาสนา เพราะเขาไม่ศรัทธาพระ เขาไม่ชอบพิธีกรรม รูปแบบของศาสนาที่เป็นอยู่

อยากบอกว่า การทำบุญ สร้างกุศล ปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องเฉพาะตัว มันเป็นคนละส่วนกับพิธีกรรม พระสงฆ์ หรือศรัทธานะครับ

การศึกษา ปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องการเจริญสติ ปัญญา
ทำแล้วมีสติ มีความสุข มีทุกข์น้อย เพราะเข้าใจความจริงของทุกข์ มีปัญญาและปล่อยวางทุกข์ได้ในที่สุด

เรื่องไปวัด ทำสังฆทาน สร้างโบสถ์ สร้างพระ เป็นเรื่องของทานบารมี ทำแล้วอิ่มใจ ลดความตระหนี่ขี้งก จิตใจก็ได้ความสบายใจ

ไอ้เรื่องทำแล้วชาติหน้าจะรวย มันไกลไป ไม่ต้องไปสนใจมาก แม้ว่ามันจะจริงไม่จริง เอาเป็นว่า ทำแล้วก็มีผลดี ก็แล้วกัน

ยิ่งทำโดยไม่หวังผล จะยิ่งอานิสงส์มาก ไม่ใช่ทำบุญ 20 แล้วอธิษฐานขอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1 อันนั้นโลภไปนะพี่นะ

เรื่องถือศีล ก็ส่วนถือศีล ถือแล้วเป็นคนจิตใจมั่นคง ไม่เหลาะแหละ ไม่โอนเอนเหมือนไม้หลักปักขี้เลน

ศีลเองจะช่วยรักษาจิตใจให้หนักแน่น ไม่ให้คลุกคลีกับความไม่เป็นมงคลทั้งหลาย จนเกิดความเคยชินในการทำบาป

เคยมีคนแปล "ศีล" ว่า สิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้เป็นด้วยความปกติ และเป็นสุข

คนที่ทำบาปจนเคยชิน จะไม่ค่อยเห็นสิ่งที่ทำเป็นเรื่องใหญ่ และไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำมัน "ไม่ปกติ" เคยสังเกตไหมครับ

อย่างศีลข้อหนึ่ง เรื่องฆ่าสัตว์ ทารุณสัตว์ คุณว่าไอ้คนที่เห็นหมาแล้วชอบเอาไม้ไปไล่ตี หรือเห็นมดไม่ได้ เห็นแล้วต้องบี้ให้ตาย เป็นคนปกติหรือเปล่าล่ะ

หรือศ๊ลข้อสอง คนที่ขี้โกงขี้ขโมยจนเป็นนิสัย จากที่แรกๆเคยตะหงิดๆ ว่าจะทำดีไหม กลายเป็นโกงหรือขโมยโดยไม่รู้สึกผิด แล้วก็จะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง และคนรอบข้าง

ความปกติสุข ก็จะหายไป

ข้อสาม เรื่องการละเมิดสามี ภรรยา คนรักของคนอื่น รวมไปถึง ลูกสาว ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ วุฒิภาวะ ข้อนี้ไม่ต้องพูดถึง

ยิ่งบางคนตื่นเต้นที่ได้ยุ่งกะคนที่มีเจ้าของแล้ว ก็นับเป็นโรคจิตชนิดนึง ที่คนปกติที่มีสามัญสำนึก เขาไม่ทำกัน และคนที่ทำ ที่ยังมีความปกติอยู่ จะรู้สึกผิดอยู่เสมอ

ส่วนคนที่โกหกจนเคยปาก แรกๆ ก็คงลังเลอยู่ว่า จะโกหกดีไหม ถ้าคุณโกหกแล้วคุณยังรู้สึกผิด และไม่อยากทำ จงพยายามรักษาศีลข้อนี้ไว้

