Child 44 : ไม่มีใครปลอดภัยในรัสเซียของสตาลิน
เดือน ก.ย. เป็นเดือนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาเริงร่าเลยทีเดียวค่ะ หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาอ่านนานเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะหนา ตัวหนังสือเล็กขนาด 1 มิลลิเมตร ถี่ยิบ ก็ยังเครียดพอสมควรเลยด้วย อ่านตอนเครียดๆ กับงาน เป็นลม เอิ๊ก




หนังสือ : Child 44
เขียนโดย : Tom Rob Smith
สนพ. : Pocket Books
Paperback : 480 หน้า
ภาษา : อังกฤษ






รายละเอียดจากปกหลัง :

ในสหภาพโซเวียต ((มันแปลอย่างนี้หรือเปล่าอ่า Soviet Union อะค่ะ)) ซึ่งมีสตาลินปกครองนั้น คำว่า "อาชญากรรม" นั้นไม่มีอยู่ในคำนิยาม แต่คนนับล้านก็ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว เพียงข้อสงสัยว่าไม่จงรักภักดีต่อประเทศ คำพูดที่ผิดพลาดในเวลาที่ไม่ถูกไม่ควร สามารถส่งคนบริสุทธิ์ไปสู่การประหารได้

เจ้าหน้าที่ลีโอ ดีมิดอฟ (Leo Demidov) วีรบุรุษจากสงครามผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ เชื่อว่าเขากำลังสร้างสังคมที่สมบูรณ์แบบ แต่หลังจากที่ได้เป็นพยานในการสอบปากคำด้วยการทรมานของชายที่ปราศจากความผิด ความจงรักภักดีของเขาก็เริ่มสั่นคลอน และเมื่อได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบไรซ่า (Raisa) ภรรยาของตัวเอง ลีโอจึงถูกบังคับให้เลือกสิ่งที่หัวใจเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

และเมื่อมีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้น ฆาตกรกำลังฆ่าคนอย่างอิสระตามใจชอบ และสิ่งที่ลีโอเคยเชื่อทุกอย่างเริ่มแตกสลาย เขาถูกปรักปรำจากศัตรูและต้องออกจากบ้าน โดยมีเพียงแค่ไรซ่าอยู่เคียงข้าง เขาจะต้องยอมเสี่ยงที่จะสูญเสียทุกอย่างเพื่อจะหาฆาตกรที่ประเทศไม่ยอมรับว่ามีอยู่จริง ระหว่างที่กำลังหลบหนี ไม่ช้าลีโอก็ค้นพบว่า อันตรายนั้นไม่ได้มาจากฆาตกรที่เขากำลังพยายามจับ แต่เป็นจากประเทศที่เขาพยายามที่จะปกป้อง

...


จากไอซ์ :

อ่านปกหลังแล้วอาจจะคิดว่าเป็นแนวฆาตกรรมตื่นเต้นเนอะ แต่ขอบอกไว้ก่อนค่ะว่า เรื่องนี้ได้รับเลือกเป็น longlisted ของรางวัล Man Booker Prize ปี 2008 ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้อ่านหนังสือรางวัลนี้มาเล็กๆ น้อยๆ เจอแต่เรื่องเครียดๆ ทั้งนั้น 555 ((อ้อ...ปี 2008 หนังสือที่ได้รางวัลชนะเลิศคือ The White Tiger ของ Aravind Adiga ค่ะ ^^))

Child 44 มีฉากหลังเป็นประเทศรัสเซียสมัยสงครามเย็นที่ยังถูกปกครองโดยสตาลินค่ะ

เริ่มต้นเปิดเรื่องในปี 1933 ที่ประชาชนอดอยากหิวโหย ไม่มีอะไรกิน คนตายเยอะมากมาย และก็มีคนบางส่วนล่าคนเพื่อนำมากินเป็นอาหารด้วย

ตัดมาที่ปี 1953 ซึ่งเป็นอีก 20 ปีต่อมา สตาลินปกครองประชาชนของเขาอย่างเข้มงวด ทุกคนจะต้องภักดีต่อรัฐและผู้นำ ประชาชนไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต บ้านและทีอยู่อาศัยถูกรัฐเลือกให้ ใครไม่มีเส้นสายก็อยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ใครทำงานกับรัฐก็ได้อยู่ที่พักดีกว่า มีอาหารที่ดีกว่ากิน

ทุกคนจะกลัวการถูกใส่ความปรักปรำกันมากๆ ต้องระวังคำพูดและการกระทำเสมอ เพราะจะมีสายของรัฐคอยสอดส่อง ใครถูกสงสัยจะต้องถูกนำไปทรมานจนยอมรับผิดไปเอง

