ผ่อนคลาย รู้สึกตัว เฉย ๆ สบาย ๆ

Group Blog

 
 
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
21 สิงหาคม 2552

 
All Blogs

 

สนทนากับเจ้าของ Blog

ขอต้องรับท่านที่มาเยือน ถ้ามีเรื่องจะสนทนากับผม กรุณาลงได้ที่นี้เลยครับ

......................................

กฏของ Blog นี้ ที่ผมขอกำหนดเอง
1 ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง เรื่องสถาบันทุกสถาบัน เรื่ององค์กรใด ๆ การตำหนิผู้อื่นไม่ว่าเรืองใด ๆ ก็ตาม
2.ไม่อนุญาตให้ประชาสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
3.ไม่อนุญาตให้นำคำสอนวิธีปฏิบัติของครูบาอาจารย์ใด ๆ มาลงโดยการทำการ copy & paste มาเป็นบท ๆ
แต่จะอนุญาต ถ้าจะนำมากล่าวถึงเพื่ออ้างอิงถีงในการสนทนาธรรมกันตามสมควร ก็ขอให้เป็นแต่ข้อความสั้น ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด และขอให้เกี่ยวเนืองกับเรื่องที่เขียนขึ้น
4. ผมขอสวงนสิทธ์ที่จะลบข้อความใด ๆ ก็ได้ ที่เขียนโดยท่านผู้อ่าน โดยไม่ต้องบอกกล่าวเจ้าของข้อความก่อน

ท่านที่ไม่พอใจในกฏที่ผมตั้ง ก็อย่าได้ทำอะไรผิดกฏนี้เลยครับ
หรือ ไม่ต้องเข้ามาอ่านก็ได้ จะทำให้ท่านสบายใจกว่านี้

ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ

..................................................................
17 Dec 2009
แก้ใขทุกบทความ ไม่ให้มีการเขียน comment
เพื่อกันผู้มาป่วน blog แต่ให้มาเขียนสนทนาที่ห้องร้องแขกแทน

-----------------------------------------------------

หมายเหตุ โค๊ดการทำลิงค์

ให้เพิ่ม เครื่องหมาย น้อยกว่า นำหน้า a href = URL name =_blank > what to show เครื่องหมาย น้อยกว่า /a ให้ปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย มากกว่า

 

Create Date : 21 สิงหาคม 2552
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2553 15:59:09 น.
93 comments
Counter : Pageviews.

 

มาเซ็นชื่อเยี่ยมห้องคนแรกเลยค่ะ

ยังไม่มีคำถามค่ะ ดำเนินการปฏิบัติอยู่ต่อเนื่องบ้างไม่ต่อเนื่องบ้าง (ตามสติกำลัง)

 

โดย: kaoim IP: 58.10.90.90 22 สิงหาคม 2552 21:51:05 น.  

 

ขอแสดงความชื่นชมเนื้อหาของบล็อคครับ

ชอบภาพเปรียบเทียบสภาวะจิต3แบบมากเลย

พูดถึงจิตแบบที่ 3 คนมักจะหาว่าบ้าบ้าง...สับสนบ้าง..

หวังว่าผมคงไม่โดนด่าเหมือนบล็อก"ในความฝันฯ" นะครับ

 

โดย: palmgang IP: 119.42.71.131 25 สิงหาคม 2552 14:03:11 น.  

 

ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ คุณ palmgang

เนื้อความใน จิตแบบที่ 3 คงฝากไว้ให้ผุ้อ่านพิจารณาเอาเองครับ

 

โดย: นมสิการ 25 สิงหาคม 2552 15:01:02 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณ มนสิการ
เพิ่งอ่านblogคุณวันนี้ ดีใจมากที่ได้เจอคุณมนสิการ เพราะว่าที่ดิฉันเจอ ๆ จะสอนมือเก่าซะส่วนมาก คนที่ตกๆหล่น ๆจากขบวนธรรมอย่างดิฉันเลยเคว้ง ๆ เนื่องจากเขาพูดสภาวะอะไรเราก็ไม่เข้าใจ เพราะยังไม่เกิดกับตัวเอง ตามเขาไม่ทัน ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ ดิฉันจะอ่าน blog ของคุณให้หมดก่อน แล้วจะเขียนเข้ามาถามค่ะ
ขอให้คุณมนสิการ ปิดอบาย และเข้าถึงธรรมตามประสงค์นะคะ

 

โดย: มาลินี IP: 114.128.112.102 26 สิงหาคม 2552 18:31:43 น.  

 

ยินดีครับที่ได้สนทนากับคุณมาลินี

 

โดย: นมสิการ 26 สิงหาคม 2552 18:38:06 น.  

 


สวัสดีค่ะ...เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ สะดุดใจกับคำว่าตามดูจิตค่ะ ที่ผ่านมาลองฟังซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์ ..เรื่องการตามดูจิตแต่ก้อยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ...จะหาเวลาเข้ามาอ่านให้มากขึ้นนะคะ

 

โดย: คนดีคนเก่ง 1 กันยายน 2552 12:44:19 น.  

 

ยินดีต้อนรับครับ คุณคนดีคนเก่ง

 

โดย: นมสิการ 1 กันยายน 2552 18:57:02 น.  

 


..สวัสดีค่ะ เนื่องจากยังไม่ค่อยเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติเท่าที่ควรค่ะ ที่ผ่านมาเคยแต่นั่งสมาธิและกำหนดลมหายใจแบบพุทโธ เมื่อไม่นานมานี้ก้อได้มีโอกาสไปปฏิบัติแบบยุบหนอพองหนอ ซึ่งก้อเป็นคนละรูปแบบกันกับของเดิมที่เคยปฏิบัติ แต่ก้อพยายามศึกษาค่ะ

...ล่าสุดมีญาติธรรมส่งซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์มาให้เรื่องการดูจิต ก้อเลยอยากทราบว่าถ้าเราปฏิบัติในเรื่องการดูจิตแล้ว เราควรจะทำปฏิบัติแบบไหนค่ะ ถึงจะสอดคล้องและเหมาะสมกับการดูจิด

...รบกวนขอคำปรึกษาด้วยนะคะ

 

โดย: คนดีคนเก่ง 5 กันยายน 2552 13:58:39 น.  

 

ผมขอตอบเป็นความเห็นส่วนตัวครับ จึงฝากไว้พิจารณา
เพราะความคิดเรื่องดูจิตโดยไม่มีกำลังของจิตเลย กำลังมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะนี้

ในความเห็นส่วนตัวเท่าที่ผมได้ปฏิบัติมา ผมมีความเห็นว่า
การปฏิบัตินั้น ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนากำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิก่อน เพื่อให้จิตรู้ เกิดและตั้งมั่น จากนั้น จึงจะไปดูจิตต่อไปได้ เพราะการดูจิตตรง ๆ โดยไม่มีกำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธินั้น การปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในจิตที่ไปดึงจิตรู้ให้คลุกรวมกัน ทำให้จิตรู้ไม่อาจเห็นการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้นได้เลย

ส่วนการปฏิบัติ ดูลมหายใจ บริกรรมพุทโธ หรือ พองยุบ นั้น ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้องจริง ๆ อะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้นสำหรับการเริ่มต้นเพื่อการพัฒนากำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ แต่ถ้าไม่เข้าใจ ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็ไม่ใช่การพัฒนากำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิครับ

แนะนำให้อ่านเรื่องเหล่านี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ขอให้อ่านและคิดพิจารณาไปด้วย
เพื่อให้เข้าใจในหลักการ
ถ้าเข้าใจในหลักการแล้ว
จะปฏบัติอย่างไร ในลมหายใจ พุทโธ พองยุบ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น

ถ้า "จิตรู้" ยังไม่เกิด จะไม่เห็นไตรลักษณ์ที่แท้จริง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=23&group=1&gblog=11


กายานุปัสสนา ทิ้งไม่ได้เลย ถ้าฐานไม่มั่นคง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=24&group=1&gblog=12

สติ ในความเห็นของผม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=06-2009&date=24&group=1&gblog=42

ความรู้สึกตัว ฉบับชาวบ้านอ่าน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=06-2009&date=24&group=1&gblog=43

 

โดย: นมสิการ 5 กันยายน 2552 16:51:39 น.  

 



...สวัสดียามเช้าค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับคำแนะนำ

เริ่มจะเข้าใจไปตามลำดับแล้วค่ะ..

 

โดย: คนดีคนเก่ง 6 กันยายน 2552 9:26:28 น.  

 

สวัสดีคะ บังเิอิญเกิดความสงสัย และบังเอิญได้มาอ่านเจอ (ทางศาสนาพุทธบอกว่าไม่มีคำว่าบังเอิญใช่มั้ยคะ) ในฐานะที่ท่านเป็นผู้รู้และศึกษามามาก อยากขอตั้งคำถามที่สงสัยได้มั้ยคะ

ไม่เคยฝึกภาวนา หรือวิปัสนากรรมฐานกับผู้ใดมาก่อน ไม่เคยอ่านหรือศึกษาแบบจริงจัง เวลาใครพูดถึงศัพท์บาลีว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่เข้าใจ แต่ชอบอ่าน และ ฟังธรรม คำสอนของหลวงพ่อปัญญา ท่่านพุทธทาส หลวงปู่เหรียญ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ และหลายๆ ท่าน ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ปัจจุบันได้แต่ทำสมาธิก่อนนอน เพราะทำแล้วหลับสบาย ขณะทำสมาธิก็ใช้วิธีภาวนาพูทโธ แต่ส่วนมากจะตามดูลมหายใจตัวเองจากปลายจมูก แรกๆที่เริ่มทำก็ใช้วิธีกำหนดจิต(ไม่ทราบเรียกถูกหรือเปล่า) มองดูร่างกายตัวเอง บอกกับตัวเองว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นแค่วัตถุอินทรีย์ มีเวลาตายดับ เสื่อมไป จิตที่มีอยู่ก็ไม่ใช่ของเรา เป็นแค่พลังงานมีเพื่อใช้จับอารมณ์และความรู้สึกของร่างกาย สิ่งที่คิดว่าเป็นตัวเราก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะเกิดจากการรวมกันของสองสิ่ง ถ้าไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชีวิตนี้ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ขณะทำสมาธิก็แยกมองกาย มองจิต แล้วปล่อยให้ว่าง (จนคิดว่าตัวเองหลับ เพราะขณะนั้นไม่มีสติรับรู้) จนถึงเวลาก็จะตื่นรู้สึกตัว และเข้าที่นอนหลับได้ การทำสมาธิที่ปฏิบัติอยู่ ตัวเองคิดว่า เมื่อจิตว่าง ก็จะมีสติ ปัญญาก็จะเกิดได้

ปัญหาก็คือ เมื่อมาฟังคำบรรยายธรรมของพระอาจารย์บางท่านบอกว่า การทำจิตให้ว่าง ปัญญาไม่ได้เกิด ปัญญาเกิดจากการมีสติรู้อยู่ขณะปฏิบัติ ไม่ใช่หลับ (รู้สึกจะฟังมาจากท่านพระอาจารย์ปราโมทย์)

คำถามก็คือ การวิปัสนากรรมฐาน เราทำเพื่ออะไร จุดประสงค์ที่แท้จริงและการปฏิบัติจริงๆ ควรทำอย่างไร จำเป็นแค่ไหน เพราะความเข้าใจเดิมคือ แค่ทำให้มีสมาธิ และสามารถเข้าใจและรู้ถึงความคิดได้ก็สงบได้ แต่ไม่เคยคิดถึงการมองเห็นหรือได้รับรู้ตามที่ได้ยินมาในระหว่างกรรมฐานถึง เทวดา สวรรค์ ชาติก่อน ชาติหน้าหรือชาติไหน เพราะไม่เห็นถึงประโยชน์ของการรู้หรือเห็นสิ่งเหล่านี้ และก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องเห็นหรือรู้เพราะคิดว่าเป็นจิตอุปทาน สร้างภาพเอง ปัจจุบันอ่านมาก ฟังมากก็เลยสับสนตัวเองว่าตกลงต้องทำอะไร หรืออย่างไร เพราะชอบและต้องการปฏิบัติแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเวลาฟังคนที่ปฏิบัติแล้วคุยกัน บางคนบอกไม่ทำเองไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก ต้องมีครูบาอาจารย์สอน ทำเองไม่ได้ จริงหรือเปล่าคะ

ขอบคุณมากที่มีบล๊อคนี้ให้ความรู้ จะกรุณามากถ้าตอบคำถามให้เข้าใจ เพราะตอนนี้กำลังสับสน งงกับตัวเองว่าอยู่ตรงไหน แล้วจะปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานได้หรือไม่

 

โดย: BeautyAstro 11 กันยายน 2552 11:40:36 น.  