ไม่อย่างนั้นไปๆมาๆก็จะโกหกเก่ง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ในการโกหก คิดว่าการโกหกเป็นเรื่องดีมีหลักการเสร็จสรรพ

คนที่กินเหล้าประจำ จำครั้งแรกที่กินได้ไหมครับ มันจะอยากหรือไม่อยาก ไม่รู้ล่ะ แต่มันจะมีความรู้สึกแว๊บนึงขึ้นมาว่า "จะดีไหม(วะ)นี่"

แรกๆ รุ่นพี่ หรือเพื่อนๆ อาจจะคะยั้นคะยอตั้งนานสองนาน กว่าจะยอมสักจิบ แล้วก็เขยิบเป็นอึก

ต่อๆมา ไม่ต้องมีใครเรียกแล้ว ชวนคนอื่นมาตั้งวงเองเลย

เขาถึงพูดว่า จริงๆแล้วเรามีศีล ไม่ใช่เพื่อให้เรารักษาศีล แต่เพื่อให้ศีลรักษาเราต่างหาก

ฉะนั้น จะศรัทธาศาสนาที่เป็นอยู่หรือไม่ ไม่เป็นไร ถ้าคิดว่ามีศีลแล้วชีวิตมันดี ก็ถือไปเถอะ แล้วจะค่อยๆเข้าใจไปเองว่าศาสนามันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ถามว่า แล้วถ้าจะเริ่มภาวนาดูจิต ต้องมีศรัทธาไหม

ไม่จำเป็นนะครับ คือถ้ามี มันก็จะช่วยให้เราเรียนง่ายขึ้น เพราะเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตเรา แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สถาปนาตนเป็นเทพอะไรให้ใครมากราบมาไหว้
มีแต่คนที่ฟังธรรมของท่านแล้วเข้าใจ ก็เกิดเลื่อมใส อยากกราบ อยากไหว้

สมัยท่านอยู่ ท่านก็ไม่เคยให้ใครสร้างพระพุทธรูปเพื่อกราบเช้าเย็น
มีแต่คนรุ่นหลังที่ศรัทธาในสิ่งที่ท่านสอน แล้วก็อยากมีพระพุทธรูปไว้ระลึกถึงคุณความดีของท่าน

มีหลายคนที่เริ่มเข้ามา ด้วยความอยากรู้ อยากลอง อยากพิสูจน์ แต่มาแบบอัตตาสูงปรี๊ด ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองดี รู้มากแล้ว ท่องปริยัติได้เป็นเล่มๆก็มี

พวกนี้เรียนช้ากว่าชาวบ้านหน่อย .. จะว่าไปก็ไม่หน่อยล่ะ มากทีเดียว เพราะใจมันปิด เขาเรียกพวกชาล้นถ้วย

เป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์ท่านได้ไป ก็เหนื่อย เพราะถ้าสอนไม่ตรงกับที่พวกนี้เชื่อ ก็จะต่อต้านในใจ บอกแนะอะไรก็ฟัง แต่ไม่เชื่อ เอะอะอะไร ก็จะให้พุทธเป็นวิทยาศาสตร์

เหมือนอาจารย์ จะรินชาใส่ถ้วยให้ ก็ไม่รับ เพราะถ้วยของตัวเอง มีชาเต็มปรี่แล้ว

ในบรรดาคนกลุ่มนี้ ก็มีอีตาแอสตันเมื่อสัก 6-7 ปีก่อน อยู่ด้วยแหละ

พูดแล้วก็อาย.. ไปดีกว่า ใกล้เวลาต้องจัดรายการแล้วครับ

สุขสันต์วันนี้นะครับ




 

Create Date : 28 เมษายน 2550    
Last Update : 30 เมษายน 2550 23:00:54 น.
Counter : 1018 Pageviews.  