ต่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยค่ะ เจอทรยศใส่ความกันง่ายๆ วันนี้มีอำนาจ อีกวันอาจจะโดนปรักปรำจนต้องเข้าคุกรอวันประหารก็ได้

อ่านแล้วรู้สึกว่า...คนไทยโชคดีจริงๆ ^^"


เรื่องมันเริ่มต้นที่ว่า พบศพเด็กเสียชีวิตอย่างแปลกประหลาด คือ ไม่มีเสื้อผ้าติดตัว และมีเศษอะไรที่ดูเหมือนเศษดินยัดอยู่ในปาก เด็กคนนั้นเป็นลูกของลูกน้องของลีโอ ซึ่ง...อย่างที่บอกนะคะว่า รัสเซียสมัยสตาลินนั้นถือว่าไม่มีอาชญากรรม อาชญากรรมเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด เพราะทำให้รัฐเสียการปกครอง ... ครอบครัวของเด็กที่ตายก็ถูกบังคับให้ยอมรับว่าเป็นอุบัติเหตุกันไป รายงานที่ออกมาก็เป็นเท็จอีกต่างหาก

ลีโอได้รับคำสั่งให้ไปจับคนที่ถูกประกาศว่าเป็นสปายและได้รับมอบหมายให้ร่วมการสืบสวนเป็นครั้งแรก เขารู้ว่าชายคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ได้เห็นการทรมานให้ยาจนเบลอไปหมด ทำให้เขาสารภาพออกมาว่าเป็นสปาย รวมทั้งให้ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ((เขาเป็นสัตวแพทย์ค่ะ ชื่อที่ให้มาก็เป็นลูกค้านั่นแหละ)) ลีโอไม่ได้อยู่ดูการสอบสวนจนจบ แต่ทิ้งหน้าที่ให้ลูกน้อง Vasili ซึ่งเกลียดขี้หน้าเขาทำต่อ

ไปๆ มาๆ รายชื่อที่สัตวแพทย์ให้มามีชื่อของไรซ่า...ภรรยาของเขาด้วย ปกติแล้วคนที่มีชื่อถือว่าผิดอยู่แล้วค่ะ จะผิดไม่ผิดก็คือผิด การที่ลีโอจะเอาตัวรอด เขาจะต้องปรักปรำภรรยา แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกเนรเทศไปอยู่เมืองเล็กๆ ห่างจากมอสโคว ซึ่ง...ถือเป็นโทษเบามากๆ ปกติจะต้องเข้าคุกและตาย

ที่นั่น...เกิดคดีเด็กตายเหมือนกับที่มอสโคว คือร่างกายเปลือยเปล่า และมีอะไรบางอย่างถูกยัดอยู่ในปาก ลีโอเริ่มรู้แล้วว่า คดีนี้จะต้องเกี่ยวข้องกัน และเขาก็เริ่มสืบจนพบว่า มีเด็กตายแบบนี้หลายสิบศพ แต่คดีทั้งหมดมีแพะหมดแล้ว ดังนั้น...การขุดคุ้ยจึงเป็นการกระทำที่ผิดต่อรัฐ เป็นการกล่าวหาว่า รัฐทำผิด ดังนั้นเขาจึงถูกตามล่า

....

ขอบอกว่าในส่วนของคดีจริงๆ ไม่มีอะไรมากค่ะ เดาได้ตั้งแต่ต้นจนจบแหละ แต่ที่อ่านแล้วรู้สึกเห็นภาพจนอึดอัดก็คือ ความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียในสมัยที่สตาลินปกครองค่ะ มันเต็มไปด้วยความขาดอิสรภาพ ความหวาดกลัว ทุกวันผู้คนจะใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา ไม่มีทางที่จะรู้ว่า คนใกล้ตัวเป็นสายของรัฐหรือเปล่า พูดผิดคำเดียวอาจถึงตายได้เลย ไม่มีใครปลอดภัยอย่างแท้จริง

รัฐปกปิดทุกอย่าง ทำทุกอย่างตามใจชอบ คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นถูกปัดว่าเป็นอุบัติเหตุบ้าง หรือโยนให้แพะรับบาปบ้าง ไม่มีระบบยุติธรรมเลย

อ่านแล้วรู้สึกว่า ถ้าตัวเองอยู่ในสภาพนั้น คงไม่มีจิตใจที่จะอยากทำอะไรอะค่ะ

ถึงแม้ว่าคดีนี้คนอ่านจะเดาได้ไม่ยาก แต่ลีโอสืบอย่างยากลำบากจริงๆ เพราะต้องระวังตัวทุกอย่าง