 

ตอบคุณ BeautyAstro

ผมตอบคุณไว้ที่นีแล้วครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=11-09-2009&group=1&gblog=87

 

โดย: นมสิการ 11 กันยายน 2552 15:07:59 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณนมสิการ

เผอิญว่าได้ไปอ่านคำถามของคุณบั๊กคุง ในห้องศาสนา เรื่องคำสอนจิตนี่เที่ยง หรือเกิด-ดับ มีผลต่อผู้เริ่มปฏิบัติธรรมหรือไม่ คิดว่าคุณนมสิการคงจะได้เข้าไปอ่านบ้างแล้ว อันนี้เก้าก็ไม่ได้สงสัยอะไรอ่ะนะคะ

เก้ามาคิดถึงว่า ถ้าหากผู้ปฏิบัติมือใหม่ไปพบสถานการณ์ทำนองเดียวกันนี้ อย่างเช่น

ครูอาจารย์บอกว่า ถ้าภาวนาหาฐานที่ตั้งของจิต แล้วเพ่งหรือกำหนดจิตไปไว้เหนือสะดือ แล้วก็บอกว่า พบแล้วรู้สึกอย่างไร มันสบายใช่ไหม มันนิ่งใช่ไหม วันทั้งวันไม่ต้องทำอะไร ให้เอาแต่จิตไปกำหนดไว้ตรงนั้น หรือระลึกรู้อยู่ตรงนั้น จะทำอะไร ไปไหนมาไหน ก็สบาย เหมือนกับตัดความรู้สึกที่จะรับรู้ทางอายตนะทั้ง 6 ออกไปเลย แบบนี้เป็นการเพ่งความว่าง หรือเพ่งจิต หรือเปล่าคะ และเท่าที่ฟังๆ ท่านเทศน์ก็ไม่เคยไปไกลกว่าให้ทำแค่นี้


ที่ถามเพราะว่าเคยมีประสบการณ์การภาวนามาแบบนี้ก่อนหน้านี้สองปี ก่อนที่จะเอะใจเมื่อปีที่แล้วว่า สงสัยเราจะเดินมาผิดทาง แล้วหันมาปฏิบัติแบบเจริญสติ ทั้งแบบการเคลื่อนไหว และการดูจิต

คุณนมสิการมีข้อแนะนำอะไรให้กับนักปฏิบัติธรรม เพื่อสำรวจว่าเราเดินถูกทางหรือไม่ถูกทางอย่างไรได้บ้างไหมคะ เก้าไม่แน่ใจว่าการสอนในลักษณะนี้มันจะถูก แต่เราก็ไม่ได้ไปลบหลู่ครูอาจารย์ เพียงแต่ถอยๆ ออกมา ห่างออกมา (นานแล้วล่ะค่ะ) อีกอย่างนึง ท่านบอกว่า การมีสติรับรู้สิ่งที่มากระทบอายตนะ นั้นทำไม่ถูก

จริงๆ ก็ไม่ได้หวังอะไรแบบว่า จะเป็นลักษณะเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวอะไรแบบนั้น เพราะว่า ท่านกำลังเดินสายออกเทศนาการปฏิบัติแบบนี้และคนก็เชื่อเยอะเสียด้วยสิ ..ตอนนี้แว่วๆ ชื่อท่านมาถึงบอร์ดในพันทิพแล้ว

 

โดย: kaoim IP: 110.49.122.83 18 กันยายน 2552 12:21:54 น.  

 

ผมขอตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

1 ห้องศาสนา เดียวนี้ผมไม่ค่อยเข้าไปอ่านอะไรเลยครับ
จะมีบ้างก็ดูหัวข้อผ่าน ๆ แต่ก็ไม่เข้าไปภายในกระทู้ครับ
นอกจากจะมีหัวข้อที่น่าสนใจ ก็จะเข้าไปอ่านบ้าง

2.การภาวนานั้น ใครจะภาวนาแบบไหน ผิดหรือถูก คงเป็นวาสนา เป็นบารมีของแต่ละคนเอง ซึ่งผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายแต่อย่างไรทั้งสิ้น

3 การภาวนาจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกทาง อันนี้ตอบได้ง่าย ๆ ก็คือ ว่า ภาวนาแล้วไม่ทุกข์ หรือ ทุกข์ลดลง โดยที่ผู้ภาวนาไม่ต้องไปกังวลว่าจะต้องทำโน่นทำนี่เลย การลดลงของ
ทุกข์ จะต้องเป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ถ้ายังต้องมีการทำจิตให้นิ่ง จิตให้ว่าง จิตอยู่ที่โน้น จิตอยู่ที่นี่ นี่เป็นการทำ มันไม่ใช่ทางที่เป็นอัตโนมัติ

4 ตำแหน่งทีตั้งของฐานของจิต ถ้ามันเกิดอยู่ตรงไหนได้เอง โดยไม่ต้องไปกำหนด นั้นคือใช่ได้ครับ แต่ถ้าต้องไปบังตับว่าต้องอยู่ที่โน้น อยู่ที่นี่ นี่ก็ไม่ใช่ทาง
แต่ที่ผมสอนคุณเก้าไปเมื่อคราวก่อน ว่าให้รู้อยู่ที่เฉพาะหน้า เพราะธรรมชาติของคนมันจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว การที่เรารู้แบบนี้ ก็คือความเป็นธรรมชาติ ซึ่งคุณเก้าคงจะเห็นได้ว่า เมื่อฝึกแบบรู้แบบนี้ ก็คือ การรู้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย จริงไหมครับ

 

โดย: นมสิการ 18 กันยายน 2552 12:44:53 น.  

 

คุณเก้าคงหมายถึงกระทู้นี้ใช่ใหมครับ
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/
Y8334197/Y8334197.html
ที่หัวข้อกระทู้คือ
การที่ไปเรียนกับครูบาอาจารย์ที่เห็นจิตเที่ยง กับ เกิดดับ มีผลต่อการปฎิบัติเบื้องต้นไหมครับ ?

ผมความเห็นส่วนตัวของผม เวลาผมปฏิบัติ ผมไม่สนใจอะไรเลย ไม่สนใจด้วยว่า จิตเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง
จิตเป็นอย่างไร จิตเกิดดับอย่างไร ซึ่งสิ่งที่นำมาถกเถียงกันล้วนเป็นจินตมยปัญญา ซึ่งไม่ใช่ภาวนามยปัญญา
เวลาปฏิบัตินั้น การเกิดขึ้นของภาวนามยปัญญาต้องเกิดจากการ รู้ การเห็นโดยจิตรู้ หรือ การเห็นด้วย ญาณ จึงจะใช้ได้ แล้วหน้าที่ของผู้ปฏิบัติเพียงแต่เจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ แล้วปล่อยให้ จิตรู้ และก็ ญาณ เขารู้ของเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพากษ์ให้ จิตรู้ / ญาณ เขาเลยว่า นี่เป็นอย่างนี่นะ นี่เป็นอย่างโน้นนะ
คิดว่า คุณเก้า คงมองสิ่งที่ผมพยายามจะตอบออกนะครับ

เรื่องการตอบประเภทนี้ จริง ๆ ผมจะไม่พยายามตอบถ้าไม่จำเป็น เพราะมันไม่ใช่วิธีการปฏิบัติ และการตอบแบบนี้ ก็จะนำมาซึ่งการโต้แย้งออกมาในหมู่ชนเสมอ ว่า แกผิด ฉันถูก แล้วก็กลายเป็นการวิวาทะ เกิดโทสะ ตามมา...



โดย: นมสิการ วันที่: 18 กันยายน 2552 เวลา:12:57:23 น.

 

โดย: นมสิการ 18 กันยายน 2552 12:59:09 น.  

 

ขอบคุณคุณนมสิการที่กรุณาชี้แนะแล้วก็เตือนสติให้ด้วย

เก้ามีเพื่อนนักปฏิบัติท่านนึง คงจะได้รับคำสอนว่าต้องวางจิตไว้ตรงโน้นตรงนี้ แล้วท่านก็นำไปปฏิบัติต่อ นานๆ ก็จะโทรมาคอยถามเก้าว่า ภาวนาไปถึงไหน เก้าก็พยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามแบบนี้ เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะตอบ แล้วอยากจะทราบว่าเขาถึงไหนเช่นกัน

เช่นคราวแรก โทรมาถามเก้าว่า เป็นไงบ้าง? หาผู้รู้ได้หรือยัง เขาพบแล้วนะ โห..พบแล้วอัศจรรย์มาก มันสบายจริงๆ ดูๆ จะเร่งให้เราหา เหมือนกับที่เขาพยายามจะบอกว่า เขาคงบรรลุอะไรสักอย่าง

เก้าก็ไม่ได้ถามความหมายเขานะคะ แต่เก้าเข้าใจในเรื่องจิตรู้ แบบที่ได้ฝึกเจริญสติ แล้วเกิดจิตรู้ แต่ที่ได้ฟังคำพูดของเพื่อนแล้ว มีความรู้สึกว่า จิตผู้รู้ของเขา กับจิตรู้ที่เราเข้าใจมันไม่เหมือนกัน

หลังๆ เลยเลี่ยงๆไปว่า ไม่ได้ภาวนาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก แค่ฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน

สาธุกับคำตอบข้างบนด้วยค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 119.31.40.44 18 กันยายน 2552 21:30:10 น.  

 



...หวัดดีค่ะ ชอบมาอ่านทุกคำตอบและทุกเรื่องที่คุณนมสิการเขียนค่ะ ง่ายต่อการเข้าใจดีค่ะ แต่จะมีปัญหาเวลาเปิดอ่านในเน็ต ตาลาย อยากให้รวมเล่มเป็นหนังสือจังเลยค่ะ...

 

โดย: นู๋วี (คนดีคนเก่ง ) 23 กันยายน 2552 13:11:17 น.  

 

ตอบหนูวี คนดีคนเก่ง

เรื่องเป็นหนังสือคงจะยากครับ เพราะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก เป็นหลักหมื่นขึ้นไป พิมพ์มา ก็คงขายไม่ออกครับ
คงขายได้แต่หนูวีเล่มเดียวเท่านั้น หนู่วี มีเครื่องพิมพ์ printer ใหมครับ ให้พิมพ์ออกมาอ่านก็ได้นี่ครับ

ขอบคุณครับที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น

 

โดย: นมสิการ 23 กันยายน 2552 13:36:20 น.  