ที่สุดของความรู้



มีคนตั้งข้อสังเกตได้อย่างน่าชื่นใจว่า.. ผมชอบเขียนถึงเรื่องสติ แปลว่าเป็นแฟนบล็อคนี้จริงๆ ขอบคุณนะครับ

ถามว่า.. ทำไมต้องเน้นแต่เรื่องนี้ด้วย คุณแอสตัน
ตอบว่า.. เพราะผมอยากให้ทุกท่านได้ประโยชน์จากการได้เกิดมาในยุคที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่

ในบล็อคที่พูดเรื่อง the Fountain ผมเล่าถึงคำของอาจารย์ผมที่ท่านย้ำไว้ว่า.. นี่คือโอกาสทองแห่งสังสารวัฏ.. จำได้ใช่ไหมครับ

ที่พูดอย่างนั้น ก็เพราะพุทธศาสนาเป็นเจ้าเดียวที่สอนเรื่องวิปัสสนา

ทุกศาสนามีคำสอนในส่วนที่เป็นการปฏิบัติทั้งนั้น แม้แต่โยคะที่ตอนนี้ฮิตกันระเบิด แท้จริงก็เป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่งของโยคีที่มุ่งหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกัน

ความแตกต่างมันอยู่ที่วิธีและหลักการครับ คือต้องปูพื้นฐานกันนิดนึงว่า หลักการปฏิบัติธรรมในโลกมันมีสองกลุ่ม

กลุ่มแรกเรียกตามภาษาแขกว่า สมถะกรรมฐาน
กลุ่มสองเรียกตามภาษาแขกเช่นกันว่า วิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าแปลภาษาแขกเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ สมถะกรรมฐาน คือการฝึกจิตฝึกใจให้แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่นอยู่กับกาย อยู่กับลมหายใจ อยู่กับบทสวด อยู่กับรูปนิมิต อยู่กับพระพุทธรูป

จุดมุ่งหมายคือ ถ้าจิตไม่สงบ จิตฟุ้งซ่าน ทำให้มันสงบซะ จิตไม่ดี ทำให้ดี จิตหยาบทำให้มันประณีต เพราะทำแล้วให้ผลเป็นสุข เป็นคนดี คนก็เลยเข้าใจว่า นี่คือทางสู่การบรรลุธรรม

สมถะที่นิยมทำกันมากคือการสวดมนต์ และการทำสมาธิ อันนี้ศาสนาไหนก็มีนะครับ ทำกันจนได้ฌานมีฤทธิ์เดช ถอดจิตได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์เยอะแยะ

ไม่ต้องดูอื่นไกล พระพุทธเจ้าของเรานี่แหละ ก่อนท่านจะตรัสรู้บรรลุธรรม ท่านก็ฝึกการทำสมถะจนเก่งกว่าใครในโลก อุทกะดาบส กับอาฬารดาบสที่ว่าเก่งสุดๆในชมพูทวีปแล้ว ถึงกับหมดวิชาจะสอน เพราะท่านทำได้เก่งกว่าอาจารย์

แต่ด้วยปัญญาที่เรียกว่า โยนิโสมนัสสิการ ความแยบคายของท่านทำให้ท่านสังเกตและฉุกคิดได้ว่า นี่ยังไม่ใช่การบรรลุธรรมและหลุดพ้นได้ เพราะขนาดปฏิบัติด้วยการนั่งสมาธิอดข้าวอยู่เป็นเดือนๆ จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกยังไม่บรรลุ มันก็ไม่ใช่แล้วล่ะ

ท่านเลยคิดค้นวิธีการใหม่ ที่เรียกว่า วิปัสสนา แปลว่าการรู้แจ้งในความจริงของกายและจิต

อาวุธในการรู้ความจริงของกายและจิต เราเรียกว่า "สติ" ครับ

ใครเป็นแฟน the Matrix คงจำได้ว่ามีเด็กแขกคนนึงโผล่มาในปลายภาคสอง ต่อกับภาคสาม ตอนที่นีโอไปติดคาแหง่กอยู่ที่สถานีรถไฟ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง "โลกจริง" กับ "โลกสมมติ"

