รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
รู้สึกว่าตัวเองมีจิตตั้งมั่นแล้ว

บทความนี้ลงใน facebook เมื่อ 21 เมษายน 2555

ถ้าท่านได้ลงมือปฏิบัติมานานหลายปีแล้ว ไม่ว่าแนวทางไหนก็ตาม และทุกวันนี้ ท่านรู้สึกว่า ความทุกข์มีน้อยลงไปมาก และ รู้สึกถึงความตั้งมั่นของจิตอย่างแท้จริง ผมขอให้ท่านได้พิจารณาความเห็นของผมก่อนดังนี้

การภาวนานั้นเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน เมื่อท่านเล่าเรื่องให้ผมฟังว่าเป็นอย่างนี้ ผมไม่อาจรู้ได้ว่า ท่านเป็นอย่างที่เล่าจริง ๆ หรือไม่ ผมจึงขอนำประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมพบมาเล่าให้ท่านฟังประกอบกับสิ่งที่ท่านพบเองดังนี้

1.. การภาวนานั้น นักภาวนาจะรู้ได้ถึงความตั้งมั่นของจิตอย่างแท้จริงได้ จะมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ เขาจะเห็นตัวจิตที่ตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน และที่ว่าจิตตั้งมั่นได้อย่างแท้จริงนั้น เขาจะเห็นตัวจิตที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ ๆ ในเวลาที่เขาตื่นอยู่ในขณะที่ดำเนินกิจวัตรประจำวันในชีวิตของเขา 

ท่านนักภาวนาท่านลองสำรวจตัวเองได้ครับว่า ท่านเห็นจิตที่อยู่ในฐานแล้วหรือไม่ ถ้าเห็นได้แล้ว ท่านเห็นได้อยู่เสมอ ๆ หรือไม่

ถ้าท่านตอบตัวเองว่า เห็นได้แล้ว เห็นได้เสมอๆ ถ้าอย่างนี้ ท่านมีจิตตั้งมั่นอย่างแน่นอน แต่ถ้า ท่านเห็นได้แล้ว แต่เห็นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จิตท่านก็ตั้งมั่นในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องฝึกฝนต่อไปอีก (ถ้าได้ระดับนี้ ก็ดีมากโขอยู่แล้ว ) ถ้าท่านยังไม่เห็นตัวจิตเลย เพียงแต่รู้สึกว่าดี และไม่ทุกข์ ถ้าอย่างนี้ ท่านไม่เข้าข่ายว่าจิตตั้งมั่นครับ การที่นักภาวนาเห็นตัวจิตได้ นี่เป็นอารมณ์ระดับสัมมาฌาน ถ้าเห็นได้เสมอ ๆ นี่ก็คือ ระดับสัมมาฌานที่แนบแน่นมาก


2. ท่านรู้สึกได้เลยว่า ทุกข์มันลดลงไป กิเลสก็ไม่ค่อยมาให้เห็นอีก

เรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านพิจารณาให้ดี ๆ สักหน่อย และ ผมแนะนำให้ท่านไปอ่านข้อ 1 ทำความเข้าใจให้ดีก่อนที่จะอ่านต่อไปนี้

ถ้าท่านเห็นจิตตั้งมั่นเป็นระดับสัมมาฌานที่แนบแน่น แน่นอนว่า กิเลสใด ๆ ก็ไม่อาจโผล่หัวมาทำอะไรท่านได้ แต่ถ้าท่านยังไม่เห็นตัวจิตเลย แต่ท่านว่า กิเลสไม่ค่อยมา และ ทุกข์ลดลง ถ้าท่านเป็นอย่างนี้ จะมีเรื่องให้พิจารณาอยู่ 2 ประเด็นก็คือ

ประเด็นที่ 1 ท่านอยู่สภาพที่ดี ไม่มีปัญหาการครองชีวิต หน้าที่การงานราบรื่น ไม่มีสิ่งใดมากวนใจ ถ้าท่านเป็นอย่างนี้ละก็ แน่ละ การกระทบสัมผัสที่เลวร้ายมันไม่เกิด ท่านย่อมไม่ทุกข์อยู่แล้ว ดังเช่น ตอนท่านไปเข้าคอรสอบรมธรรมปฏิบัติอยู่ จิตท่านจะไม่โดนอะไรกระทบท่านจึงรู้สึกว่าดีมากๆ 

ประเด็นที่ 2 ท่านมีสิ่งลวร้ายมากระทบเสมอ ๆ แต่ท่านทำอะไรสักอย่างที่ท่านอาจไม่รู้ตัวว่า กำลังกดจิตให้นิ่ง ๆ อยู่ เมื่อท่านกดจิต แน่นอนว่า จิตจะนิ่ง แล้วท่านจะรู้สึกว่าดี

ในสภาพปรกติของนักภาวนาที่ยังไม่เห็นตัวจิต การรู้สึกว่าดี กิเลสไม่โผล่ มักจะมาจากทั้ง 2 ประเด็น แต่ถ้าเมื่อไร ที่ท่านเผลอไป ไม่ได้กดจิตในขณะที่มีอะไรเข้ากระทบละก็ ถึงตอนนั้นละ ท่านจึงจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ท่านหลงเข้าใจผิดไปซะแล้ว
ท่านตอบตัวเองได้ครับว่า ท่านเป็นเช่นไร ผมตอบแทนท่านไม่ได้เลย เพียงแต่ชี้อะไรให้ดูจากที่ผมได้พบมาในการภาวนาครับ ถ้าท่านถามว่า การกดจิตในประเด็นที่ 2 มันดีหรือไม่ละ เพราะทำแล้ว มันไม่ทุกข์แล้วก็ยังรู้สึกว่าดีอีกด้วย เรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของท่านเอง การกดจิตในบางครั้ง ก็สมควรทำ ถ้ากดแล้ว มันช่วยรักษาหน้าตาทางสังคมของท่านได้ แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับหน้าตาทางสังคม การกดจิต จะทำให้ไม่เกิดปัญญาในการปล่อยวาง อันเป็นเป้าหมายหลักของการภาวนาเพื่อการพ้นทุข์ไปจากสังสารวัฏ

แต่ถ้าเมื่อใดที่ท่านภาวนามาถูกทางแล้วได้ผล เกิดสัมมาฌานขึ้น จิตเห็นจิตได้แล้ว เมื่อนั่นแหละ ทุกอย่างจึงจะเข้าที่เข้าทางและเป็นอัตโนมัติมากในการดับทุกข์ ท่านคงเข้าใจ แต่อาจไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเขียนนี้



Create Date : 01 มิถุนายน 2555
Last Update : 7 มิถุนายน 2555 8:27:56 น. 0 comments
Counter : 690 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 124 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.