 

แจ้งข่าว เรื่องรูปประกอบใน blog หายไป

ตอนนี้พบว่า หลาย ๆ รูปที่ผมฝากไว้ใน photobucket.com ได้เกิดเสียหายไปเอง โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้บาง blog ของผมที่ได้มีรูปลงไว้เปิดรูปไม่ขึ้น ผมจะหาวิธีแก้ใข ใหม่ เพราะรูปเหล่านั้น ผมทำแล้วก็ไม่ได้เก็บไว้ในเครื่องคอมของผม คงต้องสร้างรูปใหม่ แล้วแก้ใข blog ต่อไป

ขออภัยในเหตุที่เกิดขึ้นด้วยครับ

 

โดย: นมสิการ 29 กันยายน 2552 6:38:29 น.  

 

เนื่องจาก Group Blog ธรรมปฏิบัติ 1 มีจำนวนเกือยถึง 100 บทความ แล้ว ผมจึงเพิ่ม Group Blog ใหม่ชื่อ ธรรมปฏิบัติ 2 ขึ้นมาใหม่และถ้า Group Blog นี้เต็มอีก คือ 100 บทความ ผมก็จะเพิ่ม Group Blog ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ

จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ

 

โดย: นมสิการ 13 ตุลาคม 2552 6:50:11 น.  

 

ไม่ทราบว่าเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องเซ็น เช่น เว่ยหล่าง หรือฮวงโปบ้างหรือเปล่าคะ

คุณนมสิการมีความเห็นอย่างไรในคำสอนแบบเซ็นบ้างคะ

 

โดย: kaoim IP: 110.49.168.221 16 ตุลาคม 2552 14:20:33 น.  

 

เคยอ่านครับ ทั้ง เว่ยหล่าง และ ฮวงโป
ผมคิดว่า เป็นคำสอนในระดับสูงสุดของธรรม ที่คนธรรมดายากจะเข้าใจได้ หรือ ไม่อาจเข้าใจได้เลย

 

โดย: นมสิการ 16 ตุลาคม 2552 16:51:24 น.  

 

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 119.31.126.141 17 ตุลาคม 2552 5:39:15 น.  

 

เซ็น..เป็นคำสอนที่คนธรรมเข้าใจยากเพราะ..
คนธรรมดา..รู้อารมณ์ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ..

แล้วไปปรุงแต่งต่อ...ทำให้ข้ามพ้นคำสอนของเซ็น

เซ็นเป็นคำสอนที่แค่..รู้อารมณ์ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วหยุด..เท่านั้น..นอกเหนือจากรู้นั้น..ไม่ใช่เซ็น

 

โดย: palmgang IP: 119.42.70.233 20 ตุลาคม 2552 10:09:31 น.  

 

ขอบคุณ คุณ palmgang ทีเข้ามาช่วยเสริมครับ

 

โดย: นมสิการ 20 ตุลาคม 2552 23:08:24 น.  

 

เรียนท่านผู้อ่าน blog ครับ

เนื่องจากมีผู้เข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นไว้ โดยไม่ใช่ลักษณะของการสอบถาม ผมเข้าไปอ่านเสมอๆ
ผมเรียนให้ทราบดังนี้

1 ความคิดเห็นที่เป็นการบอก Link ของเวปธรรมอื่นๆ
ผมขอ .ลบทิ้ง. ครับ
2. ความคิดเห็นที่เป็นการชักชวนให้เข้าค่ายปฏิบัติธรรม หรือ แนะนำค่ายปฏิบัติธรรมใด ๆ ผมขอ .ลบทิ้ง.
จึงเรียนมาเพื่อทำความเข้าใจครับ
ขอบคุณครับ

 

โดย: นมสิการ 24 ตุลาคม 2552 17:55:48 น.  

 

เรียน ท่านผู้อ่าน blog ครับ

เนื่องจาก blog ที่ผมเขียนนี้เป็นประสบการณ์ปฏิบัติธรรมของผมเอง ดังนั้น ย่อมต้องไม่เหมือนของคนอื่น ๆ ทีปฏิบัติในแนวทางอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าปฏิบัติมาแนวใด ผมเชื่อว่า ทางสุดท้ายต้องเหมือนกัน

สำหรับท่านที่อ่านแล้ว และ เกิดความคิดที่จะเข้ามาเขียนในแนวทางของท่านเอง ในท้ายบทความของผมในเรื่องต่าง ๆ ว่าต้องปฏิบัติอย่างโน้นซิ อย่างนี้ซิ ผมขอร้องว่า กรุณาอย่าได้เข้ามาเขียนดังกล่าวเลยครับ
ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับ blog ของผม เมื่อท่านอ่านแล้ว ก็ขอให้ผ่านไปแบบอุเบกขาก็แล้วกัน
แต่ถ้าท่านต้องการจะแนะแนวทางของท่านเอง ท่านก็ทำได้โดยเปิด blog ของท่านเองครับ

ถ้าท่านรู้ตัวดีว่า ท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ถ้าท่านคิดว่า จะเมตตาผม บอกทางให้ผมเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็ขอให้ส่งหลังไมค์ของเวป pantip ก็แล้วกันครับ
ถ้าท่านยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ต้องส่งจะดีกว่าครับ

ที่ผมขอร้องไม่ให้ท่านเขียนนั้น เพราะว่า คนที่เข้ามาอ่านใน blog ของผม อาจเข้าใจผิดได้ว่า การที่ผมปล่อยให้ข้อความของท่านทิ้งไว้ ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนนั้น

เมื่อท่านเขียนและทิ้งมันไว้ใน blog ของผม ถ้าเกิดมีผู้อ่านทีเชื่อในข้อเขียนของท่านแล้วยึดไปปฏิบัติ ถ้าเกิดสงสัยในการปฏิบัติ จะไปถามท่านได้ที่ไหนครับ หรือ ปฏิบัติไปแล้ว เกิดอันตราย เกิดเป็นบ้าขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบครับ

วิธีปฏิบัติใน blog ของผม ผมกล้ายืนยันว่า ปลอดภัยแน่นอน ไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติที่เดินตามเป็นบ้าได้ ผมจึงเขียนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ตรงทางเพื่อเข้าสู่ทางพ้นทุกข์

ผมปฏิบัติมานาน จนถึงบัดนี้ ผมทราบดีครับว่า
แนวทางใดถูกและตรงทางที่สั้น แนวทางใดถูกแต่อ้อมเสียเวลานาน แนวทางใดที่ผิดทางทำแล้วมีแต่เป็นฤาษีตัวแข็งแบบก้อนหิน

ผมจึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า ถ้ามีข้อเขียนในลักษณะเช่นนี้ ผมขอ .ลบทิ้ง. ทันทีที่ผมเห็นครับ

ต้องขออภัย ถ้าทำให้ท่านขุ่นเคืองใจ ( ถ้ามี )

 

โดย: นมสิการ 24 ตุลาคม 2552 18:53:12 น.  

 

รายงานผลค่ะ..

เผอิญว่าได้เข้าไปอ่านบล๊อคของคุณก๊อกน้ำ เจอสภาวะอย่างเดียวกันคือ ช่วงนี้เก้ารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยจะนอนหลับ พอถึงเวลาจะนอน ก็ไม่ได้เคยง่วง เหมือนควรจะต้องนอนตามหน้าที่ แล้วก็รู้ว่าจิตมันคงทำหน้าที่คิดๆๆ แล้วเราก็รู้ๆๆ ตาม มันก็เลยกลายเป็นว่า จะไม่ค่อยได้นอน

เก้าพยายามจะเปลี่ยนมานอนหลับตาดูลมหายใจ คิดว่าน่าจะพักผ่อนด้วยการทำตามรูปแบบ ทำสมาธิบ้างน่ะค่ะ แต่มันก็คอยจะกลับมารู้สึกตัวตามความเคยชิน เพราะจิตมันไม่นิ่ง มันคอยจะคิด

ก็เลยกลายเป็นว่าวันนึงๆ นอนน้อย กว่าจะได้นอนจริงๆ หลังเที่ยงคืนไปแล้ว แล้วก็ตื่นหกโมง

ไม่รู้ว่ามันคือปัญหาหรือเปล่า แต่ถามว่ารู้สึกเพลียในตอนกลางวันไหม มันก็ไม่นะคะ

 

โดย: kaoim IP: 110.49.158.64 26 ตุลาคม 2552 8:44:28 น.  

 

สภาวะที่นอนไม่หลับ มาจากจิตตื่นตัว ผมก็เป็นครับ
สมัยก่อนโน้น ที่จิตเพิ่งเริ่มตื่นตัว เวลานอน จะเหมือนตื่นอยู่ แม้แต่เสียงกรนของตัวเอง ยังได้ยินเลย เวลาพลิกตัว ขณะหลับ ก็ยังรู้ตัวว่าพลิกตัวเลย แต่ที่แย่ทีสุดก็คือ ฝันครับ ใหม่ ๆ ที่จิตเพิ่งตื่น จะฝันถี่ยิบ สารพัดเรื่อง อะไรก็ไม่รู้ ฝันตั้งแต่นอน ถึงตื่นเลย แต่ผมจะมีปัญหาก็คือ เวลากลางวันจะเผลียมาก ดวงตาเหมือนคนอดนอน

แต่ตอนนี้ ไม่เป็นแล้วครับ แต่ก็นอนไม่มากต่อคืน

 

โดย: นมสิการ 26 ตุลาคม 2552 9:51:30 น.  

 

อ่า... ใช่ค่ะ ฝันเยอะมาก

 

โดย: kaoim IP: 110.49.107.13 26 ตุลาคม 2552 9:59:22 น.  

 

อาการนอนไม่หลับของผู้เจริญสติถือเป็นเรื่องปกติ..

เกิดจากจิตที่ตื่นตัว..ทำให้ความง่วงซึมลดน้อยลง

อย่ากังวลหรือสงสัยในอาการนอนไม่หลับ..เพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านยิ่งทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นไปอีก..

หากยอมรับสภาพได้..การนอนหลับก็จะเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ..คือ

..จะหลับเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย..ต้องการพักผ่อน
..จะนอนน้อยลง..และตื่นบ่อยขึ้น..

การนอนหลับแล้วไม่ฝัน..เรียกว่าจิตลงภวังค์คือไม่ขึ้นรับอารมณ์ทางอายตนะทั้ง6..
การฝันคือ..การขึ้นรับอารมณ์ของจิตทางมโนทวาร..หรือเรียกว่าคิดในเวลาหลับ
ผู้เจริญสติ..จะระลึกรู้อารมณ์ได้ไวขึ้น..แม้ขณะหลับถ้าจิตไม่เป็นภวังคจิต..และขึ้นวิถีรับอารมณ์ทางมโนทวาร..
ก็จะสามารถระลึกรู้อารมณ์นั้นได้ดีกว่าผู้ไม่เจริญสติ..
จึงเหมือนว่า..ฝันมากขึ้น

สติสามารถเกิดขึ้นได้ในขณะหลับ...

ข้อสังเกตุขณะหลับสนิท(จิตเป็นภวังค์)กับขณะฝัน(จิตทำงานทางมโนทวาร)..

อะไรที่ไปรู้สภาพจิตขณะนั้น..

ถือว่าแบ่งปันประสบการณ์กัน..ถูกหรือผิดก็คงต้องพิจารณาเอาเอง..
(หากคุณนมสิการเห็นว่าไม่สมควรก็ลบได้ครับ)
แต่ที่แน่ๆ..ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุ..อย่าสงสัยอะไรเลย
สิ่งใดรู้สึกได้..สัมผัสได้..สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นมาจากเหตุที่ถูกต้องแล้ว..que sera sera..