เด็กหญิงแขกคนนั้นชื่อ Sa-ti จำได้ไหมครับ

ใครอ่านนิยายกำลังภายในบ้างครับ สังเกตไหมว่า เวลาพระเอกฝึกวิชาจนถึงขั้นสุดยอด มันจะมีหลักการคล้ายกันคือ กระบี่อยู่ที่"ใจ" ที่สุดของกระบวนท่า คือไร้กระบวนท่า

ถ้าสติ คืออาวุธของผู้ปฏิบัติ สติก็คงเหมือนกระบี่
ถ้ากระบี่อยู่ที่ใจ สติ ก็ไม่ควรจะอยู่ที่ไหน เกินไปกว่าที่ "ใจ"

กระบวนท่าเวลาปฏิบัติก็เหมือนกัน ที่สุดของกระบวนท่า คือไร้กระบวนท่า ไม่ต้องไปกังวลว่าจะเริ่มทำท่าอะไรก่อน จะเดิน จะยืน จะนั่ง ท่าไหน ต้องยกแขนขวา 45 องศาไหม เอาขาซ้ายพาดคอไหม อันนั้นปล่อยให้โยคะเขาทำไป

วิปัสสนาแท้ๆของพระพุทธเจ้า ไม่ได้สนใจกระบวนท่าครับ ฉะนั้นเราก็ยืน เดิน นั่ง ไปตามธรรมชาตินี่แหละ เคยทำยังไงก็ทำอย่างนั้น แต่เพียงแค่หมั่นเติม "ความรู้สึกตัว" ไว้ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

บางคนพอมีความรู้เรื่องสติปัฏฐาน 4 ก็ไปกังวลว่าจะรู้กายก่อน หรือรู้จิตก่อน ขอบอกว่าอย่ากังวล รู้อะไรก็ได้ที่เป็นปัจจุบัน ตอนนั้นกายชัดก็รู้กาย อารมณ์(จิต)ชัด ก็รู้จิต

เพราะเมื่อเราฝึกสติไปเรื่อยๆ ถึงที่สุด มันจะไปมะรุมมะตุ้มกันอยู่ที่ "ใจ" เองแหละครับ

ทุกข์ ก็เกิดที่ใจ ดับที่ใจ
สุข ก็เกิดที่ใจ ดับที่ใจ
ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับเสมอกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ขั้นสูงๆของการเจริญสติ จะไม่ได้เลือกว่าต้องรู้อะไร ไม่มีกระบวนท่าว่าต้องทำอะไร รู้กาย หรือรู้จิต มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่จะไปสรุปรวมลงตรงที่จิต

อันนี้เฉลยข้อสอบให้ล่วงหน้า แต่บอกไว้ก่อนว่า อย่าพยายามทำด้วยการ "คิด" เอา อย่าคาดหวังด้วยความโลภ และอย่าสงสัยว่าต้องนานแค่ไหน

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าเจริญสติให้ต่อเนื่องไปนะ ไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี ก็บรรลุธรรมได้ ที่จริงท่านเจาะจงเลยว่า 7 วัน 7 เดือน 7 ปี

แต่อาจารย์ผมว่า ในพระไตรปิฎก ไอ้จำนวน 7 มันเป็นสำนวนแปลว่าน้อย ไม่มาก

ผมก็ยังไม่บรรลุหรอกนะ แต่รู้ว่าเดินอยู่บนทางนี้แล้วปลอดภัย สบายใจดี ก็ชวนคุณมาลองเดินดู ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

อย่าดูถูกตัวเองนะครับ บางคนมีของเก่าติดตัวมาเยอะแล้วจากชาติก่อนๆ มีคนมาสะกิดนิดเดียว ก็ต่อยอดของเดิมได้