อ้อ...ตัวคดีนี้อ่านแล้วคุ้นๆ อ่านสัมภาษณ์นักเขียนท้ายเล่มแล้วเลยนึกออกว่าเคยอ่านคดีประมาณนี้แล้ว คือคดีของ Andrei Chikatilo ซึ่งเป็นฆาตกรต่อเนื่องของรัสเซียในสมัยประมาณที่เกิดในเรื่องนี่แหละค่ะ ถ้าใครสนใจลองอ่านดูได้ใน wiki นะคะ ^^

สรุปว่า...ส่วนตัวแล้วไอซ์คิดว่า Child 44 เป็นหนังสือที่ดีและน่าสนใจอีกเล่มค่ะ จุดโดดเด่นของเรืองคือ การดำเนินชีวิตของผู้คนในประเทศสหภาพโซเวียตที่ถูกปกครองโดยสตาลิน

ไม่แปลกใจที่เล่มนี้ไม่ติด Shortlisted ของ Man Booker Prize นะคะ เพราะรู้สึกว่า ในตัวคดีหลักเดาได้ไม่ยาก แรงจูงใจของฆาตกรไม่โดดเด่น และบทสรุปรู้สึกว่ายังหลวมๆ ไปหน่อยค่ะ





สปอยล์ :

อ่านตั้งแต่ต้นก็เดาได้ว่า Andrei เด็กที่สูญเสีย Pavel...พี่ชายไประหว่างล่าแมวในป่า โดยที่แม่บอกว่าพี่ชายถูกคนจับไปกิน ต้องโตมาเป็นฆาตกรแหงๆ

แอบน้ำเน่าไปหน่อยที่ว่าลีโอก็คือพาเวลนั่นเอง เขาถูกจับตัวไปเป็นอาหารก็จริง แต่ลูกชายที่แท้จริงของคนที่จับไปดันตายก่อน ก็เลยรับเขาเป็นลูกชายแทน

Andrei ฆ่าคนไปเพราะต้องการให้พี่ชายมาหาตัวเอง จริงๆ เป็นแรงจูงใจที่ดีพอสมควร ((แต่ส่วนตัวคิดว่า ให้ Andrei เกิดแผลในใจจนโตมารู้สึกว่าจะต้องฆ่าคนเพื่อชดเชยอะไรบางอย่างในวัยเด็ก หรือพยายามเข้าใจคนที่จับพี่ชายของตัวเองไปกิน น่าจะเข้าท่ากว่า แหะๆๆๆ)) แต่ตอนเฉลยท้ายๆ เรื่องมันดูแผ่วๆ ไม่ดราม่าเลยอะค่ะ

ตอนจบผู้เขียนพยายามขมวดให้ลีโอไปรับลูกสาวสองคนของคนที่ถูกฆ่าตอนเขาไล่จับสัตวแพทย์จากบ้านเด็กกำพร้ามาเป็นลูก แต่สิ่งที่อ่านแล้วรู้สึกขาดก็คือ ไม่มีการพูดถึงพ่อกับแม่ ((บุญธรรม)) ของลีโอเลย หรือว่าจะให้คิดเองว่า ไปเจอกันครั้งสุดท้ายคือ สองคนนั้นต้องตายแล้ว และ...ที่สำคัญกว่าก็คือ ลูกสาวของ Andrei ที่ดูมีบทบาทช่วงหลังๆ ดันไม่ถูกพูดถึงเลย ทำให้อ่านจบแล้วรู้สึกแหว่งๆ นิดหน่อยนะคะ





ดู Index รายชื่อหนังสืออื่นๆ ที่ไอซ์ได้รีวิวไปแล้วตามลิงก์ข้างล่างค่ะ

- หนังสือภาษาอังกฤษ
Index Bookshelf : English Books

- หนังสือแปล
Index Bookshelf : Translated Books

- หนังสือภาษาไทย
Index Bookshelf : Thai Books



Create Date : 14 กันยายน 2553
Last Update : 14 กันยายน 2553 8:50:35 น.
Counter : 5343 Pageviews.

4 comments
106 :: สามชาติ สองภพ จบปรารถนา by เหลียนฮวาสีชมพู polyj
(2 ธ.ค. 2562 22:16:35 น.)
097 :: จีบเยลลี่แถมฟรีคนดื้อ  by ร เรือในมหาสมุท polyj
(20 พ.ย. 2562 07:27:01 น.)
089 :: พราก 1-2 by วรศิษฏ์ polyj
(11 พ.ย. 2562 17:49:26 น.)
087 - 088 :: โฉมงามสองหน้า + บัญชาปราบโฉมงาม by โม่เหยียน polyj
(10 พ.ย. 2562 13:44:33 น.)
  
อืม... น้ำเน่าจริง ๆ ด้วยค่ะพี่ไอซ์
โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:12:10:40 น.
  