 

โดย: palmgang IP: 119.42.69.179 28 ตุลาคม 2552 10:14:29 น.  

 

เรียนท่านผู้คงแก่เรียน

ผมเรียนมาน้อยครับ กรุณาอย่าได้มาลองวิชาผมเลย
ผมสู้ท่านไม่ได้หรอกครับ ผมขอยอมแพ้ท่านครับ

ดังนั้น เมื่อผมสู้ท่านไม่ได้ ผมขออนุญาตลบข้อความของท่านที่เข้ามาลองวิชาออกนะครับ

จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ

 

โดย: นมสิการ 2 พฤศจิกายน 2552 18:35:43 น.  

 

คุณมนิสการค่ะ คือว่าดิฉันปฎิบัติธรรมมาระยะหนึ่งแล้วสงสัยน่ะค่ะ หากเรารู้ว่าเราคิดปั๊ป ความคิดมันจะดับไปทันทีเลย แล้วจะทำยังไงค่ะ เพราะว่าคิดเรื่องงานอยู่น่ะค่ะ มันก็ต้องเริ่มใหม่เลยน่ะค่ะ

แล้วก็อยากทราบว่าในทางปฎิบัติ เวลานั่งสมาธิ เรารับรู้ไ้ด้ทุกทางในเวลาเดียวกัน เช่นได้ยินเสียง ตรงนู้นตรงนี้ แอร์เป่ามาก็รู้ แล้วมันเหมือนใจเราต้องวิ่งรับสิ่งกระทบที่เกิดขึ้นทุกทางเลยน่ะค่ะ หรือว่าเราจะรับรู้แค่ทางเดียว คืออยู่ที่พองยุบอย่างเดียวไม่สนใจอย่างอื่นดีค่ะ (แต่มันจะกลายเป็นสมาธิลึกไปหรือเปล่าค่ะ)

อีกเรื่องนึงค่ะ ในขณะทำงานเวลาเราทำงาน หากเราครองสติให้อยู่กับตัวตลอดเวลาแล้วเนี่ย เรากระพริบตา ได้ยิน พิมพ์งานมันพร้อมกันหมดเลยน่ะค่ะ แล้วจะทำยังไงค่ะ ดูมันลุกลี้ลุกลนยังไงไม่รู้น่ะค่ะ เลยหยุดกำหนดไปเลย

รบกวนคุนมสิการช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: n_atty 4 พฤศจิกายน 2552 14:06:31 น.  

 

ตอบคุณ n_atty ผมขอสรุปคำถามและตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.ดิฉันปฎิบัติธรรมมาระยะหนึ่งแล้วสงสัยน่ะค่ะ หากเรารู้ว่าเราคิดปั๊ป ความคิดมันจะดับไปทันทีเลย แล้วจะทำยังไงค่ะ เพราะว่าคิดเรื่องงานอยู่น่ะค่ะ มันก็ต้องเริ่มใหม่เลยน่ะค่ะ
>> สำหรับคนที่ยังไม่ถึงทีสุดแห่งการปฏิบัติธรรม คือ เหล่า เรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยังฝีกฝนสัมมาสติ สัมมาสมาธิอยู่นั้น ขอให้เราแยกเรื่องการทำงานแบบที่ต้องใช้ความคิดในการทำงาน กับเรื่องการปฏิบัติธรรมหรือ การทำงานแบบทีไม่ใช่ความคิด เช่นการทำกิจวัตรประจำวันในชีวิตประจำวัน อย่าได้สับสน อย่าได้ปนกัน

เมื่อเราทำงานที่ต้องใช้ความคิดอยู่ เช่น เรากำลังประชุมงานในบริษัท ในขณะที่เราประชุม เราต้องคิด ต้องฟังผู้อื่น ต้องจดงาน ต้องวิเคาะห์เรื่องราว เราต้องทิ้งเรื่องการปฏิบัติไปก่อนครับ ขอให้ใจอยู่กับงานเท่านั้น เมื่อใจอยู่กับงาน ก็จะไม่เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นอย่างที่คุณ n_atty บอกไว้ คือ คิด ๆ อยู่แล้วเห็นความคิด ความคิดงานก็หยุดไป

แต่ถ้าเราฝึกมาดีสักหน่อย มันจะมีอย่างนี้ได้ ก็คือ ในขณะที่เรากำลังทำงาน เช่นประชุมอย่างที่ผมยกตัวอย่างไว้ เราก็ตั้งใจทำงานไป ไม่ต้องไปสนใจเรื่องการปฏิบัติ แต่ในการประชุม อย่างไรเสีย เราก็ต้องมีการขยับตัว มีการเอื่อมมือไปหยิบสิ่งของต่าง ๆ จริงไหมครับ ในขณะที่เราขยับตัว เราเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของ เราจะรู้แบบการปฏิบัติธรรมไปด้วยได้ครับ แต่ถ้าคุณ n_atty ยังไม่สามารถรู้แบบนี้ได้ ก็อย่าได้กังวลใจ ให้ตั้งใจทำงานไป พอมีเวลาในการฝึกฝน คุณก็ฝึกฝนสัมมาสติ สัมมาสมาธิบ่อย ๆ เมื่อฝึกบ่อย ๆ แล้วมันก็จะค่อย ๆ มีการพัฒนาขึ้นทีละนิด ทีละนิด แล้วคุณก็จะปฏิบัติได้เอง ดังที่ผมเขียนไว้นี้

แต่ถ้าในชีวิตประจำวัน เช่นการกวาดบ้าน การอาบน้ำ การใส่เสื้อผ้า การซักเสื้อผ้า และอื่น ๆ คุณก็ทำงานบ้านไปด้วยฝึกไปด้วยในตัวได้ครับ

คิดว่าที่อธิบายมา คงพอมองออก ว่าเป็นอย่างไร ควรปฏิบัติเมื่อไร อย่างไรนะครับ

2 แล้วก็อยากทราบว่าในทางปฎิบัติ เวลานั่งสมาธิ เรารับรู้ไ้ด้ทุกทางในเวลาเดียวกัน เช่นได้ยินเสียง ตรงนู้นตรงนี้ แอร์เป่ามาก็รู้ แล้วมันเหมือนใจเราต้องวิ่งรับสิ่งกระทบที่เกิดขึ้นทุกทางเลยน่ะค่ะ หรือว่าเราจะรับรู้แค่ทางเดียว คืออยู่ที่พองยุบอย่างเดียวไม่สนใจอย่างอื่นดีค่ะ (แต่มันจะกลายเป็นสมาธิลึกไปหรือเปล่าค่ะ)
>> ถ้าคุณปฏิบัติแล้วต้องคอยรู้สึกว่า ต้องไปรับรุ้อย่างโน้นอย่างนี้ แสดงว่า คุณปฏิบัติผิดอยู่นะครับ
ถ้าคุณปฏิบัติถูก ไม่ว่าแบบใด คุณเพียงรู้สึกตัวอยู่อย่างธรรมชาติ คุณก็จะรับรู้สิ่ง ต่างๆ ได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปคอยรับรู้สิ่งโน้นสิ่งนี้เลย
ผมข้อให้คุณทดลองดูก็ได้ ดังเรื่อง คุณยายข้างบ้านฝึกวิปัสสนา-มุมมือใหม่ ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=11-2009&date=01&group=5&gblog=12

ขอให้คุณลองจริง ๆ ดู แล้วถ้าคุณลองใช้พัดจริง ๆ ด้วยความรู้สึกตัว คุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งที่ผมบอกว่า คุณปฏิบัติผิดอยู่ กับสิ่งที่ถูก มันต่างกันอย่างไร
สิ่งที่ถูกนั้นจะไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพียงแค่รู้สึกตัว แล้วมันจะเป็นเอง แต่สิ่งที่ผิด ทีคุณกำลังทำอยู่ คุณต้องทำ ต้องพยายามไปรับรู้อย่างโน้นอย่างนี้

3 กเรื่องนึงค่ะ ในขณะทำงานเวลาเราทำงาน หากเราครองสติให้อยู่กับตัวตลอดเวลาแล้วเนี่ย เรากระพริบตา ได้ยิน พิมพ์งานมันพร้อมกันหมดเลยน่ะค่ะ แล้วจะทำยังไงค่ะ ดูมันลุกลี้ลุกลนยังไงไม่รู้น่ะค่ะ เลยหยุดกำหนดไปเลย
>> ขอให้คุณอ่านคำตอบข้อ 1 ซึ่งผมได้เขียนไว้เรื่องการปฏิบัติขณะทำงานแบบใช้ความคิด และการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอีกครั้ง คำตอบอยู่ในนั้นแล้ว
ครับ

****
ผมย้ำอีกครั้งครับ การปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์นั้น ไม่มีการทำอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่รู้สึกตัว แล้วทำงานไปในอิริยาบทต่าง ๆ ด้วยการรู้สึกตัว นั้นคือการปฏิบัติแล้วครับ

 

โดย: นมสิการ 4 พฤศจิกายน 2552 15:14:23 น.  

 

รายงานผลค่ะ

เก้าเห็นช่องว่างระหว่างเมื่อรู้ว่าจิตไปคิด กับการเริ่มคิดใหม่ รู้สึกแปลกมากค่ะ มันมีความสงบๆ บอกไม่ถูก แต่ตรงช่องว่างนี้มันเป็นชั่วแป๊บเดียว พอเห็นตรงที่มันสงบนี้มันก็เกิดความติดใจขึ้นมาอีก กลัวว่าจะไปหลงอยู่กับตรงนี้น่ะค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 119.31.126.141 6 พฤศจิกายน 2552 9:08:39 น.  

 

สรรพสิ่งที่เครื่องรู้ รู้แล้วก็ต้องทิ้ง อย่าไปใส่ใจ
อย่าไปอยากรู้แบบนี้เสมอ ๆ
มันไม่เที่ยงหรอก
ตอนนี้เห็น
อีกหน่อยก็อาจไม่เห็น
แล้วก็กลับมาเห็นอีก
สิ่งที่สำคัญในการฝึกในระยะนี้ก็คือ การฝึกฝน
การมีความรู้สึกตัว รู้อะไรก็ได้ รู้แล้วปล่อย
รู้แล้วทิ้ง
เมื่อกำลังดีขึ้น จะเห็นอาการของจิตได้มากขึ้น เช่นเห็นอารมณ์ต่าง ๆ มากขึ้น เห็นอาการของจิตไปนึกคิดมากขึ้น
การเห็นอาการของจิต นี่จะทำให้เกิดปัญญาที่ทำให้เกิดการปล่อยวางขันธ์ 5 ในทีสุด

 

โดย: นมสิการ 6 พฤศจิกายน 2552 9:21:37 น.  

 

ถึง คุณนมสิการ
คือว่าข้าพเจ้าอยากให้คุณนมสิการ ช่วยหาข้อมูลหรือรายละเอียด หรือแนวทาง ที่ถามไว้ใน(คุณมีเพื่อนหรือเปล่า)ให้หน่อยจ๊ะ ว่าควรจะปฏิบัติต่อไปยังไง
ขอบคุณจ๊ะ

 

โดย: ชีวิตเปลี่ยน IP: 118.172.242.216 6 พฤศจิกายน 2552 20:21:18 น.  

 

ผมตอบให้แล้วครับ ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=11-2009&date=07&group=5&gblog=15

 

โดย: นมสิการ 7 พฤศจิกายน 2552 5:24:10 น.  

 

ขอบคุณ คุณนมสิการ มากๆจ๊ะ

 

โดย: ชีวิตเปลี่ยน IP: 118.172.243.113 7 พฤศจิกายน 2552 19:59:41 น.  