ของแบบนี้เป็นเหมือนกรรมดี กรรมชั่ว ทำแล้วติดตัวติดตามเราไปในทุกชาติ

พี่ดังตฤณ ท่านถึงเรียกว่าเป็นการ "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว" เพราะการเดินทางในสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิดมันยาวนานมากนะครับ

บล็อคนี้ว่ายาวแล้ว แต่เชื่อเถอะ สังสารวัฏยาวกว่านี้ และน่าเบื่อซ้ำซากจำเจกว่านี้เยอะ

เชื่อไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน ผมก็ส่งความปรารถนาดีมาได้แค่นี้แหละ แล้วก็ต้องพาตัวเองให้รอดด้วยเหมือนกัน

สุขสันต์วันที่อ่านนะครับ ขอความรู้สึกตัว จงมีแก่ตัวท่านเอง




 

Create Date : 24 เมษายน 2550    
Last Update : 28 เมษายน 2550 11:37:49 น.
Counter : 810 Pageviews.  

เมล์นรก กับหมวยยกล้อ: ถึงเวลาพัฒนาสติ



ผลพลอยได้อย่างนึงของการหยุดต่อเนื่องช่วงสงกรานต์หลายวันของผม คือการได้ดูหนังเรื่องนี้แหละ

ผมดูหนังของคุณเรียว กิตติกรมาอย่างน้อยสองเรื่อง เท่าที่นึกออก
เขาเป็นคนทำหนังได้มาตรฐานพอใช้คนนึงของบ้านเรา เรื่องนี้ ก็ไม่ยกเว้นนะครับ

คือถามว่าหนังดีมั้ย ตอบยาก แต่ไม่ใช่หนังห่วยแน่นอน เป็นหนังตลกที่ทำเข้าท่าเข้าที เรียกอย่างนั้นดีกว่า

ส่วนที่ผมชอบคือพล็อตที่มันสะท้อนความจริงของสังคมปัจจุบันได้ดี

ความจริงที่ว่า ความวุ่นวายของสังคม มันเริ่มจากอาการขาดสติของคนไม่กี่คน ไม่ว่าจะกรุงเทพฯ ไปถึงเรื่องสังหารหมู่ที่เวอร์จิเนีย

ในหนังเอง มันเริ่มจากการขาดสติของน้าหลาคนขับ ที่ดันไปทะเลาะกับรถน้ำสงกรานต์ และพาลไม่จอดป้าย ทำให้ผู้โดยสารอย่าง ซูโม่กิ๊ก สติแตกจนต้องจี้รถเมล์ แล้วความเดือดร้อนก็ตามมาเป็นทอดๆ

เรื่องมันก็แค่มีรถคันอื่นขับไม่ถูกใจตัวเอง แค่รถเมล์จอดเลยป้าย แค่...........

แต่เวลาเราขาดสตินี่ เรื่องเล็กนิดเดียวมันก็ใหญ่มหึมาได้ เพราะอัตตาตัวตนของเรา เราไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ ไม่ยอมให้ใครว่า ไม่ยอมให้ใครหยาม ไม่ยอมเดือดร้อนโดยไม่เอาคืน ความคิดเราต้องถูก ต้องเป็นใหญ่

ลองสำรวจตัวเองบ้างก็ดีนะครับ ว่าเราขาดสติกันบ่อยไหมในแต่ละวัน
หรือถ้าพูดแบบที่ครูบาอาจารย์ผมท่านสอนไว้ ก็ต้องบอกว่า คนส่วนมากมีชีวิตแบบขาดสติเผลอๆหลงๆกันทั้งนั้น

ส่วนมากจะรู้ว่ากำลังคิดเรื่องอะไร แต่ไม่รู้ว่ากำลังหลงคิดอยู่
บอกได้ตามตรง แต่หลายท่านอาจจะงง และไม่ค่อยเชื่อว่า
มีแต่คนที่ฝึกรู้สึกตัว จนสติตัวจริงๆเกิดอัตโนมัตินั่นแน่ะ ถึงจะเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เราคิดว่า เรารู้สึกตัวๆน่ะ เราหลงกันทั้งนั้น