แหม...พี่ไอซ์ รีวิวก่อนตูนไปเที่ยวเลยอะ

อิอิ ตูนไปมอสโคว์ 3 ครั้ง บอกตรงๆ ว่ากลัวตำรวจมากกว่าค่ะ พวกนี้จะแบบว่า...ถือตนเป็นใหญ่

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะว่าหลังจากม่านเหล็กได้ถูกเปิด ทำให้ชาวรัสเซียทำธุรกิจนอกประเทศกันอย่างครึกโครม เงินรูเบิ้ลรั่วจนกลางเป็นดอลลาห์ปึ้งๆ

ยิ่งตอนปี 40 เป็นช่วงที่ตูนเริ่มทำงานที่พัทยา พี่ไอซ์เชื่อไหม คนรัสเซียมาเที่ยวพัทยาช่วงปี 2533 พวกเขาถือเงินดอลลาห์สดๆ ค่ะ ตอนตูนเป็นมัคคุเทศก์ช่วงฝึกหัดปี 2542-2543 พวกเขาร่อนเงิน100 ดอลลาห์ทิปกระจาย ซื้อเพชรจนไกด์ช็อคกันตาตั้ง...

อย่างนี้แหละตลาดรัสเซียถือว่าครองเศรษฐกิจบ้านเรา ตูนมีโอกาสคุยกับเด็กๆ รัสเซียแบบว่าวัยรุ่นๆ เขาบอกว่า แม่พาไปเที่ยวประเทศโน้น ประเทศนี้เกือบทุกเทอม (รัสเซียมีปิดเทอม 3 ครั้งต่อปีค่ะ แทบจะปิดเทอมทุกฤดูกันเลย) เวลามีเที่ยวทีขนกันมาทั้งบ้าน ทั้งตา ยาย พ่อ แม่ น้องสาว น้องสะใภ้... ส่วนบริษัททัวร์จะเหมาไฟล์ชาร์เตอร์กันเลยทีเดียว

ตูนชอบประวัติศาสตร์รัสเซีย ชอบพิพิธภัณฑ์ที่โน่น วังที่โน่นก็เยอะ ถ้ามีโอกาสก็พยายามไปอีกค่ะ เที่ยวไม่หมดเสียที

ตูนคลุกอยู่ในแวดวงรัสเซีย เลยซึมซับประเทศนี้เยอะไปหน่อย แหะ แหะ...
ชอบประวัติเจ้าหญิงอนาตาเซีย...ลึกลับดี แต่คนรัสเซียไม่ค่อยฝังใจเรื่องนี้ ฝังใจแต่เรื่องอีวานจอมโหด


อาชีพที่ตูนอยากไปเปิดกิจการที่รัสเซีย คือ วินมอเตอร์ไซด์ค่ะ เพราะที่โน่นทำไม๊ ทำไมคนรัสเซียเดินเก่งกันจริงๆ เป็นบ้านเรานะเหรอ แค่ปากซอยก็โบกวินมอเตอร์ไซด์แล้ว เผลอๆ ขอเบอร์ไว้เรียกใช้ด้วย...

ที่โน่นไม่ค่อยนิยมจักรยานไม่เหมือนเมืองในเนเธอร์แลนด์ ปั่นจักรยานไปทำงานได้ แต่รัสเซียมีรถไฟเยอะ ถี่ด้วย ทั้งนอกเมืองและในเมือง... สถานีรถไฟก็สวยๆ ทั้งนั้น ตูนไปทีไรก้นั่งรถไฟเล่น ถ่ายรูปมันทุกสถานีแหะ อยากสวยดีนัก มันเป็นศิลปะดีค่ะ...

โอ้ว...เมนท์เยอะแต่ไม่เกี่ยวกับหนังสือเลย
โดย: ColdOut วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:13:43:37 น.
  
อ่านแล้วรู้สึกว่า...มันช่างน่ากลัวจริงๆ

ตอนแรกนึกว่า "ไม่มีอาชญากรรม" คือ รัฐดูแลได้เป็นอย่างดี กฎหมายแรงจนไม่มีอาชญากรรมซะอีก แต่โอ้..มันเลวร้ายกว่านั้นมากมายอ้ะ

โชคดีที่เกิดเป็นคนไทยจริงๆ

อ่านคอมเม้นท์น้องตูนเพลินเลย 555+
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:15:52:03 น.
  
อ่านแล้วแอบรู้สึกอึดอัดไปด้วยเล็ก
แต่ก็อยากจะลองอ่านดูบ้างจัง
ท่าทางจะยังไม่มีภาษาไทยใช่มั้ยคะเนี่ย
โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:23:10:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Clear-ice.BlogGang.com

Clear Ice
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]

บทความทั้งหมด