 

ขอขอบคุณคุณมนสิการมากนะค่ะ ที่ได้ตอบคำถามของดิฉัน อย่างไรก็ตามดิฉันจะฝึกฝนต่อไปค่ะ

 

โดย: n_atty 9 พฤศจิกายน 2552 11:16:06 น.  

 

เพิ่งเข้ามาอ่านที่บล็อคนี้ค่ะ
เห็นบอกว่ารูปภาพที่ฝากไว้บางภาพหายไป

ปกติลงรูปในบล็อคได้เลย ไม่ต้องฝากภาพกับเว็ปอื่นค่ะ

ขออนุโมทนากับผลการปฏิบัติด้วยค่ะ

 

โดย: mingxing IP: 118.174.43.51 12 พฤศจิกายน 2552 22:30:57 น.  

 

ขอบคุณคุณ mingxing ที่บอกให้ทราบครับ

 

โดย: นมสิการ 12 พฤศจิกายน 2552 23:23:34 น.  

 

ขออนุญาตเข้ามาศึกษาการปฏิบัติค่ะ เคยฝึกตามดูจิตแต่ก็เผลออยู่เสมอจนบางครั้งเหมือนเพ่งจยนกินไป มาพบบล็อกของคุณนมสิการน่าสนใจมาก ขอศึกษาก่อนนะคะ

ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 

โดย: nathanon 27 พฤศจิกายน 2552 10:40:55 น.  

 

สวัสดีค่ะ คือวิวไม่รู้ว่าคนเขียนคือใคร จะเรียกยังไง เอาภาษาบ้านๆแล้วกันนะคะ วิวตามมาจากบล๊อกนั่งสมาธิยังไงไม่ให้เป็นบ้าน่ะค่ะ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่วิวจะขอถามหน่อย เพื่อนเขาเคยไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดป่าแห่งหนึ่ง มีพระสอน แล้วเขาก็เกิดอาการเหวี่ยง พระบอกว่าเขาเข้าถึงสมาธิ เลยให้เขาไปนั่งหน้าโลงเป็นการฝึกจิตขั้นต่อไป ตั้งแต่เย็นจน ตี 3 แต่เขาทำสมาธิได้ถึงแค่ 3 ทุ่มแต่กลัวไม่กล้าลืมตาโทรหาคนนู้นคนนี้

อยากรู้ว่าเหวี่ยงนี้คือสมาธิจริงรึเปล่า แล้วถ้าไม่นั่งนิ่งต้องทำยังไงใช่เดินจงกรมรึป่าว

วิวเพิ่งไปนั่งสมาธิมาแต่ไม่มีคนฝึก นั่งได้ไม่นาน พอนิ่งเงียบก็กลัวเลยออกเร็ว ตกลงมีประโยชน์มั๊ยคะเนี่ย

 

โดย: yaii vivi 11 ธันวาคม 2552 23:09:05 น.  

 

ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ ถ้ามีอะไรสงสัย ก็เขียนถามมาได้ที่ห้องรับแขกนี้ครับ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=05-12-2009&group=5&gblog=35

 

โดย: นมสิการ 12 ธันวาคม 2552 7:41:10 น.  

 

ขอยืมกฎข้อ 1 ของบล็อกนี้ไปใช้นะคะ

 

โดย: นาฬิกาสีชมพู 12 ธันวาคม 2552 13:43:58 น.  

 

ยินดีครับ

 

โดย: นมสิการ 12 ธันวาคม 2552 14:35:28 น.  

 

อนุโมทนากับบทความครับ...



 

โดย: palmgang IP: 119.42.68.37 17 ธันวาคม 2552 18:07:46 น.  

 

ขอความกรุณาอธิบายเรื่องวิญญาณขันธ์ และการรู้วิญญาณขันธ์ด้วยค่ะ จริงๆ แล้วจำเป็นมั๊ยที่เราต้องเห็นตัวนี้ หรือรู้จักตัวนี้

วันนั้นที่ไป meeting ยังไม่ได้คำอธิบายที่เข้าใจชัดเจนเลยค่ะ เผอิญว่าคุณปูเขาก็รีบจะไปธุระ จริงๆ แล้วเก้ามีเรื่องจะถามอีกหลายข้อ จดมาอีกหลายหัวข้อค่ะ

 

โดย: kaoim 21 ธันวาคม 2552 8:41:35 น.  

 

ได้ย้อนกลับไปอ่านบทความเก่าๆ ที่คุณนมสิการเขียน หลังจากที่ได้เรียนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ

เข้าใจคำนี้แล้ว see process, not content

 

โดย: kaoim 21 ธันวาคม 2552 8:49:27 น.  

 

เมื่อกำลังแห่งสัมมาสติ ตั้งมั่นเป็น สัมมาสมาธิ
จะเห็นวิญญาณขันธ์ และ การทำงานของวิญญาณขันธ์ได้ การเห็นการทำงานของวิญญาณขันธ์ จะทำให้เข้าใจเรื่อง อวิชชา ได้
เมื่อ จิตรู้ เห็น เวทนาขันธ์ เห็นสังขารขันธ์ ก็เพียงเข้าใจว่า เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ ไม่ใช่เรา เป็นไตรลักษณ์

แต่จะมองเรื่องอวิชชาไม่ออก ไม่เข้าใจว่า อวิชชา คืออะไร
ทำไมมันจึงเกิด เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ ขึ้นได้ เมื่อมีการกระทบสัมผัสของอายตนะ
แต่เมื่อ เห็น การทำงานของวิญญาณขันธ์ จะมองออกและเข้าใจได้ครับ
แต่ ตัววิญญาณขันธ์ จะเห็นได้ยากที่สุดในขันธ์ 5
มันเป็นตัวสุดท้ายเลยที่จะเห็นได้

เมื่อเข้าใจ วิญญาณขันธ์ ได้ จะเกิดการปล่อยวางขนาดใหญ่ขึ้นมาในจิตใจ ในขณะที่ เห็น เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ ยังไม่ปล่อยวางมากนัก

(นี่เป็นความเห็นของผมเอง ไม่มีในตำรากล่าวไว้แต่อย่างไร )

ถ้าเข้าใจ See process , not content ได้ นี่ก็แสดงว่า เข้าใจอะไร เพิ่มอีกมากแล้วครับ

 

โดย: นมสิการ 21 ธันวาคม 2552 10:06:15 น.  

 

ขอบคุณค่ะ จะฝึกต่อไปค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 119.31.111.208 22 ธันวาคม 2552 18:59:12 น.  

 

เพิ่งอ่านพบและขอฝากตัวด้วยค่ะ ตัวเองยังเป็นวุ้นอยู่ เลยไม่มีคำถามใดๆทั้งสิ้นนะคะ ขอบคุณในความเมตตาของคุณ วันนี้วันดี Merry X mas & Happy New Year
จะเริ่มศึกษาเรื่อยๆ เป็นความตั้งใจของปีใหม่นี้ค่ะ

 

โดย: granny IP: 110.164.102.220 25 ธันวาคม 2552 9:31:12 น.  

 

ค่อย ๆ ศีกษาไปเรื่อย ๆ ครับ
ความเข้าใจ คือ จุดแรกที่สุดครับ
ถ้าเข้าใจ การฝึกฝนก็จะง่ายมาก และได้ผลครับ
ถ้ามีข้อสงสัยอะไรในบทความ ก็เขียนมาถามได้

การอ่าน แนะนำ ให้เริ่มจาก กลุ่ม blog ธรรมปฏิบัติ 1 ก่อน
แล้วจึงไป กลุ่ม blog ธรรมปฏิบัติ 2

 

โดย: นมสิการ 25 ธันวาคม 2552 16:30:40 น.  

 

ขอบคุณที่กรุณาเตือนเรื่องการอ่านกระทู้ห้องศาสนา ทุกวันนี้ก็อ่านค่ะ
หนึ่งคืออ่านเพื่อหาความรู้
สองคืออ่านกระทู้ที่ชวนทำบุญทำกุศลบ้าง เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ออกไปไหนนอกบ้าน

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกระทู้ชวนทะเลาะ กระทู้ที่ปรามาสครูบาอาจารย์

แต่เก้าว่า ก็ดีเหมือนกันตรงที่ได้เข้าไปฝึกฝนว่า เมื่อเกิดอารมณ์ในการอ่าน ก็กลับมารู้สึกตัว ด้วยการลูบแขน ความคิดที่อยากตอบกระทู้มันก็ค่อยๆ หมดไป นึกถึงคำสอนเสมอๆว่า การยึดติด การหลงเป็นพี่เบิ้ม ตัวการเอก

อนุโมทนาค่ะ


 

โดย: kaoim 28 ธันวาคม 2552 8:54:39 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๓ ครับ



★ ★ ★ ธรรมภูต ★ ★ ★

 

โดย: ในความฝันของใครสักคน 31 ธันวาคม 2552 7:33:17 น.  

 

 

โดย: นมสิการ 3 มกราคม 2553 6:29:48 น.  

 

ปีใหม่ ยังอยู่ในช่วงขี้เกียจอยู่เลยค่ะ 55

แต่ยังขยับไม้ ขยับมือ กำๆ แบๆ หน้าทีวีอยู่ค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 119.31.126.141 4 มกราคม 2553 12:08:02 น.  

 

รบกวนเรียนถามคุณนมสิการค่ะ
เริ่มสนใจปฏิบัติมาได้ประมาณ 2 อาทิตย์(ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจจริงจัง) โดยวันแรกตื่นประมาณตี 5 (ปกติตื่น 7โมง)นั่งสมาธิดูลมหายใจภาวนาพุทโธ 1 ชั่วโมง(สงบบ้างไม่สงบบ้าง แล้วพยายามรู้สึกตัวในเวลากลางวันโดยดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่พอวันต่อๆมากลับไม่สามารถนั่งสมาธิได้นานเท่าเดิม สาเหตุคือจะคอยคิดว่าพอแล้วล่ะ พอก่อน หรือรู้สึกฟุ้งซ่านทำให้ไม่อยากนั่งต่อไป พอออกจากการนั่งสมาธิก็ล้มตัวลงนอน จึงคิดว่าน่าจะมาจากความขี้เกียจของตนเอง
จึงขอเรียนถามคุณนมสิการค่ะว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะเอาชนะกิเลสตัวขี้เกียจในใจได้(ดิฉันมีเวลาในรถ 1 ชม.ตอนขับกลับบ้าน ได้เปิดวิทยุฟังสถานีของหลวงตามหาบัว ก็รู้สึกฮึดอยากเอาชนะความทุกข์ แต่พอลงมือปฏิบัติกลับอ่อนปวกเปียกแพ้ต่อกิเลส จึงอยากได้คำแนะนำและกลอุบายในการเอาชนะกิเลสตัวขี้เกียจ และความอ่อนแอของจิตใจน่ะค่ะ)

 

โดย: ปุ่งปิ่ง IP: 125.26.132.14 4 มกราคม 2553 13:37:08 น.  

 

ผมจะตอบตามความเห็นส่วนตัวดังนี้

การที่เรารู้สึกประมาท หรือ เกียจคร้าน ในการฝึกฝนการปฏิบัติ น่าจะมาจากเหตุดังนี้
1. อายุยังน้อย ยังคิดว่า ยังมีเวลาอีกมากในการปฏิบัติ
2. ยังไม่ได้พบทุกข์ที่แท้จริง ยังไม่เห็นภัยจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง
3. ผลการปฏิบัติยังไม่มีอะไรออกมา ทำให้ไม่เห็นประโยชน์ในการปฏิบัติ ว่าจะได้ผลจริง

การปรับปรุงตนเอง คุณต้องดูว่า สาเหตุมาจากอะไร แล้วก็คิดพิจารณาว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ส่วนตัวผมเองนั้น ข้อ 2 เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมุ่งมั่นพากเพียรในการปฏิบัติ เพราะผมต้องการหนีจากสังสารวัฏครับ

 

โดย: นมสิการ 4 มกราคม 2553 16:17:12 น.  