คนที่ปฏิบัติธรรมไปสักระยะ สติตัวจริงเกิดแล้วจริงๆนี่ ขนลุกกันทุกคนนะครับ
เพราะเวลามองย้อนกลับมาว่าชีวิตที่ผ่านมา ที่เคยคิดว่าเรามีสติดีตลอดเวลา ที่จริงเราถูกหลอก

แม้แต่คนที่สนใจมาศึกษาปฏิบัติจริงๆ ก็ยังถูกหลอกกันเสียมวยมานักต่อนัก ดูผมเป็นกรณีศึกษาก็ได้

กว่าจะมั่นใจได้ มีครูบาอาจารย์รับรองว่า เออ.. แอสตันเดินถูกทางแล้ว ก็เสียเวลาไปหลายปีมากเลยนะครับ

เมื่อต้นเดือนนี้ ผมมีโอกาสไปช่วยแนะนำผู้เข้าอบรมที่วัดแห่งหนึ่ง เรื่องการวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน ผมพบว่ามีข้อนึงที่ทำให้การปฏิบัติมัน "ยาก" สำหรับคนส่วนมาก

คือเรามักพยายามปฏิบัติด้วยการ "คิด" เอาว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

หรือไม่ก็ "คิดปนสงสัย" ว่าจะต้องทำอย่างไร ทำอะไรสักอย่าง ให้มันยากๆ ให้มันผิดปกติ ผิดธรรมชาติ

ทั้งๆที่จริงแล้ว ธรรมะเป็นเรื่องการเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น"ตัวเรา" นั่นก็คือกายและจิต

อะไรที่เป็น "ธรรมชาติ" แปลว่าต้องไม่ใช่เกิดจากการดัดแปลง แต่ง เติม เสริม แม้แต่ด้วยการคิดจินตนาการเอา ก็ไม่ใช่ธรรมชาติ

ถามว่า งั้นจะทำยังไงให้หยุดคิด หรือไม่คิด ตอบว่าไม่ต้องทำอะไร นอกจากรู้สึกตัวขึ้นมา ให้เกิดการรู้ตัวว่า "กำลังคิด" โดยไม่ไหลไปกับเรื่องที่คิด หรือ "อยากหยุดคิด" ก็ไม่เอา ให้รู้ว่า "อยาก"

เพราะความคิด เป็นธรรมชาติพื้นฐานอย่างหนึ่งของจิต จิตก็คือส่วนสำคัญของ "ตัวเรา" ใช่ไหมครับ

ถ้าเราอยากรู้จัก อยากเข้าใจธรรมชาติของจิต ก็ต้องย้อนกลับไปดูกฏข้อแรกที่บอกว่า ต้องทำความ "รู้จัก" มันโดยไม่แทรกแซง แต่ไม่ปล่อยให้มันบังคับลากฉุดเราไปโดยไม่มีขอบเขต

พูดง่ายๆ .. จิตมันจะไปทำอะไร ก็รู้ทัน ไม่ต้องสนใจว่ามันคิดว่าอะไร รู้แล้วมันจะเป็นอย่างไร ก็เรื่องของมัน เราคอยตามดู ตามรู้ไว้

ผมเล่าไปอย่างนี้ คนที่เข้าอบรมก็ทำหน้างงกันเป็นแถว เพราะเรามักจะถูกสอนกันว่า โกรธให้กำหนด ให้ระงับ

อันนั้นมันถูกต้องในเชิงจริยธรรม ในวิธีการแบบสมถะกรรมฐาน คือไปกดข่ม บังคับไว้ ผลที่ได้คือจะได้จิตที่ดี เป็นคนดี ไม่ทำบาป ไม่ทำชั่ว

แต่ถามว่าเป็นวิปัสสนาพาตนให้พ้นจากกิเลส ได้ปัญญาพาตัวเองไปถึงนิพพานได้ไหม ไม่ได้ครับ เพราะเวลาบังคับตัว บังคับจิตเก่งๆ มันจะมี "อัตตา" ความรู้สึกว่ากูเก่ง กูแน่

นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา นะครับอย่าลืม

พูดเรื่องเมล์นรก จะไปถึงนิพพานซะแล้ว .. คุณแอสตัน .. อันนี้ก็หลงไปในความคิดแบบนึงนะครับ 5555

ขำรู้ว่าขำนะคุณ.. ผมจะได้ได้บุญ

ไม่มีไรครับ อ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ค่อยๆสะสมความเข้าใจไป ไว้มีโอกาสเรียนรู้จริงๆเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น

งง รู้ว่า งง สงสัย รู้ว่าสงสัย เบื่อ รู้ว่าเบื่อ ชอบ รู้ว่าชอบ รู้เข้าไปตรงๆ ที่ความรู้สึกนั้น ด้วยความเป็นกลาง ในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นจนหลับ รู้สึกตัวแบบนี้ไว้บ่อยๆ แล้วจะเข้าใจเองว่าผมพล่ามอะไร

เหมือนเห็นนางงามจักรวาลเดินผ่านหน้าบ้าน ก็ดูไปอย่างเดียว ไม่ต้องเป่าปากเปี๊ยวววว หรือไปเดินตาม หรือเห็นหมาขี้เรื้อนเดินผ่าน ก็ไม่ต้องไปขว้างก้อนหินไล่

ดูแบบเป็นนักสังเกตการณ์ แล้วจะเห็นว่าความรู้สึกดี รู้สึกชั่ว มันก็เป็นแค่ของชั่วคราวเสมอกัน เกิดแล้วก็ดับ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

แล้วจะเห็นว่าเวลามีสุข เราจะพยายามรั้งให้มันอยู่นานๆ เหมือนนางงามจักรวาลเดินผ่าน เราอยากดูนานๆ แต่พอเธอจะเดินไปก็เริ่มทุกข์

ไม่ได้ทุกข์เพราะอะไร เพราะใจเรามันโลภในอารมณ์นั้นนั่นแหละ

แล้วจะเห็นว่าเวลามีทุกข์ เราจะรังเกียจ เราจะดิ้นให้มันพ้นๆไปไวๆ
เหมือนหมาขี้เรื้อนเดินผ่านหน้าบ้าน นาทีเดียวก็เกลียดมันจะแย่แล้ว ก็เลยทุกข์ไปอีกแบบ

ไม่ได้ทุกข์เพราะอะไร เพราะใจเรามันเกลียดในอารมณ์นั้นนั่นแหละ

ครูบาอาจารย์ท่านถึงเตือนให้เราคอยหมั่นสำรวจจิตใจ ด้วยการคอยรู้สึกตัวไว้บ่อยๆ ให้เป็นนิสัย อย่าคอยจนเวลาโทสะพุ่ง โกรธคนจนหน้าดำหน้าแดง แล้วค่อยรู้สึกตัวตอนนั้น มันก็ไม่ค่อยได้ผล

เหมือนร้อยวันพันปี ไม่เคยออกกำลัง ซ้อมต่อยกระสอบทรายชกลม ล่อเป้า กระโดดเชือก หัดฟุตเวิร์กเลย แต่อยู่มาวันนึงต้องขึ้นเวทีไปชิงแชมป์โลก มันจะชนะไหมนั่น

พูดไปคุณก็อาจจะงงอีก แต่อยากบอกไว้ว่า ไอ้คู่ชกที่น่ากลัวที่สุด ก็คือความคิดของเราเองนี่แหละ