 

รบกวนเรียนถามคุณนมสิการค่ะ

ทดลองฝึกโดยใช้วิธีเอานิ้วชี้แตะกับนิ้วโป้งค่ะ แต่บางทีเมื่อขาดสมาธิ นิ้วก็จะหยุดขยับ ถ้าลองเปลี่ยนมาใช้ตามดูการกระพริบตาซึ่งร่างกายต้องกระพริบโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่มีการเคลื่อนไหวทีช้ากว่าการตามดูนิ้ว จะมีข้อดีหรือข้อเสียต่างกันอย่างไรคะ ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: ปุ่งปิ่ง IP: 125.26.127.197 12 มกราคม 2553 11:20:00 น.  

 

ถ้าคุณขาดสติ ถ้ามีการกระพริบตาแล้วเกิดมีสติกลับมาก็ใช้ได้ครับ
แต่ว่า คุณกระพริบตาบ่อยขนาดไหน นี่คือสิ่งที่คุณต้องพิจารณาเองครับ

การฝีักฝนนั้น ถ้าคุณฝึกโดยการกระพริบตา แล้วไม่มีปัญหาอะไรในทางสังคม หรือ หน้าที่การงาน และรู้สึกสบายใจดี ก็ใช้ได้เหมือนกันครับ

การฝึกฝน ไม่มีวิธีใหนดีกว่าวิธีไหน เพียงแต่ว่า เราอยู่ในสิ่งใดมาก ๆ เราก็ควรฝึกจากสิ่งนั้นแทน เช่น พวกที่ต้้องเดินมาก ๆ อย่างการขายของแบบเคาะประตูบ้าน ก็ควรฝึกโดยการเดินจงกรม อย่างนี้จะดีมาก เพราะเมื่อเราฝึกเดินจงกรมโดยการมีสติ พอเราไปเดินขายของจริง ๆ ความคุ้นเคยในการฝึกเดิน มันจะกระตุ้นให้เรามีสติได้ง่าย

ส่วนการฝึกที่ผมเขียนไว้ใน blog ก็เป็นวิธีการฝึกในรูปแบบต่างๆ กัน เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองดูว่า แบบใดจะเหมาะสมกับตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้อย่างที่ผมเขียนก็ได้ครับ หาวิธีเองก็ได้ครับ อย่างผมเคยแนะนำพนักงานรับโทรศัพท์ให้ยบริกรรมคำว่า สวัสดีค่ะ เพราะเขาจะพูดคำนี้่บ่อย ๆ ในการทำงาน พอเขาฝึกคุ้นเคย พอเขาพูดว่า สวัสดีค่ะ ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เขามีสติได้ดี

ผมเห็นคนไทย มักนิยมทำตามพระ โดยไม่ดูสภาพปรกติของตนเอง
เช่น วันหนึ่ง ๆ พระท่านนั่งมากกว่าอย่างอื่น การทำสติในอิริยาบทนั่้ง จึงดีสำหรับพระ แค่คนไทย นาน ๆ จะนั่งแบบพระสักที ก็ไปทำแบบพระจึงได้ผลได้ช้า
ผมยกตัวอย่างให้หลาย ๆแบบ เพื่อให้คุณเข้าใจหลักการเลือกวิธีทางฝึกฝนของคุณเอง ถ้าคุณเลือกได้ถูกใจ คุณจะไปไ้ด้ดี ไปได้เร็ว ด้วยครับ

 

โดย: นมสิการ 12 มกราคม 2553 13:19:09 น.  

 


สวัสดีครับ

บังเอิญว่าผมใช้ Wireless router รุ่นเดียวกันกับคุณนมสิการ คือ Belkin F5D7632-4 Ver.7000ak และมีปัญหาแฮงค์อยู่เรื่อยๆ เหมือนกันครับ
ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของของคุณนมสิการแล้ว เป็นประโยชน์มากครับ
ผมอยากจะรบกวนขอไฟล์ firmware 7.00.28 ครับ เนื่องจากผมพยายามดาวน์โหลดแล้วแต่ไม่สำเร็จ
ขอความกรุณาส่งช่วยส่งทาง email : rsira2004@gmail.com ครับ

ขอบคุณครับ
Mark.

 

โดย: Mark IP: 114.128.165.239 12 มกราคม 2553 15:00:43 น.  

 

ผมส่ง Firmware ให้แล้วครับทาง email
แ่ต่ที่ผมแก้เรื่อง Hang ต้องแก้ที่ supply อย่าให้ต่ำกว่า
12 volt ครับ ดังที่ผมใช้ Adaptor ซืื้อมาใหม่
ที่ผมเขียนไว้ใน blog ใช้ถึงบัดนี้ไม่พบ Hang อีกเลยครับ

 

โดย: นมสิการ 12 มกราคม 2553 16:41:27 น.  

 

ถามคุณนมสิการค่ะ

ช่วงนี้การปฏิบัติถอยหลัง (อีกแล้ว) สังเกตุดูเวลาปฏิบัติได้ดีจริงมีแป๊บเดียว เวลาเสื่อมทีหลายวันเลย ^__^"

มีข้อสงสัยค่ะ ว่าเวลาเราที่เราตามดูจิตไม่ทัน แต่เห็นร่างกาย พูด-เดิน-ทำงาน ทำโน่นทำนี่เอง
โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำยังงั้นๆ แบบจิตปรุงเอง สั่งร่างกายทำเอง เสร็จสรรพ เราแค่ไปรู้บางๆ
ตรงนั้นว่า มันทำงี้ๆๆนะ แบบนี้ถือว่ารู้ถูกไหมคะ

 

โดย: โอ๊ต IP: 10.20.44.28, 203.149.16.43 13 มกราคม 2553 12:09:46 น.  

 

การรู้นั้น ถ้าเป็นการรู้เอง ที่ไม่ได้จงใจไปรู้ ก็ใช้ได้ครับ
จะเป็นรู้กาย รู้จิตปรุงแต่ง รู้เวทนา รู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน รู้ว่าได้กลิ่น รู้ว่าได้รส ใช้ได้ทั้งนั้นครับ

อีกอย่างหนี่ง เราสังเกตอย่างนี้ก็ได้คือ
เราเผลอไปนาน ๆ หรือไม่
เรื่องเผลอ ปรกติ ต้องเผลออยู่แล้วครับ ไม่มีใครไม่มีเผลอ ยกเ้ว้นพระอรหันต์ แต่ว่า อย่าให้เผลอนาน เผลอได้ครับ แต่ให้มีการสลับกับการไม่เผลอบ่อย ๆ คือ เดียวเผลอ เดียวไม่เผลอ ประมาณนี้ แล้วต่อๆ ไปก็จะเผลอสั้นลงเรื่อย ๆ
ในขณะที่ไม่เผลอนั้น จิตเขาจะทำงานเองโดยอันโนมัติอยู่แล้วครับ
คงพอมองออกนะครับ ถ้าอ่านตรงไหน ไม่เ้ข้าใจ ก็ให้ถามมาใหม่ได้ครับ

 

โดย: นมสิการ 13 มกราคม 2553 14:42:52 น.  

 

เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้ก็เผลอสั้นลงมากกว่าเมื่อก่อนค่ะ ขอถามคุณนมสิการอีกเรื่องสองเรื่องค่ะ

เรื่องดูมานะอัตตาเนี่ย สมมุติว่าว่า กำลังคิดอะไรอยู่สักอย่าง
แล้วไปเห็นว่าที่คิดน่ะมี.เรา. เต็มๆ แบบนี้ คือเห็นอัตตาตัวตนรึยังคะ แล้วช่วงแรกถ้าใช้การพิจารณาช่วยนี่ได้ไหมคะ

อีกอันคือเรื่อง อย่างเวลาโกรธไปแล้ว เห็นจิตปรุงความคิด(โกรธ)-รู้-จิตปรุงความคิด(โกรธ)-รู้ ทีนี้เห็นความคิดเกิดขึ้น-ดับไป แต่ไม่เห็นความโกรธ แบบนี้ถูกไหมคะ คือจะเป็นบ่อยมากที่รู้ความคิด แต่ไม่ทันที่ตัวอารมณ์ความรู้สึกค่ะ นี่คืออาการรู้อยู่นอกๆหรือเปล่าคะ

ขอบคุณค่ะ

_/|\\_

 

โดย: โอ๊ต IP: 10.20.44.28, 203.146.104.35 13 มกราคม 2553 15:37:24 น.  

 

1. การดูมานะ ดูอัตตา
ตรงนี้ไม่ต้องไปดูเลยครับ เพราะทั้งมานะ และ อัตตา จะมีผลออกมาเป็นรูปของความคิดที่ยังมีการยึดติดในเรื่อง ความพอใจ หรือ ไม่พอใจอยู่
เราไม่ต้องไปแยกแยะเลยว่า นีั่่คือ มานะ นี่คืออัตตา เพียงแต่เรารู้ว่าตอนนี้ จิตมีอาการไหวตัวแล้วก็พอ

2.เรื่องการมีตัวตน อันนี้จะออกมาในลักษณะที่ว่า เมื่อเราเห็น ก็จะเป็นว่า เรายังเป็นผู้เห็นอยู่ เมื่อคุณโอ๊ด ได้ฝึกมาจนจิตรู้แยกตัีวออกมาเห็นความคิดได้แล้ว คุณโอ๊ดจะมองเห็นว่า เจ้าจิตรู้นี่คือตัวเรา แต่ความคิด อาการของจิตต่าง ๆ เช่นความโกรธ ที่จิตรุ้ไปเห็นเ้ข้ามันไม่ใช่ของเรา นี่คือสักกายทิฐิ ได้ถูกจิตรู้มองเห็นแล้วครับ ขออนูโมทนาในการปฏิบัติ
ทีนี้ ในการปฏิบิัติขั้นสูงต่อไป คือ การปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ จิตรู้ สลายตัวออกเป็นความว่าง เพื่อการเข้าสู่สภาวะสุญญตา อันเป็นสภาวะขั้นสูงสุด
เรื่องนี้ ผมจะเขียนออกมาให้อ่านต่อไป ให้ติดตามในเรื่องใน blog ครับ
ตอนนี้ผมขอติดไว้ก่อน แต่คงไม่นานเกินรอ ผมจะเขียนให้ เพราะผมคิดว่า คงมีหลายท่าน ที่มีปัญญาที่อ่านแล้วจะเดินต่อเข้าสู่จุดนี้ได้ต่อไป

3 อย่างเวลาโกรธไปแล้ว เห็นจิตปรุงความคิด(โกรธ)-รู้-จิตปรุงความคิด(โกรธ)-รู้ ทีนี้เห็นความคิดเกิดขึ้น-ดับไป แต่ไม่เห็นความโกรธ แบบนี้ถูกไหมคะ
>>ตอบ >> ถูกต้องครับ

++++คือจะเป็นบ่อยมากที่รู้ความคิด แต่ไม่ทันที่ตัวอารมณ์ความรู้สึกค่ะ นี่คืออาการรู้อยู่นอกๆหรือเปล่าคะ

>>ตอบ>> เรื่องนี้ไม่เป็นไรครับ ขอให้มีการรู้ด้วยจิตรู้ก็พอแล้ว มันจะเป็นความคิด มันจะเป็นตัวอารมณ์ อะไรก็ได้ทั้งนั้นครับ

การรู้ที่อยู่นอก ๆ นี่ผมไม่เข้าใจคำถามนะครับ

แต่ผมเดาเอาว่า การรุ้นี้คือ เห็นความคิด เห็นอารมณ์ มันลอย ๆ อยู่ รู้ว่ามี แต่ไม่รู้่ตำแหน่งแน่ชัดว่าอยู่ตรงนี้นะ หรือ อยู่ตรงนั้นนะ ใช่หรือไม่ครับ
ถ้าใช่ละก็ อย่างนี้ถูกต้องแล้วครับ แต่ว่า การรุ้บางครั้ง ก็มีเหมือนกัน ที่ไปรู้ตำแหน่งที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าเราปวดฟัน เราจะรู้ว่า ตำแหน่งที่ปวดมันอยู่ที่ไหน
ส่วนพวกความคิด พวกอารมณ์จิต นี่จะไม่รู้ตำแหน่งแน่นอนครับ

ผมรุ้สึกยินดีและขออนุโทนาในการปฏิบัติของคุณ
ขอให้พากเพียรต่อไป ชาตินี้มีสิทธิครับ ที่จะจบภารกิจได้
ผมพบว่า เพียงแต่เข้าใจจริง ๆ แล้วพากเพียรอย่างถูกต้อง
มีสิทธิจบแน่นอนครับ

 

โดย: นมสิการ 13 มกราคม 2553 17:20:08 น.  