คนเราไม่มีใครทุกข์มากไปกว่าความคิดของตัวเองหรอกนะครับ

ถ้าใครมีทุกข์เรื่องอะไรอยู่ หรือเพิ่งผ่านทุกข์ใหญ่ๆ เรื่องอะไรมา ไม่เชื่อลองสำรวจดูก็ได้ ว่าที่ผมพูดน่ะจริงไหม

ความคิดเป็นของคู่กับจิตมนุษย์ เราห้ามความคิดไม่ได้ แต่ฝึกรู้สึกตัว เพื่อพัฒนาสติให้ทันกับความคิดตัวเองได้

มีสติเมื่อไหร่ จะคิดหรือไม่คิด ก็ไม่ใช่ปัญหา
จะมีปัญหาชีวิต หนักหรือเบา ก็ไม่ใช่ปัญหา
ต่อให้มีทุกข์ หรือไม่มี ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะจิตที่มีปัญญาจะไม่แบกทุกข์นั้น

เพราะผู้มีปัญญาสะสมจนถึงขั้น จะเห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นของตัวเรา เพราะตัวเราไม่มี

เมื่อไม่มีตัวเราจริงๆ ทุกข์ก็ไม่ใช่ของเรา จิตมันจะค่อยๆปล่อยวาง จะเห็นทุกข์เป็นของอย่างหนึ่งที่ไม่มีน้ำหนัก

บางคนเคยบอกผมว่า งั้นเขาไม่ต้องฝึกวิปัสสนาหรอก เพราะเขาคิดดีอยู่แล้ว

การปล่อยวางด้วยจิตมันวางเอง กับไปคิดเกลี้ยกล่อมให้มันวาง เป็นคนละวิธีการกันโดยสิ้นเชิงนะครับ

วางแบบแรกเป็นวิปัสสนา วางแล้วจะวางเลย และไม่อยากหยิบขึ้นมาอีก แต่วางแบบหลังเป็นแบบสมถะ วางได้ ก็ยังหยิบได้

เหมือน"ทรัพย์" ผู้โดยสารสติแตก ที่ใครๆพยายามปลอบให้คิดถึงเหตุและผลที่ดี ก็เย็นลงพักนึง แต่พอสติขาดอีกก็กลับไปบ้าอีก

หรืออย่าง โก๋ กระเป๋ารถเมล์ปากเสีย ที่ใครๆก็พูดให้สำนึกมีความรับผิดชอบต่อคนรัก เขาก็ไม่รู้ ไม่ซึ้ง เท่ากับที่เขาเห็นผู้โดยสารเอาใจใส่ ห่วงใยกัน และเห็นคุณค่าของการมีครอบครัว ด้วยตาของตัวเองนั่นแหละ

ถ้าวันนึง คุณเกิดโชคดีเห็นประโยชน์คุณค่าของการมีสติขึ้นมา ได้ไปศึกษาปฏิบัติขึ้นมาจริงๆ แล้วได้อาศัยสติคุ้มครองชีวิต ก็ไม่ต้องนึกขอบอกขอบใจอะไรผมหรอกนะครับ ผมไม่ใช่เจ้าของความรู้นี้

ไปขอบคุณและก้มกราบพระพุทธเจ้าเอาก็แล้วกัน เพราะผมก็เรียนจากความรู้ที่ท่านบอกทางไว้อีกที

ถึงจะไม่ได้ขึ้นเมล์นรก ก็อย่าได้ประมาท ขอให้โชคดี มีสติกันไว้เนืองๆนะครับ ไม่มีใครรู้ว่า รถเมล์ชีวิตที่นั่งๆอยู่ มันจะกลายเป็นเมล์นรกขึ้นมาเมื่อไหร่

ความแน่นอนที่สุดของชีวิต คือความไม่แน่นอนนะครับ อย่าลืม




 

Create Date : 22 เมษายน 2550    
Last Update : 24 เมษายน 2550 8:59:16 น.
Counter : 1155 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 215 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.