 

อ่านที่คุณนมสิการตอบแล้วค่อยมีกำลังใจขึ้นมาว่าไม่ได้หลงทางอยู่ค่ะ
ไม่ค่อยมีเวลาไปเข้ากลุ่มที่บ้านอารีย์เท่าไหร่ อาศัยฟัง CD หลวงพ่อค่ะ

ใช่ค่ะ มันรู้สึกว่ามี.เรา.เป็นคนไปรู้โน่นรู้นี่ ... แบบนี้เรียกว่าสักกายทิฐิเหรอคะ
ตรงนี้ใช่ไหมคะที่ใน CD พูดกันว่าเห็นเงาของตัวตน?

ตอนนี้จิตรู้แยกออกมาได้เป็นช่วงๆค่ะ สักเดี๋ยวก็ไปไหลเข้าไปเกาะหนึบอีก
ต้องฝึกดูตรงนี้อีกเยอะเลยค่ะ กว่าจะไปถึงสลายจิตรู้คงอีกนานค่ะ *__-

พยายามสังเกตเรื่องจิตไม่ถึงฐานอยู่นะคะ ยังแยกสภาวะไม่ค่อยออก
ส่วนความคิดที่เห็นลอยๆ อันนี้ ok ค่ะ เคยเห็นมันไหลผ่านไปเหมือนน้ำน่ะค่ะ

ก็คิดว่าจะทำไปเรื่อยๆหล่ะค่ะ ชาตินี้ไม่ได้ เผื่อชาติหน้าจะได้ปิ๊งไวๆ
น่าเบื่อนะคะ เกิดๆตายๆไม่จบสิ้น ชาติไหนทำตัวดีก็ดีไป เลวก็รับกรรมไปอีกนาน

ยังไงก็จะรออ่านบทความนะคะ ขอบคุณมากสำหรับคำตอบดีๆค่ะ

อนุโมทนากับคุณนมสิการเช่นกันค่ะ

 

โดย: โอ๊ต IP: 118.173.88.21 13 มกราคม 2553 20:58:54 น.  

 

สักกายทิฐิ หมายความว่า การเข้าใจว่า ขันธ์ 5 นั้นเป็นของเรา เป็นเราครับ
การที่จิตรู้เกิดแล้วเป็นเห็นขันธ์ 5 อย่างขำนาญ จิตรู้ เขาจะเข้าใจได้เองครับว่า ขันธ์ 5 ไม่ใข่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา และยิ่งเห็นขันธ์ 5 การไหลออกของจิตไปยึดขันธ์ 5 ก็จะยิ่งมีน้อยลงครับ

คำว่า เงาของตัวตน นี่คนพูดเขาคงตั้งมาเอง ต้องไปถามคนพูดว่าหมายความว่าอย่างไร
ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ เพิ่งเขียนให้อ่านกัน
ความรู้สึกว่ามีตัวตน ความรู้สึกว่าไม่มีตัวตน
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=14-01-2010&group=5&gblog=63

จิตไม่ถึงฐาน น่าจะหมายความว่า จิตยังไม่ตั้งมั่นพอ ยังคงไหลไปจมกับอารมณ์ทางจิตอยู่กระมังครับ
คำนี้ ก็คงต้องถามคนที่ตั้งศัพท์นี้ขึนมาเช่นกัน
แต่ถ้า จิตไม่ตั้งมั่นพอ ก็ให้หมั่นฝึกฝนต่อไป แต่อย่าไปจ้องอารมณ์เพื่อจะได้ไม่หลงเข้าไปในอารมณ์เด็ดขาด เพราะการจ้องนี่ผิดทางแน่นอนครับ

 

โดย: นมสิการ 14 มกราคม 2553 7:45:01 น.  

 

มาร่วมอนุโมทนาในการเผยแพร่ธรรม....

คนที่มองทะลุตัวอักษรลงไปถึงจิตถึงใจของท่านยังมีอยู่..

คงไม่ต้องให้กำลังใจกัน.....เพราะกำลังใจก็เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เราสร้างขึ้นมา..
จิตแท้ๆมีกำลังอยู่แล้ว..และจิตของท่านนมสิการก็มีกำลังมากอยู่

เผยแพร่ต่อไปครับ............สิ่งที่ท่านพูด ผู้ที่ผ่านมาแล้วย่อมรู้ครับ..ว่าถูกหรือผิด

เหมือนเรื่องเต่ากับปลา...เต่าพูดถึงความสวยงามของดอกไม้ที่อยู่บนบกให้ปลาฟัง .... ปลาก็คงไม่เชื่อเช่นกัน

 

โดย: palmgang IP: 119.42.69.246 16 มกราคม 2553 19:43:19 น.  

 

ยังคงฝึกอยู่ค่ะ และยังติดตามอ่านอยู่เสมอค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 110.49.167.202 16 มกราคม 2553 21:03:28 น.  

 

ผมอ่าน ments ของ คุณ palmgang ก็มีความเห็นเดียวกัน ทางสายเอกที่เรากำลังเดินกันอยู่ เป็นทางหลัก บ้างคนอาจจะใช้เส้นทางย่อยอื่น ก็แล้วแต่จริต ความชอบ ถ้าไม่หลงหรือหมดแรงก่อนก็จะมารวมกับทางสายเอกแน่นอน

เหมือนคุณนั่งรถจาก กทม ไปเชียงใหม่ขึ้นดอยสุเทพ มีหลายเส้นทางที่ไปได้ แต่ก่อนถึงต้องผ่านเส้นทางหลักขึ้นดอยทุกคน อาจมีบ้างคนอาจแยกไปแม่สอดเข้าแม่ฮ่องสอนแล้วอาจคิดว่าถึงเชียงใหม่แล้วก็ได้

 

โดย: OxyMan 17 มกราคม 2553 10:03:34 น.  

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาให้กำลังใจครับ

 

โดย: นมสิการ 18 มกราคม 2553 5:58:31 น.  

 

ส่งการบ้านค่ะ เช้าวันนี้ได้อ่านบทความใหม่แล้ว

จากที่ได้ฝึกมาระยะนึง นำมาใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ สองสามวันนี้ คิดว่าตัวเองน่าจะเห็นผลในทางที่ดีขึ้นค่ะ พอได้อ่านอะไรๆ ตอนแรกใจมีการกระทบบ้าง กระเทือนบ้าง แต่ก็รู้สึกว่ามันสงบได้เร็วขึ้น ใจปล่อยวาง

เมื่อวานนี้กลับไปอ่านธรรมะเทศนาของหลวงพ่อเทียน ก็นำมาใช้กับที่คุณนมสิการสอน คือการไม่ยึด ไม่ถือเอาไว้ มาทำความรู้สึกตัวบ่อยๆ ทำให้มั่นใจว่าถึงจะช้าเพราะความขี้เกียจบ้าง ยังไงก็มาถูกทางจริงๆ

 

โดย: kaoim 18 มกราคม 2553 8:37:34 น.  

 

เมื่อภาวนาเริ่มได้ผลแล้ว
ให้เพียรภาวนาต่อไป อย่าได้หยุด
จะเป็นผลดีต่อไปอีก

การภาวนานั้น จะยากมาก ๆ ในขั้นแรก
ตอนที่ยังไม่ได้ผล
ดังนั้น เมื่อเริ่มได้ผลแล้ว อย่าเสียโอกาสทองนั้นไป

 

โดย: นมสิการ 18 มกราคม 2553 13:20:13 น.  

 

คงเป็นคำถามที่น่าเบื่อ แต่จากที่อ่านเม้นท์มานี่

เริ่มต้นใหม่(ไม่เคยเข้าร่วมปฎิบัติธรรมมาก่อนนี่) ให้อ่านบทความที่ "ธรรมปฎิบัติ 1 ก่อนใช่ไหมครับ

 

โดย: วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส 20 มกราคม 2553 17:17:13 น.  

 

ผมแนะนำให้อ่าน 2 บทนีก่อนครับ คือ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=20-01-2010&group=5&gblog=69
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=11&group=5&gblog=61

แล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็อ่าน บทความที่ "ธรรมปฎิบัติ 1 ' ครับ
หรือ จะมาถามทีห้องรับแขก ก็ได้ครับ

การปฏิบัติสำคัญที่สุด คือ ต้องเข้าใจให้ถูกก่อนครับ

 

โดย: นมสิการ 20 มกราคม 2553 17:27:34 น.  

 

หายไปหลายวัน วันนี้เข้ามาสวัสดีค่ะ :D

เมื่อก่อนเคยฟังหลวงพ่อเล่าถึงคุณดังตฤณพูดว่า จิตของปุถุชนต่างจากพระอริยเจ้าตรงที่ เวลาคิดมีภาพขึ้นมาในจิต แต่พระอริยเจ้าท่านท่านคิดขึ้นมาจากความว่าง

เมื่อก่อนฟังแล้วงงงวยมาก คิดยังไง๊..เป็นภาพ

เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้ว เป็นเรื่องประหลาดมาก เวลาเราคิดอะไรสักเรื่อง มันจะมีภาพที่เชื่อมโยงกับความคิดนั้นๆเสมอ เช่น ภาพจากอดีต ภาพที่เคยเห็น ฯลฯ ตอนนี้พยายามสังเกตุว่า มันเป็นทุกครั้งที่คิดเลยรึเปล่า

คุณนมสิการคะ เวลาที่เราเห็นวัตถุ คน บางอย่าง แล้วจิตมันเว้นระยะ 1 แว๊บ แล้วผุดขึ้นชื่อสิ่งของนั้น ชื่อคน ยังงี้เรียกว่าเราไปเห็นสัญญามันทำงานรึเปล่าคะ

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: โอ๊ต IP: 125.25.180.61 20 มกราคม 2553 23:50:51 น.  

 

ใช่ครับ นั้นคือ สัญญา มันทำงานครับ
ในความเห็นส่วนตัวของผม การทำงานของสัญญา มันก็ทำงานของมันไปอย่างนั้น แต่ที่น่ากลังคือ การทำงานของสังขารครับ

เช่น สมมุติว่า เราเกลียดคนที่ชื่อ ก. พอเราเห็นคนชื่อ ก.
สัญญาก็ทำงาน ทำให้เราจำได้ว่า นี่คือ ก. แต่สิ่งทีตามมาก็คือ
ความเกียดที่มันฝังอยู่ในจิตใจ มันจะปรุงความไม่ชอบใจทันที
นี่คือ อวิชชา ทีมันทำงาน

แต่ถ้าเรามีวิชา พอเห็น ก. เรารู้ว่านี่คือ ก. นี่คือสัญญาทำงาน
แต่จิตใจของเรา ยังเฉยๆ อยู่ไม่ปรุงต่อไปเมื่อเห็น ก. อย่างนีั้อวิชชาไม่ทำงาน เป็นจิตใจของพระอริยบุคคลครับ

 

โดย: นมสิการ 21 มกราคม 2553 13:36:40 น.  

 

ดีใจจังที่เจอblog นี้ อ่านมาหลายแนวทางแล้ว แต่รู้สึกว่าชอบแนวน้ีค่ะ จะเร่ิมปฎิบัติแล้ว แล้วควรทำแบบเดียว หรือเปลี่ยนแก้เบื่อได้คะ(เช่นจากลูบแขนเป็นขยับนิ้วค่ะ)
ขอบคุณค่ะ

 

โดย: หลงทาง IP: 124.121.217.81 21 มกราคม 2553 18:20:05 น.  

 

จริงค่ะ เรื่องปรุงแต่ง เวลามองหน้าคน เห็น .. สัญญาบอกว่านี่ใคร .. ตามมาด้วยไม่ชอบ
แบบทันทีเลย ตอนเห็นแว่บยังเฉยๆ แท้ๆ :D

ช่วงนี้สังเกตุเห็นช่องว่างก่อนสัญญาทำงานได้บ่อยขึ้น (หรือเมื่อก่อนไม่ได้สนใจดูก็ไม่รู้นะคะ)

_/|\\_

 

โดย: โอ๊ต IP: 125.24.32.109 21 มกราคม 2553 22:09:07 น.  

 

ตอบคุณหลงทาง

รูปแบบนั้น ไม่สำคัญที่ต้องไปยึดมันเลยครับ
คุณชอบอย่างไร ก็เลือกอย่างนั้น อะไรก็ได้
ขอเพียงแต่ว่า ในขณะที่คุณฝึกฝน คุณควรจะ
1 มีความรู้สึกตัว ไม่เครียด ไม่เกร็ง สบาย ๆ
ผ่อนคลาย ฝึกแบบเล่น ๆ ไม่จริงจัง อย่าคิดว่าจะต้องทำโน้นทำนี่
2. เวลาฝึก อย่าต้องการรู้อะไร แต่ให้รู้เกิดเอง เพราะความรู้สึกตัวที่มีอยู่
ขอให้อ่านเรื่องใน blog นี้ หลาย ๆ ครั้ง
อ่านช้าๆ ให้เข้าใจครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=20-01-2010&group=5&gblog=69
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2010&date=11&group=5&gblog=61

 

โดย: นมสิการ 22 มกราคม 2553 7:05:33 น.  

 

ตอบคุณโอ๊ด
เมื่อคุณฝึกไป คุณจะพบสภาวะธรรมแปลก ๆ ที่ไม่เคยพบเห็นมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ ผมแนะนำว่า
เป็นสักที่รู้แล้วผ่านไปก็พอ ไม่ต้องไปใส่ใจมันเลย

การฝึกฝนที่ถูกต้องเท่านั้น ตามที่ผมตอบคุณหลงทางไปข้างบนนี้ จะทำให้คุณพัฒนาสู่การพ้นทุกข์ได้ต่อไป

อย่าอยากรู้อะไร แต่ให้รู้ได้เอง เพราะการรู้สึกตัว
เมื่อรู้แล้ว ก็สักเพียงว่ารู้แล้ว ก็ปล่อยผ่านไปเลย
ไม่ต้องไปใส่ใจมัน สนใจมัน

 

โดย: นมสิการ 22 มกราคม 2553 7:08:29 น.  

 

แวะมาอ่านครับ ธรรมที่มาจากไอศกรีม
เมื่อรู้จักจิต ก็จะรู้จักอาการของจิตเป็นอย่างดี
จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เป็นธรรมไปหมดครับ

ธรรมภูต

 

โดย: ในความฝันของใครสักคน 27 มกราคม 2553 8:58:18 น.  

 

ของใหม่ไม่ (สังเกต) เห็น ก็แปลกใหม่ เห็นบ่อยแล้วก็เฉยๆ :D

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: โอ๊ต IP: 10.20.44.28, 203.149.16.36 27 มกราคม 2553 10:47:31 น.  

 

สวัสดีค่ะ

ตอนนี้เข้าไปทำงานออฟฟิศแล้ว อาศัยช่วงเวลาขึ้นรถเมล์ ปฏิบัติไปด้วยค่ะ ตรงไหนพอจะเดินไปได้ ก็อาศัยเดิน จะได้ทำความรู้สึกตัวไปด้วย

ในเวลาทำงานมันจะมีเวลาที่เราต้องคิด เข้าใจว่าตรงนี้มันจะปฏิบัติยังไงคะ เราไม่ได้ไปปัดความคิดออก แต่เก้าอาศัยว่า บางช่วงก็ทำความรู้สึกตัวไปกับการเขียน การพิมพ์คอมพ์

ตอนนี้ไม่ได้สนใจผลว่าปฏิบัติตามที่คุณนมสิการสอนมาก็หลายเดือนแล้ว แต่สิ่งที่เห็นคือการปล่อยวางจากคำพูด อารมณ์ของคนรอบข้าง ตอนนี้จะกลายเป็นคนที่ไม่ซีเรียส ไม่เก็บเอาคำพูดของใครมาคิด รู้สึกว่าใจเรามีความสุข ไม่เครียดเลยค่ะ

 

โดย: kaoim IP: 124.157.135.152 27 มกราคม 2553 13:10:39 น.  

 

เวลาทำงานบริษัท ต้องคิด ก็ไม่ใช่เวลาปฏิบัติครับ
เราก็ต้องทำงานให้เขา เพราะเป็นหน้าที่
แต่ช่วงที่ระหว่างที่ไม่ต้องคิด เช่น การไปเข้าห้องน้ำ
การเดินไปพักเที่ยง การเดินทางไปกลับ นี่ฝึกได้เสมอ

 

โดย: นมสิการ 27 มกราคม 2553 13:18:41 น.  

 

สวัสดีค่ะ

ขอรบกวนถามหน่อยค่ะ
พยายามฝึกดูมาหลายเดือนแล้ว เคยรู้สึกถึงความว่างแบบใสๆก็ตอนไปอยู่วัด ตอนนั้นรู้แล้วก็ไปเพลิน-ชอบใจเข้าซะด้วย
พอกลับมาอยู่ที่บ้าน ตอนแรกก็พยายามว่างแบบตอนอยู่วัด ผลคือ ได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง
ตอนนี้ก็"พยายาม"จะทำน้อยลง รู้สึกว่า"ว่าง"ได้สบายๆขึ้น

ล่าสุดนี้มีผัสสะเข้ามา ก็เกิดความรู้สึก "เหงา"
ตอนเหงาก็รู้สึกตัว ว่าเหงา ไม่รู้จะเหงาไปทำไม แต่กํยังเหงา ... แป่ว
พยายามจะ"มีสติ" ก็เจ๊ง ส่วนนึงเข้าใจว่าเพราะ"ตั้งใจ"มากเกินไป ตอนนี้เลยยังเหงาอยู่ 5 5 5

ขอรบกวนถามว่า ควรทำยังไงต่อไปคะ

ปล.ตอนนี้เราเดินจงกรมทุกวันค่ะ เช้าประมาณ 1 ชั่วโมง ค่ำประมาณ 1 ชั่วโมง สภาวะที่เห็นคือ "คิด" สลับกับ "ว่าง-แบบฤาษี"

ขอบพระคุณค่ะ

 

โดย: Honeybee IP: 125.27.249.249 29 มกราคม 2553 18:24:32 น.  

 

ถ้าคุณเห็นความคิดได้แล้ว ก็แสดงว่า การฝึกได้ผลแล้ว
แต่ยังต้องฝึกต่อไปอีก

ที่ถามว่า ต้องทำอย่างไร ก็ขอตอบว่า ให้ฝึกต่อไปครับ

สภาวะธรรมต่าง ๆ ที่จะรู้สึกได้ เห็นได้ ล้วนมาจาก กำลังแห่งสัมมาสติ ที่ตั้งมั่น ยิ่งตั้งมั่น ยิ่งรู้สึกได้ ยิ่งเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ

และ ก็ อย่าไปอยากครับ พอรู้เห็นได้ ก็สักแต่ว่ารู้แล้ว ก็พอแล้ว แล้วปล่อยผ่านไป ที่คุณเห็นว่างได้แล้ว แต่ที่ไม่เห็น เพราะกำลัง สัมมาสติ ยังไม่ตั้งมั่นครับ

การเดินจงกรมเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าไปจ้องขาในขณะที่เดิน แต่ให้เดินด้วยความรู้สึกตัว แล้ว ความรู้สึกกระทบที่เบา ๆ ที่เท้า จะรู้ได้เอง เขียนอย่างนี้ คิดว่า คุณคงเข้าใจ

 

โดย: นมสิการ 30 มกราคม 2553 9:03:40 น.  

 

สวัสดีค่ะ

เข้ามาขอความเมตตาอีกแล้ว ^_^

คือว่าเมื่อเช้านี้ตอนเดินจงกรม ก็รู้สึกตัวอยู่ที่การกระทบของเท้า เห็นความง่วง กับความคิด สลับกัน

มีช่วงหนึ่งที่ง่วงจนเดินเซ แต่ไม่มีความคิด แล้วมองเห็นว่ามีอะไรที่ไม่ง่วงกำลังมองเห็นเจ้าเด็กง่วงมันเดินอยู่ ( ... อธิบายเอง ยังงเองเลยค่ะ แหะแหะ) เป็นอยู่ประมาณ 5 นาที เห็นอย่างนี้ก็มองอยู่จนสภาวะนั้นหายไปเอง

หลังจากนั้น ก็ไม่มีสภาวะนั้นอีกแล้ว

ตอนนั้น เข้าข้างตัวเองว่า เป็นสภาวะที่จิตเริ่มแยกตัวออกจากขันธ์
แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่จริงหรือเปล่า หรือว่าหลงไปเอง

ขอความเมตตาคุณนมสิการช่วยชิ้แนะด้วย


ขอบพระคุณค่ะ ^_^

 

โดย: Honeybee IP: 180.180.24.204 30 มกราคม 2553 11:30:30 น.  

 

ใช่แล้วครับ จิตรู้ แยกตัวออกจากขันธ์แล้ว
แสดงว่า จิตรู้ มีกำลังพอสมควรแล้ว
ขอให้หมั่นฝึกต่อไป เพราะนี่ยังเป็นระดับของสมาธิ
ยังมีการเสื่อมได้ ถ้าไม่ขยันฝึก ก็จะน่าเสียดายมาก

 

โดย: นมสิการ 30 มกราคม 2553 12:20:37 น.  

 

Blog นี้ ก็คงถึงเวลาตามสมควรแล้ว
ผมขอยุติ blog นี้ไว้แค่นี้ก่อน

สำหรับอนาคต จะกลับมาทำต่อหรือไม่
ตอนนี้ ผมยังตอบไม่ได้ครับ

สวัสดีทุกท่าน

 

โดย: นมสิการ 5 กุมภาพันธ์ 2553 15:58:17 น.  

นมสิการ

Location :

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผ่อนคลาย รู้สึกตัว เฉย ๆ สบาย ๆ
 
Friends' blogs
[Add นมสิการ 's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.